ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ลูกจ้างว่างงานเพราะโควิด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่ วิเคราะห์กฎหมายแรงงานและประกันสังคมเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยตามคำสั่งรัฐ

สิทธิเรียกค่าจ้างช่วงโควิดตามกฎหมายแรงงาน, นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างได้หรือไม่เมื่อปิดกิจการ, ว่างงานจากเหตุสุดวิสัยตามกฎหมายประกันสังคม, สิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานมาตรา79/1, ลูกจ้างไม่ได้ทำงานมีสิทธิค่าจ้างหรือไม่, ปิดโรงแรมตามคำสั่งรัฐผลทางกฎหมายแรงงาน, วิเคราะห์สัญญาจ้างแรงงานในช่วงโควิด, หลักการจ่ายค่าจ้างเมื่อไม่มีการทำงาน, ความแตกต่างค่าจ้างกับเงินทดแทนประกันสังคม, นายจ้างไม่ออกหนังสือรับรองมีผลอย่างไร, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับค่าจ้างโควิด,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความสิทธิและหน้าที่ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในสถานการณ์พิเศษที่กิจการต้องหยุดดำเนินการเนื่องจากเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ โดยเฉพาะประเด็นสำคัญว่าการที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานเพราะคำสั่งของทางราชการนั้น จะยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากนายจ้างหรือไม่ รวมทั้งการแยกบทบาทของกฎหมายประกันสังคมกับกฎหมายแรงงานว่ามีขอบเขตคุ้มครองแตกต่างกันอย่างไร คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการวินิจฉัยความรับผิดเรื่องค่าจ้างในช่วงวิกฤตโควิด และสะท้อนหลักการพื้นฐานของสัญญาจ้างแรงงานในเชิงกฎหมายอย่างชัดเจน

สรุปข้อเท็จจริง

   จำเลยเป็นบริษัทประกอบกิจการโรงแรม ได้จ้างโจทก์เป็นผู้จัดการโรงแรม ต่อมามีการระบาดของโรคโควิดและมีคำสั่งของจังหวัดให้ปิดโรงแรมทั้งจังหวัด ส่งผลให้กิจการต้องหยุดดำเนินการ โจทก์ไม่ได้ทำงานในช่วงเวลาดังกล่าว และภายหลังถูกเลิกจ้าง โจทก์จึงฟ้องเรียกร้องค่าจ้าง ค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้าง โดยอ้างว่าจำเลยไม่ออกเอกสารเพื่อให้ตนได้รับเงินประกันสังคม จึงต้องรับผิดจ่ายค่าจ้างแทน

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัย

   ประเด็นสำคัญคือ

   หนึ่ง ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าจ้างในช่วงที่ไม่ได้ทำงานเพราะเหตุสุดวิสัยหรือไม่

   สอง การที่นายจ้างไม่ออกหนังสือรับรองเพื่อขอรับประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคม จะทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแทนหรือไม่

   สาม ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือไม่เกี่ยวกับช่วงเวลาที่กิจการปิดและเปิด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎกระทรวงเกี่ยวกับประกันสังคมมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ลูกจ้างได้รับเงินทดแทนจากรัฐ มิใช่สร้างภาระให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง ดังนั้นแม้นายจ้างไม่ออกเอกสาร ก็ไม่ทำให้ลูกจ้างมีสิทธิเรียกค่าจ้างจากนายจ้าง

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   หลักสำคัญคือสัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน ลูกจ้างต้องทำงาน นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง หากลูกจ้างไม่ได้ทำงานโดยมิใช่ความผิดของนายจ้าง เช่น เหตุสุดวิสัย นายจ้างย่อมไม่ต้องจ่ายค่าจ้าง

กฎหมายประกันสังคมมีบทบาทเป็นระบบประกันความเสี่ยง ไม่ใช่เครื่องมือแทนค่าจ้างจากนายจ้าง

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

   มาตรา 79/1 มีเจตนาเพื่อช่วยเหลือลูกจ้างในสถานการณ์วิกฤต ไม่ให้ขาดรายได้ โดยรัฐเข้ามารับภาระแทน ไม่ใช่โยนภาระให้เอกชน

มาตรา 5 ของกฎหมายแรงงานมุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมในการจ่ายค่าจ้างตามการทำงานจริง

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

   แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า ค่าจ้างต้องผูกกับการทำงาน และเหตุสุดวิสัยเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดของนายจ้าง หากไม่มีความผิดหรือการกระทำของนายจ้าง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยชำระค่าจ้างบางช่วง ค่าชดเชย และค่าเช่าบ้าน พร้อมดอกเบี้ย โดยเห็นว่าโจทก์ยังมีสิทธิได้รับค่าจ้างในช่วงที่ไม่ได้ทำงาน

2 ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าการที่จำเลยไม่ออกหนังสือรับรองทำให้โจทก์เสียสิทธิประกันสังคม จึงต้องรับผิดจ่ายค่าจ้าง

3 ศาลฎีกา

พิพากษาแก้โดยเห็นว่าการไม่ออกหนังสือรับรองไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกค่าจ้าง และการปิดกิจการเป็นเหตุสุดวิสัย จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่วงเวลาการทำงานและการปิดกิจการ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า “ค่าจ้างต้องสัมพันธ์กับการทำงาน” และไม่สามารถนำกฎหมายประกันสังคมมาใช้เป็นฐานเรียกร้องค่าจ้างจากนายจ้างได้ อีกทั้งเหตุสุดวิสัยเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดที่สำคัญในกฎหมายแรงงาน โดยต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างเคร่งครัด

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า “เหตุสุดวิสัย” และ “สิทธิค่าจ้าง” มีขอบเขตเพียงใดในกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงาน

มาตรากฎหมายสำคัญ

1 มาตรา 5 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน

เป็นหลักการว่าสัญญาจ้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน ต้องมีการทำงานจึงเกิดสิทธิค่าจ้าง

2 มาตรา 79/1 พ.ร.บ.ประกันสังคม

กำหนดสิทธิรับเงินทดแทนจากรัฐ มิใช่สิทธิเรียกค่าจ้างจากนายจ้าง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม ลูกจ้างไม่ได้ทำงานเพราะโควิดหรือคำสั่งปิดกิจการของรัฐ ยังมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากนายจ้างหรือไม่

   คำตอบ

   หลักกฎหมายแรงงานกำหนดให้ “ค่าจ้าง” เป็นค่าตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานซึ่งเป็นสัญญาต่างตอบแทน กล่าวคือ ลูกจ้างมีหน้าที่ทำงานและนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานนั้น ดังนั้น หากลูกจ้างไม่ได้ทำงาน ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม จำต้องพิจารณาต่อไปว่าเหตุที่ไม่ได้ทำงานนั้นเกิดจากความผิดของนายจ้างหรือไม่ หากเป็นกรณีที่กิจการต้องหยุดดำเนินการเพราะคำสั่งของทางราชการ เช่น การปิดโรงแรมตามมาตรการควบคุมโรคติดต่อ ถือเป็น “เหตุสุดวิสัย” ซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของนายจ้างและลูกจ้าง การที่ลูกจ้างไม่ได้เข้าทำงานจึงมิใช่เกิดจากการกระทำหรือละเว้นของนายจ้าง นายจ้างจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าจ้างในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ดี ลูกจ้างยังคงมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายประกันสังคมในรูปแบบของเงินประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน ซึ่งเป็นมาตรการของรัฐที่ออกแบบมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน มิใช่การโอนภาระค่าจ้างจากนายจ้างมายังระบบประกันสังคม ดังนั้น การตีความสิทธิค่าจ้างจึงต้องยึดหลักการทำงานเป็นสำคัญ และต้องพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบเป็นรายกรณีว่ามีการทำงานเกิดขึ้นหรือไม่ และสาเหตุของการไม่ทำงานเกิดจากฝ่ายใด

2. คำถาม การที่นายจ้างไม่ออกหนังสือรับรองเพื่อให้ลูกจ้างไปขอรับเงินประกันสังคม จะทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างแทนหรือไม่

   คำตอบ

   การออกหนังสือรับรองเพื่อใช้ประกอบการขอรับประโยชน์ทดแทนจากประกันสังคมเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของนายจ้างตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แต่หน้าที่ดังกล่าวเป็นคนละเรื่องกับภาระการจ่ายค่าจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน กล่าวคือ แม้นายจ้างจะไม่ออกหนังสือรับรองจนทำให้ลูกจ้างไม่สามารถเข้าถึงสิทธิประกันสังคมได้ ก็ไม่ได้ทำให้สิทธิเรียกร้องค่าจ้างเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะสิทธิในค่าจ้างต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีการทำงานหรือมีเหตุที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องรับผิดชอบ เช่น การสั่งพักงานโดยมิชอบ หรือการไม่จัดให้มีงานทำโดยไม่มีเหตุอันสมควร ในกรณีที่การหยุดงานเกิดจากคำสั่งของรัฐอันเป็นเหตุสุดวิสัย กฎหมายมิได้กำหนดให้นายจ้างต้องรับภาระค่าจ้างแทนระบบประกันสังคม การไม่ออกเอกสารอาจก่อให้เกิดความรับผิดในมิติอื่น เช่น ความรับผิดทางปกครองหรือความเสียหายที่ลูกจ้างอาจต้องพิสูจน์เพิ่มเติม แต่ไม่ใช่เหตุโดยตรงให้เรียกค่าจ้างได้ ดังนั้น ต้องแยก “หน้าที่ทางเอกสาร” ออกจาก “หน้าที่จ่ายค่าจ้าง” อย่างชัดเจน

3. คำถาม เหตุสุดวิสัยในกฎหมายแรงงานมีความหมายอย่างไร และส่งผลต่อสิทธิค่าจ้างอย่างไร

   คำตอบ

   เหตุสุดวิสัยในทางกฎหมายหมายถึงเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดหมายได้ล่วงหน้า และไม่อาจหลีกเลี่ยงหรือป้องกันได้แม้จะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาดร้ายแรง หรือคำสั่งของทางราชการที่มีผลบังคับให้หยุดกิจการ ในบริบทของกฎหมายแรงงาน เหตุสุดวิสัยมีผลสำคัญต่อความรับผิดของนายจ้าง กล่าวคือ หากการที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานเป็นผลโดยตรงจากเหตุสุดวิสัย มิใช่ความผิดของนายจ้าง นายจ้างย่อมไม่ต้องรับผิดชำระค่าจ้างในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากขาดองค์ประกอบของการทำงานซึ่งเป็นเงื่อนไขในการเกิดสิทธิค่าจ้าง อย่างไรก็ดี การอ้างเหตุสุดวิสัยต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด โดยต้องพิสูจน์ว่าเหตุการณ์นั้นอยู่นอกเหนือการควบคุมจริง และไม่มีพฤติการณ์ที่นายจ้างสามารถหลีกเลี่ยงได้ หากปรากฏว่านายจ้างยังสามารถจัดให้มีงานทำหรือเปิดดำเนินการบางส่วนได้ แต่ไม่ดำเนินการ อาจถูกตีความว่าไม่ใช่เหตุสุดวิสัยแท้จริง ซึ่งอาจส่งผลให้ยังคงมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าจ้าง

4. คำถาม สิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากประกันสังคม แตกต่างจากค่าจ้างอย่างไร

   คำตอบ

   สิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเป็นมาตรการทางสังคมที่รัฐจัดให้ผ่านระบบประกันสังคม เพื่อช่วยเหลือลูกจ้างที่ขาดรายได้จากการว่างงาน โดยเฉพาะในกรณีเหตุสุดวิสัย เช่น การระบาดของโรคหรือคำสั่งปิดกิจการของรัฐ เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็น “เงินช่วยเหลือ” มิใช่ค่าตอบแทนจากการทำงาน ต่างจากค่าจ้างซึ่งเป็นหนี้ตามสัญญาจ้างแรงงานที่เกิดขึ้นเมื่อมีการทำงานจริง ความแตกต่างที่สำคัญคือ แหล่งที่มาของเงิน โดยค่าจ้างมาจากนายจ้าง ส่วนเงินประกันสังคมมาจากกองทุนที่รัฐบริหาร อีกทั้งเงื่อนไขในการได้รับเงินก็แตกต่างกัน กล่าวคือ การรับค่าจ้างต้องมีการทำงาน ส่วนการรับเงินทดแทนต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายประกันสังคม ดังนั้น การที่ลูกจ้างได้รับหรือไม่ได้รับเงินจากประกันสังคม ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อสิทธิเรียกค่าจ้างจากนายจ้าง

5. คำถาม หากภายหลังจากการปิดกิจการ ลูกจ้างกลับเข้าทำงานแล้ว นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่

   คำตอบ

   เมื่อเหตุสุดวิสัยสิ้นสุดลง เช่น มีคำสั่งยกเลิกการปิดกิจการ และลูกจ้างกลับเข้าทำงานตามปกติ ความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงานย่อมกลับเข้าสู่สภาพเดิม กล่าวคือ ลูกจ้างมีหน้าที่ทำงาน และนายจ้างมีหน้าที่จ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานนั้นทันที การไม่จ่ายค่าจ้างในช่วงที่ลูกจ้างทำงานแล้ว ย่อมเป็นการผิดสัญญาจ้างแรงงาน และลูกจ้างมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างรวมถึงดอกเบี้ยตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญในทางคดีคือการพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ลูกจ้างได้กลับเข้าทำงานเมื่อใด ทำงานจริงหรือไม่ และมีระยะเวลาการทำงานเท่าใด เพราะสิทธิค่าจ้างจะผูกพันกับช่วงเวลาการทำงานอย่างเคร่งครัด หากยังไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลอาจต้องสั่งให้มีการไต่สวนเพิ่มเติมก่อนวินิจฉัย

6. คำถาม ศาลจะพิจารณาอย่างไรในกรณีที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทำงานยังไม่ชัดเจน

   คำตอบ

   ในกระบวนพิจารณาคดีแรงงาน หากข้อเท็จจริงสำคัญยังไม่ครบถ้วน เช่น ไม่ทราบแน่ชัดว่ากิจการปิดตั้งแต่เมื่อใด เปิดเมื่อใด หรือไม่ทราบว่าลูกจ้างได้ทำงานจริงในช่วงเวลาใด ศาลไม่อาจวินิจฉัยข้อกฎหมายได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในการ “ย้อนสำนวน” ให้ศาลชั้นต้นหรือศาลแรงงานรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ การย้อนสำนวนดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำพิพากษาตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและสมบูรณ์ มิใช่เป็นการวินิจฉัยโดยคาดคะเนหรืออาศัยข้อเท็จจริงที่ไม่ชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา และเป็นหลักประกันว่าคู่ความจะได้รับการพิจารณาคดีอย่างรอบด้าน

7. คำถาม การปิดกิจการชั่วคราวตามคำสั่งรัฐ ถือเป็นการเลิกจ้างหรือไม่

   คำตอบ

   การปิดกิจการชั่วคราวตามคำสั่งของรัฐ เช่น การสั่งปิดสถานประกอบการเพื่อควบคุมโรค มิได้มีลักษณะเป็นการเลิกจ้างโดยตรง เพราะยังไม่มีการแสดงเจตนาของนายจ้างที่จะยุติสัญญาจ้างแรงงาน การเลิกจ้างจะเกิดขึ้นเมื่อมีการบอกเลิกสัญญาอย่างชัดแจ้งหรือมีพฤติการณ์ที่ถือได้ว่าเป็นการเลิกจ้าง อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ปิดกิจการ ลูกจ้างอาจไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้าง แต่สิทธิต่าง ๆ ตามสัญญาจ้างยังคงมีอยู่ หากภายหลังนายจ้างมีการเลิกจ้างจริง จึงจะต้องพิจารณาว่าการเลิกจ้างนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีสิทธิได้รับค่าชดเชยหรือค่าเสียหายหรือไม่ โดยต้องพิจารณาจากเหตุแห่งการเลิกจ้างเป็นสำคัญ

8. คำถาม ลูกจ้างสามารถเรียกร้องค่าเสียหายอื่นแทนค่าจ้างได้หรือไม่

   คำตอบ

   แม้ลูกจ้างจะไม่สามารถเรียกร้องค่าจ้างในช่วงที่ไม่ได้ทำงานเพราะเหตุสุดวิสัยได้ แต่ในบางกรณีลูกจ้างอาจมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายประเภทอื่น หากสามารถพิสูจน์ได้ว่านายจ้างมีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายหรือสัญญา เช่น ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในการแจ้งข้อมูลต่อหน่วยงานรัฐ หรือมีการกระทำโดยทุจริตที่ทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิประโยชน์ อย่างไรก็ตาม การเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าวต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ได้แก่ การกระทำโดยมิชอบ ความเสียหาย และความสัมพันธ์แห่งเหตุและผลระหว่างการกระทำกับความเสียหาย มิใช่เพียงอ้างว่าตนไม่ได้รับค่าจ้างแล้วจะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้โดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาอย่างเคร่งครัดตามพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี

อธิบายกฎหมายแยกข้อ

ข้อ 1 ป.วิ.พ. มาตรา 243 (3) ข และมาตรา 252

เป็นบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจศาลฎีกาในการย้อนสำนวน เมื่อเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่ครบถ้วน ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัยข้อกฎหมายได้โดยสมบูรณ์ จึงต้องส่งคดีคืนเพื่อให้ศาลชั้นต้นพิจารณาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนหลักการสำคัญว่าการวินิจฉัยต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและถูกต้อง

ข้อ 2 พ.ร.บ.ศาลแรงงาน มาตรา 57/1 วรรคสอง

กำหนดให้ศาลแรงงานมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างยืดหยุ่น และสามารถรับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมได้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในคดีแรงงาน ซึ่งเน้นการคุ้มครองลูกจ้างและความรวดเร็วในการพิจารณา

ข้อ 3 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 5

กำหนดนิยามสัญญาจ้างแรงงานว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทน ลูกจ้างต้องทำงาน นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้าง หลักนี้เป็นแก่นสำคัญของคดี เพราะใช้วินิจฉัยว่าหากไม่มีการทำงาน ย่อมไม่มีสิทธิค่าจ้าง

ข้อ 4 พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 79/1

เป็นบทบัญญัติให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย โดยรัฐเป็นผู้รับภาระ ไม่ใช่นายจ้าง จึงต้องแยกออกจากสิทธิค่าจ้างอย่างชัดเจน

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

        เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4171/2566 

กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 17 เมษายน 2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 79/1 แห่ง พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 เป็นเรื่องให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม มิใช่กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง การที่จำเลยไม่ได้ออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการตามหนังสือรับรองที่แนบท้ายกฎกระทรวงนี้ ไม่ได้ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยตามกฎกระทรวงดังกล่าว

พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า สัญญาจ้าง หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาระบุชัดเจน หรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ดังนี้ สัญญาจ้างจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ลูกจ้างมีหนี้ที่ต้องทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างมีหนี้ที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนในการทำงานของลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้แก่นายจ้าง หรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างจากนายจ้างต่อเมื่อลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง จำเลยหยุดประกอบกิจการเนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้ปิดโรงแรมทั้งจังหวัดเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ถือได้ว่าจำเลยหยุดประกอบกิจการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย การที่โจทก์ไม่ได้เข้าทำงานให้แก่จำเลยมิใช่เกิดจากคำสั่งหรือความผิดของจำเลย จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่หากภายหลังเมื่อพ้นระยะเวลาปิดโรงแรมตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์กลับเข้าทำงานให้แก่จำเลย จำเลยก็มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์

ศาลแรงงานภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงว่า ในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 คำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ 1797/2563 ลงวันที่ 2 เมษายน 2563 ที่กำหนดให้ปิดโรงแรม มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น มีผลทำให้จำเลยปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งฉบับอื่นให้ปิดโรงแรมต่อไปอีกหรือไม่ เพียงใด จำเลยเปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด โจทก์เข้าทำงานให้แก่จำเลยหรือไม่ หากเข้าทำงาน โจทก์ทำงานตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การวินิจฉัยประเด็นว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างในช่วงเวลาดังกล่าวให้แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไป

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2562 และปี 2563 เป็นเงิน 1,673,429.41 บาท จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 1,027,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 1,176,373.23 บาท ดอกเบี้ยค่าจ้างค้างจ่ายถึงวันฟ้อง 50,787.39 บาท และค่าชดเชย 1,027,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของค่าจ้างค้างจ่าย ดอกเบี้ยค่าจ้างค้างจ่าย และค่าชดเชย รวมเป็นต้นเงิน 2,255,110.62 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานภาค 8 พิพากษาให้จำเลยชำระค่าชดเชย 9,900 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 กันยายน 2563 อันเป็นวันเลิกจ้าง เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าจ้างเดือนพฤษภาคม 2563 เป็นเงิน 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชำระค่าจ้างเดือนมิถุนายน 2563 เป็นเงิน 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จ และชำระค่าจ้างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เป็นเงิน 7,333.40 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นำเงิน 17,362.18 บาท มาหักจากค่าจ้างในเดือนกรกฎาคม 2563 เสียก่อน และให้ชำระค่าเช่าบ้าน 280,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 6 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกา หากจำเลยจะชำระเป็นเงินไทยให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนถัวเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานครตามอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐในเวลาที่ใช้เงินจริง ถ้าไม่มีอัตราแลกเปลี่ยนในวันใช้เงินจริงให้ถือเอาวันสุดท้ายที่มีอัตราเช่นว่านั้นก่อนวันดังกล่าว แต่ทั้งนี้ให้ไม่เกิน 31.15 บาท ตามวันฟ้อง คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการโรงแรมใช้ชื่อในการประกอบกิจการว่า โรงแรม ส. เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2561 จำเลยจ้างโจทก์ทำงานตำแหน่งผู้จัดการโรงแรม ได้รับค่าจ้างเดือนละ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าที่พักเดือนละ 40,000 บาท เมื่อปลายปี 2562 ถึงปัจจุบันมีสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 จังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งปิดโรงแรมทั้งจังหวัดตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 มีกำหนด 2 เดือน (คำสั่งดังกล่าวกำหนดให้ปิดโรงแรม ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น) ต่อมาวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญากันตามข้อตกลงแนบท้ายสัญญาจ้างแรงงานโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2563 โดยโจทก์จะได้รับค่าจ้างเดือนละ 3,300 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2563 จำเลยมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ไม่ได้รายงานเหตุการณ์น้ำท่วมห้องพักให้กรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยทราบ ปล่อยปละละเลยให้สินค้าเน่าเสียและเครื่องดื่มหมดอายุ เป็นการจงใจทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ในฐานะผู้จัดการโรงแรมไม่ดูแลจัดการสินค้าที่ใกล้หมดอายุ เป็นการขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ทำให้จำเลยขาดความไว้วางใจที่จะให้โจทก์ปฏิบัติงานต่อไป มีเหตุเลิกจ้างโจทก์ได้และไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ไม่เป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม จำเลยไม่ต้องชำระค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ แต่จำเลยต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์โดยคำนวณค่าชดเชยจากฐานเงินเดือนอัตราสุดท้ายเป็นเงิน 9,900 ดอลลาร์สหรัฐ จำเลยไม่ได้จ่ายค่าเช่าบ้านตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563 จนถึงวันที่โจทก์ถูกเลิกจ้างในเดือนกันยายน 2563 รวมเป็นเงิน 280,000 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายค่าเช่าบ้านดังกล่าวแก่โจทก์ ส่วนค่าจ้างนั้นจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายน 2563 เดือนละ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ และจ่ายค่าจ้างสำหรับวันที่ 1 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 เป็นเงิน 7,333.40 ดอลลาร์สหรัฐ โดยนำเงินค่าจ้างที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์ 17,362.18 บาท มาหักชำระออกก่อน ส่วนเงินค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้นจำเลยจ่ายแทนโจทก์แล้ว ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า จำเลยยังมิได้ออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยเพื่อยื่นขอรับเงินชดเชยจากประกันสังคมของโจทก์ตามข้อ 7 ของกฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563 โจทก์ไม่อาจรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยจากสำนักงานประกันสังคมได้ จำเลยจึงต้องชำระค่าจ้างเดือนพฤษภาคมและเดือนมิถุนายน 2563 แก่โจทก์ เดือนละ 11,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนค่าจ้างวันที่ 1 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 จำเลยไม่ได้ไต่สวนพยานให้เห็นว่าโจทก์มาทำงานเพียง 1.5 วัน จำเลยจึงต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับวันดังกล่าวด้วย ส่วนค่าชดเชยนั้นโจทก์และจำเลยตกลงกันตามข้อตกลงแนบท้ายสัญญาจ้างงาน ว่าโจทก์จะได้รับค่าจ้างเดือนละ 3,300 ดอลลาร์สหรัฐ จึงต้องคำนวณค่าชดเชยจากฐานเงินเดือนอัตราสุดท้ายตามเอกสารดังกล่าว ที่ศาลแรงงานภาค 8 กำหนดค่าชดเชยให้แก่โจทก์มานั้นชอบแล้ว ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเฉพาะประเด็นที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนพฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า กฎกระทรวงการได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยอันเกิดจากการระบาดของโรคติดต่ออันตรายตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 17 เมษายน 2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 79/1 แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ข้อ 2 กำหนดว่า ให้ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัย มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามกฎกระทรวงนี้ และข้อ 4 กำหนดว่า ในกรณีมีเหตุสุดวิสัยถึงขนาดที่นายจ้างต้องหยุดประกอบกิจการไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเป็นการชั่วคราว และลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานไม่สามารถทำงานได้และไม่ได้รับค่าจ้างในระหว่างนั้น ไม่ว่านายจ้างจะหยุดประกอบกิจการเองหรือหยุดประกอบกิจการตามคำสั่งของทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม ให้ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ได้รับค่าจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน ในอัตราร้อยละหกสิบสองของค่าจ้างรายวัน โดยให้ได้รับตลอดระยะเวลาที่นายจ้างหยุดประกอบกิจการ แต่ไม่เกินเก้าสิบวัน ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563 หรือตามระยะเวลาที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี คดีนี้แม้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตในฐานะผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ตโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 35 (1) แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และข้อ 7 (1) ของข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 1) ลงวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2563 มีคำสั่งให้ปิดโรงแรมทั้งจังหวัดเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ตามคำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ 1797/2563 ลงวันที่ 2 เมษายน 2563 อันถือได้ว่าจำเลยหยุดประกอบกิจการชั่วคราวเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยตามคำสั่งของทางราชการตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อหรือกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินก็ตาม แต่กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นเรื่องให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานจากสำนักงานประกันสังคม มิใช่กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับค่าจ้างจากนายจ้าง ดังนี้ การที่จำเลยไม่ได้ออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานเนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการตามหนังสือรับรองที่แนบท้ายกฎกระทรวงนี้ ตามความในข้อ 7 ของกฎกระทรวงดังกล่าว จึงไม่ได้ทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างจากจำเลยตามกฎกระทรวงดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์เนื่องจากจำเลยไม่ได้ออกหนังสือรับรองการขอรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานดังกล่าวให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะนายจ้างให้ชำระค่าจ้างที่ค้างสำหรับเดือนพฤษภาคม 2563 กับเดือนมิถุนายน 2563 และวันที่ 1 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานที่ไม่จ่ายค่าจ้าง จึงต้องพิจารณาว่าจำเลยผิดสัญญาจ้างแรงงานหรือไม่ ซึ่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5 ให้คำจำกัดความของคำว่า สัญญาจ้าง หมายความว่า สัญญาไม่ว่าเป็นหนังสือหรือด้วยวาจาระบุชัดเจน หรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่าลูกจ้างตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกบุคคลหนึ่งเรียกว่านายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้ ดังนี้ สัญญาจ้างจึงเป็นสัญญาต่างตอบแทนอย่างหนึ่ง กล่าวคือ ลูกจ้างมีหนี้ที่ต้องทำงานให้แก่นายจ้าง และนายจ้างมีหนี้ที่ต้องจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเพื่อตอบแทนในการทำงานของลูกจ้างตลอดเวลาที่ทำงานให้แก่นายจ้าง หรืออีกนัยหนึ่งลูกจ้างมีสิทธิได้ค่าจ้างจากนายจ้างต่อเมื่อลูกจ้างทำงานให้แก่นายจ้าง จำเลยหยุดประกอบกิจการเนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งให้ปิดโรงแรมทั้งจังหวัดเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ถือได้ว่าจำเลยหยุดประกอบกิจการชั่วคราวด้วยเหตุสุดวิสัย การที่โจทก์ไม่ได้เข้าทำงานให้แก่จำเลยตามสัญญาจ้างแรงงานมิใช่เกิดจากคำสั่งหรือความผิดของจำเลย แต่เกิดจากคำสั่งของทางราชการอันเนื่องมาจากเหตุสุดวิสัย จำเลยย่อมไม่มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่หากภายหลังเมื่อพ้นระยะเวลาปิดโรงแรมตามคำสั่งดังกล่าวแล้ว โจทก์กลับเข้าทำงานให้แก่จำเลย จำเลยก็มีหน้าที่จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ แต่ศาลแรงงานภาค 8 ยังไม่ได้วินิจฉัยและรับฟังข้อเท็จจริงว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 คำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ 1797/2563 ลงวันที่ 2 เมษายน 2563 ที่กำหนดให้ปิดโรงแรม มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น มีผลให้จำเลยปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งฉบับอื่นให้ปิดโรงแรมต่อไปอีกหรือไม่ เพียงใด จำเลยเปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และโจทก์เข้าทำงานให้แก่จำเลยหรือไม่ หากเข้าทำงาน โจทก์เข้าทำงานตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด อันเป็นข้อเท็จจริงที่จะไปสู่การวินิจฉัยประเด็นว่าจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างที่ค้างในช่วงเวลาดังกล่าวแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ศาลฎีกาไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวเองได้ จึงต้องย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 8 รับฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมแล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (3) (ข) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 57/1 วรรคสอง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 8 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเฉพาะที่ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยย้อนสำนวนให้ศาลแรงงานภาค 8 ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 คำสั่งจังหวัดภูเก็ตที่ 1797/2563 ให้ปิดโรงแรม มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นนั้น มีผลให้จำเลยปิดโรงแรมตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และจังหวัดภูเก็ตมีคำสั่งฉบับอื่นให้ปิดโรงแรมต่อไปอีกหรือไม่ เพียงใด จำเลยเปิดกิจการตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด และโจทก์เข้าทำงานให้แก่จำเลยหรือไม่ หากเข้าทำงาน โจทก์เข้าทำงานตั้งแต่เมื่อใดถึงเมื่อใด แล้วพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดีในประเด็นว่าจำเลยต้องจ่ายค่าจ้างที่ค้างสำหรับเดือนพฤษภาคม 2563 กับเดือนมิถุนายน 2563 และวันที่ 1 ถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2563 แก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ




ประกันสังคม

สิทธิรับเงินบำนาญชราภาพตามกฎหมายประกันสังคมกรณีส่งเงินสมทบครบแต่ยื่นคำขอล่าช้าศาลวินิจฉัยอย่างไรและมีผลต่อสิทธิย้อนหลังหรือไม่