
| ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายแล้ว อายุความฟ้องผู้ค้ำประกันเริ่มนับใหม่เมื่อใด และการปลดจากล้มละลายมีผลหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการนับอายุความของสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อผู้ค้ำประกัน ภายหลังลูกหนี้ชั้นต้นถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อการยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงแล้ว อายุความใหม่จะเริ่มนับตั้งแต่วันใด ระหว่างวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้กับวันที่ศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย สิทธิเรียกร้องต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลายย่อมเกิดขึ้นทันทีในวันดังกล่าว และสามารถเริ่มนับอายุความใหม่ได้ตั้งแต่นั้น การปลดจากล้มละลายเป็นเพียงขั้นตอนที่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายและกลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตน มิใช่เหตุที่จะนำมาใช้เป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่ เมื่อเจ้าหนี้นำคดีมาฟ้องผู้ค้ำประกันภายหลังพ้นกำหนดอายุความ คดีจึงขาดอายุความ สาระสำคัญที่สุดของคดี เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 การยื่นคำขอดังกล่าวเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอายุความใหม่เริ่มนับได้ตั้งแต่วันที่ยื่นคำขอรับชำระหนี้ มิใช่เริ่มนับเมื่อศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลาย การปลดจากล้มละลายไม่ใช่เหตุที่ใช้กำหนดวันเริ่มนับอายุความใหม่ในคดีนี้ เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องผู้ค้ำประกันวันที่ 21 มกราคม 2565 คดีจึงขาดอายุความ คำถามที่น่าสนใจ 1. การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายทำให้อายุความสะดุดหยุดลงหรือไม่ 2. อายุความใหม่ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือวันที่ศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลาย 3. การที่ลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลายมีผลต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกันอย่างไร ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท ลูกหนี้ชั้นต้นทำสัญญากู้เงินจากโจทก์จำนวน 500,000 บาท เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR ต่อปี และหากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR บวก 2 ต่อปี โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันและตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ภายหลังทำสัญญา ลูกหนี้ชั้นต้นชำระหนี้ให้แก่โจทก์เพียงบางส่วนและผิดนัด ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2554 ลูกหนี้ชำระเงินให้แก่โจทก์อีกจำนวนหนึ่ง ครั้นวันที่ 26 ตุลาคม 2554 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ชั้นต้น วันที่ 18 มกราคม 2555 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ต่อมาวันที่ 11 กันยายน 2555 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้ลูกหนี้ชั้นต้นเป็นบุคคลล้มละลาย แต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถรวบรวมทรัพย์สินของลูกหนี้มาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ได้ วันที่ 12 กันยายน 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดลูกหนี้ชั้นต้นจากล้มละลาย ต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามจำเลยในฐานะผู้ค้ำประกัน รวมทั้งมีหนังสือแจ้งเตือนและหนังสือบอกกล่าวให้ชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 ขอให้จำเลยชำระเงิน 693,673.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในสัญญา ประเด็นเรื่องอายุความและคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นเห็นว่า ลูกหนี้ชั้นต้นถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2554 และมีการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 โจทก์ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 21 มกราคม 2565 จึงพ้นกำหนดอายุความ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์โดยอ้างว่า ภายหลังลูกหนี้ชั้นต้นถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 การยื่นคำขอดังกล่าวเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (3) ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่า เมื่ออายุความสะดุดหยุดลงแล้ว ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเห็นว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเมื่อศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 จึงให้นับอายุความใหม่ตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 21 มกราคม 2565 ยังไม่ครบกำหนด 10 ปี ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่าคดีไม่ขาดอายุความและพิพากษากลับให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยในประเด็นอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่โจทก์ยกเรื่องการยื่นคำขอรับชำระหนี้และผลของการที่อายุความสะดุดหยุดลงขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นอุทธรณ์ที่แสดงข้อโต้แย้งต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงจึงไม่เป็นการวินิจฉัยเกินคำฟ้องอุทธรณ์ หลักกฎหมายเรื่องอายุความสะดุดหยุดลงและการเริ่มนับอายุความใหม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 กำหนดหลักว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป มาตรา 193/14 (3) กำหนดให้การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง และระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนเกิดเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงนั้นไม่นับเข้าในอายุความ มาตรา 193/15 กำหนดว่า เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 กับศาลฎีกาอยู่ที่การกำหนดวันเริ่มนับอายุความใหม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ถือวันที่ 12 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลายเป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการวินิจฉัยเช่นนั้นไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่วันดังกล่าว และในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้นั้นเอง สิทธิเรียกร้องต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลายย่อมเกิดขึ้นทันที จึงเริ่มนับอายุความใหม่ได้ตั้งแต่วันดังกล่าว ส่วนการปลดจากล้มละลายเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งตามกฎหมายที่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายและกลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนภายหลังการปลดจากล้มละลาย มิได้เกี่ยวข้องกับการบังคับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันเป็นเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงของอายุความ ดังนั้น การนำวันที่ศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลายมาเป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่จึงไม่ถูกต้อง วันที่ต้องใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความใหม่ตามคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้คือวันที่ 18 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ผลของหลักกฎหมายต่อผู้ค้ำประกันและคดีนี้ ในส่วนความรับผิดของผู้ค้ำประกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การที่ศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้ชั้นต้นจากล้มละลายไม่ทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันและรับผิดร่วมกับบุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 78 อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ค้ำประกันยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดเพราะเหตุที่ลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลาย มิได้หมายความว่าเจ้าหนี้จะสามารถฟ้องผู้ค้ำประกันได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุความ สิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้จะนำมาฟ้องบังคับผู้ค้ำประกันยังต้องอยู่ภายในกำหนดอายุความตามกฎหมาย คดีนี้จึงต้องพิจารณาแยกกันระหว่างความรับผิดของผู้ค้ำประกันกับระยะเวลาที่เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ เมื่อศาลฎีกาถือว่าอายุความใหม่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2555 และโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 21 มกราคม 2565 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ สำหรับประเด็นเรื่องอายุความ ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดวันเริ่มนับอายุความใหม่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขการปรับใช้กฎหมายให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อคดีมีประเด็นเรื่องอายุความให้ศาลต้องวินิจฉัยอยู่แล้ว สาระสำคัญของคำวินิจฉัยจึงอยู่ที่การกำหนดวันซึ่งต้องเริ่มนับอายุความใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่การนำวันที่ศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลายมาเป็นจุดเริ่มต้นใหม่โดยอัตโนมัติ เมื่อคำนวณอายุความโดยเริ่มจากวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้วปรากฏว่าโจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังพ้นกำหนดอายุความ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าลูกหนี้ชั้นต้นมีการชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 และโจทก์ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันภายในกำหนดอายุความ 10 ปี เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 21 มกราคม 2565 จึงขาดอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ โดยเห็นว่าการยื่นคำขอรับชำระหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง และให้นับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่ศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลาย เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 21 มกราคม 2565 ยังไม่ครบ 10 ปี จึงเห็นว่าคดีไม่ขาดอายุความและให้จำเลยชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่าการกำหนดวันเริ่มนับอายุความใหม่ของศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 21 มกราคม 2565 คดีจึงขาดอายุความ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การดำเนินการของเจ้าหนี้ในกระบวนการล้มละลายอาจมีผลโดยตรงต่อการนับอายุความของสิทธิเรียกร้องที่จะนำไปใช้บังคับต่อบุคคลซึ่งมีความรับผิดในหนี้เดียวกัน การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นเหตุที่กฎหมายกำหนดให้อายุความสะดุดหยุดลง แต่การพิจารณาว่าอายุความใหม่เริ่มนับตั้งแต่เวลาใดต้องวินิจฉัยตามผลทางกฎหมายของการใช้สิทธินั้น มิใช่ถือว่าต้องรอจนกว่าศาลจะมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลายเสมอไป ความรับผิดของผู้ค้ำประกันและอายุความของสิทธิเรียกร้องเป็นคนละประเด็นกัน แม้การปลดลูกหนี้จากล้มละลายจะไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดเพราะเหตุดังกล่าว แต่เจ้าหนี้ยังต้องใช้สิทธิเรียกร้องต่อผู้ค้ำประกันภายในกำหนดอายุความตามกฎหมาย หากฟ้องเมื่อพ้นกำหนดแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมสามารถยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกประเด็นระหว่างการยกอายุความขึ้นต่อสู้กับการปรับบทกฎหมายเกี่ยวกับอายุความ เมื่อคดีมีประเด็นเรื่องอายุความให้ศาลวินิจฉัยแล้ว ศาลย่อมต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและปรับใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการเริ่มนับอายุความ การสะดุดหยุดลง และการเริ่มนับอายุความใหม่ให้ถูกต้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 มาตรา 193/14 (3) และมาตรา 193/15 ซึ่งใช้วินิจฉัยเรื่องการเริ่มนับอายุความ การสะดุดหยุดลงแห่งอายุความ และการเริ่มนับอายุความใหม่ รวมทั้งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ในส่วนที่เกี่ยวกับขอบเขตการวินิจฉัยของศาล สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ อายุความสะดุดหยุดลง การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (3) และระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนเกิดเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงไม่นำมานับรวมในอายุความ การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า วันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นวันที่สิทธิเรียกร้องต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลายเกิดขึ้นทันที และเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความใหม่ในคดีนี้ มิใช่วันที่ศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายมีผลต่ออายุความหรือไม่ คำตอบ มีผล การยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (3) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนเกิดเหตุแห่งการสะดุดหยุดลงไม่นับเข้าในอายุความ และต้องพิจารณาต่อไปว่าอายุความใหม่เริ่มนับตั้งแต่เวลาใดตามมาตรา 193/15 2. คำถาม ต้องรอให้ลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลายก่อนจึงจะเริ่มนับอายุความใหม่หรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การปลดจากล้มละลายเป็นเพียงขั้นตอนที่ทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายและกลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนภายหลังการปลดจากล้มละลาย มิได้เกี่ยวข้องกับเหตุที่ใช้กำหนดวันเริ่มนับอายุความใหม่ตามข้อเท็จจริงของคดีนี้ ศาลฎีกาจึงให้นับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย 3. คำถาม ลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลายแล้ว ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดด้วยหรือไม่ คำตอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า การที่ลูกหนี้ได้รับการปลดจากล้มละลายไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันซึ่งรับผิดร่วมกับบุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากความรับผิดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 78 อย่างไรก็ตาม การที่ผู้ค้ำประกันยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดมิได้หมายความว่าเจ้าหนี้จะฟ้องได้โดยไม่มีกำหนดเวลา เพราะสิทธิเรียกร้องต่อผู้ค้ำประกันยังอยู่ภายใต้บังคับเรื่องอายุความ 4. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้องทั้งที่ผู้ค้ำประกันยังอาจมีความรับผิด คำตอบ เพราะความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันกับสิทธิของเจ้าหนี้ในการนำคดีมาฟ้องภายในกำหนดอายุความเป็นคนละประเด็นกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยให้นับอายุความใหม่ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2555 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องวันที่ 21 มกราคม 2565 จึงพ้นกำหนดอายุความและต้องพิพากษายกฟ้อง หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้ต้องแยกประเด็นเรื่องการยกอายุความขึ้นต่อสู้ออกจากการปรับบทกฎหมายและการคำนวณอายุความ กล่าวคือ โดยหลักในคดีแพ่ง คู่ความฝ่ายที่ประสงค์จะอาศัยอายุความเป็นข้อต่อสู้ต้องยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้เสียก่อน เมื่อคดีมีประเด็นเรื่องอายุความให้ศาลวินิจฉัยแล้ว ศาลย่อมมีหน้าที่พิจารณาข้อเท็จจริงและปรับบทกฎหมายเกี่ยวกับการเริ่มนับอายุความ การสะดุดหยุดลง และการเริ่มนับอายุความใหม่ให้ถูกต้อง สาระสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่การกำหนดวันเริ่มนับอายุความใหม่ภายหลังเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย โดยศาลฎีกาไม่นำวันที่ศาลมีคำสั่งปลดลูกหนี้จากล้มละลายมาเป็นวันเริ่มนับอายุความใหม่ แต่ถือวันที่เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้เป็นจุดเริ่มต้นตามข้อเท็จจริงและบทกฎหมายที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ทั้งนี้ มิได้หมายความว่าศาลสามารถยกเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัยเองได้ในทุกกรณี ฉบับนี้แก้ถ้อยคำสำคัญตามประเด็นที่ตรวจพบก่อนหน้านี้แล้ว โดยเฉพาะส่วนความรับผิดของผู้ค้ำประกันและขอบเขตการวินิจฉัยเรื่องอายุความครับ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7470/2568 อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/12 ข้อเท็จจริงคดีนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (3) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ และเมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้อันเป็นเหตุที่อายุความสะดุดหยุดลง สิทธิเรียกร้องต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลาย ย่อมเกิดขึ้นทันทีในวันดังกล่าวด้วย และเริ่มนับอายุความใหม่ได้นับแต่นั้นเป็นต้นไป การปลดจากล้มละลายเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกฎหมายที่ให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายแล้วกลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนภายหลังปลดจากล้มละลายเท่านั้น มิได้เกี่ยวข้องกับการบังคับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นับอายุความใหม่ตั้งแต่ศาลมีคำสั่งให้ลูกหนี้ชั้นต้นปลดจากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 จึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยวันที่ 21 มกราคม 2565 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 693,673.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR+2.00 ต่อปี (ขณะฟ้องคดีอัตราดอกเบี้ย MLR เท่ากับ 6.15 ต่อปี) ของต้นเงิน 454,784.17 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 479,764.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR + 2 ต่อปี ของเงินต้น 454,784.17 บาท นับถัดจากวันที่ 24 มิถุนายน 2558 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยปกติ และดอกเบี้ยผิดนัดให้ปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามที่โจทก์ประกาศกำหนด แต่ดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 21 มกราคม 2565) ต้องไม่เกินร้อยละ 8.15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 นางชนนิกานต์ ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์ 500,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR ต่อปี (ขณะทำสัญญาเท่ากับร้อยละ 5.85 ต่อปี) หากผิดนัดยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ MLR + 2 ต่อปี และปรับเปลี่ยนขึ้นลงตามที่โจทก์ประกาศกำหนด โดยผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 3,000 บาท เริ่มงวดแรกเดือนพฤศจิกายน 2552 เป็นต้นไป จนเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 10 ปี โดยมีจำเลยเป็นผู้ค้ำประกันและตกลงยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม หลังทำสัญญานางชนนิกานต์ชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์เพียงบางส่วน แล้วผิดนัดในงวดแรกเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2552 ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2554 นางชนนิกานต์นำเงินจำนวนหนึ่งมาชำระหนี้แก่โจทก์ ครั้นวันที่ 26 ตุลาคม 2554 นางชนนิกานต์ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หลังจากนั้นนางชนนิกานต์ชำระหนี้แก่โจทก์อีกหลายครั้ง วันที่ 18 มกราคม 2555 โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย ครั้นวันที่ 11 กันยายน 2555 ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้นางชนนิกานต์เป็นบุคคลล้มละลาย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่สามารถรวบรวมทรัพย์สินของนางชนนิกานต์มาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลาย วันที่ 16 ตุลาคม 2558 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันทราบ ต่อมาวันที่ 20 กรกฎาคม 2564 โจทก์มีหนังสือแจ้งเตือนให้จำเลยชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เรื่องอายุความเป็นการวินิจฉัยเกินคำฟ้องและคำฟ้องอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในคำพิพากษาว่านางชนนิกานต์ ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2554 มีการชำระหนี้ให้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2554 ซึ่งเป็นวันก่อนถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ต้องฟ้องผู้ค้ำประกันให้ชำระหนี้ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่นางชนนิกานต์ชำระหนี้เป็นครั้งสุดท้าย เมื่อปรากฎว่าโจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว โดยเนื้อหาที่บรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ที่แสดงต่อศาลให้เห็นว่าคดีโจทก์ไม่ขาดอายุความ โดยมีข้อเท็จจริงปรากฏภายหลังนางชนนิกานต์ถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 โจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ อันเป็นเหตุให้อายุความในคดีแพ่งสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (3) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด จึงเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลาย นับถึงวันฟ้องคดีจึงยังไม่ขาดอายุความ อันเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อุทธรณ์ของโจทก์จึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยไปถึงเรื่องอายุความสะดุดหยุดลง จึงชอบแล้ว ไม่เป็นการเกินฟ้องอุทธรณ์โจทก์แต่อย่างใด ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ดี คดีมีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 ย่อมถือได้ว่าเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุด จึงให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง และการที่ศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลายนั้น ไม่ทำให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันที่รับผิดร่วมกับบุคคลล้มละลายหลุดพ้นจากความรับผิดไปด้วยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 78 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องจำเลยได้ภายในกำหนดอายุความ 10 ปี นับแต่วันที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งปลดนางชนนิกานต์จากการล้มละลาย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยในวันที่ 21 มกราคม 2565 ยังไม่ครบกำหนด 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความนั้น เห็นว่า อายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 ข้อเท็จจริงคดีนี้ภายหลังศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดนางชนนิกานต์ลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 อายุความจึงสะดุดหยุดลงนับแต่นั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (3) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความ เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดเวลาใด ให้เริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เวลานั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 ดังนั้น ในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้อันเป็นเหตุที่อายุความสะดุดหยุดลง สิทธิเรียกร้องต่อกองทรัพย์สินของลูกหนี้ผู้ล้มละลาย ย่อมเกิดขึ้นทันทีในวันดังกล่าวด้วย และเริ่มนับอายุความใหม่ได้นับแต่นั้นเป็นต้นไป การปลดจากล้มละลายเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในกฎหมายที่ให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากสภาวะล้มละลายแล้วกลับมามีอำนาจจัดการทรัพย์สินของตนภายหลังปลดจากล้มละลายเท่านั้น มิได้เกี่ยวข้องกับการบังคับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้อันเป็นเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงแต่ประการใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 นับอายุความใหม่ตั้งแต่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ปลดนางชนนิกานต์จากล้มละลายเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2558 จึงไม่ถูกต้อง ที่ถูกต้องนับแต่วันที่โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2555 ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยวันที่ 21 มกราคม 2565 คดีโจทก์จึงขาดอายุความ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
|




