ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ควบบริษัทแล้วสิทธิการลดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนยังคงอยู่หรือไม่ นายจ้างใหม่มีสิทธินับระยะเวลาจ่ายเงินสมทบต่อจากบริษัทเดิมได้เพียงใด

การควบบริษัทจำกัดตามกฎหมายแพ่ง, สิทธิของบริษัทใหม่หลังการควบบริษัท, การนับระยะเวลาจ่ายเงินสมทบต่อเนื่อง, การลดอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์นายจ้าง, การเพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน, ผลทางกฎหมายของการควบรวมกิจการ, สิทธิและความรับผิดของบริษัทใหม่, การนำข้อมูลบริษัทเดิมมาใช้หลังควบบริษัท, อัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน, การประเมินเงินสมทบของสำนักงานประกันสังคม, สิทธิของนายจ้างหลังควบบริษัท, การรับโอนสิทธิจากบริษัทเดิม, มาตรา 1243 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกัน และสิทธิของบริษัทใหม่ในการรับโอนสิทธิและหน้าที่ของบริษัทเดิม โดยเฉพาะประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน การนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบต่อเนื่อง และสิทธิในการได้รับการลดอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของนายจ้าง คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทระหว่างบริษัทที่เกิดจากการควบบริษัทเดิมสองแห่งเข้าด้วยกันกับหน่วยงานผู้มีอำนาจประเมินเงินสมทบ ซึ่งเห็นว่าบริษัทใหม่ต้องเริ่มนับสถานะการจ่ายเงินสมทบใหม่ทั้งหมดเสมือนเป็นนายจ้างรายใหม่ ขณะที่บริษัทเห็นว่าตนได้รับโอนสิทธิและหน้าที่ทั้งหมดจากบริษัทเดิมตามกฎหมาย การวินิจฉัยของศาลฎีกาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความผลของการควบบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึงการคุ้มครองสิทธิของนายจ้างที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงลักษณะกิจการหรือเพิ่มความเสี่ยงภัยจากการประกอบกิจการแต่อย่างใด

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนและเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โดยขอให้จำเลยนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ก่อนการควบบริษัทมารวมคำนวณให้แก่โจทก์ รวมทั้งให้ถือว่าโจทก์ได้รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ทั้งหมดของบริษัทเดิมทั้งสอง ตลอดจนให้นำเงินสมทบที่บริษัทเดิมได้ชำระไว้มาเป็นเงินสมทบของโจทก์ และให้ได้รับการประเมินอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของบริษัทเดิมต่อไปในอนาคต

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่ภายหลังการควบบริษัท ทำให้โจทก์มีสถานะเป็นนายจ้างรายใหม่ จึงต้องได้รับการประเมินเงินสมทบใหม่ตามหลักเกณฑ์ที่ใช้กับนายจ้างที่เพิ่งเริ่มประกอบกิจการ

ศาลแรงงานกลางรับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดซึ่งเกิดจากการควบบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด เข้าด้วยกัน โดยกรรมการและผู้ถือหุ้นของโจทก์เป็นบุคคลชุดเดียวกับของบริษัทเดิมทั้งสอง และนำทุนเรือนหุ้นของบริษัทเดิมมารวมกันเป็นทุนเรือนหุ้นของโจทก์

ก่อนการควบบริษัท บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด ประกอบกิจการ 3 ประเภทและมีลูกจ้าง 941 คน ส่วนบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ประกอบกิจการผลิตขายชิ้นส่วนยานพาหนะที่เป็นพลาสติกและมีลูกจ้าง 1 คน ทั้งสองบริษัทได้ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี 2556 เรียบร้อยแล้ว

ภายหลังการควบบริษัท โจทก์ยังคงประกอบกิจการประเภทเดิม ใช้สถานที่ประกอบกิจการเดิม และจำเลยทั้งสองยังคงกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์ตามรหัสเดิมทุกประการ แต่จำเลยกลับประเมินและเรียกเก็บเงินสมทบจากโจทก์เสมือนเป็นนายจ้างรายใหม่ โดยไม่ให้นำสิทธิการลดอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่บริษัทเดิมเคยได้รับมาใช้ต่อ

โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งดังกล่าวจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน แต่คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยยกอุทธรณ์ โดยเห็นว่าการประเมินของเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยถูกต้อง โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลแรงงานกลางเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยดังกล่าว 

คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางและประเด็นที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา

ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า การควบบริษัทของโจทก์เป็นการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกันตามกฎหมาย มิใช่การจัดตั้งกิจการใหม่ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกิจการเดิม อีกทั้งโจทก์ยังคงประกอบกิจการประเภทเดิม ใช้สถานที่ประกอบกิจการเดิม และรับช่วงการดำเนินธุรกิจจากบริษัทเดิมทั้งสองอย่างต่อเนื่อง จึงพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 นำระยะเวลาที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายเงินสมทบก่อนการควบบริษัทมารวมคำนวณเป็นระยะเวลาของโจทก์

นอกจากนี้ ศาลแรงงานกลางยังให้ถือว่าข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่ลดหรือเพิ่มตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างของบริษัทเดิมทั้งสองเป็นข้อมูลของโจทก์ด้วย และให้ถือว่าเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่บริษัทเดิมทั้งสองได้ชำระครบถ้วนประจำปี 2556 แล้ว เป็นเงินสมทบที่โจทก์ได้ชำระครบถ้วนประจำปีเดียวกันแล้วเช่นกัน ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง จึงอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยว่า บริษัทที่เกิดขึ้นจากการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกันสามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของบริษัทเดิมก่อนการควบเข้ากันมาคำนวณเป็นระยะเวลาต่อเนื่องของบริษัทใหม่ได้หรือไม่ รวมทั้งจะได้รับสิทธิในเรื่องอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของบริษัทเดิมต่อไปหรือไม่

ประเด็นดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคำนวณอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน เพราะหากถือว่าโจทก์เป็นนายจ้างรายใหม่โดยสมบูรณ์ โจทก์จะไม่สามารถอาศัยประวัติการจ่ายเงินสมทบและสิทธิในการลดอัตราเงินสมทบที่บริษัทเดิมสะสมมาได้ แต่หากถือว่าโจทก์รับโอนสิทธิและหน้าที่ของบริษัทเดิมทั้งหมด สิทธิประโยชน์ดังกล่าวก็จะตกทอดมายังโจทก์ด้วย

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเริ่มต้นวินิจฉัยจากหลักกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งและการควบบริษัทจำกัด โดยเห็นว่าการจัดตั้งบริษัทจำกัดเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้นผลทางกฎหมายของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกันจึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เช่นเดียวกัน

ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมที่เกี่ยวข้อง มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินสมทบและการประเมินอัตราเงินสมทบ แต่ไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดผลของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกันโดยตรง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาปรับใช้ประกอบการวินิจฉัย

มาตรา 1243 บัญญัติว่า เมื่อมีการควบบริษัทเข้าด้วยกัน บริษัทใหม่ย่อมได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดทั้งปวงของบริษัทเดิมที่ควบเข้ากัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่า โจทก์ซึ่งเกิดจากการควบบริษัทเดิมทั้งสองย่อมได้รับสิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของบริษัทเดิมทั้งหมด รวมถึงสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนด้วย

ศาลฎีกายังพิจารณาข้อเท็จจริงประกอบว่า ภายหลังการควบบริษัท โจทก์ยังคงประกอบกิจการเช่นเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการที่อาจส่งผลต่อระดับความเสี่ยงของกิจการ และจำเลยทั้งสองยังคงกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์ตามรหัสเดิมก่อนการควบบริษัททุกประการ อีกทั้งไม่ปรากฏว่าการควบบริษัทครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย หรือทำให้ระดับความเสี่ยงของกิจการเพิ่มสูงขึ้นแต่อย่างใด

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการควบบริษัทเป็นเพียงการปรับโครงสร้างองค์กร ขณะที่ลักษณะกิจการยังคงเดิม ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่มีเหตุผลที่จะตัดสิทธิของโจทก์ในเรื่องประวัติการจ่ายเงินสมทบ ระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบต่อเนื่อง หรือสิทธิในการได้รับการลดอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่บริษัทเดิมได้รับมาแล้ว

ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า หากไม่นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาใช้บังคับ และถือว่าโจทก์ต้องเริ่มต้นสถานะใหม่ทั้งหมด จะเป็นการเพิ่มภาระแก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม ทั้งที่กิจการยังดำเนินต่อเนื่องในลักษณะเดิม และไม่มีพฤติการณ์ใดแสดงถึงการใช้การควบบริษัทเพื่อหลีกเลี่ยงภาระตามกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลแรงงานกลางว่า โจทก์มีสิทธินำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบเข้ากันมาคำนวณเป็นระยะเวลาต่อเนื่องของตนเอง และมีสิทธิได้รับประโยชน์จากข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของบริษัทเดิม อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน 

วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243

หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความผลทางกฎหมายของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 ซึ่งบัญญัติว่า บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบบริษัทเข้าด้วยกันย่อมได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดาที่มีอยู่แก่บริษัทเดิมทั้งหมด หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินกิจการของบริษัทที่เกิดขึ้นจากการควบรวมสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่เกิดช่องว่างทางกฎหมาย

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นนิติบุคคลใหม่ที่เริ่มต้นกิจการขึ้นโดยปราศจากความเชื่อมโยงกับบริษัทเดิม แต่เป็นบริษัทที่เกิดจากการควบบริษัทเดิมสองแห่งเข้าด้วยกัน โดยยังคงใช้โครงสร้างการดำเนินธุรกิจเดิม มีผู้ถือหุ้นและกรรมการที่มีความต่อเนื่อง และยังประกอบกิจการประเภทเดิมเช่นเดิม

เมื่อมาตรา 1243 กำหนดให้บริษัทใหม่ได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นว่า สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน รวมทั้งสิทธิในการได้รับการคำนวณอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของนายจ้าง ย่อมตกทอดมายังโจทก์ด้วย เพราะสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการของบริษัทเดิมและเป็นส่วนหนึ่งของสถานะทางกฎหมายที่บริษัทเดิมมีอยู่ก่อนการควบรวม

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญว่า การควบบริษัทมิใช่เหตุให้สิทธิที่บริษัทเดิมสะสมไว้ต้องสูญสิ้นไปโดยอัตโนมัติ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น การตีความเช่นนี้ยังช่วยส่งเสริมความมั่นคงในการประกอบธุรกิจและการปรับโครงสร้างองค์กรตามหลักเศรษฐกิจสมัยใหม่อีกด้วย

วิเคราะห์การใช้พระราชบัญญัติเงินทดแทนและประกาศกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

จำเลยอ้างหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมเกี่ยวกับอัตราเงินสมทบและการประเมินเงินสมทบ โดยเห็นว่าเมื่อโจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่ จึงควรได้รับการประเมินเงินสมทบในฐานะนายจ้างรายใหม่

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติเงินทดแทนและประกาศกระทรวงจะเป็นกฎหมายเฉพาะที่ใช้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดเก็บเงินสมทบและการคำนวณอัตราเงินสมทบ แต่กฎหมายดังกล่าวไม่ได้บัญญัติผลทางกฎหมายของการควบบริษัทจำกัดไว้โดยตรง

เมื่อกฎหมายเฉพาะไม่มีบทบัญญัติในเรื่องดังกล่าว จึงจำเป็นต้องอาศัยหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาประกอบการพิจารณา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่อาจแยกการบังคับใช้พระราชบัญญัติเงินทดแทนออกจากหลักกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของนิติบุคคลได้

ศาลยังชี้ให้เห็นว่า การจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนเกิดขึ้นได้เพราะมีนายจ้างซึ่งเป็นนิติบุคคลและมีลูกจ้างอยู่ในกิจการ ดังนั้นการพิจารณาสถานะของนายจ้างภายหลังการควบบริษัทจึงเป็นเรื่องที่ต้องนำกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เข้ามาพิจารณาควบคู่กันด้วย

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงไม่รับฟังข้อโต้แย้งที่ต้องการใช้เฉพาะพระราชบัญญัติเงินทดแทนและประกาศกระทรวงเพียงอย่างเดียว โดยไม่นำผลทางกฎหมายของการควบบริษัทตามมาตรา 1243 มาประกอบการวินิจฉัย

เหตุผลที่ศาลเห็นว่าโจทก์มีสิทธิใช้ประวัติการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมต่อไป

ศาลฎีกาให้เหตุผลหลายประการที่สนับสนุนว่าโจทก์สามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมมานับต่อเนื่องได้

ประการแรก โจทก์เกิดจากการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกันตามกฎหมาย มิใช่การจัดตั้งกิจการใหม่โดยอิสระจากบริษัทเดิม

ประการที่สอง โจทก์ยังคงดำเนินกิจการประเภทเดิมทุกประการ โดยจำเลยทั้งสองยังคงกำหนดรหัสประเภทกิจการตามรหัสเดิมก่อนการควบรวม

ประการที่สาม ไม่ปรากฏว่าการควบบริษัททำให้ความเสี่ยงภัยจากการประกอบกิจการเพิ่มสูงขึ้น หรือทำให้อัตราความสูญเสียเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ประการที่สี่ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมายหรือใช้การควบบริษัทเป็นเครื่องมือเพื่อลดภาระทางกฎหมายโดยมิชอบ

ประการที่ห้า บริษัทเดิมทั้งสองได้ชำระเงินสมทบประจำปี 2556 เรียบร้อยแล้วก่อนการควบบริษัท ดังนั้นเมื่อโจทก์ได้รับสิทธิและหน้าที่ทั้งหมดของบริษัทเดิม จึงสมควรได้รับการรับรองว่ามีการชำระเงินสมทบดังกล่าวแล้วเช่นเดียวกัน

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า หากไม่ยอมให้โจทก์ใช้ประวัติการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมต่อไป จะทำให้โจทก์ต้องสูญเสียสิทธิที่บริษัทเดิมได้สะสมไว้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม ทั้งที่สภาพความเสี่ยงและลักษณะการประกอบกิจการยังคงเดิมทุกประการ

ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธินำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมมาคำนวณต่อเนื่อง รวมทั้งได้รับประโยชน์จากข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของบริษัทเดิมต่อไปได้ 

วิเคราะห์ความเป็นธรรมในการจัดเก็บเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักความเป็นธรรมทางกฎหมายในการจัดเก็บเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนอย่างชัดเจน ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า การควบบริษัทในคดีนี้เป็นการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและลดต้นทุนการบริหารจัดการ มิใช่การยุติกิจการเดิมแล้วจัดตั้งกิจการใหม่ขึ้นมาแทนที่โดยสิ้นเชิง

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า บริษัทเดิมทั้งสองได้ดำเนินกิจการมาเป็นระยะเวลาหนึ่งและได้ชำระเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนอย่างต่อเนื่อง จนได้รับสิทธิในการคำนวณอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของนายจ้าง เมื่อกิจการดังกล่าวยังดำเนินต่อไปภายใต้โครงสร้างใหม่ การตัดสิทธิที่เกิดจากประวัติการดำเนินกิจการเดิมออกไปทั้งหมด ย่อมทำให้โจทก์ต้องรับภาระเพิ่มขึ้นทั้งที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะความเสี่ยงของกิจการ

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า หากไม่นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาใช้บังคับ จะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม เพราะโจทก์ยังคงประกอบกิจการประเภทเดิม ใช้รหัสกิจการเดิม และไม่ปรากฏว่ามีความเสี่ยงภัยจากการประกอบกิจการสูงขึ้นจากเดิม

แนววินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า การตีความกฎหมายเกี่ยวกับเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนต้องคำนึงถึงสภาพข้อเท็จจริงและวัตถุประสงค์ของกฎหมายประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะรูปแบบของการจดทะเบียนนิติบุคคลเพียงอย่างเดียว เพราะอาจก่อให้เกิดผลที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยสุจริต

เจตนารมณ์ของมาตรา 1243 และความสัมพันธ์กับกองทุนเงินทดแทน

มาตรา 1243 มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อให้การควบบริษัทเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่ทำให้สิทธิหรือความรับผิดของบริษัทเดิมสูญหายไป การควบบริษัทจึงไม่ใช่การทำลายความต่อเนื่องทางกฎหมายของกิจการ แต่เป็นการโอนรวมสิทธิและความรับผิดทั้งหมดไปยังบริษัทใหม่ที่เกิดขึ้นจากการควบรวม

หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการประกอบธุรกิจ เพราะในทางปฏิบัติการควบบริษัทมักเกิดขึ้นจากความจำเป็นทางธุรกิจ เช่น การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน การลดต้นทุนการบริหาร หรือการปรับโครงสร้างองค์กร หากการควบบริษัททำให้สิทธิที่บริษัทเดิมได้รับตามกฎหมายสูญสิ้นไปทั้งหมด ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและปรับโครงสร้างธุรกิจ

ในคดีนี้ ศาลฎีกานำเจตนารมณ์ของมาตรา 1243 มาปรับใช้กับสิทธิที่เกี่ยวข้องกับกองทุนเงินทดแทน โดยเห็นว่าสิทธิในการนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบ สิทธิในการใช้ข้อมูลค่าประสบการณ์ของนายจ้าง และสิทธิในการได้รับการลดอัตราเงินสมทบ ล้วนเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการของบริษัทเดิม และเป็นสิทธิที่สามารถตกทอดมายังบริษัทใหม่ได้

ศาลจึงตีความว่า สิทธิดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิและความรับผิดที่บริษัทใหม่ได้รับตามมาตรา 1243 ไม่ใช่สิทธิที่ต้องสิ้นสุดลงเพียงเพราะมีการควบบริษัทเข้าด้วยกัน

ความสำคัญของคำพิพากษาต่อการควบรวมกิจการในอนาคต

คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจอย่างมาก โดยเฉพาะบริษัทที่มีแผนปรับโครงสร้างองค์กรผ่านการควบรวมกิจการ เพราะเป็นการยืนยันว่า การควบบริษัทโดยสุจริตและยังคงดำเนินกิจการต่อเนื่องตามเดิม ย่อมไม่ทำให้สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนสูญหายไป

แนววินิจฉัยดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจจะไม่ทำให้ต้องสูญเสียสิทธิที่สะสมมาจากการดำเนินกิจการเดิมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

นอกจากนี้ คดียังวางหลักสำคัญว่า หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาสภาพข้อเท็จจริงที่แท้จริงของกิจการประกอบกับหลักกฎหมายเกี่ยวกับนิติบุคคล ไม่อาจอาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่ามีการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่แล้วถือว่าเป็นนายจ้างรายใหม่โดยอัตโนมัติ

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความผลของการควบบริษัทต่อสิทธิในระบบกองทุนเงินทดแทน และเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้กับข้อพิพาทลักษณะเดียวกันในอนาคตได้ โดยเฉพาะกรณีที่กิจการยังคงดำเนินงานต่อเนื่อง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการ และไม่มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงกฎหมายหรือเพิ่มความเสี่ยงจากการประกอบกิจการแต่อย่างใด 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลแรงงานกลาง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 1 นำระยะเวลาที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายเงินสมทบก่อนการควบบริษัทมารวมคำนวณเป็นระยะเวลาของโจทก์ รวมทั้งให้ถือว่าข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของบริษัทเดิมเป็นข้อมูลของโจทก์ด้วย และให้ถือว่าเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่บริษัทเดิมชำระครบถ้วนประจำปี 2556 แล้ว เป็นเงินสมทบที่โจทก์ได้ชำระครบถ้วนเช่นกัน ส่วนคำขออื่นให้ยก และยกฟ้องจำเลยที่ 2

2. ศาลฎีกา

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่อาจนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมมานับต่อเนื่องได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การควบบริษัทจำกัดต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 ซึ่งกำหนดให้บริษัทใหม่ได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด อีกทั้งโจทก์ยังคงประกอบกิจการประเภทเดิม ใช้รหัสกิจการเดิม และไม่ปรากฏว่ามีความเสี่ยงภัยเพิ่มขึ้นหรือมีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิได้รับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของบริษัทเดิม รวมถึงสิทธิในการนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนมาคำนวณต่อเนื่อง สิทธิในการใช้ข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ และสิทธิในการได้รับการลดอัตราเงินสมทบของบริษัทเดิม การไม่นำมาตรา 1243 มาใช้จะเป็นการเพิ่มภาระแก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม จึงพิพากษายืนตามศาลแรงงานกลาง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้วางหลักสำคัญว่า เมื่อกฎหมายเฉพาะมิได้บัญญัติผลทางกฎหมายของการควบบริษัทไว้โดยชัดแจ้ง ย่อมต้องนำหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้ประกอบการวินิจฉัย การควบบริษัทมิได้ทำให้สิทธิและหน้าที่ของบริษัทเดิมสูญสิ้นไป หากแต่โอนไปยังบริษัทใหม่ตามที่กฎหมายกำหนด

สิทธิที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการไม่ว่าจะเป็นประวัติการจ่ายเงินสมทบ ข้อมูลค่าประสบการณ์ของนายจ้าง หรือสิทธิในการได้รับการลดอัตราเงินสมทบ ล้วนเป็นสิทธิที่มีความเชื่อมโยงกับการดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่อง มิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวของนิติบุคคลเดิมจนไม่อาจโอนต่อได้

หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาสภาพข้อเท็จจริงที่แท้จริงของกิจการ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะรูปแบบทางทะเบียนเท่านั้น หากกิจการยังดำเนินต่อเนื่องในลักษณะเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการ ไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และไม่มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงกฎหมาย การตัดสิทธิที่บริษัทเดิมได้รับย่อมเป็นการเพิ่มภาระแก่นายจ้างโดยไม่เป็นธรรม

 

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่ยืนยันหลักความต่อเนื่องของสิทธิและหน้าที่ภายหลังการควบบริษัท และเป็นหลักประกันว่าการปรับโครงสร้างองค์กรทางธุรกิจโดยสุจริตจะไม่ทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียสิทธิที่ได้สะสมมาจากการดำเนินกิจการเดิมโดยไม่มีเหตุผลตามกฎหมาย 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า บริษัทที่เกิดจากการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกัน สามารถรับโอนสิทธิในการนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน และสิทธิในการได้รับการลดอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของบริษัทเดิมได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการควบบริษัทเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 บริษัทใหม่ย่อมได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด รวมถึงสิทธิที่เกี่ยวข้องกับกองทุนเงินทดแทนด้วย อีกทั้งกิจการยังคงดำเนินต่อเนื่องในประเภทเดิม ไม่ปรากฏว่ามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหรือมีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย จึงสามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมมาคำนวณต่อเนื่องได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

การรับโอนสิทธิและความรับผิดจากการควบบริษัท

หัวใจสำคัญของคดีอยู่ที่หลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 ซึ่งกำหนดว่า บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบบริษัทเข้าด้วยกันย่อมได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นว่า สิทธิในการนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบ สิทธิในการใช้ข้อมูลค่าประสบการณ์ของนายจ้าง และสิทธิในการได้รับการลดอัตราเงินสมทบ เป็นสิทธิที่ตกทอดมายังบริษัทใหม่ได้

ความต่อเนื่องของกิจการและสิทธิในกองทุนเงินทดแทน

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ภายหลังการควบบริษัท โจทก์ยังคงประกอบกิจการประเภทเดิม ใช้รหัสกิจการเดิม และไม่ปรากฏว่าความเสี่ยงภัยจากการประกอบกิจการเพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเพียงการปรับโครงสร้างองค์กร มิใช่การเริ่มต้นกิจการใหม่ สิทธิที่บริษัทเดิมได้รับเกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทนจึงยังคงมีผลต่อเนื่องแก่โจทก์ด้วย

หลักกฎหมาย

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243

มาตรา 1243 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดผลทางกฎหมายของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกัน โดยบัญญัติว่า บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบบริษัทจะได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการที่ควบรวมกันสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดปัญหาความไม่ต่อเนื่องทางกฎหมาย

ความสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่การรับรองว่า สิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ของบริษัทเดิมจะไม่สูญหายไปเพียงเพราะมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร หากสิทธินั้นเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของบริษัทเดิม ย่อมตกทอดไปยังบริษัทใหม่โดยผลของกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายเฉพาะจะบัญญัติเป็นอย่างอื่น

ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 1243 มาใช้วินิจฉัยว่า สิทธิในการนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน สิทธิในการใช้ข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ และสิทธิในการได้รับการลดอัตราเงินสมทบ ล้วนเป็นสิทธิที่เกี่ยวเนื่องกับการประกอบกิจการของบริษัทเดิม จึงตกทอดมายังโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวม

ศาลยังเห็นว่า หากไม่ใช้มาตรา 1243 จะทำให้โจทก์ต้องสูญเสียสิทธิที่บริษัทเดิมได้สะสมไว้และเป็นการเพิ่มภาระแก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม ทั้งที่กิจการยังดำเนินต่อเนื่องในรูปแบบเดิมและไม่มีพฤติการณ์หลีกเลี่ยงกฎหมาย

ข้อ 2 พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 มาตรา 45

มาตรา 45 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน โดยเชื่อมโยงกับระบบการประเมินตามค่าประสบการณ์และอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้าง เพื่อให้การจัดเก็บเงินสมทบสะท้อนระดับความเสี่ยงของการประกอบกิจการแต่ละประเภท

หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ นายจ้างที่มีประวัติการประกอบกิจการและมีข้อมูลเกี่ยวกับอัตราการประสบอันตรายหรือการสูญเสียจากการทำงาน สามารถได้รับการประเมินอัตราเงินสมทบตามข้อมูลดังกล่าว ซึ่งอาจส่งผลให้ได้รับการลดหรือเพิ่มอัตราเงินสมทบตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์ได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมตามมาตรา 1243 ข้อมูลค่าประสบการณ์และสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการประเมินอัตราเงินสมทบของบริษัทเดิมย่อมตกทอดมายังโจทก์ด้วย จึงไม่อาจถือว่าโจทก์เป็นนายจ้างรายใหม่ที่ไม่มีประวัติการจ่ายเงินสมทบและไม่มีข้อมูลค่าประสบการณ์แต่อย่างใด

ข้อ 3 ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ลงวันที่ 12 กันยายน 2537

ประกาศฉบับนี้เป็นกฎหมายลำดับรองที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดเก็บเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน การประเมินอัตราเงินสมทบ และวิธีการเรียกเก็บเงินสมทบจากนายจ้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบริหารกองทุนเงินทดแทนเป็นไปอย่างมีมาตรฐานและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของกิจการแต่ละประเภท

อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าวมิได้บัญญัติผลทางกฎหมายของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกันไว้โดยเฉพาะ จึงไม่สามารถใช้เป็นฐานในการตัดสิทธิของบริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเป็นต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาปรับใช้ประกอบด้วย

ข้อ 4 ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550

ประกาศฉบับที่ 2 เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการประเมินและการจัดเก็บเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน โดยยังคงยึดหลักการประเมินตามประเภทกิจการและค่าประสบการณ์ของนายจ้างเป็นสำคัญ

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ประกาศทั้งสองฉบับจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประเมินเงินสมทบ แต่ก็ไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับผลของการควบบริษัทจำกัด ดังนั้นจึงไม่อาจใช้ประกาศดังกล่าวเป็นเหตุปฏิเสธสิทธิที่บริษัทใหม่ได้รับจากบริษัทเดิมตามมาตรา 1243 ได้

เมื่อโจทก์ยังคงประกอบกิจการประเภทเดิม ใช้รหัสกิจการเดิม และไม่ปรากฏว่าการควบรวมทำให้เกิดความเสี่ยงภัยสูงขึ้น ประกอบกับไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับการคำนวณอัตราเงินสมทบและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ต่อเนื่องจากบริษัทเดิมตามหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงของคดีนี้ 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม การควบบริษัทจำกัดทำให้สิทธิของบริษัทเดิมเกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทนสิ้นสุดลงหรือไม่

คำตอบ การควบบริษัทจำกัดไม่ได้ทำให้สิทธิของบริษัทเดิมเกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทนสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ หากการควบบริษัทเป็นไปตามกฎหมายและเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 บริษัทใหม่ที่เกิดจากการควบรวมย่อมได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยว่าการจ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนเป็นสิทธิและหน้าที่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของบริษัทเดิม เมื่อกิจการยังดำเนินต่อเนื่องในลักษณะเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการ และไม่ปรากฏว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย สิทธิในการนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบ สิทธิในการใช้ข้อมูลค่าประสบการณ์ของนายจ้าง และสิทธิในการได้รับการลดอัตราเงินสมทบ ย่อมตกทอดมายังบริษัทใหม่ได้ การเปลี่ยนแปลงเพียงรูปแบบโครงสร้างองค์กรจึงไม่ใช่เหตุให้สิทธิดังกล่าวสูญสิ้นไป

2 คำถาม เหตุใดศาลจึงอนุญาตให้นำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมมานับต่อเนื่องได้

คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าบริษัทใหม่เกิดจากการควบบริษัทเดิมเข้าด้วยกัน มิใช่การเริ่มต้นกิจการใหม่โดยไม่มีความเชื่อมโยงกับกิจการเดิม อีกทั้งบริษัทใหม่ยังคงประกอบกิจการประเภทเดิม ใช้รหัสกิจการเดิม และดำเนินธุรกิจต่อเนื่องจากบริษัทเดิมทุกประการ นอกจากนี้ไม่ปรากฏว่าการควบบริษัทส่งผลให้เกิดความเสี่ยงภัยจากการประกอบกิจการเพิ่มขึ้น หรือมีการใช้การควบบริษัทเป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย เมื่อมาตรา 1243 กำหนดให้บริษัทใหม่ได้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมทั้งหมด ศาลจึงเห็นว่า ระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบที่บริษัทเดิมได้สะสมไว้ก่อนการควบรวมเป็นสิทธิที่บริษัทใหม่สามารถรับช่วงต่อได้ การตัดสิทธิดังกล่าวออกไปจะเป็นการเพิ่มภาระแก่บริษัทใหม่โดยไม่เป็นธรรม

3 คำถาม การเป็นนิติบุคคลใหม่หลังการควบบริษัททำให้ต้องเริ่มนับอัตราเงินสมทบใหม่ทั้งหมดหรือไม่

คำตอบ การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลใหม่ภายหลังการควบบริษัทไม่ได้หมายความว่าจะต้องเริ่มนับอัตราเงินสมทบใหม่ทั้งหมดเสมอไป เพราะศาลฎีกาเห็นว่าการพิจารณาสิทธิในกองทุนเงินทดแทนต้องคำนึงถึงผลทางกฎหมายของการควบบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย ไม่อาจพิจารณาเฉพาะรูปแบบการจดทะเบียนนิติบุคคลเท่านั้น หากกิจการยังดำเนินต่อเนื่องในลักษณะเดิมและได้รับโอนสิทธิจากบริษัทเดิม บริษัทใหม่ย่อมมีสิทธิใช้ข้อมูลค่าประสบการณ์ของนายจ้างและประวัติการจ่ายเงินสมทบที่บริษัทเดิมได้สะสมไว้ ศาลจึงไม่รับฟังแนวคิดที่ให้ถือว่าบริษัทใหม่เป็นนายจ้างรายใหม่โดยสมบูรณ์ในทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและผลทางกฎหมายของการควบบริษัทประกอบกันด้วย

4 คำถาม ข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของนายจ้างสามารถโอนมายังบริษัทใหม่ได้หรือไม่

คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของนายจ้างเป็นสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการของบริษัทเดิมและเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิที่บริษัทใหม่ได้รับตามมาตรา 1243 เมื่อบริษัทใหม่เกิดจากการควบบริษัทเดิมและยังคงดำเนินกิจการประเภทเดิม ข้อมูลดังกล่าวย่อมตกทอดมายังบริษัทใหม่ด้วย เพราะข้อมูลค่าประสบการณ์สะท้อนระดับความเสี่ยงและประวัติการดำเนินกิจการที่ได้สะสมมาในอดีต หากไม่ยอมรับให้บริษัทใหม่ใช้ข้อมูลดังกล่าว จะทำให้บริษัทต้องสูญเสียประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีเหตุผลรองรับตามกฎหมาย ศาลจึงเห็นว่าบริษัทใหม่มีสิทธิใช้ข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ของบริษัทเดิมในการคำนวณอัตราเงินสมทบต่อไปได้

5 คำถาม หากบริษัทใหม่ยังใช้รหัสกิจการเดิมและประกอบกิจการประเภทเดิม จะมีผลต่อการพิจารณาสิทธิในกองทุนเงินทดแทนอย่างไร

คำตอบ ศาลฎีกาให้ความสำคัญอย่างมากกับข้อเท็จจริงที่ว่าภายหลังการควบบริษัท โจทก์ยังคงประกอบกิจการประเภทเดิม ใช้รหัสกิจการเดิม และดำเนินธุรกิจต่อเนื่องจากบริษัทเดิมทุกประการ เนื่องจากรหัสกิจการและประเภทกิจการเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนระดับความเสี่ยงของการประกอบกิจการซึ่งมีผลต่อการกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน เมื่อจำเลยยังคงกำหนดรหัสกิจการของโจทก์ตามรหัสเดิม และไม่ปรากฏว่าลักษณะกิจการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เพิ่มความเสี่ยง ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะถือว่าโจทก์เป็นนายจ้างรายใหม่โดยตัดสิทธิทั้งหมดของบริษัทเดิมออกไป การดำเนินกิจการอย่างต่อเนื่องจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้โจทก์ได้รับสิทธิในการนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบและใช้ข้อมูลค่าประสบการณ์ของบริษัทเดิมต่อไป

6 คำถาม หากการควบบริษัททำให้จำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้น จะทำให้สิทธิเดิมเกี่ยวกับเงินสมทบสูญเสียไปหรือไม่

คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีนี้ว่าหลังการควบบริษัท จำนวนลูกจ้างเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ไม่ปรากฏว่าการเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่งผลให้ความเสี่ยงภัยของกิจการสูงขึ้นหรือทำให้ลักษณะการประกอบกิจการเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ศาลจึงเห็นว่าการเพิ่มจำนวนลูกจ้างเพียงอย่างเดียวไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะตัดสิทธิที่บริษัทเดิมเคยได้รับเกี่ยวกับกองทุนเงินทดแทน ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่ากิจการยังคงเป็นกิจการประเภทเดิมและไม่มีข้อเท็จจริงว่าการควบบริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย เมื่อสภาพความเสี่ยงของกิจการยังคงเดิม สิทธิในการนับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบและสิทธิในการใช้ข้อมูลค่าประสบการณ์ของนายจ้างย่อมยังคงได้รับความคุ้มครองตามหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้

7 คำถาม หากกฎหมายเฉพาะไม่ได้บัญญัติเรื่องผลของการควบบริษัทไว้ ศาลสามารถนำกฎหมายอื่นมาปรับใช้ได้หรือไม่

คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537 และประกาศกระทรวงที่เกี่ยวข้องจะกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินและจัดเก็บเงินสมทบไว้ แต่ไม่ได้บัญญัติผลทางกฎหมายของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกันโดยตรง ดังนั้นเมื่อเกิดช่องว่างของกฎหมายเฉพาะ ศาลย่อมนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้ได้ โดยเฉพาะมาตรา 1243 ซึ่งกำหนดผลของการควบบริษัทไว้อย่างชัดเจน หลักการนี้สะท้อนแนวคิดว่ากฎหมายต้องถูกตีความอย่างสอดคล้องและเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ไม่อาจแยกกฎหมายเฉพาะออกจากหลักกฎหมายพื้นฐานเกี่ยวกับสถานะของนิติบุคคลได้ การนำมาตรา 1243 มาใช้ในคดีนี้จึงเป็นการอุดช่องว่างทางกฎหมายและทำให้การวินิจฉัยเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

8 คำถาม คดีนี้มีความสำคัญต่อผู้ประกอบการที่ต้องการควบรวมกิจการอย่างไร

คำตอบ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการที่มีแผนควบรวมกิจการหรือปรับโครงสร้างองค์กร เพราะเป็นแนววินิจฉัยที่ยืนยันว่าการควบบริษัทโดยสุจริตไม่ได้ทำให้สิทธิที่บริษัทเดิมได้รับตามกฎหมายสูญสิ้นไปโดยอัตโนมัติ หากกิจการยังคงดำเนินต่อเนื่องในประเภทเดิม ไม่มีการเพิ่มความเสี่ยงของกิจการ และไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย บริษัทใหม่ย่อมมีสิทธิได้รับโอนไปทั้งสิทธิและหน้าที่ของบริษัทเดิม รวมถึงสิทธิที่เกี่ยวข้องกับกองทุนเงินทดแทนด้วย คำพิพากษานี้จึงช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานหรือเพิ่มศักยภาพการแข่งขันจะไม่ทำให้สูญเสียสิทธิที่สะสมมาจากการดำเนินกิจการเดิมโดยไม่มีเหตุผลตามกฎหมาย และยังเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการตีความข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันในอนาคต

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7055/2560 

การตั้งบริษัทจำกัดเกิดขึ้นโดยอาศัย ป.พ.พ. บรรพ 3 หมวด 4 ผลการควบบริษัทจำกัดเข้ากันจึงต้องเป็นไปตาม ป.พ.พ. เช่นเดียวกัน ซึ่งมาตรา 1243 บัญญัติว่า บริษัทใหม่นี้ย่อมได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้เป็นนายจ้างและลูกจ้าง จึงต้องนำ ป.พ.พ. มาใช้บังคับด้วย จะใช้บังคับเพียง พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 และประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2537 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติการจัดตั้งบริษัทจำกัดและการควบบริษัทจำกัดเข้ากันหาได้ไม่ และการที่ไม่นำ ป.พ.พ. มาใช้บังคับจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม และเนื่องจากโจทก์เกิดจากการควบบริษัทจำกัดเข้ากันโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเภทกิจการและจำเลยทั้งสองยังคงกำหนดรหัสประเภทกิจการของโจทก์ตามรหัสเดิมก่อนการควบเข้ากัน ทั้งไม่ปรากฏว่าการควบบริษัทและการเพิ่มจำนวนลูกจ้างกรณีนี้ทำให้มีความเสี่ยงภัยสูงขึ้น หรือโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย โจทก์จึงสามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบรวมบริษัทมาคำนวณระยะเวลาต่อเนื่องได้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของจำเลยทั้งสอง และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน ให้จำเลยทั้งสองนำระยะเวลาที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนก่อนควบเข้ากันมารวมคำนวณนับระยะเวลาให้แก่โจทก์ และให้โจทก์ได้รับไปซึ่งสิทธิและหน้าที่ที่มีอยู่แก่บริษัทเดิมทั้งสองทุกประการ ให้จำเลยทั้งสองนำเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่บริษัทเดิมทั้งสองได้ชำระแก่กองทุนเงินทดแทนก่อนควบเข้ากันมาเป็นเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนของโจทก์ และให้โจทก์ได้รับการประเมินอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์จากบริษัทเดิมทั้งสองในการคำนวณเงินสมทบต่อเนื่องไปในอนาคต

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประเมินเงินสมทบของจำเลยทั้งสองตามหนังสือการขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนและใบประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี ฉบับเลขที่ 740156100003293 (ที่ถูก เป็นฉบับเลขที่ 740156100003292) ลงวันที่ 25 กรกฎาคม 2556 ให้จำเลยที่ 1 นำระยะเวลาทั้งหมดที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนก่อนควบบริษัทมารวมคำนวณนับระยะเวลาให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถือว่าข้อมูลเกี่ยวกับอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่ลดหรือเพิ่มตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างของบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ก่อนควบบริษัทเป็นข้อมูลของโจทก์ด้วย และให้จำเลยที่ 1 ถือว่าเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนที่บริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด และบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ได้จ่ายครบถ้วนประจำปี พ.ศ.2556 เป็นเงินสมทบที่โจทก์ได้จ่ายครบถ้วนประจำปี พ.ศ.2556 แล้ว คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ซึ่งเกิดจากการควบบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด เข้ากับบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด กรรมการโจทก์เป็นบุคคลชุดเดียวกับกรรมการบริษัทเดิมทั้งสอง ตามสำเนาหนังสือรับรอง ผู้ถือหุ้นบริษัทโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นชุดเดียวกับบริษัทเดิมทั้งสอง และรวมจำนวนทุนเรือนหุ้นของบริษัทเดิมทั้งสองเข้ากันเป็นจำนวนทุนเรือนหุ้นของโจทก์ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เดิมก่อนการควบเข้ากันนั้นบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด ประกอบกิจการรวมสามประเภท จำเลยทั้งสองได้กำหนดรหัสกิจการและประเมินเงินสมทบในกิจการแต่ละประเภทคือกิจการประเภทที่หนึ่ง ผลิตยางนอก ยางในรถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รหัสกิจการคือ 0613 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.14 กิจการประเภทที่สอง ผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า รหัสกิจการคือ 0615 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.14 กิจการประเภทที่สาม ผลิตส่วนประกอบรถจำพวกดวงไฟ รหัสกิจการคือ 1008 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.50 และบริษัทนี้มีลูกจ้าง รวม 941 คน ส่วนบริษัทบางค้ออุตสาหกรรม จำกัด ประกอบกิจการหนึ่งประเภทคือ ผลิตขายชิ้นส่วนยานพาหนะที่เป็นพลาสติก จำเลยทั้งสองกำหนดรหัสกิจการและประเมินเงินสมทบเช่นเดียวกับกิจการประเภทที่สองของบริษัทบางกอกพัฒนามอเตอร์ จำกัด คือรหัสกิจการ 0615 อัตราเงินสมทบร้อยละ 0.14 บริษัทนี้มีลูกจ้าง 1 คน ในเดือนมกราคม 2556 บริษัททั้งสองได้จ่ายเงินสมทบประจำปี 2556 เรียบร้อยแล้ว ตามสำเนาใบแจ้งการประเมินเงินสมทบ เมื่อบริษัททั้งสองควบเข้ากันเป็นโจทก์ โจทก์ก็ยังคงประกอบกิจการเหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงประเภทกิจการ และใช้สถานที่ของบริษัทเดิมทั้งสองประกอบกิจการ ตามสำเนาหนังสือรับรอง และจำเลยทั้งสองกำหนดรหัสประเภทกิจการโจทก์รวมสามประเภทตามรหัสเดิมทุกประการ แต่จำเลยทั้งสองประเมินและเรียกเก็บเงินสมทบประจำปี พ.ศ.2556 จากโจทก์เพราะโจทก์ตั้งนิติบุคคลใหม่ในอัตราเสมือนโจทก์เพิ่งเริ่มต้นประกอบกิจการ โดยไม่ได้ลดอัตราเงินสมทบตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างตามที่บริษัทเดิมทั้งสองได้รับ โดยจำเลยที่ 2 ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่มแบน เป็นผู้ออกคำสั่งประเมินเงินสมทบดังกล่าว ตามสำเนาหนังสือขึ้นทะเบียนกองทุนเงินทดแทนและใบแจ้งการประเมินสมทบกองทุนเงินทดแทนประจำปี โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามสำเนาหนังสืออุทธรณ์ คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนเห็นว่า การประเมินและคำสั่งดังกล่าวถูกต้องแล้วให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ ตามสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์จำต้องควบบริษัทเข้ากันเป็นการปรับโครงสร้างบริษัทเพื่อลดต้นทุนการบริหารจัดการและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามสำเนาหนังสืออุทธรณ์ แล้ววินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 1 ในการออกคำสั่งประเมินเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนให้โจทก์จ่าย เมื่อโจทก์ไม่พอใจและอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน เป็นกรณีมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์ โจทก์ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดทางละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 2 กระทำการภายในขอบอำนาจแห่งตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องผูกพันต่อโจทก์ พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ไม่ได้บัญญัติผลของการควบบริษัทจำกัดเข้าด้วยกัน ต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาใช้บังคับ โจทก์จึงได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น และโจทก์ยังคงประกอบกิจการเดิมเช่นเดียวกับบริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากัน โจทก์จึงรับไปซึ่งสิทธิที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการจากบริษัทเดิมนั้น ซึ่งรวมทั้งข้อมูลอัตราเงินสมทบตามค่าประสบการณ์ที่ลดหรือเพิ่มตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างและระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบติดต่อกัน ตลอดจนสิทธิการลดอัตราเงินสมทบตามอัตราส่วนการสูญเสียของนายจ้างของบริษัทเดิมด้วย เมื่อบริษัทเดิมจ่ายเงินสมทบประจำปี 2556 แล้วจึงถือว่าโจทก์จ่ายเงินสมทบประจำปี 2556 แล้วด้วย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์สามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบเข้ากันมาคำนวณระยะเวลาต่อเนื่องได้หรือไม่ เห็นว่า การตั้งบริษัทจำกัดเกิดขึ้นโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 เอกเทศสัญญา หมวดบริษัทจำกัด ดังนั้นผลการควบบริษัทจำกัดเข้ากันจึงต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เช่นเดียวกัน ซึ่งมาตรา 1243 บัญญัติว่า บริษัทใหม่นี้ย่อมได้ไปทั้งสิทธิและความรับผิดบรรดามีอยู่แก่บริษัทเดิมอันได้มาควบเข้ากันนั้นทั้งสิ้น การจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้เป็นนายจ้างและลูกจ้าง จึงต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับด้วย จะใช้บังคับเพียงพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 และประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เรื่อง อัตราเงินสมทบ อัตราเงินฝาก วิธีการประเมินและการเรียกเก็บเงินสมทบ ฉบับลงวันที่ 12 กันยายน 2537 และฉบับที่ 2 ลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2550 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติการจัดตั้งบริษัทจำกัดและการควบบริษัทจำกัดเข้ากันหาได้ไม่ การที่ไม่นำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1243 มาใช้บังคับจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่โจทก์โดยไม่เป็นธรรม และเนื่องจากโจทก์เกิดจากการควบบริษัทจำกัดเข้ากันโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงประเภทกิจการที่จะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงภัยและความสูญเสียของประเภทกิจการและจำเลยทั้งสองยังคงกำหนดประเภทกิจการของโจทก์ตามรหัสเดิมก่อนการควบเข้ากัน ทั้งยังไม่ปรากฏว่าการควบเข้ากันและการเพิ่มจำนวนลูกจ้างจากจำนวน 942 คน เป็น 1050 คน ทำให้มีความเสี่ยงภัยสูงขึ้น หรือโจทก์มีเจตนาหลีกเลี่ยงกฎหมาย โจทก์จึงสามารถนำระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของบริษัทเดิมก่อนการควบเข้ากันมาคำนวณระยะเวลาต่อเนื่องได้ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

“สร้างรูปภาพ JPG ขนาด 1350x1080 พิกเซล อัตราส่วน 5:4 ขนาดไฟล์ไม่เกิน 200 kb ใช้ข้อความตามนี้เท่านั้น ห้ามเพิ่มข้อความอื่น ห้ามดัดแปลงถ้อยคำ ห้ามสร้างข้อความอธิบายเพิ่ม ใช้เฉพาะตัวอักษรที่ให้มาแบบตรงตัว” มีภาพประกอบได้เท่าที่จำเป็นเกี่ยวกับกฎหมาย ทนายความ * “ไม่มีข้อความอื่นในภาพ” * “ไม่มีข้อความภาษาอังกฤษ” * “ไม่ต้องใส่หัวข้อย่อย” * “ไม่ต้องสร้างข้อความกฎหมายเพิ่มเติม” * “ให้ตรวจสะกดตามต้นฉบับ” * “ข้อความต้องตรง 100%” * "ภาพพื้นหลังโทนสีอ่อนหลากหลายเปลี่ยนไปไม่ซ้ำกันทุกครั้ง" ขอให้แยกเป็น 3 ส่วนตามที่เว้นแยกไว้ให้-ส่วนสุดท้ายขอให้เป็นส่วนที่เล็กที่สุด เหตุผลคือเน้นความรู้มากกว่ายัดเยียดซื้อ “ใช้สไตล์เดียวกับภาพตัวอย่างก่อนหน้าแต่ช่วยเปลี่ยนสีพื้นหลังใหม่ครับ เน้นอ่านง่าย โล่ง สบายตา แบบมืออาชีพ” “Minimal” “Premium” “อ่านง่าย” “ตัวอักษรใหญ่” “เว้นบรรทัดกว้าง” “พื้นหลังโล่ง” ส่วนที่ 3 ด้านล่างซ้ายให้เว้นช่องว่างไว้เพิ่ม QR Code มีขนาดประมาณ 15% ของพื้นที่ทั้งหมดด้วยครับ "รูปทนายลีนนท์ 0859604258 มีขนาดไม่เกิน 15% ของพื้นที่ทั้งหมด เหตุผลคือไม่เน้นรูปทนายลีนนท์ ขนาดไฟล์ JPG ไม่เกิน 200 kb ขนาดไฟล์ JPG ไม่เกิน 200 kb ขนาดไฟล์ JPG ไม่เกิน 200 kb ขนาดไฟล์ JPG ไม่เกิน 200 kb ครับ  “ควบบริษัทแล้วต้องเริ่มนับเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนใหม่ทั้งหมดจริงหรือ  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัทที่เกิดจากการควบบริษัทสามารถรับโอนไปทั้งสิทธิและความรับผิดของบริษัทเดิมได้ตามกฎหมาย  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258”




ประกันสังคม

สิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพและผลประโยชน์ตอบแทนประกันสังคมเกิดขึ้นเมื่อใด หากมีการเปลี่ยนอัตราผลตอบแทนภายหลังจะกระทบสิทธิเดิมหรือไม่
ค่านั่งเครื่องแคชเชียร์เป็นค่าจ้างหรือไม่ ต้องนำมาคำนวณเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ เมื่อการจ่ายเงินขึ้นอยู่กับความประพฤติและผลการปฏิบัติงานของลูกจ้าง
เจ็บป่วยฉุกเฉินเลือกไปรักษาโรงพยาบาลนอกสิทธิประกันสังคมได้หรือไม่ ผู้ประกันตนมีสิทธิขอคืนค่ารักษาพยาบาลเมื่อใดตามกฎหมายประกันสังคม
เงินค่าบริการของโรงแรมถือเป็นค่าจ้างที่ต้องนำส่งเงินสมทบประกันสังคมหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไรเกี่ยวกับความหมายของ “ค่าจ้าง” ตามกฎหมายประกันสังคม
ลูกจ้างว่างงานเพราะโควิด นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างหรือไม่ วิเคราะห์กฎหมายแรงงานและประกันสังคมเมื่อเกิดเหตุสุดวิสัยตามคำสั่งรัฐ
สิทธิรับเงินบำนาญชราภาพตามกฎหมายประกันสังคมกรณีส่งเงินสมทบครบแต่ยื่นคำขอล่าช้าศาลวินิจฉัยอย่างไรและมีผลต่อสิทธิย้อนหลังหรือไม่