ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพและผลประโยชน์ตอบแทนประกันสังคมเกิดขึ้นเมื่อใด หากมีการเปลี่ยนอัตราผลตอบแทนภายหลังจะกระทบสิทธิเดิมหรือไม่

สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเกิดขึ้นเมื่อใด, การคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ, ผู้ประกันตนสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้วมีสิทธิอย่างไร, การเปลี่ยนอัตราผลตอบแทนกระทบสิทธิเดิมหรือไม่, สิทธิประกันสังคมหลังออกจากงาน, ผลประโยชน์ตอบแทนเงินสมทบชราภาพ, หลักการคุ้มครองสิทธิผู้ประกันตน, การตีความมาตรา 77 ทวิ, เงินบำเหน็จชราภาพตามกฎหมายประกันสังคม, สิทธิที่เกิดขึ้นก่อนประกาศฉบับใหม่, การคำนวณผลตอบแทนเงินสมทบสุทธิ, ผลประโยชน์ตอบแทน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดช่วงเวลาที่สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนเกิดขึ้นตามกฎหมายประกันสังคม และผลของการเปลี่ยนแปลงอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพภายหลังจากที่สิทธิดังกล่าวได้เกิดขึ้นแล้ว โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า ผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตั้งแต่ขณะที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จะยังคงได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามอัตราที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่สิทธิเกิดขึ้นหรือไม่ แม้ต่อมาสำนักงานประกันสังคมจะออกประกาศกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนใหม่ที่ต่ำลงก็ตาม

คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การพิจารณาสิทธิของผู้ประกันตนต้องพิจารณาจากวันที่สิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้น มิใช่วันที่ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ เมื่อสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนได้เกิดขึ้นแล้วภายใต้ประกาศที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ย่อมได้รับความคุ้มครองตามสิทธิเดิม และไม่ถูกกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราผลประโยชน์ตอบแทนที่ประกาศใช้ในภายหลัง อันเป็นหลักสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วของผู้ประกันตนตามกฎหมายประกันสังคม

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นผู้ประกันตนตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 และได้สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนในเดือนธันวาคม 2551 โดยเป็นกรณีที่โจทก์จ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามกฎหมาย

ต่อมาโจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ภายหลังจากที่สำนักงานประกันสังคมได้ออกประกาศกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ลงวันที่ 26 มกราคม 2552 ซึ่งกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนไว้เพียงร้อยละ 0.10 ต่อปี

สำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่จึงคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพให้โจทก์ตามอัตราร้อยละ 0.10 ต่อปี และมีคำสั่งตามหนังสือที่ ชม.0025/2552 ลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552

โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการคำนวณดังกล่าว โดยเห็นว่าขณะที่สิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพของตนเกิดขึ้นนั้น ยังอยู่ภายใต้บังคับของประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2550 ซึ่งกำหนดอัตราผลตอบแทนไว้ร้อยละ 6.30 ต่อปี ของเงินสมทบสุทธิ

ต่อมาโจทก์อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าว แต่คณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคมมีคำวินิจฉัยยืนตามคำสั่งของสำนักงานประกันสังคม

โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลาง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่และเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ พร้อมขอให้จำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มเติมจำนวน 5,303.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ

ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพหรือไม่ เพราะคู่ความมิได้โต้แย้งกันในเรื่องดังกล่าว

ข้อพิพาทที่แท้จริงอยู่ที่การกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพว่า ต้องใช้อัตราใดเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ

โจทก์เห็นว่าต้องใช้อัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ตามประกาศประจำปี พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นประกาศที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเกิดขึ้น

ส่วนจำเลยเห็นว่าต้องใช้อัตราร้อยละ 0.10 ต่อปี ตามประกาศประจำปี พ.ศ.2551 เนื่องจากในวันที่โจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ ประกาศฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว

ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า สิทธิในการได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเกิดขึ้นเมื่อใด และการออกประกาศใหม่ภายหลังสามารถกระทบสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วได้หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเริ่มจากบทบัญญัติมาตรา 77 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การได้รับเงินบำนาญชราภาพและเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตน

สำหรับกรณีผู้ประกันตนที่จ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ

เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2551 สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนดังกล่าว

ในช่วงเวลาที่สิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นนั้น ยังอยู่ภายใต้บังคับของประกาศสำนักงานประกันสังคมประจำปี พ.ศ.2550 ซึ่งกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพไว้ร้อยละ 6.30 ต่อปี

แม้ต่อมาจะมีการออกประกาศประจำปี พ.ศ.2551 ลงวันที่ 26 มกราคม 2552 ซึ่งกำหนดอัตราผลตอบแทนใหม่เหลือเพียงร้อยละ 0.10 ต่อปี และแม้โจทก์จะยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพภายหลังจากวันที่ประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้วก็ตาม แต่ข้อ 4 ของประกาศฉบับดังกล่าวได้กำหนดรับรองสิทธิเดิมของผู้ที่มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนอยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้บังคับ

เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี อยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว โจทก์ย่อมได้รับความคุ้มครองตามสิทธิดังกล่าวต่อไป

ดังนั้น คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่คำนวณผลประโยชน์ตอบแทนให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 0.10 ต่อปี จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

หลักกฎหมายที่ได้จากคดี

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า การเกิดสิทธิในเงินบำเหน็จชราภาพต้องพิจารณาจากวันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด มิใช่วันที่ผู้ประกันตนยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ

เมื่อสิทธิเกิดขึ้นแล้ว ผู้มีสิทธิก็ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและตามประกาศที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หรืออัตราผลประโยชน์ตอบแทนในภายหลังย่อมไม่อาจตัดทอนหรือกระทบสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วได้ เว้นแต่กฎหมายหรือประกาศจะบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งให้มีผลย้อนหลัง

นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นถึงหลักความมั่นคงแห่งสิทธิของประชาชนตามกฎหมายมหาชน กล่าวคือ เมื่อประชาชนได้รับสิทธิตามกฎหมายแล้ว หน่วยงานของรัฐไม่อาจใช้กฎหรือประกาศที่ออกภายหลังไปลดทอนสิทธิที่เกิดขึ้นก่อนแล้วได้

วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึกเกี่ยวกับสิทธิเงินบำเหน็จชราภาพ

สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การกำหนดจุดเริ่มต้นแห่งสิทธิของผู้ประกันตนว่าถือว่าเกิดขึ้นเมื่อใด เพราะหากสามารถกำหนดช่วงเวลาที่สิทธิเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน ก็จะสามารถทราบได้ว่าผู้ประกันตนต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือประกาศฉบับใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดหลักตามมาตรา 77 ทวิ ว่า ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขของกฎหมาย

ดังนั้น วันที่มีความสำคัญที่สุดในคดีจึงมิใช่วันที่ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ แต่เป็นวันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง

เมื่อความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2551 สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพและผลประโยชน์ตอบแทนที่เกี่ยวเนื่องกับเงินดังกล่าวจึงเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ขณะนั้น

แม้ผู้ประกันตนจะยังไม่ได้ยื่นคำขอรับเงิน หรือยังไม่ได้รับการอนุมัติจากสำนักงานประกันสังคมก็ตาม สิทธิที่กฎหมายรับรองย่อมเกิดขึ้นแล้วตามข้อเท็จจริงและเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

หลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากถือว่าสิทธิเกิดขึ้นในวันที่ยื่นคำขอ หน่วยงานของรัฐอาจสามารถออกกฎหรือประกาศใหม่เพื่อลดสิทธิของผู้ประกันตนก่อนวันที่มีการยื่นคำขอได้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความไม่แน่นอนของสิทธิและขัดต่อหลักความเป็นธรรม

คำพิพากษานี้จึงวางหลักว่าการเกิดสิทธิต้องพิจารณาจากวันที่องค์ประกอบตามกฎหมายครบถ้วน มิใช่วันที่มีการดำเนินการทางธุรการเพื่อขอรับสิทธินั้น

เจตนารมณ์ของมาตรา 77 ทวิ

มาตรา 77 ทวิ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้แก่ผู้ประกันตนเมื่อเข้าสู่วัยชราภาพหรือเมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน

กฎหมายได้แยกสิทธิของผู้ประกันตนออกเป็นสองกรณีสำคัญ

กรณีแรก ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน ย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพ

กรณีที่สอง ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน เมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ

เจตนารมณ์ของกฎหมายมิได้มุ่งเพียงการจ่ายเงินคืนแก่ผู้ประกันตนเท่านั้น แต่ยังมุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ตอบแทนที่เกิดจากเงินสมทบดังกล่าวด้วย

เมื่อผู้ประกันตนได้สะสมเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคมเป็นเวลานาน ย่อมมีความคาดหมายโดยชอบว่าผลตอบแทนที่กฎหมายและประกาศรับรองไว้จะได้รับความคุ้มครอง

ดังนั้น เมื่อสิทธิเกิดขึ้นแล้ว กฎหมายจึงมุ่งรักษาความมั่นคงและความแน่นอนแห่งสิทธิ ไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขในภายหลังจนกระทบสิทธิที่ผู้ประกันตนได้รับไปแล้ว

แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของระบบประกันสังคมที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกันตนว่าผลประโยชน์ที่กฎหมายรับรองจะได้รับความคุ้มครองอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของประกาศสำนักงานประกันสังคมประจำปี พ.ศ.2551

ข้อเท็จจริงที่มีความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ประกาศสำนักงานประกันสังคมประจำปี พ.ศ.2551 มิได้กำหนดเพียงอัตราผลประโยชน์ตอบแทนใหม่เท่านั้น แต่ยังมีบทเฉพาะกาลรองรับสิทธิเดิมของผู้มีสิทธิอยู่ก่อนวันที่ประกาศมีผลใช้บังคับ

ข้อ 4 ของประกาศดังกล่าวกำหนดว่า ผู้ใดมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นต่อไปตามสิทธิ

ข้อความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้ร่างประกาศมีเจตนาไม่ให้ประกาศฉบับใหม่มีผลกระทบต่อสิทธิที่เกิดขึ้นแล้ว

ศาลฎีกาจึงนำบทบัญญัติดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยและยืนยันว่าโจทก์ยังคงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปีต่อไป

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลแรงงานกลาง

พิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม และให้จำเลยคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี 2551 ในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของยอดเงินสมทบสุทธิ 89,134 บาท คิดเป็นผลประโยชน์จำนวน 5,615.44 บาท เมื่อจำเลยได้จ่ายผลประโยชน์ไปแล้ว 89.13 บาท จึงให้จำเลยจ่ายส่วนที่ขาดอีก 5,526.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 จนกว่าจะชำระเสร็จ

2. ศาลฎีกา

จำเลยอุทธรณ์โดยโต้แย้งว่าการคำนวณผลประโยชน์ตอบแทนต้องเป็นไปตามประกาศประจำปี พ.ศ.2551 ที่กำหนดอัตราร้อยละ 0.10 ต่อปี เนื่องจากโจทก์ยื่นคำขอภายหลังจากประกาศดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว

3. ศาลฎีกา

วินิจฉัยว่าสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 ซึ่งเป็นเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และในขณะนั้นยังอยู่ภายใต้ประกาศประจำปี พ.ศ.2550 ที่กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 6.30 ต่อปี อีกทั้งประกาศประจำปี พ.ศ.2551 ยังรับรองสิทธิเดิมของผู้ที่มีสิทธิเกิดขึ้นก่อนวันใช้บังคับไว้ด้วย จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการเกิดสิทธิและการคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนภายใต้ระบบประกันสังคมอย่างชัดเจน กล่าวคือ เมื่อข้อเท็จจริงครบองค์ประกอบตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว สิทธิย่อมเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันที แม้ผู้มีสิทธิจะยังมิได้ยื่นคำขอรับสิทธิหรือยังไม่ได้รับการอนุมัติจากหน่วยงานของรัฐก็ตาม

หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองความมั่นคงแห่งสิทธิของประชาชน เพราะหากถือว่าสิทธิจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการยื่นคำขอหรือเมื่อหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งอนุมัติแล้ว ย่อมเปิดช่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์หรือผลประโยชน์ภายหลังจนกระทบสิทธิที่ประชาชนควรได้รับ

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า วันที่สิทธิเกิดขึ้นต้องพิจารณาจากวันที่องค์ประกอบตามกฎหมายครบถ้วน มิใช่วันที่มีการดำเนินการทางธุรการเพื่อขอรับสิทธิ

อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นถึงหลักการไม่กระทบสิทธิที่ได้มาแล้ว โดยเมื่อผู้ประกันตนได้รับสิทธิภายใต้กฎหมายหรือประกาศที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น หน่วยงานของรัฐย่อมไม่อาจใช้กฎหรือประกาศที่ออกภายหลังไปลดทอนสิทธิเดิมได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติให้มีผลย้อนหลังไว้อย่างชัดแจ้ง

นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักความเชื่อถือไว้วางใจในกฎหมาย กล่าวคือ ผู้ประกันตนซึ่งส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมย่อมมีความคาดหมายโดยชอบว่าผลประโยชน์ที่กฎหมายรับรองไว้จะได้รับความคุ้มครองตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ในวันที่สิทธิเกิดขึ้น การตีความกฎหมายจึงต้องคำนึงถึงความมั่นคงแห่งสิทธิและความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนเป็นสำคัญ

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า สิทธิในผลประโยชน์ชราภาพตามกฎหมายประกันสังคมเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นและได้รับความคุ้มครองทันทีเมื่อครบเงื่อนไขตามกฎหมาย และการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ในภายหลังไม่อาจกระทบต่อสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดว่า สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ประกันตนเกิดขึ้นเมื่อใด และเมื่อสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว การออกประกาศกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนฉบับใหม่ภายหลังจะมีผลกระทบต่อสิทธิเดิมของผู้ประกันตนหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 77 ทวิ มิใช่วันที่ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพ และเมื่อสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนได้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมได้รับความคุ้มครองตามอัตราที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ภายหลังจะมีประกาศกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนใหม่ที่ต่ำลงก็ตาม

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

การเกิดสิทธิเงินบำเหน็จชราภาพ

ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเกิดขึ้นทันทีเมื่อความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงและครบเงื่อนไขตามมาตรา 77 ทวิ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ประกันตนยื่นคำขอรับเงินก่อน สิทธิที่กฎหมายรับรองจึงเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายตั้งแต่วันที่องค์ประกอบครบถ้วน

การคุ้มครองสิทธิที่เกิดขึ้นแล้ว

เมื่อผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามอัตราที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่สิทธิเกิดขึ้นแล้ว สิทธิดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองต่อไป การออกประกาศกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนใหม่ในภายหลังไม่อาจตัดทอนสิทธิเดิมได้ โดยเฉพาะเมื่อประกาศฉบับใหม่ยังมีบทบัญญัติรับรองสิทธิของผู้ที่มีสิทธิอยู่ก่อนวันใช้บังคับของประกาศนั้นด้วย

สาระสำคัญของคดีโดยสังเขป

คดีนี้ยืนยันหลักว่า การยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นเพียงขั้นตอนทางปกครองเพื่อให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจ่ายเงินตามสิทธิ มิใช่เหตุที่ทำให้สิทธิเกิดขึ้น

หากสิทธิของผู้ประกันตนเกิดขึ้นก่อนที่กฎหรือประกาศฉบับใหม่จะมีผลใช้บังคับ ผู้ประกันตนย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและหลักเกณฑ์เดิม แม้ว่าจะมายื่นคำขอภายหลังจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์แล้วก็ตาม

ดังนั้น หลักสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การแยกให้ชัดเจนระหว่าง “วันที่สิทธิเกิดขึ้น” กับ “วันที่ยื่นคำขอรับสิทธิ” ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลากัน และมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

อธิบายหลักกฎหมาย พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ

มาตรา 77 ทวิ เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของผู้ประกันตน โดยกำหนดหลักเกณฑ์ในการได้รับเงินบำนาญชราภาพและเงินบำเหน็จชราภาพตามจำนวนเดือนที่มีการส่งเงินสมทบเข้าสู่กองทุนประกันสังคม หลักการสำคัญของมาตรานี้คือการสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้แก่ผู้ประกันตนภายหลังออกจากระบบแรงงานหรือเมื่อเข้าสู่วัยชราภาพ เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับผลตอบแทนจากการสะสมเงินสมทบตลอดระยะเวลาที่อยู่ในระบบประกันสังคม

กรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือน กฎหมายกำหนดให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพเป็นรายเดือน แต่หากจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเป็นเงินก้อนแทน

สาระสำคัญของมาตรานี้ไม่ได้อยู่เพียงการกำหนดประเภทของสิทธิประโยชน์เท่านั้น แต่ยังเป็นบทบัญญัติที่ใช้กำหนดช่วงเวลาที่สิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้นด้วย ดังเช่นในคดีนี้ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง มิใช่วันที่ยื่นคำขอรับเงิน สิทธิที่เกิดขึ้นแล้วจึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น อันเป็นหลักสำคัญในการรักษาความมั่นคงและความแน่นอนแห่งสิทธิของผู้ประกันตน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตั้งแต่เมื่อใด

คำตอบ ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเมื่อครบเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 77 ทวิ โดยในกรณีที่จ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพย่อมเกิดขึ้นทันทีตั้งแต่วันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ไม่จำเป็นต้องรอจนกว่าจะยื่นคำขอรับเงินต่อสำนักงานประกันสังคม ทั้งนี้คำพิพากษาคดีนี้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การยื่นคำขอเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการเพื่อให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการจ่ายเงินตามสิทธิเท่านั้น มิใช่เหตุที่ทำให้สิทธิเกิดขึ้น หากองค์ประกอบตามกฎหมายครบถ้วนแล้ว สิทธิย่อมเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันที หลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะส่งผลต่อการกำหนดกฎหมายหรือประกาศที่ต้องนำมาบังคับใช้ในการคำนวณสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตน และยังช่วยคุ้มครองไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิทธิในภายหลังที่อาจกระทบต่อผู้มีสิทธิซึ่งได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแล้ว

2 คำถาม หากมีการเปลี่ยนอัตราผลประโยชน์ตอบแทนภายหลังจากสิทธิเกิดขึ้นแล้ว ผู้ประกันตนจะได้รับผลกระทบหรือไม่

คำตอบ หลักการสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้คือ เมื่อสิทธิของผู้ประกันตนเกิดขึ้นแล้ว สิทธิดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ภายหลังจะมีการออกประกาศฉบับใหม่กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนแตกต่างจากเดิม ก็ไม่อาจนำมาใช้เพื่อลดทอนสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้งให้มีผลย้อนหลัง ในคดีนี้แม้สำนักงานประกันสังคมจะออกประกาศกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนใหม่ภายหลังจากที่สิทธิของโจทก์เกิดขึ้นแล้ว แต่ประกาศดังกล่าวก็ยังมีบทบัญญัติรับรองสิทธิเดิมของผู้ที่มีสิทธิอยู่ก่อนวันใช้บังคับของประกาศ จึงทำให้ผู้ประกันตนยังคงได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามอัตราเดิมต่อไป หลักการนี้เป็นการรับรองความมั่นคงแห่งสิทธิและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกันตนว่าผลประโยชน์ที่ได้รับตามกฎหมายจะไม่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยไม่เป็นธรรมภายหลัง

3 คำถาม วันที่ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพมีความสำคัญต่อการกำหนดสิทธิหรือไม่

คำตอบ วันที่ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพมีความสำคัญในฐานะขั้นตอนการดำเนินการทางปกครองเพื่อให้สำนักงานประกันสังคมตรวจสอบและจ่ายเงินตามสิทธิ แต่ไม่ใช่วันที่ทำให้สิทธิของผู้ประกันตนเกิดขึ้น ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับวันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามเงื่อนไขของกฎหมาย เนื่องจากเป็นวันที่องค์ประกอบแห่งสิทธิครบถ้วนแล้ว สิทธิจึงเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายทันที การตีความเช่นนี้ช่วยป้องกันไม่ให้สิทธิของผู้ประกันตนเปลี่ยนแปลงไปตามระยะเวลาการยื่นคำขอหรือความล่าช้าในการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นหลักประกันว่าผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่สิทธิเกิดขึ้นจริง มิใช่วันที่มีการยื่นเอกสารหรือวันที่มีการพิจารณาอนุมัติในภายหลัง หลักการดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนและสร้างความแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายประกันสังคม

4 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าคณะกรรมการอุทธรณ์และสำนักงานประกันสังคมนำประกาศกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนประจำปี พ.ศ.2551 มาใช้คำนวณสิทธิของโจทก์โดยไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาที่สิทธิของโจทก์เกิดขึ้นจริง เนื่องจากสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 อันเป็นช่วงเวลาที่ประกาศประจำปี พ.ศ.2550 ยังใช้บังคับอยู่และกำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนไว้ร้อยละ 6.30 ต่อปี เมื่อสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นแล้ว ผู้ประกันตนย่อมได้รับความคุ้มครองตามอัตราดังกล่าวต่อไป นอกจากนี้ประกาศประจำปี พ.ศ.2551 ยังมีบทบัญญัติรับรองสิทธิของผู้ที่มีสิทธิอยู่ก่อนวันใช้บังคับของประกาศไว้อย่างชัดแจ้งอีกด้วย การที่คณะกรรมการอุทธรณ์ยืนยันการคำนวณตามอัตราใหม่จึงเป็นการวินิจฉัยที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่ามีเหตุเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าวและให้โจทก์ได้รับสิทธิตามอัตราที่เกิดขึ้นก่อนแล้ว

5 คำถาม เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงถือว่าวันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเป็นวันที่สิทธิเกิดขึ้น

คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 77 ทวิ ซึ่งกำหนดเงื่อนไขโดยตรงว่า ในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามกฎหมาย ผู้นั้นย่อมมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ บทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนเป็นเหตุการณ์ทางกฎหมายที่ทำให้สิทธิเกิดขึ้นโดยตรง มิได้กำหนดให้การยื่นคำขอเป็นองค์ประกอบของการเกิดสิทธิแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อโจทก์สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนในเดือนธันวาคม 2551 สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพจึงเกิดขึ้นแล้วในช่วงเวลาดังกล่าว การยื่นคำขอในภายหลังเป็นเพียงการแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจ่ายเงินตามสิทธิที่มีอยู่แล้วเท่านั้น แนววินิจฉัยนี้ช่วยให้เกิดความชัดเจนในการกำหนดช่วงเวลาของสิทธิ และป้องกันมิให้สิทธิของผู้ประกันตนขึ้นอยู่กับขั้นตอนทางธุรการหรือระยะเวลาในการยื่นคำขอ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนและความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนได้

6 คำถาม บทบัญญัติในประกาศที่รับรองสิทธิเดิมของผู้มีสิทธิอยู่ก่อนมีความสำคัญอย่างไรต่อคดีนี้

คำตอบ ประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่ศาลฎีกานำมาประกอบการวินิจฉัยคือ ข้อ 4 ของประกาศสำนักงานประกันสังคมประจำปี พ.ศ.2551 ซึ่งกำหนดว่า ผู้ใดมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นต่อไปตามสิทธิ บทบัญญัติดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นการรับรองอย่างชัดแจ้งว่าประกาศฉบับใหม่มิได้มีเจตนาจะตัดทอนสิทธิของผู้ที่ได้รับสิทธิไปก่อนแล้ว เมื่อศาลวินิจฉัยว่าความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงในเดือนธันวาคม 2551 และสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนได้เกิดขึ้นแล้วภายใต้ประกาศประจำปี พ.ศ.2550 โจทก์จึงอยู่ในกลุ่มบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามบทบัญญัติดังกล่าว การมีบทรับรองสิทธิเดิมเช่นนี้ทำให้เห็นได้ว่าทั้งตัวบทกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องต่างมุ่งคุ้มครองความมั่นคงแห่งสิทธิของผู้ประกันตน และไม่ประสงค์ให้การเปลี่ยนแปลงอัตราผลประโยชน์ในภายหลังส่งผลกระทบต่อสิทธิที่เกิดขึ้นแล้ว

7 คำถาม หลักกฎหมายจากคดีนี้ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนอย่างไร

คำตอบ คดีนี้แสดงให้เห็นถึงหลักการสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้ประกันตนว่า เมื่อสิทธิตามกฎหมายเกิดขึ้นแล้ว สิทธิดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองต่อไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น โดยไม่อาจถูกลดทอนหรือเปลี่ยนแปลงโดยการออกกฎหรือประกาศในภายหลังได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายกำหนดไว้โดยชัดแจ้ง หลักการดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นคงและความแน่นอนให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้ส่งเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง เพราะสามารถคาดหมายได้ว่าสิทธิประโยชน์ที่กฎหมายรับรองจะได้รับการคุ้มครองตามเงื่อนไขที่มีอยู่ในวันที่สิทธิเกิดขึ้น ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการคุ้มครองสิทธิที่เกิดขึ้นแล้วของโจทก์ โดยวินิจฉัยว่าการเปลี่ยนแปลงอัตราผลประโยชน์ตอบแทนในภายหลังไม่อาจกระทบต่อสิทธิเดิมได้ ส่งผลให้โจทก์ยังคงได้รับผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง อันเป็นการรับรองหลักความมั่นคงแห่งสิทธิอย่างชัดเจน

8 คำถาม สาระสำคัญที่สุดที่ประชาชนควรเรียนรู้จากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ สาระสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การแยกความแตกต่างระหว่างวันที่สิทธิเกิดขึ้นกับวันที่มีการยื่นคำขอรับสิทธิ เนื่องจากบุคคลจำนวนมากอาจเข้าใจว่าการยื่นคำขอเป็นจุดเริ่มต้นของสิทธิ แต่แนววินิจฉัยในคดีนี้ยืนยันว่า สิทธิตามกฎหมายอาจเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นได้ทันทีเมื่อองค์ประกอบตามกฎหมายครบถ้วน ในกรณีนี้คือวันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลงตามมาตรา 77 ทวิ เมื่อสิทธิเกิดขึ้นแล้ว ผู้มีสิทธิย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักเกณฑ์ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราผลประโยชน์ตอบแทนหรือหลักเกณฑ์อื่นก็ตาม คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการตีความกฎหมายต้องคำนึงถึงช่วงเวลาที่สิทธิเกิดขึ้นตามกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่อาศัยเพียงวันที่มีการยื่นเอกสารหรือวันที่หน่วยงานของรัฐมีคำสั่งเท่านั้น หลักการดังกล่าวช่วยคุ้มครองความเป็นธรรมแก่ผู้ประกันตนและส่งเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคมในระยะยาว

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9484/2559

ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ กำหนดว่าในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนั้น สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงคือเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งขณะที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงนั้นยังอยู่ภายใต้บังคับประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของเงินสมทบสุทธิ แม้ต่อมาจะมีการออกประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ในวันที่ 26 มกราคม 2552 ที่กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเป็นร้อยละ 0.10 ต่อปี และโจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันหลังจากจำเลยออกประกาศเรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ก็ตาม แต่เมื่อประกาศดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดว่าผู้ใดมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นต่อไปตามสิทธิ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 อยู่ก่อนวันที่มีประกาศของจำเลยประจำปี พ.ศ.2551 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวต่อไป

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมจังหวัดเชียงใหม่ที่ ชม.0025/2552 ฉบับลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2978/2552 ฉบับลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 และให้จำเลยจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเพิ่มอีก 5,303.11 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 ที่ 2978/2552 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 โดยให้จำเลยคำนวณจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี 2551 ในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของยอดเงิน 89,134 บาท ซึ่งเป็นยอดเงินสมทบสุทธิที่ผู้ประกันตนและนายจ้างจ่ายสมทบเพื่อประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรและกรณีชราภาพ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 คิดเป็นผลประโยชน์ 5,615.44 บาท เมื่อจำเลยจ่ายผลประโยชน์ให้โจทก์ 89.13 บาท จำเลยจึงต้องจ่ายผลประโยชน์ส่วนที่ขาด 5,526.31 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์จำเลยมีว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 2978/52 ชอบด้วยกฎหมายและมีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ ชม.0025/2552 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ดังกล่าวหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ กำหนดว่าในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนให้มีสิทธิได้รับเงินบำนาญชราภาพตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่อายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์ เว้นแต่เมื่อมีอายุครบห้าสิบห้าปีบริบูรณ์และความเป็นผู้ประกันตนยังไม่สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง และในกรณีที่ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบไม่ครบหนึ่งร้อยแปดสิบเดือนและความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตามมาตรา 38 หรือมาตรา 41 ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ ดังนั้น สิทธิในการได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของโจทก์จึงเกิดขึ้นตั้งแต่เดือนที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงคือเดือนธันวาคม 2551 ซึ่งขณะที่ความเป็นผู้ประกันตนของโจทก์สิ้นสุดลงนั้น ยังอยู่ภายใต้บังคับประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2550 ที่กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 ต่อปี ของเงินสมทบสุทธิ แม้ต่อมาจะมีการออกประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ในวันที่ 26 มกราคม 2552 ที่กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพเป็นร้อยละ 0.10 ต่อปี และโจทก์ยื่นคำขอรับเงินบำเหน็จชราภาพในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งเป็นวันหลังจากจำเลยออกประกาศเรื่อง กำหนดอัตราผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพประจำปี พ.ศ.2551 ก็ตาม แต่เมื่อประกาศดังกล่าว ข้อ 4 กำหนดว่าผู้ใดมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพอยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่เพียงใด ก็ให้มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนนั้นต่อไปตามสิทธิ ดังนั้น เมื่อโจทก์มีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพในอัตราร้อยละ 6.30 อยู่ก่อนวันที่มีประกาศของจำเลยประจำปี พ.ศ.2551 โจทก์จึงมีสิทธิได้รับผลประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวต่อไป อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน


เงินบำเหน็จชราภาพ คืออะไร

เงินบำเหน็จชราภาพ คือ เงินที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายให้แก่ผู้ประกันตนเป็น "เงินก้อนครั้งเดียว" เมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด

มีวัตถุประสงค์เพื่อคืนเงินสะสมที่เกิดจากเงินสมทบกรณีชราภาพ พร้อมผลประโยชน์ตอบแทนที่กฎหมายกำหนดให้แก่ผู้ประกันตน

หลักเกณฑ์การได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ

ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 77 ทวิ

1. ต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน

เช่นผู้ประกันตนมาตรา 33 ออกจากงานและไม่ได้เป็นผู้ประกันตนต่อหรือผู้ประกันตนมาตรา 39 สิ้นสภาพตามกฎหมาย

หรือผู้ประกันตนมาตรา 41 เลิกส่งเงินสมทบจนสิ้นสภาพ

2. จ่ายเงินสมทบกรณีชราภาพไม่ครบ 180 เดือน

หากส่งเงินสมทบกรณีชราภาพรวมกันไม่ถึง 180 เดือน จะได้รับ "เงินบำเหน็จชราภาพ"

แต่ถ้าส่งครบ 180 เดือนขึ้นไป จะได้รับ "เงินบำนาญชราภาพ" แทน

เงินบำเหน็จชราภาพได้เท่าไร

โดยหลักจะได้รับเงินสมทบส่วนกรณีชราภาพที่สะสมไว้บวกผลประโยชน์ตอบแทนตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด

ตัวอย่าง

สมมติสะสมเงินสมทบกรณีชราภาพไว้ 100,000 บาทและมีผลประโยชน์ตอบแทน 8,000 บาทจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพรวม 108,000 บาท

แตกต่างจากเงินบำนาญชราภาพอย่างไร

เงินบำเหน็จชราภาพได้รับเป็นเงินก้อนครั้งเดียวใช้สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน

เงินบำนาญชราภาพ ได้รับเป็นรายเดือนตลอดชีวิตใช้สำหรับผู้ที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป

คดีนั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง มิใช่วันที่ยื่นคำขอรับเงิน ดังนั้นผลประโยชน์ตอบแทนที่ใช้คำนวณต้องเป็นอัตราที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่สิทธิเกิดขึ้น ไม่ใช่อัตราที่ประกาศใช้ในภายหลัง 

สรุปสั้นที่สุด

เงินบำเหน็จชราภาพ = เงินก้อนที่ผู้ประกันตนได้รับคืนเมื่อสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนและส่งเงินสมทบกรณีชราภาพไม่ครบ 180 เดือน โดยประกอบด้วยเงินสมทบสะสมและผลประโยชน์ตอบแทนตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานประกันสังคม

"ผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ" คืออะไร

คือเงินผลตอบแทนที่สำนักงานประกันสังคมนำมาจ่ายเพิ่มจากเงินสมทบชราภาพที่ผู้ประกันตนและนายจ้างได้ส่งเข้ากองทุนประกันสังคม โดยคำนวณตามอัตราที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนดในแต่ละปี พูดง่าย ๆ คือเงินบำเหน็จชราภาพ = เงินต้นผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพ = ดอกผลหรือผลตอบแทนที่เกิดจากเงินต้นนั้น

ตัวอย่างจากคดีนี้

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 โจทก์มีเงินสมทบสุทธิสะสมจำนวน 89,134 บาท

ประกาศประจำปี พ.ศ.2550 กำหนดผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 6.30 ต่อปี ดังนั้นโจทก์จึงควรได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจำนวน 5,615.44 บาท เพิ่มจากเงินสมทบที่สะสมอยู่ แต่สำนักงานประกันสังคมนำอัตราร้อยละ 0.10 ต่อปี ตามประกาศฉบับใหม่มาคำนวณ ทำให้จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนเพียง 89.13 บาท จึงเกิดข้อพิพาทในคดีนี้ 

สาระสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคือ

ผลประโยชน์ตอบแทนเงินบำเหน็จชราภาพไม่ใช่เงินสมทบที่ผู้ประกันตนส่งเข้าไปเอง แต่เป็นผลตอบแทนที่กองทุนประกันสังคมจ่ายเพิ่มให้จากเงินสมทบสุทธิ และเมื่อสิทธิของผู้ประกันตนเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องได้รับผลตอบแทนตามอัตราที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่สิทธิเกิดขึ้น 

ดังนั้นในคดีนี้เงินสมทบสุทธิ = 89,134 บาทผลประโยชน์ตอบแทน = 5,615.44 บาทรวมที่ผู้ประกันตนควรได้รับ = เงินสมทบสุทธิ + ผลประโยชน์ตอบแทนซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับ "ดอกผล" หรือ "ผลตอบแทนจากการบริหารเงินกองทุน" ที่สำนักงานประกันสังคมนำมาจัดสรรคืนให้แก่ผู้ประกันตนตามหลักเกณฑ์ที่ประกาศกำหนดในแต่ละปี

สิทธิเงินบำเหน็จชราภาพเกิดขึ้นเมื่อใด และประกาศใหม่ของประกันสังคมสามารถลดสิทธิเดิมได้หรือไม่  คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพของผู้ประกันตนเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง ไม่ใช่วันที่ยื่นคำขอรับเงินในภายหลัง




ประกันสังคม

ควบบริษัทแล้วสิทธิการลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนยังคงอยู่หรือไม่ นายจ้างใหม่มีสิทธินับระยะเวลาจ่ายเงินสมทบต่อจากบริษัทเดิมได้เพียงใด
ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์เป็นค่าจ้างหรือไม่ ต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ เมื่อการจ่ายเงินขึ้นอยู่กับความประพฤติและผลการปฏิบัติงานของลูกจ้าง
เจ็บป่วยฉุกเฉินเลือกไปรักษาโรงพยาบาลนอกสิทธิประกันสังคมได้หรือไม่ ผู้ประกันตนมีสิทธิขอคืนค่ารักษาพยาบาลเมื่อใดตามกฎหมายประกันสังคม
เงินค่าบริการของโรงแรมถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไรเกี่ยวกับความหมายของ “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายประกันสังคม
ลูกจ้างว่างงานเพราะโควิด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่ วิเคราะห์กฎหมายแรงงานและประกันสังคมเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยตามคำสั่งรัฐ
สิทธิรับเงินบำนาญชราภาพตามกฎหมายประกันสังคมกรณีส่งเงินสมทบครบแต่ยื่นคำขอล่าช้าศาลวินิจฉัยอย่างไรและมีผลต่อสิทธิย้อนหลังหรือไม่