ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




แผนฟื้นฟูกิจการถูกยกเลิก เจ้าหนี้เรียกหนี้เงินฝากที่เหลือทั้งหมดได้ทันทีหรือไม่ แม้แผนกำหนดผ่อนชำระนาน 26 ปี

ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้วเจ้าหนี้เรียกหนี้ทั้งหมดได้หรือไม่, แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดผ่อนชำระหนี้เงินฝาก 26 ปี, ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ, เจ้าหนี้เงินฝากเรียกเงินต้นคงเหลือทั้งหมดทันที, สิทธิของเจ้าหนี้หลังศาลยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ, แผนฟื้นฟูกิจการมีผลผูกมัดเจ้าหนี้อย่างไร, แผนฟื้นฟูกิจการเสมือนสัญญประนีประนอม ยอมความ, ข้อตกลงกำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ, ผิดนัดชำระหนี้เพียงงวดเดียวตามแผนฟื้นฟูกิจการ, เจ้าหนี้ไม่มีประกันเรียกชำระหนี้เงินฝาก, แผนฟื้นฟูกิจการ, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของเจ้าหนี้เงินฝากภายหลังศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดยแผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ไม่มีประกันได้รับชำระต้นเงินจัดสรรเต็มจำนวน แต่กำหนดให้ชำระเสร็จสิ้นภายใน 26 ปีนับแต่ปีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยแบ่งชำระจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปี ทั้งเจ้าหนี้ต้องถูกตัดไม่ให้ได้รับดอกเบี้ยตามแผนตลอดระยะเวลาดังกล่าว ปัญหาสำคัญคือ เมื่อจำเลยผิดนัดและในที่สุดศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการไม่เป็นผลสำเร็จตามแผน เจ้าหนี้ยังต้องรอรับชำระหนี้ตามกำหนดเวลาเดิมหรือสามารถเรียกเงินต้นจัดสรรที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที แม้แผนจะไม่มีข้อความว่าให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า ข้อตกลงเรื่องกำหนดเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยเป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ ซึ่งพิจารณาได้จากสภาพ ลักษณะ และเจตนาที่แสดงไว้ในข้อตกลง เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกเงินต้นที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันทีและเรียกดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวได้

สาระสำคัญที่สุดของคดี

แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดให้เจ้าหนี้เงินฝากได้รับชำระต้นเงินจัดสรรเต็มจำนวน แต่แบ่งชำระจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีตลอดระยะเวลา 26 ปี

เจ้าหนี้กลุ่มนี้ต้องถูกตัดไม่ให้ได้รับดอกเบี้ยตามแผนตลอดระยะเวลาดังกล่าว

ข้อตกลงเรื่องกำหนดเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยเป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ

หากจำเลยผิดนัดและในที่สุดศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกเงินต้นจัดสรรที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที

แม้แผนไม่มีข้อความว่าให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ความเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงย่อมพิเคราะห์จากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในข้อตกลงได้

เมื่อเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้ว ย่อมมีสิทธิเรียกเงินต้นที่เหลืออยู่ทั้งจำนวนพร้อมดอกเบี้ย

คำถามที่น่าสนใจ

1. เมื่อศาลยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ต้องรอรับชำระหนี้ตามกำหนดเดิมในแผนต่อไปหรือไม่

2. หากแผนฟื้นฟูกิจการไม่มีข้อความว่าให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด เจ้าหนี้ยังเรียกเงินต้นคงเหลือทั้งหมดได้หรือไม่

3. หลักความเท่าเทียมกันของเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันมีผลต่อสิทธิของเจ้าหนี้ในการฟ้องเรียกหนี้ภายหลังยกเลิกการฟื้นฟูกิจการอย่างไร

สรุปข้อเท็จจริง

จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผน ต่อมาศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการ

มารดาของโจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยและฝากเงินไว้กับจำเลย โดยยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการและเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ ต่อมามารดาของโจทก์ถึงแก่ความตายและพ้นจากการเป็นสมาชิกของจำเลย โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกเงินฝากดังกล่าว

ตามแผนฟื้นฟูกิจการ มารดาของโจทก์เป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้ไม่มีประกัน โดยแผนกำหนดให้เจ้าหนี้กลุ่มนี้ได้รับชำระต้นเงินจัดสรรเต็มจำนวนของหนี้เงินฝากที่ยื่นขอรับชำระหนี้และมีคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ แต่กำหนดให้ชำระเสร็จสิ้นภายใน 26 ปีนับแต่ปีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยแบ่งชำระจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปี

ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลย เนื่องจากการฟื้นฟูกิจการไม่เป็นผลสำเร็จตามแผน โจทก์จึงฟ้องเรียกหนี้เงินฝากที่ยังคงค้างชำระ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยคือ จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้เงินฝากตามแผนฟื้นฟูกิจการแก่โจทก์เพียงใด โดยจำเลยอ้างว่าแผนไม่ได้กำหนดเรื่องการผิดนัดทั้งหมดไว้ และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับเหตุผิดนัดและแนวทางการแก้ไขเหตุผิดนัดไว้แล้ว

คำวินิจฉัยและเหตุผลของศาลฎีกา

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า นอกจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์ที่ส่งเงินค่าหุ้นเป็นทุนเรือนหุ้นแล้ว มารดาของโจทก์ยังเป็นผู้ฝากเงินกับจำเลย อันนับว่าเป็นลูกค้าผู้ใช้บริการที่ทำสัญญาฝากทรัพย์กับจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นผู้บริโภคคนหนึ่งในส่วนของการรับบริการฝากเงินกับจำเลย

ตามปกติในสัญญาฝากเงินไม่ว่าประเภทออมทรัพย์หรือฝากประจำ ผู้ฝากย่อมได้รับดอกเบี้ยจากเงินที่ฝากเป็นการตอบแทน และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการฝากเงินหรือเมื่อทวงถาม จำเลยมีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากทั้งหมดหรือตามจำนวนที่ผู้ฝากต้องการ แต่เมื่อกิจการของจำเลยประสบปัญหาจนไม่สามารถจ่ายเงินที่รับฝากรวมทั้งดอกเบี้ยแก่สมาชิกผู้ฝากเงินได้ จำเลยจึงเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

ในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการ จำเลยได้รับประโยชน์และการคุ้มครองจากกฎหมายจากการถูกเร่งรัดการชำระหนี้ ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการ และเมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว แผนย่อมผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง

แม้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 มีสิทธิได้รับจัดสรรการชำระหนี้เงินต้นเต็มจำนวน แต่ต้องรอรับชำระหนี้เป็นระยะเวลาถึง 26 ปี โดยในแต่ละปีจำเลยจะชำระต้นเงินจัดสรรตามอัตราที่กำหนดและแบ่งชำระจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปี ทั้งเจ้าหนี้กลุ่มนี้ต้องถูกตัดไม่ให้ได้รับดอกเบี้ยในเงินต้นจัดสรรคงค้างตลอดระยะเวลา 26 ปี ส่วนดอกเบี้ยคงค้างและดอกเบี้ยระหว่างกาล แผนกำหนดให้จำเลยได้รับการปลดหนี้ดอกเบี้ยสองประเภทนี้หากจำเลยชำระหนี้เงินฝากแก่เจ้าหนี้กลุ่มนี้ครบถ้วนแล้ว

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าแผนฟื้นฟูกิจการในส่วนที่เกี่ยวกับเงินฝากของมารดาโจทก์มีลักษณะเสมือนเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งการชำระหนี้ตามแผนมีลักษณะผิดแผกแตกต่างจากการชำระหนี้ในกรณีปกติอย่างมาก จึงควรต้องมีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ว่ามาตรการ เงื่อนไข และวิธีการที่กำหนดไว้ในแผนจะได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังและมีประสิทธิผล

ข้อตกลงเรื่องการแบ่งชำระหนี้จำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปีตลอดระยะเวลา 26 ปี จึงเป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ หากจำเลยผิดนัดผิดสัญญาแม้เพียงงวดใดงวดหนึ่งและในที่สุดศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เงินต้นจัดสรรที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที

แม้แผนฟื้นฟูกิจการจะไม่มีข้อความว่าให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดก็ตาม การที่ข้อตกลงในสัญญาจะเป็นสาระสำคัญหรือไม่ ย่อมสามารถพิเคราะห์จากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388

ส่วนข้อกำหนดในแผนที่ระบุว่า หากลูกหนี้มิได้ชำระเงินต้นจัดสรรของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ตามจำนวนและระยะเวลาที่กำหนดแก่เจ้าหนี้เกินกว่า 6 งวดติดต่อกันให้ถือเป็นเหตุผิดนัดนั้น มีความหมายเพียงว่าการผิดนัดดังกล่าวเป็นเหตุนำไปสู่การแก้ไขเหตุผิดนัดตามแผน ไม่อาจมีความหมายถึงขนาดเป็นการตัดสิทธิเจ้าหนี้มิให้บังคับชำระหนี้ทั้งจำนวนได้ทันทีเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

หลักสำคัญประการแรกคือผลผูกพันของแผนฟื้นฟูกิจการ เมื่อศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว แผนย่อมผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง ดังนั้น มาตรการ เงื่อนไข และวิธีการที่กำหนดไว้ในแผนจึงต้องได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังและมีประสิทธิผล

หลักประการที่สองคือการพิจารณาว่าข้อตกลงใดเป็นสาระสำคัญ มิได้ขึ้นอยู่กับการมีข้อความกำหนดไว้โดยตรงว่าเมื่อผิดนัดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดเท่านั้น แต่สามารถพิเคราะห์จากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในข้อตกลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388

ในคดีนี้เจ้าหนี้ต้องรอรับชำระเงินต้นเป็นระยะเวลาถึง 26 ปีและถูกตัดไม่ให้ได้รับดอกเบี้ยตามแผนตลอดระยะเวลาดังกล่าว ข้อตกลงเรื่องการแบ่งชำระหนี้จำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปีจึงเป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญและต้องมีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

หลักประการที่สามคือ เมื่อการฟื้นฟูกิจการไม่เป็นผลสำเร็จ ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้ว เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้เงินต้นที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที และมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง

สำหรับหลักความเท่าเทียมกันของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 90/42 ตรี ศาลฎีกาอธิบายว่า ความเท่าเทียมดังกล่าวหมายถึงความเท่าเทียมในระหว่างการจัดทำและกำหนดรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการ และความเท่าเทียมในระหว่างการดำเนินการตามแผน มิได้หมายความรวมถึงกรณีที่ลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์แท้จริงแห่งมูลหนี้จนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิทางศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้

ผลของหลักกฎหมายต่อสิทธิของเจ้าหนี้

เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยตามแผนเป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ หากจำเลยผิดนัดและในที่สุดการฟื้นฟูกิจการไม่เป็นผลสำเร็จจนศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมไม่จำต้องรอรับชำระหนี้ตามกำหนดระยะเวลา 26 ปีต่อไป

การที่แผนไม่มีข้อความว่าให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดไม่ทำให้ผลแตกต่างออกไป เพราะความเป็นสาระสำคัญของข้อตกลงพิเคราะห์ได้จากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในข้อตกลง เมื่อมีการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการและโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเงินต้นที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันทีและเรียกดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวได้

สำหรับจำนวนหนี้ ศาลฎีกาตรวจพบว่าตามฟ้องในส่วนเงินตามบัญชีเงินฝาก โจทก์บรรยายจำนวนเงินต้น 981,278.48 บาท และก่อนวันฟ้องโจทก์ได้รับชำระหนี้ในปี 2564 อีก 6,468.48 บาท จึงคงเหลือเงินต้นค้างชำระ 974,808.97 บาท ศาลฎีกาจึงแก้ไขจำนวนเงินให้ถูกต้องเป็น 974,808.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้เงินฝากจำนวน 990,146.23 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินคงเหลือและดอกเบี้ยตามตารางการชำระหนี้ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงิน 982,293.48 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนคำขออื่นให้ยก

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาจนกว่าจะชำระเสร็จ หากมีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาให้ปรับเปลี่ยนตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล้มละลายกลาง

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการและโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้ว โจทก์มีสิทธิเรียกเงินต้นที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันทีและเรียกดอกเบี้ยได้ แต่ยอดเงินต้นที่ถูกต้องคงเหลือ 974,808.97 บาท จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

แผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วมีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ และเมื่อแผนกำหนดวิธีการชำระหนี้ที่ผิดแผกแตกต่างจากการชำระหนี้ตามปกติอย่างมาก มาตรการ เงื่อนไข และวิธีการตามแผนย่อมต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

การพิจารณาว่ากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญหรือไม่ มิได้พิจารณาเพียงว่ามีข้อความกำหนดให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดไว้โดยตรงหรือไม่ แต่สามารถพิเคราะห์จากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในข้อตกลงได้ เมื่อเจ้าหนี้ต้องรอรับชำระเงินต้นถึง 26 ปีและถูกตัดสิทธิดอกเบี้ยตามแผน การชำระหนี้ตามกำหนดจึงเป็นสาระสำคัญที่ต้องปฏิบัติตาม

เมื่อจำเลยผิดนัดและการฟื้นฟูกิจการไม่เป็นผลสำเร็จจนศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกเงินต้นที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที โดยไม่จำต้องรอให้ครบกำหนดระยะเวลาผ่อนชำระตามแผนเดิม

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการต่อสิทธิของเจ้าหนี้เงินฝาก และการพิจารณาว่ากำหนดเวลาชำระหนี้ตามแผนเป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญหรือไม่ โดยเกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (4) มาตรา 90/42 มาตรา 90/42 ตรี มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง มาตรา 90/70 วรรคสอง มาตรา 90/75 (1) และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 กับมาตรา 213 วรรคหนึ่ง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ

เมื่อการฟื้นฟูกิจการไม่เป็นผลสำเร็จและศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ หากลูกหนี้ผิดนัดตามข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ เจ้าหนี้เงินฝากย่อมมีสิทธิเรียกเงินต้นจัดสรรที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที โดยไม่จำต้องรอรับชำระหนี้จนครบกำหนด 26 ปีตามแผนเดิม

ข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ

แม้แผนฟื้นฟูกิจการไม่มีข้อความว่าให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด แต่การพิจารณาว่าข้อตกลงเป็นสาระสำคัญหรือไม่สามารถพิเคราะห์จากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในข้อตกลงได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 ข้อตกลงให้แบ่งชำระหนี้ทุกครึ่งปีตลอดระยะเวลา 26 ปีในคดีนี้จึงเป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างผลผูกพันของแผนฟื้นฟูกิจการกับสิทธิของเจ้าหนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดยเฉพาะกรณีที่แผนกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ไว้ยาวนานและไม่มีข้อความโดยตรงว่าเมื่อลูกหนี้ผิดนัดแล้วให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด

แผนฟื้นฟูกิจการในคดีนี้ให้เจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ได้รับชำระต้นเงินจัดสรรเต็มจำนวน แต่ต้องรอรับชำระหนี้ถึง 26 ปี โดยแบ่งชำระจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปี และต้องถูกตัดไม่ให้ได้รับดอกเบี้ยในเงินต้นจัดสรรคงค้างตามแผนตลอดระยะเวลาดังกล่าว ส่วนดอกเบี้ยคงค้างและดอกเบี้ยระหว่างกาล จำเลยจะได้รับการปลดหนี้เมื่อชำระหนี้เงินฝากแก่เจ้าหนี้ครบถ้วนแล้ว

เงื่อนไขดังกล่าวทำให้ศาลฎีกาเห็นว่าแผนในส่วนที่เกี่ยวกับเงินฝากมีลักษณะเสมือนเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ที่ผิดแผกแตกต่างจากการชำระหนี้ในกรณีปกติอย่างมาก จึงต้องมีการปฏิบัติตามมาตรการ เงื่อนไข และวิธีการที่กำหนดไว้ในแผนอย่างเคร่งครัด

ประเด็นสำคัญคือ การไม่มีข้อความว่าให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดมิได้หมายความว่าเจ้าหนี้ต้องรอรับชำระหนี้ต่อไปจนครบ 26 ปี เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 การพิจารณาว่าข้อตกลงเป็นสาระสำคัญหรือไม่สามารถพิเคราะห์จากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในข้อตกลงได้ เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้และดอกเบี้ยเป็นสาระสำคัญ หากจำเลยผิดนัดและในที่สุดศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมเรียกเงินต้นจัดสรรที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที

ข้อกำหนดในแผนที่ถือว่าการไม่ชำระเงินต้นจัดสรรของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 เกินกว่า 6 งวดติดต่อกันเป็นเหตุผิดนัด มีความหมายเพียงเป็นเหตุนำไปสู่การแก้ไขเหตุผิดนัดตามที่กำหนดไว้ในแผน มิได้มีผลเป็นการตัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับชำระหนี้ทั้งจำนวนเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว

ส่วนหลักความเท่าเทียมกันของเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 90/42 ตรี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหมายถึงความเท่าเทียมในระหว่างการจัดทำและกำหนดรายละเอียดของแผนและในระหว่างการดำเนินการตามแผน มิได้หมายความรวมถึงกรณีที่ลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์แท้จริงแห่งมูลหนี้จนเจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิทางศาล

ดังนั้น เมื่อการฟื้นฟูกิจการไม่เป็นผลสำเร็จ ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ และเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้ว เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกเงินต้นที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันทีและเรียกดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง หลักสำคัญของคำพิพากษานี้จึงมิได้อยู่เพียงถ้อยคำตามตัวอักษรของแผน แต่รวมถึงการพิเคราะห์สภาพ ลักษณะ และเจตนาของข้อตกลงเพื่อกำหนดผลแห่งการผิดนัดภายหลังการฟื้นฟูกิจการไม่เป็นผลสำเร็จด้วย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

เมื่อศาลยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้เงินฝากต้องรอรับชำระหนี้ตามแผนจนครบ 26 ปีหรือไม่

คำตอบ

ไม่ต้องรอ หากจำเลยผิดนัดตามข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญและในที่สุดศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกเงินต้นจัดสรรที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที

2. คำถาม

ถ้าแผนฟื้นฟูกิจการไม่ได้เขียนว่าให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด เจ้าหนี้เรียกหนี้ทั้งหมดได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากพิจารณาจากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในข้อตกลงแล้วพบว่ากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ การไม่มีข้อความว่าให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดจึงไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการเรียกเงินต้นที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนภายหลังศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ

3. คำถาม

แผนฟื้นฟูกิจการที่ศาลเห็นชอบแล้วมีผลผูกพันเจ้าหนี้หรือไม่

คำตอบ

มีผลผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง โดยศาลฎีกาเห็นว่าแผนในส่วนที่เกี่ยวกับเงินฝากในคดีนี้มีลักษณะเสมือนเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ และมาตรการ เงื่อนไข และวิธีการตามแผนต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

4. คำถาม

หลักความเท่าเทียมกันของเจ้าหนี้ทำให้เจ้าหนี้ฟ้องเรียกหนี้ทั้งหมดภายหลังยกเลิกการฟื้นฟูกิจการไม่ได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่ ความเท่าเทียมกันของเจ้าหนี้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยหมายถึงความเท่าเทียมในระหว่างการจัดทำและกำหนดรายละเอียดของแผน รวมทั้งในระหว่างการดำเนินการตามแผน มิได้หมายความรวมถึงกรณีที่ลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์แท้จริงแห่งมูลหนี้จนเจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิทางศาล เมื่อศาลยกเลิกการฟื้นฟูกิจการและเจ้าหนี้ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลแล้ว เจ้าหนี้จึงมีสิทธิเรียกเงินต้นที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนพร้อมดอกเบี้ยได้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6349/2567

แม้ตามแผนฟื้นฟูกิจการเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้ไม่มีประกัน มีสิทธิได้รับจัดสรรการชำระหนี้เงินต้น เต็มจำนวนหนี้เงินฝากที่ยื่นขอรับชำระหนี้ และได้รับคำสั่งอันถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ แต่ก็กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาถึง 26 ปี นับแต่ปีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ซึ่งในแต่ละปีจำเลยจะชำระเงินต้นจัดสรรตามอัตราที่กำหนด ทั้งเจ้าหนี้กลุ่มนี้ต้องถูกตัดไม่ให้ได้รับดอกเบี้ยตามแผนตลอดระยะเวลา 26 ปี อย่างไรก็ตาม ในส่วนดอกเบี้ยคงค้างและดอกเบี้ยระหว่างกาล แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดไว้ว่า ให้จำเลยได้รับการปลดหนี้ดอกเบี้ยสองประเภทนี้ หากจำเลยชำระหนี้เงินฝากแก่เจ้าหนี้กลุ่มนี้ครบถ้วนแล้ว แผนฟื้นฟูกิจการในส่วนที่เกี่ยวกับเงินฝากของมารดาโจทก์จึงมีลักษณะเสมือนเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะแผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง

ข้อตกลงเรื่องการแบ่งการชำระหนี้เป็นจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปีตลอดระยะเวลา 26 ปี เป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ ที่หากจำเลยผิดนัดผิดสัญญาแม้เพียงงวดใดงวดหนึ่งและในที่สุดศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว มารดาของโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เงินต้นจัดสรรที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที แม้ว่าแผนฟื้นฟูกิจการจะไม่มีข้อความว่า "ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด" ก็ตาม แต่การที่ ข้อตกลงในสัญญาจะเป็นสาระสำคัญหรือไม่ ย่อมสามารถพิเคราะห์จากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในสัญญาได้ด้วย ดังที่ ป.พ.พ. มาตรา 388 บัญญัติไว้

การที่ศาลจะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดทันทีหลังจากการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดยไม่คำนึงถึงข้อตกลงในแผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดให้แบ่งการชำระหนี้ด้วยการผ่อนชำระเป็นงวดทุกครึ่งปีตลอดระยะเวลา 26 ปี ย่อมไม่ใช่การไม่คำนึงถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกันที่จะต้องได้รับการปฏิบัติ ที่เท่าเทียมกัน ตาม พ.ร.บ. ล้มละลาย พ.ศ. 2484 มาตรา 90/42 ตรี เพราะความเท่าเทียมในกรณีนี้ หมายถึง ความเท่าเทียมในระหว่างการจัดทำและกำหนดรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการและความเท่าเทียมในระหว่างการดำเนินการตามแผน มิได้หมายความรวมถึงกรณีที่ลูกหนี้ละเลยไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์แท้จริงแห่งมูลหนี้จนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิทางศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคหนึ่ง


โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,120,462.02 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำแถลงขอให้ชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายว่า คดีอยู่ในเขตอำนาจศาลล้มละลายหรือไม่ ศาลแพ่งจึงเสนอปัญหาดังกล่าวให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเป็นผู้วินิจฉัย ประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวพันกันกับคดีฟื้นฟูกิจการของจำเลย คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลล้มละลาย ศาลแพ่งจึงมีคำสั่งให้โอนคดีมายังศาลล้มละลายกลางตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง


ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามมูลหนี้เงินฝากจำนวน 990,146.23 บาท ซึ่งเป็นต้นเงินคงเหลือทั้งจำนวนและดอกเบี้ย ตามตารางการชำระหนี้ของกองฟื้นฟูกิจการ พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ของต้นเงิน 982,293.48 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าทนายความโจทก์เป็นผู้ดำเนินคดีด้วยตนเองจึงไม่กำหนดให้ คำขอของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์


ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ถ้ามีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 จำเลยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2557 ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผนเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2558 และมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนฟื้นฟูกิจการเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2559 ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2564 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลยเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการไม่เป็นผลสำเร็จตามแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง โจทก์จึงยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ นางสาวสุกัญญา มารดาโจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยและฝากเงินไว้กับจำเลย นางสาวสุกัญญายื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้แล้ว ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2564 นางสาวสุกัญญาถึงแก่ความตายจึงพ้นจากการเป็นสมาชิกของจำเลย โจทก์เป็นทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกเงินฝากดังกล่าว ตามแผนพื้นฟูกิจการของจำเลยกำหนดให้นางสาวสุกัญญาเป็นเจ้าหนี้ในเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้ไม่มีประกัน และกำหนดหลักการและวิธีการชำระหนี้เงินฝากแก่เจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ว่า "...นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน สหกรณ์ ฯ (หมายถึงจำเลย) จะชำระภาระหนี้ต้นเงินจัดสรรให้กับเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 คิดเป็นอัตราร้อยละ 100 ของจำนวนต้นเงินในส่วนที่เป็นเงินฝากที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอ รับชำระหนี้และมีคำสั่งถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ ทั้งนี้ สหกรณ์ ฯ จะชำระต้นเงินจัดสรรให้เสร็จสิ้นภายใน 26 ปี


นับแต่ปีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยในแต่ละปีสหกรณ์ ฯ จะชำระต้นเงินจัดสรรตามอัตราที่ระบุไว้ในเอกสารแนบท้ายหมายเลข 5 และแบ่งชำระจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปี…" ณ วันที่ 20 มกราคม 2564 จำเลยชำระหนี้ต้นเงินตามบัญชีเงินฝากแก่โจทก์แล้ว 768,978.87 บาท ยังคงมีหนี้ค้างชำระตามแผนฟื้นฟูกิจการเป็นเงินต้น 982,293.48 บาท ดอกเบี้ยคงค้าง 7,852.75 บาท รวม 990,146.23 บาท สำหรับคดีในส่วนคำฟ้องเกี่ยวกับเงินค่าหุ้นนั้น ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้ยกคำขอ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีส่วนนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลล้มละลายกลาง


คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้เงินฝากตามแผนฟื้นฟูกิจการแก่โจทก์เพียงใด ที่จำเลยฎีกาว่า แผนฟื้นฟูกิจการไม่ได้กำหนดเรื่องการผิดนัดทั้งหมดไว้ แต่แผนฟื้นฟูกิจการได้กำหนดเรื่องเหตุผิดนัดไว้ในบทที่ 12 แล้วว่ากรณีใดบ้างที่จะถือเป็นการผิดนัดชำระหนี้ และแนวทางการแก้ไขเหตุผิดนัดจะต้องดำเนินการอย่างไร ทั้งโจทก์ก็มิได้นำสืบข้อเท็จจริงว่าจำเลยผิดนัดชำระหนี้ในเงื่อนไขใดนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า นอกจากการเป็นสมาชิกสหกรณ์ที่ส่งเงินค่าหุ้นเป็นทุนเรือนหุ้นของสหกรณ์แล้ว มารดาของโจทก์ยังเป็นผู้ฝากเงินกับจำเลยด้วย อันนับว่าเป็นลูกค้าผู้ใช้บริการที่ทำสัญญาฝากทรัพย์กับจำเลย จึงถือได้ว่าเป็นผู้บริโภคคนหนึ่งในส่วนของการรับบริการฝากเงินกับจำเลย ตามปกติในสัญญาฝากเงินไม่ว่าประเภทออมทรัพย์หรือฝากประจำ มารดาของโจทก์ย่อมได้รับดอกเบี้ยจากเงินที่ฝากเป็นการตอบแทน และจำเลยจะนำเงินฝากนั้นไปให้สินเชื่อแก่สมาชิกโดยจำเลยได้ดอกเบี้ยตอบแทนจากผู้ได้รับสินเชื่อนั้นในอัตราที่สูงกว่าที่จำเลยจ่ายตอบแทนให้มารดาของโจทก์ ต่อมาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการฝากเงินหรือเมื่อทวงถาม จำเลยก็มีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากนั้นทั้งหมดหรือตามจำนวนที่ผู้ฝากต้องการ แต่เมื่อกิจการของจำเลยประสบปัญหาเพราะอดีตผู้บริหารกระทำการทุจริต และกระทำผิดระเบียบของจำเลยเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินและการเบิกจ่ายเงิน ทำให้จำเลยไม่มีความสามารถที่จะจ่ายเงินที่รับฝากรวมทั้งดอกเบี้ยแก่สมาชิกผู้ฝากเงินได้ตามกำหนดระยะเวลาการฝากหรือเมื่อทวงถาม ในที่สุดจำเลยจึงเป็นผู้มีหนี้สินลันพ้นตัวและต้องขอเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการเพื่อทำให้กิจการของจำเลยกลับสู่สถานะที่จะสามารถดำเนินกิจการสหกรณ์ต่อไปได้ เครื่องมือสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการฟื้นฟูกิจการของจำเลยคือ แผนฟื้นฟูกิจการ ที่ต่อมาศาลล้มละลายกลางก็ได้มีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนแล้ว และเมื่อพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (4) จำเลยได้รับประโยชน์และการคุ้มครองทันทีนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งรับคำร้องขอไว้เพื่อพิจารณาจนถึงวันที่ยกเลิกการฟื้นฟูกิจการว่า ห้ามมิให้ฟ้องลูกหนี้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้ ซึ่งผลเช่นนี้ทำให้จำเลยอยู่ในสถานการณ์ที่ผ่อนคลายจากสภาวการณ์ที่จะถูกเร่งรัดการชำระหนี้ในระหว่างกระบวนการฟื้นฟูกิจการ และพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/42 ยังแสดงให้เห็นได้ว่านอกจากการตีแผ่สาเหตุแห่งปัญหาที่ทำให้จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัวแล้ว แผนฟื้นฟูกิจการยังมีลักษณะสำคัญอีก 3 ประการ ประการแรก เป็นส่วนของการชี้แจงแสดงสถานการณ์ทางการเงินของกิจการ ประการที่สอง เป็นส่วนของหลักการและวิธีการ


ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และประการที่สาม เป็นส่วนของการบริหารจัดการสินทรัพย์กับรายได้ และการบริหารจัดการหนี้สินกับรายจ่าย ทั้งนี้ มาตรา 90/42 (9) ยังบัญญัติด้วยว่า ระยะเวลาดำเนินการตามแผนซึ่งไม่เกินห้าปี สอดคล้องกับมาตรา 90/42 (3) (ข) ที่บัญญัติให้แผนฟื้นฟูกิจการต้องมีข้อกำหนดเรื่องการชำระหนี้ การยืดกำหนดเวลาชำระหนี้ การลดจำนวนหนี้ และการจัดกลุ่มเจ้าหนี้ ซึ่งมารดาของโจทก์ถูกจัดเป็นเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 เจ้าหนี้ไม่มีประกัน ประเภทเจ้าหนี้สมาชิกที่เป็นบุคคลธรรมดา แม้ว่าตามแผนฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้กลุ่มนี้มีสิทธิได้รับจัดสรรการชำระหนี้เงินต้นเต็มจำนวนหนี้ที่เป็นเงินฝากที่ยื่นขอรับชำระหนี้และได้รับคำสั่งอันถึงที่สุดให้ได้รับชำระหนี้ แต่ก็กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาถึง 26 ปี นับแต่ปีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ซึ่งในแต่ละปีจำเลยจะชำระเงินต้นจัดสรรตามอัตราที่กำหนด โดยแบ่งชำระจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปี ทั้งเจ้าหนี้กลุ่มนี้ต้องถูกตัดไม่ให้ได้รับดอกเบี้ยตามแผน (คือ ดอกเบี้ยในเงินต้นจัดสรรคงค้างที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ศาลมีสั่งเห็นชอบด้วยแผนจนถึงวันที่ชำระหนี้ตามแผนนี้เสร็จสิ้น) ตลอดระยะเวลา 26 ปี อย่างไรก็ตาม ในส่วนดอกเบี้ยคงค้าง (คือ ดอกเบี้ยในหนี้เงินต้นที่จำเลยค้างชำระต่อเจ้าหนี้อยู่ตามสัญญาและถึงกำหนดชำระแล้ว แต่จำเลยยังไม่ได้ชำระ) และดอกเบี้ยระหว่างกาล (คือ ดอกเบี้ยในหนี้เงินต้นที่จำเลยค้างชำระอยู่ต่อเจ้าหนี้นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน) แผนฟื้นฟูกิจการกำหนดไว้ว่า ให้จำเลยได้รับการปลดหนี้ดอกเบี้ยสองประเภทนี้ หากว่าจำเลยชำระหนี้เงินฝากแก่เจ้าหนี้กลุ่มนี้ครบถ้วนแล้ว แผนฟื้นฟูกิจการในส่วนที่เกี่ยวกับเงินฝากของมารดาของโจทก์จึงมีลักษณะเสมือนเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะแผนซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบแล้วผูกมัดเจ้าหนี้ซึ่งอาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/60 วรรคหนึ่ง ทั้งข้อตกลงดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการปฏิบัติการชำระหนี้ที่ผิดแผกแตกต่างจากการชำระหนี้ในกรณีปกติอย่างมาก จึงควรต้องมีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเมื่อมีการแสดงเจตนาตกลงกันเป็นส่วนหนึ่งในแผนฟื้นฟูกิจการ เพราะจะเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ด้วยว่า มาตรการ เงื่อนไข และวิธีการที่กำหนดไว้ในแผนจะได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจังและมีประสิทธิผล ข้อตกลงเรื่องการแบ่งการชำระหนี้เป็นจำนวนเท่ากันทุกครึ่งปีของแต่ละปีตลอดระยะเวลา 26 ปี นับแต่ปีที่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน ซึ่งกำหนดไว้เกินกว่ากำหนดเวลาห้าปีอันเป็นระยะเวลาที่จำเลยต้องอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของศาลเพื่อให้จำเลยมีฐานะพ้นจากภาวะวิกฤตทางการเงินเข้าสู่สภาพที่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จึงเห็นได้ว่าข้อตกลงเรื่องกำหนดเวลาในการชำระหนี้และดอกเบี้ยดังกล่าวมานั้นเป็นข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญ ที่หากจำเลยผิดนัดผิดสัญญาแม้เพียงงวดใดงวดหนึ่งและในที่สุดศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้ว มารดาของโจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เงินต้นจัดสรรที่ยังคงเหลืออยู่ทั้งจำนวนได้ทันที และผลของการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการทำให้ผู้บริหารของจำเลยกลับมามีอำนาจจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยต่อไปตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/75 (1) และแม้ว่าในแผนฟื้นฟูกิจการจะไม่มีข้อความว่า "ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด" ก็ตาม แต่การที่ข้อตกลงในสัญญาจะเป็นสาระสำคัญหรือไม่ ย่อมสามารถพิเคราะห์จากสภาพ ลักษณะ หรือเจตนาที่แสดงไว้ในสัญญาได้ด้วยดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 388 บัญญัติไว้ ส่วนที่แผนฟื้นฟูกิจการบทที่ 12 การผิดนัด ข้อ 12.1 เหตุผิดนัด ข้อ 12.1.2 กำหนดว่า "หากเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งดังต่อไปนี้ให้ถือเป็นเหตุผิดนัด... ลูกหนี้มิได้ชำระเงินต้นจัดสรรของเจ้าหนี้กลุ่มที่ 5 ตามจำนวนและระยะเวลาตามที่กำหนดในแผนนี้ให้แก่เจ้าหนี้จำนวนเกินกว่า 6 งวด ติดต่อกัน" นั้น มีความหมายเพียงว่า การผิดนัดดังกล่าวเป็นแต่เหตุนำไปสู่การแก้ไขเหตุผิดนัดตามข้อ 12.2.1 และข้อ 12.2.2 ไม่อาจมีความหมายถึงขนาดเป็นการตัดสิทธิมารดาของโจทก์มิให้บังคับการชำระหนี้ทั้งจำนวนได้ในทันทีในเมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการแล้วดังกล่าว เพราะจะขัดกับสภาพ ลักษณะ และเจตนาที่แสดงไว้ในแผนฟื้นฟูกิจการตามที่ได้วินิจฉัยมา ยิ่งกว่านั้น การที่ข้อเท็จจริงปรากฏตามคำสั่งศาลในคดีหมายเลขแดงที่ ฟ.10/2558 ของศาลล้มละลายกลางว่า แม้เมื่อระยะเวลาดำเนินการตามแผนฟื้นฟูกิจการของจำเลยจะครบกำหนดเวลาห้าปีแล้ว แต่การฟื้นฟูกิจการของจำเลยก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จตามแผนตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/70 วรรคสอง จนกระทั่งศาลได้มีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของจำเลย ยิ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ความสามารถและความล้มเหลวของจำเลยในการฟื้นฟูกิจการ จำเลยจึงต้องชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์แท้จริงแห่งมูลหนี้ที่ทำไว้กับมารดาของโจทก์ นอกจากนี้ การที่ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดทันทีหลังจากการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ โดยไม่คำนึงถึงข้อตกลงในแผนฟื้นฟูกิจการที่กำหนดให้แบ่งการชำระหนี้ด้วยการผ่อนชำระเป็นงวดทุกครึ่งปีตลอดระยะเวลา 26 ปี ย่อมไม่ใช่การไม่คำนึงถึงสิทธิของเจ้าหนี้ในกลุ่มเดียวกับมารดาของโจทก์ที่จะต้องได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2484 มาตรา 90/42 ตรี เพราะความเท่าเทียมในกรณีนี้หมายถึงความเท่าเทียมในระหว่างการจัดทำและกำหนดรายละเอียดของแผนฟื้นฟูกิจการและความเท่าเทียมในระหว่างการดำเนินการตามแผน มิได้หมายความรวมถึงกรณีที่ลูกหนี้ละเลยเสียไม่ชำระหนี้ให้ต้องตามความประสงค์แท้จริงแห่งมูลหนี้จนเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิทางศาลให้สั่งบังคับชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคหนึ่ง เมื่อมีการยกเลิกการฟื้นฟูกิจการและโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลยื่นฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้เงินต้นที่ยังคงเหลืออยู่ได้ทั้งจำนวนทันทีตามที่ได้วินิจฉัยมา และโจทก์ชอบที่จะเรียกดอกเบี้ยในเงินดังกล่าวได้เช่นกัน ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น


อนึ่ง ตามฟ้องในส่วนเงินตามบัญชีเงินฝาก โจทก์บรรยายจำนวนเงินต้น 981,278.48 บาท ซึ่งตรงกับยอดเงินคงเหลือตามบัญชีเงินฝาก และตารางการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟู ในวันที่ 29 ธันวาคม 2563 จำนวนเงินดังกล่าวจึงถูกต้องและตรงกับสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ นอกจากนี้ยังปรากฏตามตารางการชำระหนี้ตามแผนฟื้นฟูด้วยว่า โจทก์ได้รับชำระหนี้ในปี 2564 ก่อนวันฟ้องคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 13 กรกฎาคม 2564) อีก 6,468.48 บาท คงเหลือเงินต้นค้างชำระ 974,808.97 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษา (วันที่ 8 พฤศจิกายน 2565) จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง


พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 974,808.97 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.




เกี่ยวกับคดีล้มละลาย

ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้ว อายุความฟ้องผู้ค้ำประกันเริ่มนับใหม่เมื่อใด และการปลดจากล้มละลายมีผลหรือไม่
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อศาลยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายค้ำประกัน จำนอง และผลของการยกเลิกการล้มละลายต่อสิทธิของเจ้าหนี้
กฎหมายล้มละลายยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ ศาลตีความสิทธิและข้อจำกัดอย่างไรตามหลักกฎหมาย
กระบวนการฟ้องล้มละลายจากคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศและอำนาจเจ้าหนี้
การเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน
การบังคับคดีหลังพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด กฎหมายล้มละลายกับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน(ฎีกา 593/2538)
สิทธิผู้เช่าซื้อที่ดินในคดีล้มละลายและอำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมาย
ศาลฎีกาวินิจฉัยเงื่อนไขการฟื้นฟูกิจการ: ลูกหนี้ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินเพิ่มขึ้น และแผนฟื้นฟูไม่มีความเป็นรูปธรรม ศาลอาจยกคำร้องได้
ลูกหนี้พ้นล้มละลายแล้ว บังคับคดีได้หรือไม่? อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมติเจ้าหนี้มีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการยังมีสิทธิค่าตอบแทนหรือไม่หลังศาลยกเลิกฟื้นฟู วิเคราะห์อำนาจศาลและหลักเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนตามกฎหมายล้มละลาย
เจ้าหนี้มีประกัน “พลั้งเผลอ” ตาม มาตรา 97 พ.ร.บ.ล้มละลาย(ฎีกา 6390/2567)
การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 63(ฎีกา 3486/2568)
(ฎีกา 368/2568)สิทธิบริหารหนี้ & การสวมสิทธิ (มาตรา 7 พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์)
(ฎีกาที่ 3440/2567) การเพิกถอนรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กับอำนาจร้องต่อศาล
การถอนการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการคิดค่าธรรมเนียม(ฎีกาที่ 6391/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6722/2544 : สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 95 และมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย
หนี้ขาดอายุความหรือไม่? วิเคราะห์ข้อกฎหมายค้ำประกัน สัญญาสินเชื่อ และผลกระทบในคดีล้มละลาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568: การหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ
หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางอาคารชุด, สิทธิบุริมสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุด, การจัดลำดับเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย
ขาดนัดพิจารณาแล้วศาลพิจารณาฝ่ายเดียวได้หรือไม่? การสืบพยานผ่านระบบออนไลน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสิทธิจำเลยในคดีล้มละลายเป็นอย่างไร
สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้(ฎีกาที่ 5220/2566)
หนี้สินล้นพ้นตัว, ฟ้องล้มละลายบุคคลธรรมดาหนี้สองล้านบาท, คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด, (ฎีกาที่ 212/2567)
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย, ขั้นตอนการพิสูจน์หนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์(ฎีกาที่ 213/2567)
คดีล้มละลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ล่าช้า, เหตุสุดวิสัยในการยื่นคำร้อง, การขยายเวลายื่นคำขอของเจ้าหนี้
การฟื้นฟูกิจการ, แผนฟื้นฟูกิจการล้มละลาย, การยกเลิกฟื้นฟูกิจการ,
เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งก่อน, การพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็กขาด
การแก้ไขคำขอรับชำระหนี้, เจ้าหนี้มีประกันและไม่มีประกัน
ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่ดินในคดีล้มละลาย, ข้อกำหนดการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนประมูล
ความผิดทางกฎหมายในการปกปิดสถานะล้มละลายห,ข้อกำหนดการแจ้งสถานะล้มละลายก่อนขอสินเชื่อ
อายุความสะดุดหยุดลงเมื่อเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง
มิได้มุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น
สิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน
ลูกหนี้ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์ถูกฟ้องให้ส่งมอบรถยนต์
เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
ผลของการปลดจากล้มล้มละลาย | หนี้สินก่อนล้มละลาย
ผลของการประนอมหนี้ในคดีล้มละลาย
ลูกหนี้โอนทรัพย์สิน | ได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น
การปฏิบัติงานบังคับคดีล้มละลายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
สั่งจ่ายเช็คหลังคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์มีผลอย่างไร?
การฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว
นำมูลหนี้เดิมมาฟ้องล้มละลายใหม่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
จำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง
ลูกหนี้ไม่หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวง
หน้าที่เสียภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาด
คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้
คำฟ้องโจทก์ในคดีล้มละลายไม่ชอบ
เจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลาย