ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อศาลยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายค้ำประกัน จำนอง และผลของการยกเลิกการล้มละลายต่อสิทธิของเจ้าหนี้

ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อใด, การยกเลิกการล้มละลายมีผลต่อผู้ค้ำประกันหรือไม่, ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดหรือไม่, เจ้าหนี้มีประกันมีสิทธิบังคับจำนองอย่างไร, ผลของการยกเลิกการล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย, ความแตกต่างระหว่างผู้ค้ำประกันกับผู้จำนอง, การบังคับจำนองหลังการล้มละลาย, หนี้ระงับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, สิทธิของเจ้าหนี้ภายหลังยกเลิกการล้มละลาย, ผลของมาตรา 698 ต่อผู้ค้ำประกัน, ผลของมาตรา 95 ต่อเจ้าหนี้มีประกัน, มาตรา 135 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของการยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้และผู้จำนอง ว่าจะมีผลให้ผู้ค้ำประกันหรือผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดต่อเจ้าหนี้เพียงใด โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายล้มละลายกับกฎหมายค้ำประกันและกฎหมายจำนอง ศาลได้วินิจฉัยถึงขอบเขตสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน รวมทั้งอธิบายว่าการหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้อันเป็นผลโดยตรงจากกฎหมายล้มละลายนั้น เป็นสิทธิเฉพาะตัวของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย มิใช่เหตุที่ผู้ค้ำประกันจะยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เว้นแต่หนี้ของลูกหนี้จะระงับสิ้นไปตามหลักความระงับแห่งหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยถึงผลของการเป็นเจ้าหนี้มีประกันที่ยังคงสามารถบังคับทรัพย์จำนองได้ แม้ว่าผู้จำนองบางรายจะได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลายแล้วก็ตาม จึงเป็นคำพิพากษาที่อธิบายความแตกต่างระหว่างความรับผิดของผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง และลูกหนี้ในคดีล้มละลายไว้อย่างชัดเจน และเป็นแนวทางสำคัญในการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการค้ำประกัน การจำนอง และสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดชำระหนี้เป็นเงินจำนวน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยหากไม่ชำระหนี้ก็ให้ยึดทรัพย์สินที่จำนองไว้ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ รวมทั้งขอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่หากยังชำระหนี้ไม่ครบ

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เดิมบริษัทลูกหนี้ได้ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกกับธนาคารพาณิชย์หลายฉบับภายในวงเงินรวม 470 ล้านบาท โดยจำเลยทั้งสี่เข้าทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าว และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ยังนำอสังหาริมทรัพย์ของตนมาจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันเพิ่มเติมในวงเงินตามที่ตกลงไว้ ต่อมาบริษัทลูกหนี้เบิกเงินตามสัญญาครบถ้วนแล้วผิดนัดไม่ชำระหนี้ ทำให้ยอดหนี้คงค้างประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ยรวมกว่า 501 ล้านบาท

ภายหลังบริษัทลูกหนี้พร้อมด้วยจำเลยบางรายถูกดำเนินคดีล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ไว้ในคดีล้มละลาย ต่อมามีการโอนกิจการและสิทธิเรียกร้องทั้งหมดของธนาคารมายังโจทก์ โจทก์จึงเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนและถอนคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย โดยระบุว่าสามารถตกลงกันได้แล้วและไม่ประสงค์ขอรับชำระหนี้ในคดีดังกล่าวอีก

ต่อมาเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีความเห็นว่าลูกหนี้และบุคคลบางรายเข้าเงื่อนไขตามกฎหมายล้มละลายที่จะได้รับการยกเลิกการล้มละลาย จึงยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลาง และศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทสำคัญว่าการหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้ตามกฎหมายล้มละลายดังกล่าว จะทำให้ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดตามไปด้วยหรือไม่ และเจ้าหนี้ยังมีสิทธิเรียกชำระหนี้หรือบังคับจำนองต่อบุคคลดังกล่าวได้เพียงใด

ประเด็นข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นหัวใจสำคัญของคดี เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการวางหลักเกณฑ์ในการแบ่งแยกผลของกฎหมายล้มละลายออกจากผลของกฎหมายค้ำประกันและกฎหมายจำนอง ตลอดจนกำหนดขอบเขตสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันภายหลังศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้และผู้จำนองบางราย ซึ่งเป็นปัญหากฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบังคับใช้สัญญาค้ำประกันและสัญญาจำนองในทางปฏิบัติทั้งหมด 

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นสำคัญประการแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ การที่บริษัทลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินอันเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย จะถือเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันด้วยหรือไม่ รวมทั้งเจ้าหนี้ยังสามารถใช้สิทธิเรียกร้องบังคับผู้ค้ำประกันได้เพียงใดภายหลังลูกหนี้ได้รับผลแห่งการยกเลิกการล้มละลายแล้ว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย เป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากกฎหมายล้มละลาย มิใช่ผลที่เกิดจากการระงับแห่งหนี้ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อีกทั้งข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่าเจ้าหนี้ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ และยังไม่มีเหตุแห่งความระงับของหนี้ตามบทบัญญัติว่าด้วยความระงับแห่งหนี้ ดังนั้น แม้ลูกหนี้จะได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลาย แต่หนี้ตามนิติสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้มิได้ระงับลงในความหมายของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผลแห่งการยกเลิกการล้มละลายจึงเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น ไม่ใช่ข้ออ้างที่ผู้ค้ำประกันสามารถนำมายกขึ้นปฏิเสธความรับผิดของตนได้ 

ศาลฎีกาอธิบายเพิ่มเติมว่า หลักความรับผิดของผู้ค้ำประกันย่อมผูกพันอยู่กับการคงอยู่ของหนี้ประธานตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดได้ก็ต่อเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปโดยเหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้เกี่ยวกับความระงับแห่งหนี้ ไม่ว่าจะเป็นการชำระหนี้ การหักกลบลบหนี้ การปลดหนี้ หรือเหตุอื่นที่ทำให้หนี้สิ้นสุดลงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่กรณีการยกเลิกการล้มละลายมิใช่เหตุแห่งความระงับของหนี้ดังกล่าว หากเป็นเพียงผลที่กฎหมายล้มละลายกำหนดให้ลูกหนี้ได้รับประโยชน์เฉพาะตัว จึงไม่อาจขยายผลไปถึงผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งในนิติสัมพันธ์ได้ 

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงของคดีแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ค้ำประกัน ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อเจ้าหนี้ เพราะหนี้ประธานยังมิได้ระงับสิ้นไปตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ว่าลูกหนี้จะได้รับผลของการยกเลิกการล้มละลายแล้วก็ตาม การยกเลิกการล้มละลายจึงไม่อาจใช้เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดได้ และไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ที่ผู้ค้ำประกันมีสิทธิยกขึ้นอ้างเพื่อปฏิเสธการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ 

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ความรับผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนอง ศาลฎีกาแยกวินิจฉัยโดยคำนึงถึงสถานะทางกฎหมายของแต่ละบุคคลและผลของการล้มละลายที่แตกต่างกัน แม้ว่าทั้งสองจะทำสัญญาจำนองพร้อมข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการล้มละลายของทั้งสองมิได้มีผลในลักษณะเดียวกัน จึงต้องพิจารณาแยกเป็นรายบุคคลตามผลแห่งกฎหมายที่เกิดขึ้นจริง 

สำหรับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นว่า เจ้าหนี้เป็นเจ้าหนี้มีประกันและจำเลยที่ 1 ได้ตกลงรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบไว้ตามสัญญาจำนองที่ทำขึ้นก่อนการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดของผู้จำนอง ดังนั้น เจ้าหนี้จึงยังมีสิทธิใช้ข้อตกลงดังกล่าวบังคับให้จำเลยที่ 1 รับผิดได้ตามสัญญา นอกจากสิทธิในการบังคับจำนองเหนือทรัพย์สินที่นำมาค้ำประกันแล้ว เจ้าหนี้ยังมีสิทธิเรียกร้องความรับผิดส่วนที่ขาดจากจำเลยที่ 1 ตามข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับอยู่ด้วย 

ส่วนจำเลยที่ 3 แม้จะเป็นผู้จำนองและเคยตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบเช่นเดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 แล้ว ผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินในส่วนที่เป็นความรับผิดส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้ยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกัน จึงยังมีสิทธิบังคับทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 นำมาจำนองไว้ได้ตามกฎหมาย แต่สิทธิดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันเท่านั้น หากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีก เพราะจำเลยที่ 3 ได้รับผลแห่งการหลุดพ้นจากหนี้สินตามกฎหมายล้มละลายแล้ว 

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวางหลักกฎหมายไว้อย่างชัดเจนว่า การยกเลิกการล้มละลายมิได้มีผลเหมือนกันต่อบุคคลทุกฝ่ายในคดี ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดตราบใดที่หนี้ประธานยังไม่ระงับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ขณะที่ผู้จำนองซึ่งได้รับผลแห่งการยกเลิกการล้มละลายยังคงถูกบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองไว้ แต่ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าหลักประกันดังกล่าว หลักการนี้จึงเป็นการแยกผลของกฎหมายล้มละลายออกจากหลักกฎหมายค้ำประกันและกฎหมายจำนองอย่างชัดเจน และเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดขอบเขตสิทธิของเจ้าหนี้และความรับผิดของผู้ค้ำประกันกับผู้จำนองในกรณีที่ลูกหนี้หรือผู้จำนองได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลาย 

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้สะท้อนให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการค้ำประกันกับกฎหมายล้มละลายอย่างชัดเจน กล่าวคือ แม้ทั้งสองกฎหมายจะเกี่ยวข้องกับหนี้เดียวกัน แต่มีวัตถุประสงค์และผลทางกฎหมายแตกต่างกัน การที่ลูกหนี้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายล้มละลายมิได้หมายความว่าบุคคลอื่นซึ่งรับผิดตามสัญญาเดียวกันจะได้รับประโยชน์เช่นเดียวกันโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับการแยกฐานะทางกฎหมายของลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน และผู้จำนองออกจากกัน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของแต่ละบทบัญญัติและไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้เกินสมควร 

หลักกฎหมายประการแรกที่ศาลนำมาปรับใช้ คือ หลักว่าด้วยความรับผิดของผู้ค้ำประกัน ซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ที่มีความเกี่ยวพันกับหนี้ประธาน แต่การหลุดพ้นจากความรับผิดของผู้ค้ำประกันมิได้เกิดขึ้นทุกกรณีที่ลูกหนี้ไม่ต้องชำระหนี้อีกต่อไป หากจะต้องเป็นกรณีที่หนี้ประธานระงับสิ้นไปตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยความระงับแห่งหนี้เท่านั้น เพราะเมื่อหนี้ประธานยังคงมีอยู่ในทางนิติสัมพันธ์ ผู้ค้ำประกันย่อมยังมีหน้าที่รับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อเจ้าหนี้ การที่กฎหมายล้มละลายกำหนดให้ลูกหนี้ได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลายจึงมิใช่เหตุให้หนี้ประธานระงับ หากเป็นเพียงการจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับต่อลูกหนี้รายนั้นเท่านั้น ผลดังกล่าวจึงไม่อาจขยายไปถึงผู้ค้ำประกันซึ่งมิใช่ผู้ได้รับสิทธิตามกฎหมายล้มละลายโดยตรง 

เจตนารมณ์ของหลักการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบค้ำประกัน หากตีความว่าผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดทุกครั้งที่ลูกหนี้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายล้มละลาย ย่อมทำให้การค้ำประกันสูญเสียประสิทธิภาพในการคุ้มครองเจ้าหนี้ และทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถพึ่งพาหลักประกันส่วนบุคคลได้ตามที่คู่สัญญาตกลงไว้ ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า ผลของกฎหมายล้มละลายเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ใช่เหตุที่ผู้ค้ำประกันจะยกขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ เว้นแต่หนี้จะระงับโดยเหตุแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยแท้จริง 

หลักกฎหมายประการที่สอง คือ การคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน แม้ลูกหนี้หรือผู้จำนองบางรายจะได้รับผลของการยกเลิกการล้มละลายแล้ว แต่กฎหมายยังคงรับรองสิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันไว้ เนื่องจากสิทธิในหลักประกันเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นก่อนและมีลักษณะผูกพันกับทรัพย์สินโดยตรง มิใช่สิทธิเรียกร้องส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การยกเลิกการล้มละลายจึงไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์จำนองสูญสิ้น เจ้าหนี้ยังสามารถบังคับจำนองและนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ได้ตามขอบเขตของสิทธิที่มีอยู่ 

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้แยกความรับผิดของผู้จำนองออกเป็นสองลักษณะอย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้จำนองที่ไม่ได้รับผลแห่งการยกเลิกการล้มละลายยังต้องรับผิดตามข้อตกลงในสัญญาจำนอง รวมถึงความรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบตามที่ตกลงไว้ แต่สำหรับผู้จำนองที่ได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลายแล้ว แม้เจ้าหนี้ยังมีสิทธิบังคับทรัพย์จำนองได้ แต่สิทธิดังกล่าวจำกัดอยู่เพียงทรัพย์สินที่นำมาจำนองเท่านั้น หากการขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ เจ้าหนี้ไม่อาจบังคับเอาจากทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองรายนั้นได้อีก เพราะความรับผิดส่วนบุคคลได้สิ้นสุดลงจากผลของกฎหมายล้มละลายแล้ว 

การวินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ศาลมิได้ใช้หลักกฎหมายเพียงบทบัญญัติใดบทบัญญัติหนึ่งโดยลำพัง แต่พิจารณาความสัมพันธ์ของกฎหมายหลายระบบร่วมกัน ทั้งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายล้มละลาย เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้กับการให้ประโยชน์แก่ลูกหนี้ตามที่กฎหมายล้มละลายมุ่งหมายไว้ หากตีความว่าการยกเลิกการล้มละลายทำให้เจ้าหนี้สูญเสียสิทธิทั้งหมดเหนือหลักประกัน ก็จะขัดต่อหลักเจ้าหนี้มีประกัน แต่หากเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้บังคับทรัพย์สินอื่นของผู้ที่ได้รับการหลุดพ้นจากหนี้แล้ว ก็จะขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายล้มละลายเช่นกัน ศาลจึงเลือกแนวทางที่รักษาหลักการของกฎหมายทั้งสองระบบไว้พร้อมกัน 

แนววินิจฉัยในคดีนี้ยังตอกย้ำหลักสำคัญว่า การพิจารณาความรับผิดของผู้ค้ำประกันและผู้จำนองต้องพิจารณาจากฐานะทางกฎหมายของแต่ละบุคคลเป็นรายกรณี มิใช่พิจารณาจากข้อเท็จจริงเพียงว่าหนี้เกิดจากสัญญาเดียวกันหรือมีลูกหนี้รายเดียวกัน เพราะแม้จะเป็นหนี้เดียวกัน แต่สิทธิ หน้าที่ และผลของกฎหมายที่ใช้บังคับแก่บุคคลแต่ละประเภทอาจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ค้ำประกันรับผิดในฐานะผู้รับประกันการชำระหนี้ ผู้จำนองรับผิดในฐานะผู้นำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกัน ส่วนลูกหนี้เป็นผู้มีหน้าที่ชำระหนี้โดยตรง กฎหมายจึงกำหนดผลแห่งการล้มละลายและขอบเขตความรับผิดของแต่ละฝ่ายไว้แตกต่างกัน และศาลฎีกาได้ตีความบทบัญญัติเหล่านั้นให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแต่ละฉบับโดยไม่ให้เกิดความขัดแย้งกัน 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันรับผิดชำระเงินต้นจำนวน 246,934,191.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองรับผิดตามสัญญาจำนองเป็นจำนวน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากนี้ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองรับผิดตามวงเงินจำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญา หากจำเลยไม่ชำระหนี้ ให้บังคับจำนองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 รวมทั้งยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ โดยยกฟ้องจำเลยที่ 3 เฉพาะในส่วนความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน และกำหนดให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมศาล 

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 รับผิดเฉพาะในฐานะผู้จำนองตามวงเงินที่กำหนด พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษา และให้เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับจำนองทรัพย์สินที่นำมาเป็นหลักประกัน หากการขายทอดตลาดได้เงินไม่เพียงพอ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์จำนอง อีกทั้งพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน โดยเห็นว่าการยกเลิกการล้มละลายส่งผลต่อความรับผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินเพราะศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย เป็นผลเฉพาะของกฎหมายล้มละลาย มิใช่เหตุที่ทำให้หนี้ระงับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ค้ำประกันจึงไม่อาจอ้างเหตุดังกล่าวเพื่อหลุดพ้นจากความรับผิดได้ เพราะหนี้ประธานยังมิได้ระงับสิ้นไป ศาลจึงให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 4 รับผิดในฐานะผู้ค้ำประกัน และให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามข้อตกลงในฐานะผู้จำนอง อย่างไรก็ตาม สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งได้รับการยกเลิกการล้มละลายแล้ว แม้เจ้าหนี้ยังมีสิทธิบังคับทรัพย์จำนองได้ แต่หากขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดจากทรัพย์สินอื่นอีก พร้อมทั้งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ชำระเกิน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า ผลของการยกเลิกการล้มละลายมิได้มีผลทำให้หนี้ประธานระงับลงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากเป็นเพียงการให้ลูกหนี้ได้รับประโยชน์เฉพาะตัวตามกฎหมายล้มละลายเท่านั้น ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องรับผิดตราบเท่าที่หนี้ประธานยังมิได้ระงับโดยเหตุแห่งความระงับของหนี้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลักการดังกล่าวเป็นการคุ้มครองความมั่นคงของสัญญาค้ำประกันและรักษาสิทธิของเจ้าหนี้มิให้ได้รับความเสียหายจากผลของกฎหมายล้มละลายที่มีวัตถุประสงค์คุ้มครองลูกหนี้เป็นการเฉพาะ

นอกจากนี้ คดียังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันว่า แม้ผู้จำนองจะได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลาย เจ้าหนี้ก็ยังคงมีสิทธิบังคับทรัพย์สินที่นำมาจำนองได้ เพราะสิทธิในหลักประกันเป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับทรัพย์สิน แต่เมื่อผู้จำนองได้รับการหลุดพ้นจากหนี้สินตามกฎหมายล้มละลายแล้ว เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องจากทรัพย์สินอื่นของผู้จำนอง หากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่เพียงพอ หลักการดังกล่าวจึงเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันกับการให้ลูกหนี้ได้รับประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลาย โดยยังคงรักษาหลักกฎหมายค้ำประกันและกฎหมายจำนองให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ 

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินเพราะศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย จะมีผลให้ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองหลุดพ้นจากความรับผิดตามไปด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผลของการยกเลิกการล้มละลายเป็นสิทธิเฉพาะตัวของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย มิใช่เหตุแห่งความระงับของหนี้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องรับผิดตราบใดที่หนี้ประธานยังไม่ระงับ ส่วนผู้จำนองที่ได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลายยังคงต้องรับการบังคับเหนือทรัพย์สินที่จำนองไว้ แต่ไม่ต้องรับผิดจากทรัพย์สินอื่นเมื่อขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่เพียงพอ 

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ ผู้ค้ำประกันไม่หลุดพ้นจากความรับผิดเพียงเพราะลูกหนี้ได้รับการยกเลิกการล้มละลาย

การยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้เป็นผลเฉพาะที่กฎหมายล้มละลายให้แก่ลูกหนี้เท่านั้น มิใช่เหตุที่ทำให้หนี้ระงับตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น ผู้ค้ำประกันจึงไม่อาจอ้างเหตุนี้เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อหนี้ประธานระงับลงตามหลักความระงับแห่งหนี้เท่านั้น 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ คือ เจ้าหนี้มีประกันยังคงมีสิทธิบังคับทรัพย์จำนอง แม้ผู้จำนองได้รับการยกเลิกการล้มละลาย

แม้ผู้จำนองจะได้รับผลของการยกเลิกการล้มละลายจนหลุดพ้นจากความรับผิดส่วนบุคคล แต่สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์สินที่จำนองยังคงอยู่ เจ้าหนี้จึงสามารถบังคับจำนองได้ตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่เพียงพอ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองที่ได้รับการยกเลิกการล้มละลายแล้ว เพราะความรับผิดส่วนบุคคลได้สิ้นสุดลงตามผลของกฎหมายล้มละลาย 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม

เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้แล้ว ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดโดยอัตโนมัติหรือไม่

คำตอบ

ไม่หลุดพ้นโดยอัตโนมัติ เพราะการยกเลิกการล้มละลายเป็นผลของกฎหมายล้มละลายที่ให้ประโยชน์แก่ลูกหนี้ในคดีล้มละลายเป็นการเฉพาะ มิใช่เหตุแห่งความระงับของหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้ลูกหนี้จะไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ต่อไปตามผลของกฎหมายล้มละลาย แต่หนี้ประธานมิได้ระงับลงในความหมายของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ค้ำประกันจึงยังคงมีหน้าที่รับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อเจ้าหนี้ต่อไป หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และรักษาความมั่นคงของระบบค้ำประกัน เนื่องจากผู้ค้ำประกันได้ตกลงรับผิดไว้โดยสมัครใจ หากตีความว่าผู้ค้ำประกันหลุดพ้นทุกครั้งที่ลูกหนี้ได้รับการยกเลิกการล้มละลาย ย่อมทำให้สัญญาค้ำประกันหมดความหมายและกระทบต่อความเชื่อมั่นในการให้สินเชื่อ ศาลจึงวินิจฉัยว่าผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดได้ต่อเมื่อหนี้ประธานระงับลงตามหลักความระงับแห่งหนี้เท่านั้น มิใช่อาศัยผลเฉพาะตัวของลูกหนี้ตามกฎหมายล้มละลาย 

2 คำถาม

เหตุใดศาลจึงถือว่าการยกเลิกการล้มละลายไม่ใช่เหตุแห่งความระงับของหนี้

คำตอบ

ศาลวินิจฉัยว่า การยกเลิกการล้มละลายเป็นมาตรการที่กฎหมายล้มละลายกำหนดขึ้นเพื่อให้ลูกหนี้ได้รับประโยชน์ภายหลังดำเนินกระบวนการล้มละลายครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่การชำระหนี้ การปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ หรือเหตุอื่นที่ทำให้หนี้สิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น แม้ลูกหนี้จะหลุดพ้นจากการถูกบังคับชำระหนี้เป็นการส่วนตัว แต่สิทธิเรียกร้องตามหนี้เดิมมิได้ระงับลงในความหมายของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผลของกฎหมายล้มละลายจึงจำกัดอยู่เฉพาะตัวลูกหนี้ ไม่อาจขยายไปถึงผู้ค้ำประกันหรือบุคคลอื่นที่มีฐานะรับผิดตามสัญญาเดียวกัน หลักการนี้เป็นการแบ่งแยกผลของกฎหมายแพ่งและกฎหมายล้มละลายออกจากกันอย่างชัดเจน และทำให้การตีความกฎหมายทั้งสองฉบับสามารถดำเนินไปโดยสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของแต่ละกฎหมายโดยไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในการบังคับใช้ 

3 คำถาม

ผู้จำนองที่ได้รับการยกเลิกการล้มละลายยังต้องรับผิดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้อีกหรือไม่

คำตอบ

ผู้จำนองที่ได้รับการยกเลิกการล้มละลายยังคงต้องรับการบังคับเหนือทรัพย์สินที่นำมาจำนองไว้ เพราะเจ้าหนี้ยังคงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้มีประกันและมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันตามกฎหมาย สิทธิของเจ้าหนี้ในส่วนนี้ไม่สิ้นสุดลงเพียงเพราะผู้จำนองได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลาย อย่างไรก็ตาม ความรับผิดของผู้จำนองภายหลังการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองย่อมแตกต่างจากผู้จำนองทั่วไป กล่าวคือ หากนำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดแล้วได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกชำระจากทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองรายนั้นได้อีก เพราะความรับผิดส่วนบุคคลของผู้จำนองได้สิ้นสุดลงตามผลของกฎหมายล้มละลายแล้ว ศาลจึงคุ้มครองทั้งสิทธิของเจ้าหนี้เหนือหลักประกันและสิทธิของผู้จำนองที่ได้รับการหลุดพ้นจากหนี้สินควบคู่กัน 

4 คำถาม

เจ้าหนี้มีประกันยังสามารถบังคับจำนองได้หรือไม่ แม้ลูกหนี้หรือผู้จำนองได้รับการยกเลิกการล้มละลายแล้ว

คำตอบ

ยังสามารถบังคับจำนองได้ เพราะสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันเหนือทรัพย์สินที่จำนองเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้โดยเฉพาะและผูกพันอยู่กับทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน มิใช่สิทธิเรียกร้องส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว การที่ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้หรือผู้จำนองจึงมิได้ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์จำนองระงับลง เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธินำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ได้ตามขอบเขตของหลักประกัน อย่างไรก็ตาม หากผู้จำนองได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลายแล้ว เมื่อบังคับจำนองและขายทอดตลาดได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิเรียกให้ผู้จำนองรับผิดจากทรัพย์สินอื่นอีก เพราะความรับผิดส่วนบุคคลของผู้จำนองได้สิ้นสุดลงตามผลของกฎหมายล้มละลายแล้ว หลักการดังกล่าวเป็นการรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันกับการให้ลูกหนี้หรือผู้จำนองได้รับประโยชน์ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลาย โดยไม่กระทบต่อสถานะของหลักประกันที่ได้ก่อตั้งขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนเกิดคดีล้มละลาย 

5 คำถาม

เหตุใดศาลจึงแยกความรับผิดของผู้ค้ำประกันกับผู้จำนองออกจากกัน แม้ทั้งสองจะเกี่ยวข้องกับหนี้เดียวกัน

คำตอบ

แม้ผู้ค้ำประกันและผู้จำนองจะเข้ารับผิดเพื่อประกันการชำระหนี้เดียวกัน แต่ฐานะทางกฎหมายของทั้งสองแตกต่างกันโดยสาระสำคัญ ผู้ค้ำประกันรับผิดในฐานะผู้รับรองการชำระหนี้ของลูกหนี้ จึงต้องพิจารณาว่าหนี้ประธานระงับลงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ ส่วนผู้จำนองนำทรัพย์สินมาเป็นหลักประกันแก่เจ้าหนี้ ความรับผิดจึงผูกพันกับทรัพย์สินที่จำนองเป็นสำคัญ เมื่อผู้จำนองได้รับผลของการยกเลิกการล้มละลาย ความรับผิดส่วนบุคคลอาจสิ้นสุดลง แต่สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์จำนองยังคงมีอยู่ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยแยกผลทางกฎหมายของบุคคลแต่ละประเภทออกจากกัน เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายล้มละลาย รวมทั้งรักษาความสมดุลระหว่างการคุ้มครองเจ้าหนี้ การคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของสัญญาค้ำประกัน และการให้ประโยชน์แก่ผู้ที่ได้รับการยกเลิกการล้มละลายตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย การวินิจฉัยเช่นนี้ทำให้สามารถกำหนดขอบเขตสิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง และเจ้าหนี้ได้อย่างชัดเจนและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย 

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698

มาตรา 698 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ค้ำประกัน โดยวางหลักว่า ผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไป ไม่ว่าเพราะเหตุใดก็ตามตามกฎหมายว่าด้วยความระงับแห่งหนี้ หลักการดังกล่าวสะท้อนว่าความรับผิดของผู้ค้ำประกันมีลักษณะเป็นหนี้อุปกรณ์ที่ผูกพันอยู่กับหนี้ประธาน หากหนี้ประธานสิ้นสุดลง ความรับผิดของผู้ค้ำประกันย่อมสิ้นสุดลงตามไปด้วย แต่หากหนี้ประธานยังมิได้ระงับ แม้ลูกหนี้จะได้รับประโยชน์จากกฎหมายบางฉบับเป็นการเฉพาะตัว ผู้ค้ำประกันก็ยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อไป

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย มิใช่เหตุแห่งความระงับของหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากเป็นผลเฉพาะของกฎหมายล้มละลายที่ใช้บังคับแก่ลูกหนี้รายนั้นเท่านั้น หนี้เดิมมิได้ระงับลงในความหมายของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เจ้าหนี้ยังไม่ได้รับชำระหนี้ และไม่มีเหตุแห่งความระงับของหนี้ตามลักษณะความระงับแห่งหนี้ ผู้ค้ำประกันจึงไม่อาจอ้างผลของการยกเลิกการล้มละลายเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้

การตีความดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบค้ำประกัน เพราะทำให้เห็นว่า มาตรา 698 มุ่งคุ้มครองผู้ค้ำประกันเฉพาะกรณีที่หนี้ประธานสิ้นสุดลงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น มิใช่กรณีที่ลูกหนี้ได้รับสิทธิพิเศษตามกฎหมายเฉพาะ หากตีความเป็นอย่างอื่น ย่อมทำให้เจ้าหนี้สูญเสียหลักประกันส่วนบุคคล และกระทบต่อความมั่นคงของการให้สินเชื่อในทางธุรกิจอย่างกว้างขวาง ดังนั้น มาตรา 698 จึงทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างหนี้ประธานกับความรับผิดของผู้ค้ำประกัน พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตการสิ้นสุดของความรับผิดไว้อย่างชัดเจนว่า ต้องเป็นการระงับแห่งหนี้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น มิใช่ผลเฉพาะตัวที่เกิดจากกฎหมายล้มละลายหรือกฎหมายพิเศษฉบับอื่น 

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95

มาตรา 95 รับรองสิทธิของเจ้าหนี้มีประกันให้ยังคงมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน แม้ว่าลูกหนี้จะเข้าสู่กระบวนการล้มละลายก็ตาม หลักการสำคัญของบทบัญญัตินี้ คือ การแยกสิทธิของเจ้าหนี้เหนือหลักประกันออกจากสิทธิเรียกร้องส่วนบุคคลต่อผู้เป็นหนี้ เจ้าหนี้มีประกันจึงยังสามารถใช้สิทธิบังคับเหนือทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันได้ตามกฎหมาย แม้จะมีการดำเนินคดีล้มละลายหรือมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้วก็ตาม

ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 95 มาใช้วินิจฉัยว่า แม้จำเลยที่ 3 จะได้รับการยกเลิกการล้มละลายจนหลุดพ้นจากความรับผิดส่วนบุคคลแล้ว แต่เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิบังคับจำนองเหนือห้องชุดที่จำเลยที่ 3 นำมาจำนองไว้ได้ เพราะสิทธิของเจ้าหนี้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม สิทธิดังกล่าวจำกัดอยู่เพียงทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันเท่านั้น เมื่อขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่พอ เจ้าหนี้ไม่อาจเรียกชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 ได้อีก

บทบัญญัตินี้จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงแก่ระบบสินเชื่อที่มีหลักประกัน ทำให้เจ้าหนี้ยังได้รับความคุ้มครองเหนือทรัพย์สินที่ใช้ค้ำประกันหนี้ แม้ลูกหนี้หรือผู้จำนองจะเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ขณะเดียวกันก็ไม่เปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ขยายสิทธิเรียกร้องเกินกว่าที่กฎหมายรับรองไว้ จึงเป็นหลักสำคัญที่สร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองเจ้าหนี้มีประกันกับการคุ้มครองลูกหนี้ในคดีล้มละลาย 

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3)

มาตรา 135 (3) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดเหตุแห่งการยกเลิกการล้มละลายในกรณีที่ลูกหนี้เข้าเงื่อนไขตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายแล้ว ลูกหนี้ย่อมได้รับประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีผลให้หลุดพ้นจากหนี้สินในขอบเขตที่กฎหมายล้มละลายรับรอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผลของมาตรา 135 (3) เป็นผลเฉพาะตัวของลูกหนี้ที่ได้รับคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย มิใช่ผลที่ทำให้หนี้ประธานระงับลงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจขยายผลไปถึงผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งในนิติสัมพันธ์เดียวกันได้ ผู้ค้ำประกันจึงยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อไป แม้ลูกหนี้จะได้รับการยกเลิกการล้มละลายแล้วก็ตาม

นอกจากนี้ ศาลยังนำมาตรา 135 (3) มาพิจารณาประกอบกับสถานะของผู้จำนอง โดยเห็นว่า แม้ผู้จำนองจะได้รับผลของการยกเลิกการล้มละลายจนไม่ต้องรับผิดส่วนบุคคล แต่สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์จำนองยังคงอยู่ จึงสามารถบังคับหลักประกันได้ต่อไป หลักการดังกล่าวทำให้มาตรา 135 (3) มีผลเฉพาะต่อฐานะส่วนบุคคลของลูกหนี้หรือผู้ได้รับคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย มิใช่เป็นบทบัญญัติที่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เหนือหลักประกันหรือสิทธิเรียกร้องต่อผู้ค้ำประกันสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ 

พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 136

มาตรา 136 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดผลของคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย โดยเชื่อมโยงผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นภายหลังศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายให้มีผลต่อฐานะของลูกหนี้ตามที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาอธิบายว่า ผลตามมาตรานี้เป็นผลสืบเนื่องจากกระบวนการล้มละลาย มิใช่ผลแห่งความระงับของหนี้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงไม่อาจตีความว่าหนี้เดิมสูญสิ้นไปทั้งหมดในทุกความสัมพันธ์ทางกฎหมาย

ในคดีนี้ ศาลใช้มาตรา 136 ประกอบมาตรา 135 (3) เพื่อยืนยันว่า การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้เป็นผลของกฎหมายล้มละลายที่ใช้เฉพาะกับบุคคลผู้ได้รับคำสั่งยกเลิกการล้มละลายเท่านั้น เจ้าหนี้ยังสามารถใช้สิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ต่อผู้ค้ำประกันและต่อทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันได้ตามขอบเขตของกฎหมาย เมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรา 95 จึงทำให้เห็นว่า แม้ลูกหนี้หรือผู้จำนองจะได้รับประโยชน์จากการยกเลิกการล้มละลาย เจ้าหนี้ยังไม่สูญเสียสิทธิเหนือหลักประกัน และเมื่อพิจารณาร่วมกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 ก็ยิ่งยืนยันว่า ผู้ค้ำประกันยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิด เพราะหนี้ประธานมิได้ระงับลงตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

การตีความมาตรา 136 ในแนวทางดังกล่าวทำให้กฎหมายล้มละลายและกฎหมายแพ่งสามารถบังคับใช้ร่วมกันได้อย่างสอดคล้อง ไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างการคุ้มครองเจ้าหนี้กับการให้ลูกหนี้ได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลาย อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการกำหนดขอบเขตสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง และเจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลายที่มีลักษณะใกล้เคียงกันต่อไปในอนาคต 

บทสรุป

คดีนี้เป็นแนวคำวินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายค้ำประกัน กฎหมายจำนอง และกฎหมายล้มละลาย โดยศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การที่ลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินอันเป็นผลของการยกเลิกการล้มละลายตามกฎหมายล้มละลาย มิใช่เหตุที่ทำให้หนี้ประธานระงับลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผลดังกล่าวจึงเป็นสิทธิเฉพาะตัวของลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น ไม่อาจขยายผลไปถึงผู้ค้ำประกันซึ่งยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันต่อไป ตราบใดที่หนี้ประธานยังมิได้ระงับลงตามเหตุแห่งความระงับของหนี้ที่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ 

ในส่วนของผู้จำนอง ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า แม้ผู้จำนองจะได้รับผลของการยกเลิกการล้มละลายจนหลุดพ้นจากความรับผิดส่วนบุคคลแล้ว แต่สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันเหนือทรัพย์สินที่จำนองยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย เจ้าหนี้จึงยังสามารถใช้สิทธิบังคับจำนองเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันได้ อย่างไรก็ตาม หากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองได้เงินไม่เพียงพอชำระหนี้ เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ผู้จำนองที่ได้รับการยกเลิกการล้มละลายรับผิดจากทรัพย์สินอื่นอีก เพราะความรับผิดส่วนบุคคลของบุคคลดังกล่าวได้สิ้นสุดลงตามผลของกฎหมายล้มละลายแล้ว 

คำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับหนี้ที่มีผู้ค้ำประกันและผู้จำนองประกอบกัน ไม่อาจพิจารณาเฉพาะฐานะของลูกหนี้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องแยกพิจารณาสถานะทางกฎหมายของลูกหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง และเจ้าหนี้มีประกันออกจากกัน เนื่องจากแต่ละฝ่ายมีสิทธิ หน้าที่ และผลทางกฎหมายที่แตกต่างกัน แม้จะเกี่ยวข้องกับหนี้ก้อนเดียวกันก็ตาม การแยกผลของกฎหมายล้มละลายออกจากผลของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เช่นนี้ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ของแต่ละบทบัญญัติ และไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้หรือสิทธิของผู้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายล้มละลายถูกขยายหรือลดทอนเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ 

ในทางปฏิบัติ แนวคำวินิจฉัยนี้มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับสถาบันการเงิน เจ้าหนี้ ผู้ค้ำประกัน ผู้จำนอง นักกฎหมาย และผู้ประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย เนื่องจากช่วยกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการประเมินความรับผิดภายหลังเกิดคดีล้มละลาย ทำให้สามารถแยกได้ว่า กรณีใดเจ้าหนี้ยังมีสิทธิเรียกร้องจากผู้ค้ำประกัน กรณีใดยังสามารถใช้สิทธิบังคับจำนองเหนือหลักประกันได้ และกรณีใดที่ผู้จำนองซึ่งได้รับการยกเลิกการล้มละลายแล้วไม่ต้องรับผิดจากทรัพย์สินอื่นเพิ่มเติม หลักการดังกล่าวจึงช่วยลดข้อโต้แย้งในการตีความกฎหมาย สร้างความแน่นอนให้แก่ธุรกรรมสินเชื่อที่มีหลักประกัน และเป็นแนวทางสำคัญในการปรับใช้กฎหมายค้ำประกันและกฎหมายล้มละลายในคดีลักษณะเดียวกันต่อไปในอนาคต 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7982/2568

การที่บริษัทลูกหนี้หลุดพ้นจากหนี้สินเนื่องจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลาย ตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) ตามนัยมาตรา 136 เป็นผลของกฎหมายล้มละลาย เมื่อโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. ลักษณะ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้จึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ (สัญญาจำนองทำขึ้นก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. มาตรา 727/1) โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันจึงบังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อตกลงในสัญญา แต่จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองซึ่งมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบเช่นกันนั้น เมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ในคดีล้มละลายตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินตามสัญญาค้ำประกัน โจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตาม พ.ร.บ.ล้มละลายฯ มาตรา 95 ยังมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและบังคับชำระหนี้ได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองเท่านั้น หากบังคับจำนองได้เงินไม่พอชำระหนี้ แม้จะมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบ โจทก์ก็ไม่อาจบังคับจำนองชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีกได้ เพราะศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ตามมาตรา 135 (3) เป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินแล้ว


โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.25 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ

จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมกันชำระเงิน 246,934,191.78 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 22.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 31 มกราคม 2557 เป็นต้นไปเป็นระยะเวลา 60 วัน และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองในเงินต้นดังกล่าวรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 501,904,176.58 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออกเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 65 (เอกสารหมาย จ.70) ถึงวันฟ้อง และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ชำระ ให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 และยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสี่ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ กับให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 ในส่วนของความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนองเป็นเงิน 501,904,176.58 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 9 ต่อปี ของเงินต้น 246,934,191.78 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองชำระหนี้จำนอง 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่โจทก์คิดตามสรุปยอดสินเชื่อเพื่อการส่งออก ถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 สิงหาคม 2561) และร้อยละ 9 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ชำระให้บังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ที่ดินโฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433 และ 51210 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 348 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) เลขที่ 1923 และ 1925 ที่ดินโฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14541, 23726, 45645 และ 45696 และบังคับจำนองยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากบังคับจำนองขายทอดตลาดได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ธนาคาร ห. ได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังให้ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม 2554 ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2556 บริษัท ม. ทำสัญญาสินเชื่อเพื่อการส่งออกกับธนาคาร ห. ในวงเงินรวม 470,000,000 บาท โดยมีจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 นำที่ดิน 12 แปลง โฉนดเลขที่ 39133, 39134, 39135, 39136, 39137, 39138, 39141, 39142, 39143, 39144, 48433, และ 51210 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก) 3 แปลง เลขที่ 348 เลขที่ 1923 และ 1925 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดิน 3 แปลง โฉนดเลขที่ 12951, 12952 และ 12953 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 512,640,000 บาท นำที่ดิน 3 แปลง โฉนดเลขที่ 14541, 45645 และ 45696 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 10,000,000 บาท และจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 23726 ในวงเงิน 5,000,000 บาท จำเลยที่ 3 นำห้องชุดเลขที่ 30/69 และ 30/70 ชื่ออาคารชุด บ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 14/2549 และห้องชุดเลขที่ 780/587 ชื่ออาคารชุด ศ. ทะเบียนอาคารชุดเลขที่ 8/2550 จำนองเป็นประกันในวงเงิน 40,000,000 บาท บริษัท ม. เบิกถอนเงินตามสัญญาไปจากธนาคาร ห. แล้วไม่ชำระ ถึงวันฟ้องเป็นเงินต้น 246,934,191.78 บาท และดอกเบี้ย 254,969,984.80 บาท รวมเป็นเงินต้นและดอกเบี้ย 501,904,176.58 บาท วันที่ 5 สิงหาคม 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดบริษัท ม. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ ล. 2784/2556 วันที่ 10 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดในหนี้ที่ค้ำประกันให้ไว้ต่อธนาคาร ห. วันที่ 30 มกราคม 2557 ธนาคาร ห. ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ของบริษัท ม. นายเฉิน หรือนายจุ้งเชียง จำเลยที่ 2 และนางสุพรรณี จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ตามลำดับ ในคดีล้มละลายดังกล่าวต่อศาลล้มละลายกลาง วันที่ 18 สิงหาคม 2557 ธนาคาร ห. โอนกิจการรวมถึงทรัพย์สิน ความรับผิดทางสัญญาด้านการพาณิชย์ กู้ยืมเงินและหลักประกันให้แก่โจทก์ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้แทนธนาคาร ห. ต่อศาลล้มละลายกลาง และยื่นคำร้องขอถอนคำขอรับชำระหนี้ของบริษัท ม. จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยอ้างเหตุว่าสามารถตกลงกันได้แล้ว ไม่ประสงค์จะขอรับชำระหนี้อีกต่อไป วันที่ 1 กันยายน 2560 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ทำหนังสือขอให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของบริษัท ม. นางสุพรรณี จำเลยที่ 3 ในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) และยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ตามมาตรา 135 (2) ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามคำขอของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์วันที่ 6 กันยายน 2560 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันและจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จำนองรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ สำหรับความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมา ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกา ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสี่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า การที่บริษัท ม. ลูกหนี้ หลุดพ้นจากหนี้สินด้วยเหตุว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) และตามนัยมาตรา 136 เป็นผลของกฎหมายล้มละลาย แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ยังไม่ได้รับชำระหนี้จากบริษัท ม. ลูกหนี้ หรือมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้หนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 2 หมวด 5 ความระงับแห่งหนี้ การหลุดพ้นจากหนี้สินของลูกหนี้ดังกล่าวจึงเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ในคดีล้มละลายเท่านั้น และเป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ ไม่ถือเป็นข้อต่อสู้ของลูกหนี้ที่จะทำให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิยกขึ้นต่อสู้โจทก์เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ เพราะผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดก็เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 สำหรับความรับผิดในฐานะผู้จำนอง จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จำนองมีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบถ้วน ในกรณีนี้โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้มีประกันด้วยจึงบังคับจำเลยที่ 1 ได้ตามข้อตกลงในสัญญา ส่วนความรับผิดของจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จำนองนั้น ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 ในคดีล้มละลายดังกล่าวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) อันเป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สินตามสัญญาค้ำประกัน แต่โจทก์ยังคงมีสิทธิบังคับจำนอง เนื่องจากโจทก์เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 95 จึงมีสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและบังคับชำระหนี้ได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 3 จำนองไว้เท่านั้น หากบังคับจำนองแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ แม้จำเลยที่ 3 มีข้อตกลงยอมรับผิดในส่วนที่ขาดจนครบถ้วน โจทก์ก็ไม่อาจบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 3 อีกได้ เพราะเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกเลิกการล้มละลายของจำเลยที่ 3 ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 135 (3) ย่อมเป็นผลให้จำเลยที่ 3 หลุดพ้นจากหนี้สิน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รับผิดในฐานะผู้จำนองไม่เกินกว่าทรัพย์จำนอง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในฐานะผู้ค้ำประกัน และจำเลยที่ 1 และที่ 3 ผู้จำนองรับผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงมีจำนวน 256,067,374.21 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 406,067 บาท โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามา 651,904 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลที่เสียเกินมา 245,837 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น แต่หากบังคับยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 3 ขายทอดตลอดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์อีก คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 245,837 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อใด  ลูกหนี้พ้นล้มละลายไม่ได้ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดเสมอไป  หลายคนเข้าใจว่าหากศาลมีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันย่อมไม่ต้องรับผิดอีก  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




เกี่ยวกับคดีล้มละลาย

กฎหมายล้มละลายยื่นคำขอรับชำระหนี้พ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ ศาลตีความสิทธิและข้อจำกัดอย่างไรตามหลักกฎหมาย
กระบวนการฟ้องล้มละลายจากคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศและอำนาจเจ้าหนี้
การเพิกถอนการขายทอดตลาดเมื่อมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์และสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน
การบังคับคดีหลังพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด กฎหมายล้มละลายกับสิทธิของเจ้าหนี้มีประกัน(ฎีกา 593/2538)
กองทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลาย (ฎีกาที่ 627/2542)
ศาลฎีกาวินิจฉัยเงื่อนไขการฟื้นฟูกิจการ: ลูกหนี้ขาดทุนต่อเนื่อง หนี้สินเพิ่มขึ้น และแผนฟื้นฟูไม่มีความเป็นรูปธรรม ศาลอาจยกคำร้องได้
ลูกหนี้พ้นล้มละลายแล้ว บังคับคดีได้หรือไม่? อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์และมติเจ้าหนี้มีผลอย่างไรตามกฎหมาย
ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการยังมีสิทธิค่าตอบแทนหรือไม่หลังศาลยกเลิกฟื้นฟู วิเคราะห์อำนาจศาลและหลักเกณฑ์กำหนดค่าตอบแทนตามกฎหมายล้มละลาย
เจ้าหนี้มีประกัน “พลั้งเผลอ” ตาม มาตรา 97 พ.ร.บ.ล้มละลาย(ฎีกา 6390/2567)
การประนอมหนี้ภายหลังล้มละลายตาม พ.ร.บ. ล้มละลายฯ มาตรา 63(ฎีกา 3486/2568)
(ฎีกา 368/2568)สิทธิบริหารหนี้ & การสวมสิทธิ (มาตรา 7 พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์)
(ฎีกาที่ 3440/2567) การเพิกถอนรายงานความเห็นเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กับอำนาจร้องต่อศาล
การถอนการยึดทรัพย์ในคดีล้มละลายโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายและการคิดค่าธรรมเนียม(ฎีกาที่ 6391/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6722/2544 : สิทธิของเจ้าหนี้มีประกันตามมาตรา 95 และมาตรา 96 แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย
หนี้ขาดอายุความหรือไม่? วิเคราะห์ข้อกฎหมายค้ำประกัน สัญญาสินเชื่อ และผลกระทบในคดีล้มละลาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568: การหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ
หนี้ค่าใช้จ่ายส่วนกลางอาคารชุด, สิทธิบุริมสิทธิของนิติบุคคลอาคารชุด, การจัดลำดับเจ้าหนี้ในคดีล้มละลาย
ขาดนัดพิจารณาแล้วศาลพิจารณาฝ่ายเดียวได้หรือไม่? การสืบพยานผ่านระบบออนไลน์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสิทธิจำเลยในคดีล้มละลายเป็นอย่างไร
สิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้จะพึงได้รับมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้(ฎีกาที่ 5220/2566)
หนี้สินล้นพ้นตัว, ฟ้องล้มละลายบุคคลธรรมดาหนี้สองล้านบาท, คำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด, (ฎีกาที่ 212/2567)
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย, ขั้นตอนการพิสูจน์หนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์(ฎีกาที่ 213/2567)
คดีล้มละลายยื่นคำขอรับชำระหนี้ล่าช้า, เหตุสุดวิสัยในการยื่นคำร้อง, การขยายเวลายื่นคำขอของเจ้าหนี้
การฟื้นฟูกิจการ, แผนฟื้นฟูกิจการล้มละลาย, การยกเลิกฟื้นฟูกิจการ,
เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ให้ล้มละลายได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีแพ่งก่อน, การพิทักษ์ทรัพย์ลูกหนี้เด็กขาด
การแก้ไขคำขอรับชำระหนี้, เจ้าหนี้มีประกันและไม่มีประกัน
ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดที่ดินในคดีล้มละลาย, ข้อกำหนดการตรวจสอบทรัพย์สินก่อนประมูล
ความผิดทางกฎหมายในการปกปิดสถานะล้มละลายห,ข้อกำหนดการแจ้งสถานะล้มละลายก่อนขอสินเชื่อ
อายุความสะดุดหยุดลงเมื่อเจ้าหนี้ได้ฟ้องคดีเพื่อตั้งหลักฐานสิทธิเรียกร้อง
มิได้มุ่งหมายให้เจ้าหนี้คนหนึ่งได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น
สิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน
ลูกหนี้ซึ่งถูกพิทักษ์ทรัพย์ถูกฟ้องให้ส่งมอบรถยนต์
เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ลูกหนี้ก่อนเจ้าหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
การขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย
ผลของการปลดจากล้มล้มละลาย | หนี้สินก่อนล้มละลาย
ผลของการประนอมหนี้ในคดีล้มละลาย
ลูกหนี้โอนทรัพย์สิน | ได้เปรียบแก่เจ้าหนี้อื่น
การปฏิบัติงานบังคับคดีล้มละลายของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์
สั่งจ่ายเช็คหลังคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์มีผลอย่างไร?
การฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว
นำมูลหนี้เดิมมาฟ้องล้มละลายใหม่ไม่เป็นฟ้องซ้ำ
จำเลยได้รับการปลดจากล้มละลายแล้วหลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวง
ลูกหนี้ไม่หลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวง
หน้าที่เสียภาษีเงินได้จากการขายทอดตลาด
คำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
หลุดพ้นจากหนี้ทั้งปวงอันพึงขอรับชำระได้
คำฟ้องโจทก์ในคดีล้มละลายไม่ชอบ
เจ้าหนี้มีประกันในคดีล้มละลาย