
| (ฎีกาที่ 3440/2567) การเพิกถอนรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กับอำนาจร้องต่อศาล
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ คดีล้มละลายและอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ โดยมีประเด็นสำคัญว่า รายงานความเห็นและหมายแจ้งที่ให้คืนเงิน 2,500,000 บาทเข้ากองทรัพย์สิน ถือเป็นคำสั่งที่มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมาย ไม่ใช่คำวินิจฉัยที่มีสภาพบังคับ จึงไม่ก่อสิทธิให้โจทก์ร้องเพิกถอนได้
ข้อเท็จจริงของคดี 1. ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดของจำเลยทั้งหกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 2. โจทก์ได้รับหมายแจ้งจากผู้คัดค้านให้คืนเงิน 2,500,000 บาทเข้ากองทรัพย์สิน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยที่ 4 ตามมาตรา 109 (1) และมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 3. โจทก์ไม่เห็นด้วยและยื่นคำร้องเพิกถอนรายงานความเห็นดังกล่าว 4. ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอน แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกคำร้อง 5. คู่ความฎีกาต่อศาลฎีกา
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • รายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านเป็นเพียงการแสดงข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมาย ไม่ใช่คำสั่งหรือคำวินิจฉัยที่กฎหมายกำหนดให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม • แม้มีการระบุว่าให้คืนเงินภายใน 30 วัน แต่ไม่มีผลเป็นคำสั่งที่มีสภาพบังคับ • หากต่อมาผู้คัดค้านดำเนินคดี ศาลอาจมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเป็นอย่างอื่นได้ • ดังนั้น การกระทำดังกล่าวยังไม่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามมาตรา 146 • โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องเพิกถอนรายงานความเห็น • ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ • ตามมาตรา 22 และมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจในการจัดการทรัพย์สินของลูกหนี้ • รายงานความเห็นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของขั้นตอนการตรวจสอบ ไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาด 2. สภาพบังคับของรายงานความเห็น • รายงานดังกล่าวไม่ใช่คำสั่งที่ศาลมีอำนาจชี้ขาด • ศาลชี้ว่าเป็นเพียง "การแจ้ง" และยังต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล 3. สิทธิร้องเพิกถอนตามมาตรา 146 • มาตรา 146 กำหนดว่า คู่ความต้องได้รับความเสียหายจากคำสั่งหรือการกระทำ จึงจะมีสิทธิร้อง • ในคดีนี้ โจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากรายงานความเห็น จึงไม่มีสิทธิร้อง
IRAC Analysis Issue (ประเด็น): โจทก์มีอำนาจร้องเพิกถอนรายงานความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้คืนเงิน 2,500,000 บาทหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ): • พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22, 24 ว่าด้วยอำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ • มาตรา 109 (1) เรื่องทรัพย์ที่ต้องรวบรวมเข้ากองทรัพย์สิน • มาตรา 146 เรื่องสิทธิร้องขอเพิกถอนการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย Application (การประยุกต์ใช้): รายงานความเห็นและหมายแจ้งไม่ใช่คำสั่งที่มีสภาพบังคับ แต่เป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแก่โจทก์ การกำหนดให้คืนเงินภายใน 30 วันไม่ได้มีผลบังคับตามกฎหมาย ศาลเห็นว่าโจทก์ยังไม่ได้รับความเสียหายจริง จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 146 Conclusion (ข้อสรุป): โจทก์ไม่มีอำนาจร้องเพิกถอนรายงานความเห็นดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า รายงานความเห็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นเพียงเอกสารทางปกครองในกระบวนการจัดการทรัพย์สิน ไม่ใช่คำสั่งที่มีผลบังคับทางกฎหมายทันที การร้องเพิกถอนจึงทำไม่ได้ เว้นแต่มีการดำเนินคดีและศาลมีคำสั่งที่ก่อให้เกิดผลเสียหายจริง
English Summary The Supreme Court Decision No. 3440/2567 concerns bankruptcy proceedings and the authority of the official receiver. The key issue was whether the creditor (plaintiff) could request the annulment of an official receiver’s opinion letter demanding the return of 2,500,000 THB to the bankruptcy estate. The Court ruled that such an opinion letter is merely an administrative notice without binding legal effect and does not cause immediate damage. Therefore, the plaintiff had no standing to request its annulment.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3440/2567
การที่ผู้คัดค้านทำรายงานความเห็นและมีหมายแจ้งให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายเป็นการกระทำในขั้นตอนของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นอำนาจของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 ซึ่งตามรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายให้โจทก์ทราบ แม้ในตอนท้ายจะมีข้อความขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหมายนี้ ก็มิได้มีลักษณะเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดที่กฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม รายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงหามีสภาพบังคับแก่โจทก์ไม่ แม้ต่อมาหากปรากฏว่าผู้คัดค้านดำเนินคดีแก่โจทก์ ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เพราะศาลอาจมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้ ลำพังรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านที่แจ้งไปยังโจทก์ดังกล่าว จึงยังไม่เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามมาตรา 146 โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนรายงานความเห็นของผู้คัดค้านที่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งหกเด็ดขาด เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ในคดีล้มละลาย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งของผู้คัดค้านที่ให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตจากศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์และผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2564 ผู้คัดค้านส่งหมายแจ้งให้โจทก์ทราบว่า ผู้คัดค้านได้ทำการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานในกรณีเจ้าหนี้รายที่ 20 ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้หลังจากจำเลยที่ 4 ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือไม่ และประสงค์ให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับความผิดที่มีโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 ซึ่งต่อมาผู้คัดค้านได้ทำความเห็นไว้ว่าเห็นควรไม่ดำเนินคดีอาญาแก่โจทก์ในความผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 173 แต่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย มาตรา 109 (1) ประกอบมาตรา 22 (2) ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหมาย โจทก์ได้รับหมายแจ้งดังกล่าวแล้ว ไม่เห็นด้วยกับรายงานความเห็นของผู้คัดค้านที่ฟังว่าเงิน 2,500,000 บาท ที่โจทก์รับไว้ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1146/2558 ของศาลจังหวัดกบินทร์บุรี เป็นของจำเลยที่ 4 และให้โจทก์คืนเงินดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย จึงร้องเป็นคดีนี้
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านว่า โจทก์มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้คัดค้านทำรายงานความเห็นและมีหมายแจ้งให้โจทก์คืนเงิน 2,500,000 บาท เข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลายเป็นการกระทำในขั้นตอนของการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นอำนาจของผู้คัดค้านแต่เพียงผู้เดียว ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 และ 24 ซึ่งตามรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวเป็นเพียงการแจ้งข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายให้โจทก์ทราบ แม้ในตอนท้ายจะมีข้อความขอให้โจทก์คืนเงินจำนวนดังกล่าวภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับหมายนี้ ก็มิได้มีลักษณะเป็นคำสั่งหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดที่กฎหมายบัญญัติให้โจทก์ต้องปฏิบัติตาม รายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านดังกล่าวจึงหามีสภาพบังคับแก่โจทก์ไม่ แม้ต่อมาหากปรากฏว่าผู้คัดค้านดำเนินคดีแก่โจทก์ ก็ยังไม่เป็นการแน่นอนว่าโจทก์ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย เพราะศาลอาจมีคำวินิจฉัยหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่นได้ ลำพังรายงานความเห็นและหมายแจ้งของผู้คัดค้านที่แจ้งไปยังโจทก์ดังกล่าว จึงยังไม่เป็นการกระทำหรือคำวินิจฉัยของผู้คัดค้านที่ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 146 โจทก์จึงไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งเพิกถอนรายงานความเห็นของผู้คัดค้านที่ให้เรียกเงิน 2,500,000 บาท คืนจากโจทก์เพื่อรวบรวมเข้ากองทรัพย์สินในคดีล้มละลาย ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับให้ยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์และผู้คัดค้านอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของโจทก์และผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





.jpg)
.jpg)