
| ทายาทที่ไม่มีชื่อในพินัยกรรมยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ เมื่อพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์ไม่ครบทั้งหมดและทรัพย์บางส่วนยังตกทอดตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายมรดกว่าทายาทโดยธรรมที่ไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมจะถูกตัดสิทธิรับมรดกโดยอัตโนมัติหรือไม่ และกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์สินไว้เพียงบางส่วน แต่ยังมีทรัพย์มรดกบางรายการที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายอย่างสมบูรณ์ตามพินัยกรรม ทรัพย์สินดังกล่าวจะตกทอดแก่ผู้ใด คดีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างบุตรของเจ้ามรดกซึ่งอ้างสิทธิในที่ดินมรดก โดยฝ่ายจำเลยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับมรดกเพราะไม่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ในพินัยกรรม ขณะที่โจทก์โต้แย้งว่าที่ดินพิพาทยังมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมและยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่การตีความพินัยกรรม การตัดสิทธิทายาทโดยธรรม และผลทางกฎหมายของทรัพย์มรดกที่ยังมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิรับมรดกของทายาททุกคน สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นบุตรคนหนึ่งของเจ้ามรดก ซึ่งมีบุตรรวมทั้งหมด 8 คน ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ได้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28553 ถึง 28556 ตำบลสวนหลวง (บางจาก) อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยโจทก์เห็นว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินดังกล่าวคนละหนึ่งในแปดส่วนเท่า ๆ กับบุตรคนอื่น จึงฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกดำเนินการรวมและแบ่งแยกที่ดินให้แก่ตน หรือหากไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินให้ตามส่วนแห่งมรดก จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าตามพินัยกรรมของเจ้ามรดก โจทก์ไม่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์จากทรัพย์มรดกใดเลย อีกทั้งพินัยกรรมยังระบุให้ทรัพย์สินส่วนที่เหลือตกแก่ทายาทอีก 6 คนซึ่งไม่มีชื่อโจทก์รวมอยู่ด้วย จึงถือว่าโจทก์ถูกตัดมิให้รับมรดกและไม่มีสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าว ข้อพิพาทสำคัญอยู่ที่ที่ดินพิพาทซึ่งถูกกล่าวถึงในข้อ 5 ของพินัยกรรม โดยเจ้ามรดกกำหนดให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินไปชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ แต่ก่อนที่เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตาย ได้มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวจากธนาคารแล้ว ทำให้ไม่มีหนี้จำนองที่ต้องชำระอีกต่อไป และพินัยกรรมก็มิได้กำหนดต่อไปว่า หากไม่มีหนี้ดังกล่าวแล้วทรัพย์สินส่วนนี้จะตกแก่ผู้ใด หรือหากมีเงินเหลือจากการขายจะให้ผู้ใดได้รับประโยชน์ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องแบ่งที่ดินพิพาท จึงพิพากษายกฟ้อง แต่โจทก์ฎีกาต่อโดยยืนยันว่าที่ดินพิพาทยังมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมและยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยเกี่ยวกับการตัดสิทธิทายาทโดยธรรมตามพินัยกรรม ประเด็นสำคัญประการแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ โจทก์ซึ่งไม่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ในพินัยกรรมถูกตัดมิให้รับมรดกตามกฎหมายแล้วหรือไม่ โดยศาลฎีกาวางหลักว่า การตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกในกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้ สามารถเกิดขึ้นได้เพียงสองกรณีเท่านั้น กรณีแรก เจ้ามรดกต้องแสดงเจตนาไว้อย่างชัดแจ้งในพินัยกรรม โดยระบุชื่อทายาทผู้ถูกตัดสิทธิไว้อย่างแน่นอนและชัดเจน กรณีที่สอง เจ้ามรดกต้องจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดไว้ในพินัยกรรม และไม่มีชื่อทายาทที่ประสงค์จะตัดสิทธิเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินใดตามพินัยกรรมเลย เมื่อพิเคราะห์พินัยกรรมในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีข้อความใดระบุโดยชัดแจ้งว่าเจ้ามรดกประสงค์ตัดโจทก์มิให้รับมรดก จึงไม่เข้าเงื่อนไขกรณีแรก เหลือเพียงประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าเจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดโดยพินัยกรรมแล้วหรือไม่ จำเลยทั้งสองอ้างว่าแม้โจทก์จะไม่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ในพินัยกรรม แต่ยังมีข้อ 7 ของพินัยกรรมที่กำหนดให้อสังหาริมทรัพย์ส่วนที่เหลือตกแก่ทายาท 6 คนซึ่งไม่มีชื่อโจทก์อยู่ด้วย จึงถือว่าเจ้ามรดกจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดแล้ว และโจทก์ถูกตัดสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เนื่องจากข้อความในข้อ 7 ของพินัยกรรมระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นการยกเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้ามรดกมีสิทธิในกองมรดกของสามีครึ่งหนึ่งในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น มิได้รวมถึงที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้ามรดกที่ได้รับการยกให้มาก่อนหน้านั้น ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินอีกส่วนหนึ่งที่ต้องพิจารณาแยกต่างหาก การตีความพินัยกรรมข้อ 5 และผลของการไถ่ถอนจำนองก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าที่ดินพิพาทมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมข้อ 7 ประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปจึงเหลือเพียงว่า ที่ดินพิพาทได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมข้อ 5 แล้วหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจสอบข้อความทั้งหมดในข้อ 5 ของพินัยกรรมแล้วพบว่า เจ้ามรดกมิได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใด แต่เพียงกำหนดให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินไปชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้เท่านั้น อีกทั้งไม่มีข้อความกำหนดต่อไปว่าหากขายแล้วมีเงินเหลือจะให้ตกแก่ผู้ใด หรือหากไม่ต้องขายที่ดินดังกล่าวแล้วจะให้ทรัพย์สินตกแก่ผู้ใด ข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติในคดีปรากฏว่า ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ได้มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้เรียบร้อยแล้ว ทำให้ในวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไม่มีหนี้จำนองดังกล่าวเหลืออยู่ และไม่มีเหตุที่จะต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ตามคำสั่งในพินัยกรรมอีกต่อไป ศาลฎีกาจึงเห็นว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับการขายที่ดินเพื่อชำระหนี้ได้หมดความหมายและไม่อาจปฏิบัติได้อีกต่อไป เนื่องจากวัตถุประสงค์ของข้อกำหนดดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว เมื่อไม่มีหนี้ให้ชำระ คำสั่งให้ขายที่ดินก็ย่อมไร้ผลตามไปด้วย ที่สำคัญ พินัยกรรมไม่ได้ระบุเลยว่าหลังจากปลอดภาระหนี้แล้ว ที่ดินดังกล่าวจะตกเป็นของบุคคลใดโดยเฉพาะ จึงไม่อาจถือได้ว่ามีการจำหน่ายที่ดินพิพาทโดยพินัยกรรมอย่างสมบูรณ์ ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังไม่มีการกำหนดผู้รับประโยชน์ไว้โดยเฉพาะ และยังมิได้ถูกจำหน่ายออกไปจากกองมรดกตามพินัยกรรมแต่อย่างใด ผลทางกฎหมายของทรัพย์มรดกที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรม เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมทั้งข้อ 5 และข้อ 7 แล้ว ปัญหาสำคัญต่อมาคือทรัพย์สินดังกล่าวจะตกแก่ผู้ใด ศาลฎีกาเห็นว่าในกรณีเช่นนี้ต้องถือว่าพินัยกรรมมีผลจำหน่ายทรัพย์มรดกเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินที่ยังไม่มีการกำหนดผู้รับไว้ในพินัยกรรมย่อมยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ศาลฎีกาอธิบายว่า เมื่อถึงวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นวันที่พินัยกรรมเริ่มมีผลใช้บังคับ ไม่มีหนี้จำนองที่ต้องชำระอีกต่อไป และไม่มีความจำเป็นต้องขายที่ดินพิพาทตามคำสั่งในพินัยกรรม ข้อกำหนดดังกล่าวจึงไม่สามารถก่อให้เกิดการจำหน่ายทรัพย์มรดกได้ ส่งผลให้ที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ไม่ได้ถูกกำหนดผู้รับประโยชน์ไว้ เมื่อทรัพย์มรดกส่วนนี้ยังมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม กฎหมายจึงกำหนดให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับและสัดส่วนที่กฎหมายบัญญัติไว้ ไม่ใช่ตกแก่บุคคลที่มีชื่อในพินัยกรรมแต่เพียงฝ่ายเดียว ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่มีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม แต่ก็ยังมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกเช่นเดียวกับบุตรคนอื่น ๆ ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ขณะเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มีบุตรรวมทั้งสิ้น 8 คน และโจทก์เป็นหนึ่งในบุตรทั้ง 8 คนดังกล่าว จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์มรดกที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมในสัดส่วนเท่าเทียมกับทายาทชั้นเดียวกัน คือหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาท ประเด็นเรื่องการไถ่ถอนจำนองโดยจำเลยที่ 2 และเหตุที่ศาลฎีกาไม่นำมาวินิจฉัยตัดสิทธิของโจทก์ จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้เงินส่วนตัวไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงควรได้รับสิทธิหรือประโยชน์เหนือที่ดินพิพาทดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่า ข้ออ้างดังกล่าวเป็นอีกประเด็นหนึ่งต่างหากจากประเด็นเรื่องสิทธิรับมรดกของโจทก์ เพราะแม้จะรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระหนี้แทนจริง ก็ยังต้องพิจารณาต่อไปว่าชำระไปจำนวนเท่าใด เป็นหนี้ที่แท้จริงจำนวนเท่าใด และมีสิทธิเรียกร้องคืนจากกองมรดกหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันเป็นอีกคดีหรืออีกประเด็นหนึ่ง นอกจากนี้ โจทก์ยังให้การปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว และจำเลยทั้งสองก็มิได้ฟ้องแย้งเพื่อเรียกเงินคืนหรือเรียกร้องสิทธิใด ๆ เกี่ยวกับจำนวนเงินที่อ้างว่าชำระแทนไว้ ศาลจึงไม่มีประเด็นที่จะวินิจฉัยหรือกำหนดจำนวนเงินใดให้แก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกายังชี้ให้เห็นว่า แม้สมมติว่าจำเลยที่ 2 จะเป็นผู้ชำระหนี้แทนจริง แต่ที่ดินพิพาทก็ยังมิได้ถูกขาย และยังไม่ทราบว่าจะมีมูลค่าเท่าใด หากในอนาคตขายได้ในราคาสูงกว่าหนี้ที่อ้างว่าชำระแทน ส่วนที่เหลือก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งให้แก่ทายาททุกคนตามส่วนอยู่ดี เหตุนี้ ข้ออ้างเรื่องการไถ่ถอนจำนองจึงไม่ใช่เหตุที่จะทำให้โจทก์สูญเสียฐานะทายาทโดยธรรม หรือทำให้สิทธิในการรับมรดกของโจทก์ระงับไปได้ และไม่อาจนำมาใช้เป็นเหตุปฏิเสธสิทธิของโจทก์ในการขอแบ่งทรัพย์มรดกได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับเหตุผลของศาลล่างทั้งสองศาลที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยที่ 2 เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยเห็นว่าการไถ่ถอนจำนองดังกล่าวไม่กระทบต่อสถานะความเป็นทายาทโดยธรรมของโจทก์ และไม่ทำให้ทรัพย์มรดกหลุดพ้นจากกองมรดกของเจ้ามรดกแต่อย่างใด สิทธิของทายาทโดยธรรมในการแบ่งทรัพย์มรดกและเหตุที่ศาลฎีกาไม่กำหนดส่วนแบ่งตามคำขอของโจทก์ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ยังคงเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินพิพาทหนึ่งในแปดส่วนแล้ว ประเด็นต่อมาคือศาลจะกำหนดวิธีแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวอย่างไร โจทก์ขอให้ศาลกำหนดวิธีแบ่งที่ดินโดยละเอียด กล่าวคือให้รวมที่ดินหลายโฉนดเข้าด้วยกัน แล้วแบ่งออกเป็น 8 ส่วนเท่า ๆ กัน โดยกำหนดให้ที่ดินแต่ละแปลงมีด้านหนึ่งติดถนนสาธารณะ และขอให้ศาลกำหนดว่าโจทก์จะต้องได้รับที่ดินไม่น้อยกว่า 267 ตารางวา หรือหากจำเป็นต้องขายทอดตลาดก็ขอให้ได้รับเงินไม่น้อยกว่า 2,015,000 บาท ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์จะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในกองมรดก แต่สิทธิของโจทก์และทายาทคนอื่น ๆ เป็นเรื่องของกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์มรดก สิทธิและหน้าที่ของเจ้าของรวมทุกคนต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ศาลจะกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับรูปแปลงที่ดิน ขนาดที่ดิน หรือจำนวนเงินขั้นต่ำให้แก่เจ้าของรวมคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าไม่อาจพิพากษาให้โจทก์ได้รับที่ดินในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง หรือได้รับพื้นที่ขั้นต่ำตามที่ร้องขอได้ เพราะการแบ่งทรัพย์มรดกต้องคำนึงถึงสิทธิของทายาททุกคนร่วมกัน และต้องดำเนินการตามหลักกฎหมายว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวมและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวม ดังนั้น ศาลจึงกำหนดเพียงว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทเท่านั้น ส่วนวิธีการแบ่งโดยละเอียดให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการร่วมกับทายาททุกคนตามขั้นตอนของกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความหลักกฎหมายเกี่ยวกับการตัดสิทธิทายาทโดยธรรม เนื่องจากในทางปฏิบัติมักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า หากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมและไม่มีชื่อทายาทบางคนอยู่ในพินัยกรรม บุคคลดังกล่าวย่อมหมดสิทธิได้รับมรดกทันที อย่างไรก็ตาม หลักกฎหมายมิได้บัญญัติไว้เช่นนั้น เพราะการตัดสิทธิทายาทโดยธรรมเป็นข้อยกเว้นที่กระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลโดยตรง จึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น ศาลฎีกาได้วางหลักในคดีนี้ว่า การไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าถูกตัดสิทธิรับมรดก เจ้าของมรดกจะต้องแสดงเจตนาตัดสิทธิไว้อย่างชัดเจน หรือจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดไว้ในพินัยกรรมจนไม่เหลือทรัพย์สินใดให้ตกทอดตามกฎหมายอีก หากยังมีทรัพย์มรดกส่วนใดที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม ทรัพย์ส่วนนั้นย่อมยังคงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย แม้ว่าทายาทผู้นั้นจะไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมเลยก็ตาม แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักพื้นฐานของกฎหมายมรดกที่ถือว่าการรับมรดกโดยทายาทเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ และการจำกัดสิทธิดังกล่าวต้องกระทำภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดอย่างชัดเจน ไม่อาจอนุมานหรือขยายความไปในทางตัดสิทธิของทายาทได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับพินัยกรรมที่มีผลจำหน่ายทรัพย์เพียงบางส่วน อีกประเด็นสำคัญที่คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน คือ พินัยกรรมอาจมีผลใช้บังคับเพียงบางส่วนของกองมรดกได้ มิใช่ว่าพินัยกรรมทุกฉบับจะต้องครอบคลุมทรัพย์มรดกทั้งหมดเสมอไป ในคดีนี้ เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทโดยกำหนดให้ขายเพื่อนำเงินไปชำระหนี้ แต่เมื่อหนี้ดังกล่าวถูกชำระหมดก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย วัตถุประสงค์ของข้อกำหนดในพินัยกรรมจึงหมดไป ทำให้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่สามารถบังคับใช้ได้อีก ผลที่เกิดขึ้นคือทรัพย์สินดังกล่าวมิได้ตกแก่ผู้ใดตามพินัยกรรม และกลายเป็นทรัพย์มรดกส่วนที่ยังไม่มีการจำหน่าย ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า เมื่อข้อกำหนดในพินัยกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินรายการหนึ่งไม่สามารถใช้บังคับได้ และพินัยกรรมไม่ได้กำหนดผู้รับประโยชน์สำรองไว้ ทรัพย์สินนั้นย่อมไม่ตกเป็นของบุคคลใดตามพินัยกรรม แต่จะกลับเข้าสู่กองมรดกและตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในการจัดทำพินัยกรรม เพราะแสดงให้เห็นว่าหากผู้ทำพินัยกรรมประสงค์ให้ทรัพย์สินตกแก่บุคคลใดโดยเฉพาะ ควรกำหนดเงื่อนไขสำรองหรือกำหนดผู้รับประโยชน์ให้ชัดเจนในทุกกรณี มิฉะนั้นอาจเกิดผลให้ทรัพย์สินส่วนนั้นกลับไปตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายแทน ซึ่งอาจไม่ตรงกับเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมได้ วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ เมื่อพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายมรดกที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดีนี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายมุ่งคุ้มครองทั้งเสรีภาพในการจัดการทรัพย์สินของเจ้ามรดกและสิทธิของทายาทโดยธรรมไปพร้อมกัน กล่าวคือ เจ้ามรดกย่อมมีสิทธิกำหนดการตกทอดแห่งทรัพย์สินของตนผ่านพินัยกรรมได้ แต่การตัดสิทธิทายาทโดยธรรมซึ่งกฎหมายรับรองไว้แต่เดิมจะต้องกระทำภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เหตุผลสำคัญก็เพราะการรับมรดกโดยทายาทโดยธรรมเป็นหลักทั่วไปของกฎหมาย ส่วนการตัดสิทธิดังกล่าวเป็นข้อยกเว้น หากเปิดโอกาสให้ตีความขยายความได้โดยง่าย อาจทำให้ทายาทสูญเสียสิทธิในทรัพย์สินโดยปราศจากเจตนาที่ชัดเจนของเจ้ามรดก ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงกำหนดให้การตัดทายาทโดยธรรมต้องปรากฏชัดแจ้ง หรือมิฉะนั้นเจ้ามรดกต้องจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดโดยพินัยกรรมอย่างแท้จริง หากยังมีทรัพย์สินบางส่วนที่ไม่ได้ถูกจำหน่าย ทรัพย์ส่วนนั้นย่อมต้องกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมายและตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลักความมั่นคงแห่งสิทธิในทรัพย์สินและหลักความแน่นอนทางกฎหมาย เพราะทำให้การตัดสิทธิทายาทเกิดขึ้นได้เฉพาะในกรณีที่ปรากฏเจตนาอย่างชัดเจนเท่านั้น มิใช่อาศัยการตีความโดยคาดคะเนหรือสันนิษฐานจากพฤติการณ์เพียงบางส่วน วิเคราะห์แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ให้ความสำคัญกับการตีความข้อความในพินัยกรรมตามถ้อยคำที่ปรากฏอย่างเคร่งครัด โดยมิได้พิจารณาเพียงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหรือความเข้าใจของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ศาลฎีกาเริ่มต้นจากการพิจารณาว่ามีข้อความใดในพินัยกรรมที่ระบุชัดแจ้งว่าตัดโจทก์มิให้รับมรดกหรือไม่ เมื่อไม่ปรากฏข้อความเช่นนั้น จึงต้องพิจารณาต่อไปว่าทรัพย์มรดกทั้งหมดถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมแล้วหรือไม่ จากนั้นศาลได้แยกพิจารณาทรัพย์สินแต่ละส่วนตามรายละเอียดในพินัยกรรม โดยไม่ถือว่าการยกทรัพย์สินบางรายการให้แก่บุคคลบางคนเป็นการยกทรัพย์สินทุกอย่างในกองมรดกไปพร้อมกัน ทั้งยังตรวจสอบรายละเอียดของข้อ 5 และข้อ 7 อย่างรอบคอบจนพบว่าที่ดินพิพาทมิได้ถูกจำหน่ายให้แก่บุคคลใดโดยตรง แนวทางดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อความที่ปรากฏในพินัยกรรมมากกว่าการคาดหมายถึงเจตนาโดยนัย และถือว่าการจำหน่ายทรัพย์มรดกต้องมีความชัดเจนแน่นอนจึงจะก่อให้เกิดผลตัดสิทธิทายาทโดยธรรมได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังพิจารณาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังการทำพินัยกรรมด้วย กล่าวคือ เมื่อหนี้จำนองถูกชำระหมดก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย เงื่อนไขที่กำหนดให้ขายที่ดินเพื่อชำระหนี้ย่อมหมดความจำเป็นไป ส่งผลให้ข้อกำหนดดังกล่าวไม่สามารถทำให้เกิดการจำหน่ายทรัพย์มรดกได้อีกต่อไป การวินิจฉัยในลักษณะนี้ช่วยให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทายาททุกฝ่าย และทำให้การแบ่งมรดกเป็นไปตามสถานะทางกฎหมายของทรัพย์สินที่มีอยู่จริงในวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ความสำคัญของคดีต่อการจัดทำพินัยกรรมในทางปฏิบัติ คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การจัดทำพินัยกรรมที่ไม่กำหนดผู้รับประโยชน์ให้ครบถ้วนในทุกกรณี อาจทำให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งมรดกในภายหลังได้ แม้เจ้ามรดกจะมีเจตนากำหนดแนวทางจัดการทรัพย์สินบางรายการไว้แล้ว แต่หากเหตุการณ์ในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปจนข้อกำหนดนั้นไม่สามารถใช้บังคับได้ และพินัยกรรมไม่ได้ระบุแนวทางรองรับไว้ ทรัพย์สินดังกล่าวอาจกลับกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย กรณีในคดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การกำหนดเพียงให้ขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ โดยไม่ได้กำหนดต่อไปว่าหากไม่มีหนี้แล้วทรัพย์สินจะตกแก่ผู้ใด ย่อมก่อให้เกิดช่องว่างทางกฎหมาย และนำไปสู่ข้อพิพาทระหว่างทายาทในภายหลัง ดังนั้น ผู้ทำพินัยกรรมจึงควรกำหนดผู้รับประโยชน์ให้ชัดเจนในทุกกรณี รวมถึงกำหนดแนวทางสำรองสำหรับกรณีที่เหตุการณ์ตามที่คาดหมายไว้ไม่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ทรัพย์สินบางส่วนหลุดออกจากการจำหน่ายตามพินัยกรรมและกลับไปอยู่ภายใต้หลักการรับมรดกโดยธรรม หลักกฎหมายที่ได้รับการยืนยันจากคดีนี้ จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา สามารถสรุปหลักกฎหมายสำคัญที่ได้รับการยืนยันได้หลายประการ ได้แก่ การไม่มีชื่อในพินัยกรรมไม่ได้หมายความว่าถูกตัดสิทธิรับมรดกโดยอัตโนมัติ การตัดทายาทโดยธรรมต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด การจำหน่ายทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมต้องมีความชัดเจนแน่นอน การที่ข้อกำหนดในพินัยกรรมไม่สามารถใช้บังคับได้อาจทำให้ทรัพย์สินส่วนนั้นยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ไม่ได้ถูกจำหน่าย และทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย หลักการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งผู้ทำพินัยกรรม ผู้จัดการมรดก ทายาท และผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย เพราะเป็นแนวทางในการตีความพินัยกรรมและกำหนดสิทธิของทายาทเมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับกองมรดกในภายหลัง โดยเฉพาะในกรณีที่พินัยกรรมมีข้อความไม่ครบถ้วนหรือมีข้อกำหนดที่ไม่สามารถใช้บังคับได้ในวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องแบ่งที่ดินพิพาทตามที่ฟ้อง เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดกที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องแบ่งได้ จึงพิพากษายกฟ้อง โดยกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งที่ดินพิพาท โดยรับฟังเหตุผลในทำนองว่าจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทำให้โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแตกต่างจากศาลล่างทั้งสองศาล โดยเห็นว่าพินัยกรรมมิได้ระบุชัดแจ้งให้ตัดโจทก์มิให้รับมรดก และที่ดินพิพาทก็ยังมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม เนื่องจากข้อกำหนดให้ขายที่ดินเพื่อนำเงินไปชำระหนี้จำนองกลายเป็นอันไร้ผลเมื่อหนี้จำนองได้รับการชำระก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่มิได้ถูกจำหน่ายและต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย โจทก์ซึ่งเป็นบุตรหนึ่งในจำนวนบุตร 8 คน จึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาท ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาท และให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าว หากตกลงแบ่งกันไม่ได้ให้นำที่ดินออกขายทอดตลาดและแบ่งเงินตามส่วน ทั้งให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายมรดกว่า การตัดสิทธิทายาทโดยธรรมมิใช่เรื่องที่สามารถสันนิษฐานหรืออนุมานได้โดยง่าย แม้ทายาทจะไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมก็ตาม หากเจ้ามรดกมิได้แสดงเจตนาตัดสิทธิไว้อย่างชัดแจ้ง หรือมิได้จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดโดยพินัยกรรม ทายาทผู้นั้นยังคงมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกส่วนที่ยังไม่ได้ถูกจำหน่ายตามกฎหมาย อีกประการหนึ่ง พินัยกรรมย่อมต้องได้รับการตีความตามข้อความที่ปรากฏอย่างเคร่งครัด ศาลไม่อาจขยายผลแห่งพินัยกรรมไปเกินกว่าที่เจ้ามรดกได้แสดงเจตนาไว้โดยชัดแจ้ง การกำหนดให้ขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้มิได้มีผลเท่ากับการยกทรัพย์สินนั้นให้แก่บุคคลใดโดยตรง และหากเหตุแห่งการขายทรัพย์หมดไปก่อนพินัยกรรมมีผลใช้บังคับ ข้อกำหนดดังกล่าวย่อมอาจกลายเป็นอันไร้ผลได้ คดีนี้ยังยืนยันหลักสำคัญว่า ทรัพย์มรดกส่วนที่ยังมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมจะไม่ตกแก่บุคคลที่มีชื่อในพินัยกรรมโดยอัตโนมัติ แต่ต้องกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมายและแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับและส่วนที่กฎหมายกำหนด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ทายาทโดยธรรมที่ไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมจะถูกตัดสิทธิรับมรดกหรือไม่ และกรณีที่พินัยกรรมกำหนดให้ขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้ แต่หนี้ดังกล่าวได้รับการชำระหมดก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินนั้นยังถือว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพินัยกรรมมิได้ตัดสิทธิโจทก์โดยชัดแจ้ง และที่ดินพิพาทยังมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม ทรัพย์สินดังกล่าวจึงยังคงตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดก กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างเคร่งครัดว่าการตัดสิทธิทายาทโดยธรรมจะต้องปรากฏเจตนาอย่างชัดแจ้ง หรือเป็นกรณีที่เจ้ามรดกจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดโดยพินัยกรรม หากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ทายาทยังคงมีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย 2. ทรัพย์มรดกที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรม หากทรัพย์สินรายการใดมิได้ถูกยกให้แก่ผู้ใดโดยชัดเจน หรือข้อกำหนดในพินัยกรรมไม่สามารถใช้บังคับได้จนทำให้ทรัพย์สินนั้นไม่มีผู้รับประโยชน์ตามพินัยกรรม ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์ที่ถูกจำหน่ายแล้ว อธิบายหลักกฎหมายตามมาตรา 1608 มาตรา 1608 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกในกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้ หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ แม้กฎหมายจะรับรองเสรีภาพของบุคคลในการจัดการทรัพย์สินของตนหลังความตาย แต่การตัดสิทธิทายาทโดยธรรมเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในกองมรดก จึงต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด การตัดทายาทโดยธรรมตามมาตรานี้เกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ กรณีแรก เจ้ามรดกแสดงเจตนาไว้อย่างชัดแจ้งในพินัยกรรมว่าประสงค์จะตัดบุคคลใดมิให้รับมรดก โดยต้องระบุตัวบุคคลดังกล่าวอย่างชัดเจนจนไม่เกิดความคลุมเครือ กรณีที่สอง คือ เจ้ามรดกจำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดโดยพินัยกรรม และไม่มีชื่อทายาทผู้นั้นเป็นผู้รับประโยชน์ในทรัพย์สินใดเลย สาระสำคัญของมาตรานี้คือ การไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าถูกตัดสิทธิรับมรดกเสมอไป หากยังมีทรัพย์มรดกส่วนใดที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม ทายาทผู้นั้นยังอาจมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกส่วนนั้นตามกฎหมายได้ คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้มาตรา 1608 โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าพินัยกรรมมิได้ระบุชัดแจ้งว่าตัดโจทก์มิให้รับมรดก และยังมีทรัพย์มรดกบางส่วนที่มิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม จึงไม่อาจถือว่าโจทก์ถูกตัดสิทธิรับมรดกตามมาตรา 1608 ได้ อธิบายหลักกฎหมายตามมาตรา 1620 วรรคสอง มาตรา 1620 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักสำคัญเกี่ยวกับทรัพย์มรดกที่เจ้ามรดกมิได้จำหน่ายไว้โดยพินัยกรรม โดยกฎหมายบัญญัติว่า ในกรณีที่พินัยกรรมมีผลใช้บังคับเพียงบางส่วนของกองมรดก หรือมีทรัพย์สินบางรายการที่มิได้ถูกกำหนดผู้รับไว้ ทรัพย์สินส่วนนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้มีขึ้นเพื่อป้องกันมิให้เกิดช่องว่างในการตกทอดแห่งทรัพย์สิน กล่าวคือ หากเจ้ามรดกจัดการทรัพย์สินไว้เพียงบางส่วน แต่ไม่ได้กำหนดชะตากรรมของทรัพย์สินที่เหลือไว้ กฎหมายจะเข้ามากำหนดให้ทรัพย์สินดังกล่าวตกแก่ทายาทโดยธรรม เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของกรรมสิทธิ์และความแน่นอนในทางกฎหมาย หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ การมีพินัยกรรมไม่ได้ทำให้ระบบการรับมรดกโดยธรรมสิ้นสุดลงทั้งหมดเสมอไป เพราะพินัยกรรมอาจครอบคลุมเฉพาะทรัพย์สินบางส่วนเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินที่อยู่นอกขอบเขตของพินัยกรรมยังคงต้องใช้หลักมรดกโดยธรรมเข้ามาบังคับ ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม เนื่องจากข้อกำหนดให้ขายที่ดินเพื่อชำระหนี้หมดผลไปเมื่อหนี้จำนองได้รับการชำระก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย อีกทั้งพินัยกรรมไม่ได้กำหนดต่อไปว่าที่ดินดังกล่าวจะตกแก่ผู้ใด จึงทำให้ที่ดินพิพาทกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม และต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1620 วรรคสอง หลักกฎหมายตามมาตรานี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างระบบพินัยกรรมกับระบบการรับมรดกโดยธรรม และทำให้ทรัพย์สินทุกส่วนของเจ้ามรดกมีผู้รับทอดสิทธิตามกฎหมายอย่างครบถ้วน อธิบายหลักกฎหมายตามมาตรา 1629 มาตรา 1629 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดลำดับทายาทโดยธรรมซึ่งมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก โดยจัดลำดับผู้มีสิทธิรับมรดกไว้หลายชั้นตามความใกล้ชิดแห่งความสัมพันธ์ทางสายโลหิตและครอบครัว สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 1629 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้ เนื่องจากโจทก์มีฐานะเป็นบุตรของเจ้ามรดก ซึ่งอยู่ในลำดับทายาทชั้นผู้สืบสันดาน อันเป็นลำดับแรกของการรับมรดกโดยธรรม เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้มุ่งคุ้มครองบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้ามรดกมากที่สุด โดยถือว่าบุตร หลาน และผู้สืบสายโลหิตโดยตรงเป็นกลุ่มบุคคลที่กฎหมายประสงค์ให้ได้รับความคุ้มครองเป็นลำดับแรก หลักสำคัญของมาตรา 1629 คือ หากมีทายาทในลำดับที่สูงกว่าอยู่ ทายาทในลำดับถัดไปจะไม่มีสิทธิรับมรดก เว้นแต่กรณีที่กฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่น หลักการดังกล่าวช่วยป้องกันความสับสนในการแบ่งมรดกและทำให้สามารถกำหนดผู้มีสิทธิรับมรดกได้อย่างชัดเจน ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงยุติว่าเจ้ามรดกมีบุตรทั้งหมด 8 คน และโจทก์เป็นหนึ่งในบุตรดังกล่าว เมื่อที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม โจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกในฐานะผู้สืบสันดานตามมาตรา 1629 วรรคหนึ่ง (1) มาตรานี้จึงเป็นบทบัญญัติที่ใช้กำหนดฐานะทางกฎหมายของโจทก์ว่าเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกโดยธรรม และเป็นจุดเริ่มต้นในการคำนวณส่วนแบ่งมรดกตามกฎหมายต่อไป อธิบายหลักกฎหมายตามมาตรา 1633 มาตรา 1633 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการแบ่งส่วนมรดกระหว่างผู้สืบสันดาน โดยวางหลักว่าเมื่อผู้สืบสันดานอยู่ในชั้นเดียวกัน ย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในกองมรดกเท่าเทียมกัน เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือการสร้างความเสมอภาคระหว่างบุตรของเจ้ามรดก โดยไม่คำนึงถึงเพศ อายุ สถานะทางสังคม หรือปัจจัยอื่นใด เว้นแต่จะมีบทบัญญัติกฎหมายหรือพินัยกรรมที่มีผลใช้บังคับเป็นอย่างอื่น หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดพื้นฐานของกฎหมายมรดกว่า บุตรทุกคนเป็นผู้สืบสายโลหิตของเจ้ามรดกเช่นเดียวกัน จึงสมควรได้รับความคุ้มครองและได้รับส่วนแบ่งแห่งมรดกในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน ในคดีนี้ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งแก่ทายาทโดยธรรม และปรากฏว่ามีบุตรของเจ้ามรดกรวม 8 คน ศาลจึงนำมาตรา 1633 ประกอบมาตรา 1629 มาปรับใช้ และวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาท สาระสำคัญของมาตรานี้ไม่ได้อยู่เพียงการกำหนดจำนวนส่วนแบ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักประกันว่าทายาทในชั้นเดียวกันจะได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคตามกฎหมาย และป้องกันมิให้เกิดการเลือกปฏิบัติระหว่างผู้สืบสันดานด้วยกันเอง อธิบายหลักกฎหมายตามมาตรา 1699 มาตรา 1699 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ใช้กำหนดชะตากรรมของทรัพย์มรดกที่มิได้ถูกจำหน่ายไว้โดยพินัยกรรม โดยวางหลักว่า ทรัพย์สินส่วนใดที่เจ้ามรดกมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรม หรือพินัยกรรมไม่มีผลใช้บังคับต่อทรัพย์สินส่วนนั้น ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือการป้องกันมิให้ทรัพย์สินของเจ้ามรดกตกอยู่ในสภาพไร้เจ้าของหรือไม่มีผู้รับสิทธิ เมื่อปรากฏว่าพินัยกรรมไม่สามารถกำหนดผู้รับประโยชน์ได้อย่างครบถ้วน กฎหมายจึงกำหนดกลไกสำรองโดยให้ใช้ระบบการรับมรดกโดยธรรมเข้ามาบังคับ หลักสำคัญของมาตรา 1699 คือ การแยกพิจารณาเป็นรายทรัพย์สิน กล่าวคือ แม้เจ้ามรดกจะทำพินัยกรรมไว้แล้ว แต่หากทรัพย์สินบางรายการไม่ได้ถูกจำหน่าย หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้นไม่สามารถใช้บังคับได้ ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงต้องกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมาย ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ให้ขายที่ดินพิพาทเพื่อชำระหนี้จำนองกลายเป็นอันไร้ผล เนื่องจากหนี้จำนองได้รับการชำระก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย อีกทั้งพินัยกรรมไม่ได้กำหนดผู้รับประโยชน์ในที่ดินพิพาทไว้โดยเฉพาะ จึงถือว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกที่ยังมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม ผลทางกฎหมายจึงเป็นไปตามมาตรา 1699 กล่าวคือ ที่ดินพิพาทต้องตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม และแบ่งกันตามสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่ตกแก่บุคคลที่มีชื่อในพินัยกรรมโดยอัตโนมัติ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้มาตรา 1699 ในการแก้ปัญหาช่องว่างของพินัยกรรม และยืนยันหลักการว่าการมีพินัยกรรมไม่ได้ตัดสิทธิทายาทโดยธรรมในทรัพย์สินทุกส่วนเสมอไป หากยังมีทรัพย์สินที่มิได้ถูกจำหน่ายหรือพินัยกรรมไม่อาจใช้บังคับได้ ทรัพย์สินนั้นย่อมต้องกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมายและตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมต่อไป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ทายาทที่ไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมจะหมดสิทธิรับมรดกโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะการไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ทายาทโดยธรรมสูญเสียสิทธิรับมรดกในทันที กฎหมายกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการตัดทายาทโดยธรรมไว้อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ เจ้ามรดกต้องแสดงเจตนาตัดสิทธิไว้อย่างชัดแจ้งในพินัยกรรม หรือเป็นกรณีที่เจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดโดยพินัยกรรมแล้วโดยที่ทายาทผู้นั้นไม่ได้รับประโยชน์ใดเลย หากข้อเท็จจริงไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ทายาทโดยธรรมยังคงมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกส่วนที่ยังไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมอยู่ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าถึงแม้โจทก์ไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรม แต่เมื่อยังมีทรัพย์มรดกที่มิได้ถูกจำหน่ายอย่างสมบูรณ์ โจทก์จึงยังมีสิทธิรับมรดกตามกฎหมายได้ 2. คำถาม การตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกต้องทำอย่างไรจึงจะมีผลตามกฎหมาย คำตอบ การตัดทายาทโดยธรรมมิให้รับมรดกเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการกระทบต่อสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้แก่ทายาทโดยธรรม เจ้าของมรดกจึงไม่อาจตัดสิทธิทายาทได้โดยปริยายหรือโดยการคาดหมายเอาเอง การตัดสิทธิต้องปรากฏจากข้อความในพินัยกรรมอย่างชัดแจ้งว่าประสงค์จะตัดบุคคลใดมิให้รับมรดก หรือเป็นกรณีที่เจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกทั้งหมดผ่านพินัยกรรมจนไม่เหลือทรัพย์สินใดให้ตกทอดตามกฎหมายอีกต่อไป หากยังมีทรัพย์มรดกส่วนหนึ่งส่วนใดที่ไม่ได้ถูกจำหน่าย ทายาทโดยธรรมยังอาจมีสิทธิในทรัพย์สินส่วนนั้นได้ ดังนั้นการตัดสิทธิทายาทจึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดตามข้อความและผลของพินัยกรรมแต่ละฉบับ 3. คำถาม หากพินัยกรรมกำหนดให้ขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ แต่หนี้ได้รับการชำระหมดก่อนเจ้ามรดกเสียชีวิต จะมีผลอย่างไร คำตอบ ในกรณีที่พินัยกรรมกำหนดให้ขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้ แต่ภายหลังหนี้ดังกล่าวได้รับการชำระหมดก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย วัตถุประสงค์ของข้อกำหนดดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลง เมื่อถึงวันที่พินัยกรรมเริ่มมีผลใช้บังคับจึงไม่มีเหตุที่จะต้องขายทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้อีกต่อไป หากพินัยกรรมไม่ได้กำหนดต่อไปว่าทรัพย์สินนั้นจะตกแก่ผู้ใดในกรณีที่ไม่ต้องขาย หรือไม่ได้กำหนดผู้รับประโยชน์สำรองไว้ ทรัพย์สินดังกล่าวอาจกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม และต้องนำหลักกฎหมายว่าด้วยการรับมรดกโดยธรรมมาใช้บังคับแทน ซึ่งเป็นหลักที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดีนี้โดยตรง 4. คำถาม ทรัพย์มรดกที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมจะตกแก่ผู้ใด คำตอบ ทรัพย์มรดกที่ไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรม หรือทรัพย์สินที่พินัยกรรมไม่สามารถใช้บังคับได้ ย่อมไม่ตกแก่ผู้มีชื่อในพินัยกรรมโดยอัตโนมัติ แต่จะต้องกลับเข้าสู่ระบบการรับมรดกตามกฎหมาย โดยนำบทบัญญัติเกี่ยวกับทายาทโดยธรรมมาใช้กำหนดผู้รับสิทธิ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินของเจ้ามรดกตกอยู่ในสภาพไร้เจ้าของหรือไม่มีผู้มีสิทธิรับมรดก กฎหมายจึงกำหนดให้ทายาทโดยธรรมเข้ารับสิทธิในทรัพย์สินส่วนที่ยังไม่ได้ถูกจำหน่ายนั้นตามลำดับและสัดส่วนที่กฎหมายบัญญัติไว้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าทรัพย์มรดกซึ่งพินัยกรรมไม่ได้กำหนดผู้รับไว้อย่างสมบูรณ์ยังคงต้องแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมต่อไป 5. คำถาม ผู้จัดการมรดกมีสิทธิถือครองทรัพย์มรดกแทนทายาทหรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการกองมรดกให้เป็นไปตามพินัยกรรมและกฎหมาย แต่ไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าของทรัพย์มรดกแทนทายาท เว้นแต่จะมีสิทธิในฐานะทายาทหรือผู้รับพินัยกรรมด้วยตนเอง หน้าที่หลักของผู้จัดการมรดกคือรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้ และดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย หากมีทรัพย์มรดกส่วนใดที่ต้องแบ่งแก่ทายาทโดยธรรม ผู้จัดการมรดกย่อมมีหน้าที่ดำเนินการแบ่งให้ถูกต้องตามสิทธิของแต่ละฝ่าย ไม่อาจปฏิเสธสิทธิของทายาทโดยธรรมโดยอาศัยเหตุเพียงว่าทายาทผู้นั้นไม่มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมได้ หากเกิดข้อพิพาท ศาลมีอำนาจกำหนดให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกตามกฎหมายได้ 6. คำถาม ทายาทโดยธรรมสามารถฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกได้เมื่อใด คำตอบ เมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและทรัพย์สินตกเป็นกองมรดกแล้ว ทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในกองมรดกย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกได้ หากทรัพย์สินยังอยู่ในสภาพกรรมสิทธิ์รวมระหว่างทายาทหลายคน และไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ ทายาทคนใดคนหนึ่งสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้มีการแบ่งทรัพย์สินหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามส่วนได้ ทั้งนี้ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นทายาทโดยธรรมหรือมีสิทธิในทรัพย์มรดกนั้นจริง คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาท จึงมีอำนาจฟ้องเรียกร้องให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกได้ 7. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่กำหนดจำนวนที่ดินขั้นต่ำหรือจำนวนเงินขั้นต่ำให้โจทก์ตามที่ร้องขอ คำตอบ แม้ศาลฎีกาจะรับรองว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาท แต่ศาลเห็นว่าการแบ่งทรัพย์มรดกเป็นเรื่องของกรรมสิทธิ์รวมระหว่างทายาททุกคน การกำหนดว่าทายาทคนใดจะต้องได้รับที่ดินในตำแหน่งใด หรือได้รับพื้นที่ขั้นต่ำเท่าใด เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาตามสภาพทรัพย์สินและสิทธิของเจ้าของรวมทุกคนร่วมกัน กฎหมายรับรองเพียงสิทธิในสัดส่วนแห่งทรัพย์มรดก มิได้เปิดโอกาสให้ศาลกำหนดสิทธิพิเศษแก่ทายาทคนใดคนหนึ่งเกินกว่าส่วนที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงพิพากษาเพียงให้โจทก์ได้รับหนึ่งในแปดส่วนของทรัพย์มรดกเท่านั้น ส่วนวิธีแบ่งทรัพย์สินให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป 8. คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการทำพินัยกรรมอย่างไร คำตอบ คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการจัดทำพินัยกรรมควรกำหนดผู้รับประโยชน์และผลทางกฎหมายของทรัพย์สินแต่ละรายการให้ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะกรณีที่มีการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการขายทรัพย์สินหรือการชำระหนี้ หากเจ้ามรดกไม่ได้กำหนดแนวทางสำรองไว้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปจนเงื่อนไขเดิมไม่สามารถใช้บังคับได้ อาจทำให้ทรัพย์สินส่วนนั้นไม่ได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมและกลับไปตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมายแทน ดังนั้นการจัดทำพินัยกรรมที่รัดกุมควรคำนึงถึงเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และกำหนดผู้รับประโยชน์ในทุกกรณีเพื่อป้องกันข้อพิพาทระหว่างทายาทภายหลังการเสียชีวิตของเจ้ามรดก ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9599/2553 การตัดไม่ให้ทายาทโดยธรรมได้รับมรดกในกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 กำหนดไว้ 2 กรณี กรณีแรกคือเจ้ามรดกแสดงเจตนาไว้ในพินัยกรรมโดยชัดแจ้งด้วยการระบุตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก กรณีที่สองคือเจ้ามรดกทำพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดโดยไม่มีทายาทโดยธรรมคนที่เจ้ามรดกประสงค์จะตัดมิให้รับมรดกมีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ใด ๆ ในพินัยกรรมนั้น เมื่อตามพินัยกรรมไม่ระบุว่าตัดโจทก์มิให้รับมรดกโดยชัดแจ้งและที่ยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท 6 คน โดยไม่มีชื่อโจทก์นั้น มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า หมายถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่เจ้ามรดกมีสิทธิในกองมรดกของ อ. ครึ่งหนึ่งในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แต่ที่ดินพิพาทตามข้อ 5 ของพินัยกรรมเป็นทรัพย์มรดกที่เป็นสินส่วนตัวของเจ้ามรดกที่ได้รับการยกให้มาจาก พ. จึงเป็นคนละส่วนกัน เมื่อตามพินัยกรรมข้อ 5 คงมีแต่คำสั่งของเจ้ามรดกที่ให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินพิพาทแล้วนำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ โดยมิได้มีคำสั่งของเจ้ามรดกว่า หากการชำระหนี้มีเงินเหลือให้ตกได้แก่ผู้ใด หรือหากมีกรณีที่ทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่มีการดำเนินการตามนั้นจะให้ตกได้แก่ผู้ใด ทั้งปรากฏว่าได้มีการไถ่ถอนทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงเป็นกรณีที่ข้อกำหนดในพินัยกรรมเรื่องการชำระหนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินรายนี้เป็นอันไร้ผล ที่ดินพิพาทจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมย่อมตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1699 และ 1620 วรรคสอง โจทก์เป็นบุตรคนหนึ่งในจำนวนบุตร 8 คน ของเจ้ามรดก ย่อมมีสิทธิได้รับหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทตามมาตรา 1629 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 1633 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองดำเนินการรวมที่ดินโฉนดเลขที่ 28553 ถึง 28556 ตำบลสวนหลวง (บางจาก)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร ให้เป็นที่ดินโฉนดแปลงเดียวกัน แล้วแบ่งแยกออกเป็น 8 ส่วน เท่า ๆ กัน โดยให้ทางทิศใต้ของที่ดินแต่ละแปลงติดกับถนนสาธารณะ (ถนนอ่อนนุชหรือซอยอ่อนนุช) และแบ่งให้แก่โจทก์ จำนวน 1 ส่วนมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 267 ตารางวา หากไม่สามารถดำเนินการแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวให้มีคำสั่งนำที่ดินออกประมูลขายทอดตลาดและแบ่งเงินจากการขายทอดตลาดแก่โจทก์ 1 ส่วน เป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,015,000 บาท หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์ดำเนินการแทน และจำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตัดมิให้ทายาทโดยธรรมได้รับมรดกสำหรับกรณีที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมไว้นั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 กำหนดไว้เป็น 2 กรณี กรณีแรกตามวรรคหนึ่ง ( 1) และวรรคสอง เจ้ามรดกต้องแสดงเจตนาชัดแจ้งไว้ในพินัยกรรมโดยระบุตัวทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกไว้ให้ชัดเจน และกรณีที่สองตามวรรคสามคือจำหน่ายทรัพย์มรดกเสียทั้งหมดในพินัยกรรม โดยไม่มีทายาทโดยธรรมคนที่เจ้ามรดกประสงค์จะตัดมิให้รับมรดกมีชื่อเป็นผู้รับประโยชน์ใด ๆ ในพินัยกรรมนั้น พินัยกรรมไม่ปรากฏการตัดโจทก์มิให้รับมรดกโดยชัดแจ้งตามกรณีแรกจึงคงมีแต่กรณีที่สองที่ว่าเจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรม เสียทั้งหมดแล้วหรือไม่ เจ้ามรดกระบุจำหน่ายทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามข้อ 1 ถึงข้อ 7 โจทก์โต้แย้งแต่เพียงข้อ 5 ข้อเดียวว่า ที่ดินพิพาทที่กำหนดไว้ในข้อดังกล่าวเจ้ามรดกยังมิได้ยกให้แก่ผู้ใด จึงต้องตกได้แก่ทายาทโดยธรรม จำเลยทั้งสองนำสืบว่า นอกเหนือจากโจทก์จะไม่มีชื่อเป็นผู้รับมรดกในพินัยกรรม ข้อ 7 ของพินัยกรรมยังได้กำหนดให้อสังหาริมทรัพย์นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 6 ตกได้แก่ทายาทโดยธรรมที่ระบุชื่อไว้จำนวน 6 คน ซึ่งไม่มีชื่อโจทก์อยู่ในทายาทดังกล่าวนั้น จึงเป็นกรณีที่เจ้ามรดกได้จำหน่ายทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรมหมดแล้วโดยโจทก์มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมเลย โจทก์จึงถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคสาม เห็นว่า ตามข้อ 7 ของพินัยกรรมที่ยกทรัพย์มรดกนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในข้อ 1 ถึงข้อ 6 ให้แก่ทายาท 6 คน ที่ไม่มีชื่อโจทก์นั้น มีข้อความระบุไว้ชัดเจนว่าหมายถึงเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่นางฟาติมะมีสิทธิในกองมรดกของนายเอ อี ครึ่งหนึ่งในฐานะภริยาโดยชอบด้วยฎหมายเท่านั้น แต่สำหรับที่ดินพิพาทตามข้อ 5 ของพินัยกรรมนั้น เป็นทรัพย์มรดกที่เป็นสินส่วนตัวของนางฟาติมะที่ได้รับการยกให้จากนายไพโรจน์ ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2507 ที่ดินพิพาทจึงมิได้ถูกจำหน่ายโดยพินัยกรรมข้อ 7 จึงเหลือข้อที่ต้องพิจารณาเพียงประการเดียวว่า ที่ดินพิพาทได้มีการจำหน่ายไปโดยพินัยกรรมข้อ 5 แล้วหรือไม่ อันจะมีผลให้โจทก์เป็นทายาทโดยธรรมผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกของนางฟาติมะเจ้ามรดก ตามมาตรา 1608 วรรคสาม หรือไม่ด้วย พิเคราะห์ข้อความในข้อ 5 ทั้งหมดแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการยกที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ใดคงมีแต่คำสั่งให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินพิพาทนำเงินมาชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ โดยมิได้มีคำสั่งของนางฟาติมะเจ้ามรดกว่าหากการชำระหนี้มีเงินเหลือให้ตกได้แก่ผู้ใด หรือหากมีกรณีที่ทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่มีการดำเนินการตามนั้นจะให้ตกได้แก่ผู้ใด เมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วว่าได้มีการไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้ก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทยังคงเป็นของนางฟาติมะเจ้ามรดกโดยไม่มีข้อที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งในข้อ 5 อีก จึงเป็นทรัพย์มรดกที่ปลอดจากภาระใด ๆ ในวันที่ เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย กลายเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่มีการระบุว่าจะให้ตกได้แก่ผู้ใด ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้เงินส่วนตัวไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทจากธนาคารเจ้าหนี้นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก เพราะโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งยังปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว และหากเป็นจริงดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างและนำสืบ หนี้จำนวนแน่นอนที่จะหักกลบลบหนี้กับที่ดินพิพาทได้ก็ยังไม่ชัดเจน และที่ดินพิพาทยังไม่มีการขาย เมื่อขายแล้วจะได้เงินมากกว่าหนี้ที่จำเลยที่ 2 อ้างว่าได้ชำระแทนไปหรือไม่ หากมีจำนวนมากกว่า ส่วนที่เหลือก็ยังต้องตกเป็นของทายาทโดยธรรมทุกคนรวมทั้งโจทก์คนละส่วนเท่า ๆ กัน เพราะพินัยกรรมข้อ 5 มิได้ระบุไว้ว่าให้ตกได้แก่ผู้ใดโดยเฉพาะ อีกทั้งไม่มีการฟ้องแย้งเรียกเงินจำนวนใด ๆ โดยจำเลยทั้งสอง จึงย่อมไม่มีประเด็นที่จะพิพากษาให้จำเลยทั้งสองได้เงินจำนวนใด ๆ เมื่อพินัยกรรม ข้อ 5 ระบุไว้ว่าให้ผู้จัดการมรดกขายที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินมาชำระหนี้จำนองแก่ธนาคารสหธนาคาร จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ผู้เป็นเจ้าหนี้ แต่ ณ วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย อันเป็นวันที่พินัยกรรมมีผลใช้บังคับ ไม่มีหนี้จำนองดังกล่าวให้ต้องมีการขายที่ดินพิพาทมาชำระหนี้อีก จึงเป็นกรณีที่ข้อกำหนดในพินัยกรรมเรื่องการชำระหนี้เกี่ยวกับทรัพย์สินรายนี้เป็นอันไร้ผล ทำให้พินัยกรรม จำหน่ายแต่เพียงบางส่วนแห่งทรัพย์มรดก ที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกส่วนที่ยังมิได้จำหน่ายโดยพินัยกรรมย่อมตกทอดและต้องแบ่งปันกันแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1699 และมาตรา 1620 วรรคสอง ขณะถึงแก่ความตายนางฟาติมะเจ้ามรดกมีบุตร 8 คน โดยโจทก์เป็นหนึ่งในจำนวนดังกล่าว ย่อมมีสิทธิได้รับหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทตามมาตรา 1629 วรรคหนึ่ง ( 1) ประกอบมาตรา 1633 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแบ่งที่ดินพิพาทเพราะจำเลยที่ 2 ได้เป็นผู้ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทก่อนเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่ที่โจทก์มีคำขอให้ศาลกำหนดวิธีการแบ่งที่ดินพิพาทและกำหนดให้โจทก์ได้ปริมาณที่ดินขั้นต่ำหรือเงินขั้นต่ำในกรณีต้องมีการขายทอดตลาดนั้น กรณีนี้เป็นเรื่องทายาททั้งแปดคนมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท สิทธิหน้าที่ของเจ้าของรวมแต่ละคนย่อมต้องเป็นไปตามกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาของศาลจึงต้องกำหนดให้โจทก์ได้ตามเท่าที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้เท่านั้น ไม่อาจกำหนดจำนวนที่ดินหรือเงินส่วนแบ่งขั้นต่ำให้แก่โจทก์ได้ตามที่ขอ พิพากษากลับเป็นว่า ให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งหนึ่งในแปดส่วนของที่ดินพิพาทคือที่ดินโฉนดเลขที่ 28553 ถึง 28556 ตำบลสวนหลวง (บางจาก)อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร โดยให้จำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก ดำเนินการแบ่งที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ หากตกลงกันไม่ได้ ให้นำที่ดินพิพาทออกขายทอดตลาด นำเงินที่ขายได้แบ่งให้โจทก์ 1 ใน 8 ส่วน หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง โดยให้โจทก์ดำเนินการแทน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 30,000 บาท
|




