ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ข้อตกลงแบ่งมรดกเป็นหนังสือผูกพันทายาทหรือไม่ เมื่อผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ทายาทบางคนเพียงผู้เดียว

ข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นหนังสือ, ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ทายาทบางคน, ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดก, สิทธิของทายาทตามบันทึกแบ่งมรดก, การแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย, การโอนที่ดินโดยขัดต่อข้อตกลงแบ่งมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินมรดก, สิทธิฟ้องของทายาทผู้เสียหาย, การแบ่งทรัพย์มรดกระหว่างพี่น้อง, หนังสือแบ่งมรดกมีผลผูกพันหรือไม่, การจดทะเบียนโอนที่ดินมรดก, ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจเกินขอบเขต, การฟ้องแบ่งแยกทรัพย์มรดก, เพิกถอนทะเบียน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ทายาททุกฝ่ายได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อไว้ร่วมกัน โดยเฉพาะปัญหาว่า เมื่อที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และทายาทได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันไว้เป็นหนังสือแล้ว ผู้จัดการมรดกยังมีอำนาจจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่ทายาทบางรายแต่เพียงผู้เดียวแตกต่างจากบันทึกข้อตกลงดังกล่าวได้หรือไม่

คดีนี้มีประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่ การรับฟังว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ การนำสืบถึงบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกซึ่งมิได้กล่าวไว้โดยละเอียดในคำฟ้องถือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 สิทธิของทายาทในการขอเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง และผลทางกฎหมายเมื่อผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตายก่อนมีการบังคับแบ่งปันที่ดินบางแปลง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งโจทก์ทั้งสาม จำเลยทั้งสอง และผู้ใหญ่บ้านได้ลงลายมือชื่อไว้ มีผลเป็นหลักฐานแห่งการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินบางแปลงให้จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่ตามบันทึกข้อตกลงโจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งด้วย การโอนดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายเฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิของโจทก์ทั้งสาม และโจทก์ทั้งสามมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนเฉพาะส่วนของตนได้

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาแยกวินิจฉัยที่ดินแต่ละแปลงตามสาระของบันทึกข้อตกลง โดยที่ดินบางแปลงตามบันทึกระบุให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเท่านั้น โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิขอเพิกถอนการโอนหรือบังคับให้ไถ่ถอนจำนอง ส่วนที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งตกลงให้โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ได้รับคนละครึ่ง เมื่อผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตายแล้ว ศาลไม่อาจบังคับให้ทายาทผู้เข้าเป็นคู่ความแทนปฏิบัติหน้าที่แบ่งปันแทนผู้จัดการมรดกได้ แต่พิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 ในที่ดินดังกล่าวได้

ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทระหว่างทายาทเกี่ยวกับที่ดินพิพาทสามแปลงซึ่งโจทก์ทั้งสามอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของนางสว่างผู้ตาย โจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน และเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 กับนางสว่าง ผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นสามีของผู้ตายและต่อมาได้รับแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย

ขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีชื่อเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทสามแปลง ได้แก่ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 ที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 และที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 ต่อมาวันที่ 29 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยคำสั่งศาล หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินบางแปลงเกี่ยวกับมรดกไปยังตนเองและจำเลยที่ 2

วันที่ 6 สิงหาคม 2560 โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองไปพบนายเลิศศักดิ์ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน และได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายตามเอกสารหมาย จ.17 โดยทุกฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ในบันทึกดังกล่าว จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อในฐานะผู้จัดการมรดกด้วย บันทึกมีสาระสำคัญว่า ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 แบ่งออกเป็น 5 ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 แบ่งออกเป็น 2 ส่วนให้แก่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 พร้อมบ้านเลขที่ 37 แบ่งให้จำเลยทั้งสอง

ภายหลังมีบันทึกข้อตกลงดังกล่าว จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว นอกจากนี้ในส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 จำเลยที่ 1 ได้โอนให้ตนเอง แล้วจดทะเบียนโอนให้จำเลยที่ 2 ต่อมา จำเลยที่ 2 นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้แก่สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด

โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องขอให้กำจัดจำเลยที่ 2 มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 และที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ขอให้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 กลับสู่กองมรดก ขอให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนอง และขอให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิของทายาท

คำขอของโจทก์และข้อต่อสู้ของจำเลย

โจทก์ทั้งสามมีคำขอสำคัญหลายประการ ประการแรก ขอให้ศาลกำจัดจำเลยที่ 2 มิให้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย โดยอ้างพฤติการณ์เกี่ยวกับการโอนทรัพย์มรดกไปยังจำเลยที่ 2 ประการที่สอง ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทบางแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 ประการที่สาม ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งแยกที่ดินมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิที่พึงได้รับ และหากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง โดยในชั้นคดีมีข้อโต้แย้งสำคัญว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ บันทึกเอกสารหมาย จ.17 มีผลเป็นข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือไม่ และการที่โจทก์ทั้งสามนำสืบถึงบันทึกดังกล่าวถือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นนี้โดยพิจารณาจากคำฟ้องและสภาพแห่งข้อหา แม้โจทก์ทั้งสามมิได้กล่าวอ้างเอกสารหมาย จ.17 อย่างแจ้งชัดในคำฟ้อง แต่โจทก์ทั้งสามได้กล่าวอ้างแล้วว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และโจทก์ทั้งสามมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม การนำสืบถึงข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงเกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้อง และมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้บังคับแบ่งปันทรัพย์มรดก ไม่ใช่การนำสืบแตกต่างจากฟ้องหรือเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกที่ดินทั้งสามแปลงของผู้ตาย ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 และที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยทั้งสองกลับสู่กองมรดกของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นยังพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 4 ส่วน จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 4 ส่วนโดยปลอดภาระจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้โจทก์ทั้งสามไถ่ถอนเองได้โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และให้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 ให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 4 ส่วน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงเป็นคำพิพากษาที่ให้โจทก์ทั้งสามได้รับสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตามฐานะทายาท และเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 มีผลถึงขั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดก

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้ โดยยังให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 และที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยทั้งสองกลับสู่กองมรดกของผู้ตาย แต่แก้เรื่องสัดส่วนการแบ่งปัน โดยให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามในที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 คนละ 1 ใน 5 ส่วนของทรัพย์มรดก ในที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 คนละ 1 ใน 5 ส่วนของทรัพย์มรดกโดยปลอดภาระจำนอง และในที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 คนละ 1 ใน 5 ส่วนของทรัพย์มรดก

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 เห็นว่าที่ดินบางแปลงเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 จึงต้องแบ่งส่วนของจำเลยที่ 1 ก่อน แล้วจึงนำส่วนของผู้ตายมาแบ่งเป็นมรดกระหว่างทายาทต่อไป อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาภายหลังไม่เห็นพ้องกับแนววินิจฉัยดังกล่าวในบางส่วน เพราะศาลฎีกาให้ความสำคัญแก่บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งกำหนดสิทธิของทายาทในที่ดินแต่ละแปลงไว้แล้ว

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นที่ดินเป็นทรัพย์มรดก

ศาลฎีกาวินิจฉัยก่อนว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ โดยพิจารณาพยานหลักฐานหลายประการประกอบกัน ได้แก่ คำเบิกความของผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นผู้จัดทำบันทึกข้อตกลง คำเบิกความรับของจำเลยที่ 1 ว่าได้ทำข้อตกลงเจรจาแบ่งปันที่ดินพิพาทด้วยความสมัครใจ และคำเบิกความรับของจำเลยที่ 2 ว่าได้เดินทางไปที่ทำการผู้ใหญ่บ้านและลงลายมือชื่อในบันทึกตามเอกสารหมาย จ.17

ศาลฎีกาเห็นว่า หากจำเลยทั้งสองเชื่อจริงว่าผู้ตายยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองย่อมไม่มีเหตุที่จะไปทำความตกลงแบ่งปันที่ดินพิพาทกับโจทก์ทั้งสาม การที่จำเลยทั้งสองไปร่วมทำบันทึกข้อตกลงกับโจทก์ทั้งสามจึงเป็นพฤติการณ์สำคัญที่บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

นอกจากนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ก็ระบุว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพิพาททั้งสามแปลง และจำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบคำถามค้านว่า หลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ยังไม่ได้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสาม พยานหลักฐานดังกล่าวสอดคล้องกันและมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

คำวินิจฉัยเรื่องเอกสารหมาย จ.17 ไม่ใช่การนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำฟ้องของโจทก์ทั้งสามจะมิได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามเอกสารหมาย จ.17 อย่างแจ้งชัดเป็นสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ แต่คำฟ้องได้กล่าวอ้างสาระสำคัญแล้วว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และโจทก์ทั้งสามเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิได้รับมรดก

ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสามนำสืบถึงบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามเอกสารหมาย จ.17 จึงเป็นการนำสืบเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์โดยตรงกับประเด็นแห่งคดี คือ การขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิ การนำสืบดังกล่าวจึงไม่ใช่การนำสืบแตกต่างจากฟ้อง และไม่ใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น

หลักในส่วนนี้มีความสำคัญต่อคดีมรดก เพราะในคดีที่ทายาทฟ้องเรียกสิทธิตามทรัพย์มรดก หากข้อเท็จจริงที่นำสืบมีความเกี่ยวเนื่องกับสภาพแห่งข้อหาเดิมและคำขอบังคับเดิม ศาลสามารถรับฟังพยานหลักฐานนั้นได้ แม้รายละเอียดของเอกสารจะมิได้ถูกบรรยายไว้โดยละเอียดในคำฟ้องก็ตาม ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการเปลี่ยนฐานแห่งคำฟ้องหรือสร้างประเด็นใหม่ที่จำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้

คำวินิจฉัยเรื่องผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บันทึกตามเอกสารหมาย จ.17 มีสาระสำคัญเป็นการตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยกำหนดสิทธิในที่ดินแต่ละแปลงไว้อย่างชัดเจน ที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 แบ่งเป็น 5 ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง ที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 แบ่งเป็น 2 ส่วนให้แก่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 พร้อมบ้านเลขที่ 37 แบ่งให้จำเลยทั้งสอง

บันทึกดังกล่าวมีลายมือชื่อของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง รวมทั้งมีลายมือชื่อของผู้ใหญ่บ้านผู้จัดทำบันทึก โดยในช่องลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 ยังระบุฐานะว่าเป็นผู้จัดการมรดกด้วย ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงชื่อในฐานะทายาทโดยธรรมเท่านั้น แต่ยังมีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพย์มรดกแทนทายาทด้วย

กรณีจึงอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งรับรองการแบ่งปันทรัพย์มรดก และกำหนดว่าหากการแบ่งปันทำโดยสัญญา จะฟ้องร้องบังคับคดีได้เมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ เมื่อบันทึกเอกสารหมาย จ.17 มีลักษณะครบตามเงื่อนไขดังกล่าว โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองจึงต้องผูกพันตามบันทึกนั้น และได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37

สำหรับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระบุให้แบ่งออกเป็น 5 ส่วนแก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกกลับจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว การกระทำดังกล่าวจึงขัดต่อบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกและกระทบสิทธิของโจทก์ทั้งสาม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโอนดังกล่าวเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิอันพึงมีตามบันทึกข้อตกลง โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิฟ้องร้องให้บังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลง และมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อจำเลยทั้งสองก็เป็นทายาทและมีสิทธิในที่ดินดังกล่าวคนละ 1 ใน 5 ส่วนเช่นกัน โจทก์ทั้งสามจึงมีสิทธิขอเพิกถอนการโอนเฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสามเท่านั้น ไม่ใช่เพิกถอนทั้งหมดให้กลับสู่กองมรดกเพื่อแบ่งใหม่ทั้งหมด ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนเฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสาม และให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวคนละ 1 ใน 5 ส่วน

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 62649

สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระบุให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินดังกล่าวเท่านั้น มิได้ระบุให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินแปลงนี้

เมื่อจำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ให้แก่ตนเองแล้วโอนให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 นำไปจำนองไว้แก่สหกรณ์การเกษตรในภายหลัง ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก และเป็นการกระทำเกี่ยวกับที่ดินที่ตามบันทึกตกลงให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง ดังนั้น จำเลยทั้งสองย่อมสามารถกระทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินแปลงนี้ได้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามสิทธิของตน

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 และไม่ใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 ยักย้ายทรัพย์มรดกส่วนที่ตนจะได้โดยรู้อยู่ว่าทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทอื่น อันจะเป็นเหตุให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1605 โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 กลับสู่กองมรดก และไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนอง

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 49023

สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระบุให้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ให้แก่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงปรากฏว่ายังไม่มีการแบ่งปันที่ดินดังกล่าวให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลง ต่อมาจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย สิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลง แม้จำเลยที่ 2 จะเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 1 ได้ แต่ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนปฏิบัติหน้าที่แบ่งปันที่ดินแทนจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้

อย่างไรก็ดี เมื่อบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระบุให้โจทก์ที่ 3 มีสิทธิในที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน ศาลจึงพิพากษาแสดงกรรมสิทธิ์ว่าโจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าว 1 ใน 2 ส่วนได้ ส่วนโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ไม่มีสิทธิแบ่งส่วนในที่ดินแปลงนี้ เพราะบันทึกข้อตกลงไม่ได้กำหนดให้โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 ได้รับส่วนแบ่งในที่ดินดังกล่าว

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

โจทก์ทั้งสามมีคำขอให้หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการจดทะเบียนหรือแบ่งแยกที่ดิน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกให้เห็นว่า การเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ไม่ใช่หนี้ที่เป็นการทำนิติกรรมซึ่งศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง

กรณีการเพิกถอนทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน ต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด กล่าวคือ เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินต้องดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด

ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย ก็ไม่กระทบสิทธิของโจทก์ทั้งสามที่จะนำคำพิพากษาไปให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการเพิกถอนหรือแก้ไขทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายที่ดินได้

ผลคำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายกับจำเลยที่ 2 เฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โดยให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวคนละ 1 ใน 5 ส่วน

ศาลฎีกายังพิพากษาให้โจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน ส่วนคำขอเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 และคำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกที่ดินทั้งสามแปลงของนางสว่างผู้ตาย ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 และที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยทั้งสองกลับสู่กองมรดกของผู้ตาย พร้อมให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 4 ส่วน และให้ไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4

   พิพากษาแก้ โดยยังให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 และที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยทั้งสองกลับสู่กองมรดก แต่แก้สัดส่วนสิทธิของโจทก์ทั้งสามให้มีสิทธิคนละ 1 ใน 5 ส่วนของทรัพย์มรดกในที่ดินทั้งสามแปลง เนื่องจากเห็นว่าที่ดินบางแปลงเป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 จึงต้องแบ่งส่วนของจำเลยที่ 1 ออกก่อนแล้วจึงแบ่งส่วนที่เป็นมรดกของผู้ตายต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

   พิพากษาแก้ว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 เฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โดยให้โจทก์ทั้งสามมีสิทธิคนละ 1 ใน 5 ส่วน และให้โจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน ส่วนคำขอเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ให้ยก เพราะตามบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดก ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งสองเท่านั้น จึงสามารถทำนิติกรรมและจำนองได้โดยชอบ อีกทั้งไม่เป็นกรณีต้องห้ามตามกฎหมายเรื่องผู้จัดการมรดกหรือการกำจัดทายาทมิให้รับมรดก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับผลผูกพันของข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาทว่า แม้การแบ่งปันทรัพย์มรดกจะยังมิได้ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกโดยสมบูรณ์ แต่หากทายาททุกฝ่ายได้ทำข้อตกลงเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อไว้โดยชัดแจ้ง ย่อมก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ผูกพันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง ทายาทแต่ละฝ่ายจึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าวได้

หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ผู้จัดการมรดกแม้จะมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกแทนทายาท แต่ต้องใช้อำนาจภายในกรอบแห่งสิทธิของทายาทและข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่เกิดขึ้นแล้ว หากผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทบางคนโดยขัดต่อข้อตกลงแบ่งมรดก การกระทำนั้นย่อมเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจในส่วนที่กระทบสิทธิของทายาทรายอื่น และทายาทผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมได้

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังวางหลักว่า การเพิกถอนนิติกรรมหรือการอ้างว่าผู้จัดการมรดกกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ต้องพิจารณาตามสิทธิในทรัพย์แต่ละรายการโดยเคร่งครัด หากตามข้อตกลงแบ่งมรดกทรัพย์ใดตกแก่ทายาทบางรายโดยเฉพาะ ทายาทที่ไม่มีสิทธิในทรัพย์นั้นย่อมไม่อาจอ้างความเสียหายเพื่อขอเพิกถอนนิติกรรมหรือบังคับไถ่ถอนจำนองได้ เพราะไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว

คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญเรื่องการตีความคำฟ้องและการนำสืบพยานหลักฐานว่า แม้โจทก์จะมิได้กล่าวอ้างเอกสารหรือรายละเอียดบางประการไว้โดยตรงในคำฟ้อง แต่หากข้อเท็จจริงที่นำสืบมีความเกี่ยวเนื่องกับสภาพแห่งข้อหาเดิมและคำขอบังคับเดิม ย่อมไม่ถือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น ศาลจึงสามารถรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้เพื่อให้การวินิจฉัยคดีเป็นไปตามข้อเท็จจริงแท้จริงแห่งคดี

อีกประเด็นสำคัญคือ สิทธิและหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัว เมื่อผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย หน้าที่ในการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกย่อมสิ้นสุดลง ทายาทที่เข้าเป็นคู่ความแทนมิได้สืบทอดฐานะผู้จัดการมรดกโดยอัตโนมัติ ศาลจึงไม่อาจบังคับให้ทายาทผู้เข้าแทนปฏิบัติหน้าที่แบ่งปันทรัพย์แทนผู้จัดการมรดกเดิมได้ เว้นแต่จะมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกใหม่ตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังอธิบายความแตกต่างระหว่างการใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง กับการเพิกถอนทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด โดยกรณีการเพิกถอนหรือแก้ไขทะเบียนสิทธิในที่ดินนั้น เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินสามารถดำเนินการตามคำพิพากษาได้โดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเหมือนกรณีหนี้ที่ต้องอาศัยการทำนิติกรรมของลูกหนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ทายาททุกฝ่ายได้ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อไว้ร่วมกัน ว่าผู้จัดการมรดกจะยังสามารถโอนที่ดินมรดกให้แก่ทายาทบางรายแตกต่างจากข้อตกลงดังกล่าวได้หรือไม่ รวมถึงสิทธิของทายาทในการขอเพิกถอนนิติกรรมที่กระทบสิทธิของตน

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทายาททุกฝ่ายได้ทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อไว้ครบถ้วน ย่อมก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ผูกพันตามกฎหมาย ทายาทแต่ละฝ่ายสามารถฟ้องบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงดังกล่าวได้ แม้การแบ่งแยกทรัพย์หรือการจดทะเบียนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ตาม

2. การเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินมรดกที่กระทบสิทธิทายาท

ศาลฎีกาวางหลักว่า หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกโดยขัดต่อข้อตกลงแบ่งมรดกและกระทบสิทธิของทายาทรายอื่น ทายาทผู้เสียหายย่อมมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิของตนได้ แต่ไม่อาจขอเพิกถอนเกินกว่าส่วนที่ตนมีสิทธิในทรัพย์มรดกนั้นตามข้อตกลงแบ่งมรดกได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ข้อตกลงแบ่งมรดกที่ทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อไว้มีผลผูกพันทายาทหรือไม่

คำตอบ

ข้อตกลงแบ่งมรดกที่ทำเป็นหนังสือและมีลายมือชื่อของทายาทฝ่ายที่เกี่ยวข้องย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย หากข้อเท็จจริงแสดงได้ว่าทายาทตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันโดยสมัครใจและกำหนดส่วนแบ่งของทรัพย์แต่ละรายการไว้อย่างชัดเจน แม้การจดทะเบียนแบ่งแยกหรือการโอนชื่อในทะเบียนที่ดินยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ทายาทย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลงนั้นได้ หลักสำคัญอยู่ที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 ซึ่งรับรองการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยสัญญา หากมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด ในคดีนี้บันทึกเอกสารหมาย จ.17 จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้โจทก์และจำเลยต้องผูกพันตามส่วนแบ่งที่ตกลงไว้ เพราะศาลให้ความสำคัญกับข้อความในบันทึก ลายมือชื่อของคู่กรณี และพฤติการณ์ที่ทุกฝ่ายไปร่วมทำข้อตกลงต่อหน้าผู้ใหญ่บ้าน สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่าเป็นการตกลงกำหนดสิทธิในมรดกอย่างมีผลทางกฎหมาย

2 คำถาม ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ทายาทคนเดียวทั้งที่มีข้อตกลงแบ่งมรดกแล้วได้หรือไม่

คำตอบ

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาทผู้มีสิทธิ มิใช่มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกตามอำเภอใจ หากมีบันทึกข้อตกลงแบ่งมรดกที่ทายาททุกฝ่ายลงลายมือชื่อไว้แล้ว ผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับข้อตกลงนั้น การโอนที่ดินมรดกให้ทายาทคนใดคนหนึ่งแต่เพียงผู้เดียวโดยขัดต่อส่วนแบ่งที่ตกลงไว้ ย่อมเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจในส่วนที่กระทบสิทธิของทายาทรายอื่น ทายาทผู้เสียหายจึงมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่ตนมีสิทธิได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาเพิกถอนการโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 เฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสาม เพราะตามบันทึกแบ่งมรดกโจทก์มีสิทธิคนละ 1 ใน 5 ส่วน หลักนี้คุ้มครองทายาททุกฝ่ายไม่ให้ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจทำให้สิทธิที่ตกลงกันไว้เสียไป และทำให้การจัดการมรดกต้องยึดตามเจตนาที่ปรากฏในบันทึก ไม่ใช่การโอนภายหลังที่ขัดต่อกัน

3 คำถาม การนำสืบถึงบันทึกแบ่งมรดกที่ไม่ได้บรรยายไว้ละเอียดในฟ้องถือว่านอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่

คำตอบ

การนำสืบถึงบันทึกแบ่งมรดกจะไม่ถือว่านอกฟ้องนอกประเด็น หากข้อเท็จจริงดังกล่าวเกี่ยวเนื่องกับสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับที่โจทก์ได้กล่าวไว้ในฟ้องแล้ว ในคดีนี้แม้โจทก์ทั้งสามไม่ได้บรรยายรายละเอียดของเอกสารหมาย จ.17 ไว้อย่างแจ้งชัด แต่โจทก์ได้ฟ้องโดยอ้างว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายและโจทก์มีสิทธิได้รับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม การนำสืบถึงบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกจึงเป็นพยานหลักฐานที่เกี่ยวกับประเด็นเดิม คือการขอให้แบ่งที่ดินมรดก ไม่ได้เปลี่ยนฐานแห่งคดีหรือเพิ่มข้อหาใหม่ ศาลจึงรับฟังบันทึกดังกล่าวได้เพื่อวินิจฉัยสิทธิของทายาทตามความเป็นจริง หลักนี้มีความสำคัญเพราะคดีมรดกมักมีเอกสารหรือบันทึกหลายฉบับ ศาลจึงพิจารณาว่าเอกสารนั้นเกี่ยวกับประเด็นที่ฟ้องไว้หรือไม่ ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าได้ระบุชื่อเอกสารไว้ในฟ้องโดยละเอียดหรือไม่

4 คำถาม ทายาทจะขอเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกได้ทั้งหมดหรือเฉพาะส่วนที่ตนมีสิทธิ

คำตอบ

ทายาทผู้เสียหายมีสิทธิขอเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกได้เฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิของตน ไม่ใช่ขอเพิกถอนทั้งหมดเสมอไป ศาลต้องพิจารณาก่อนว่าตามข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือหลักฐานแห่งสิทธิ ทายาทแต่ละฝ่ายมีสิทธิในทรัพย์รายการนั้นเพียงใด หากทรัพย์แปลงใดกำหนดให้ทายาทหลายคนมีสิทธิร่วมกัน การโอนให้ทายาทคนเดียวโดยตัดสิทธิคนอื่นย่อมเพิกถอนได้เฉพาะส่วนของผู้ถูกกระทบสิทธิ แต่หากทรัพย์แปลงใดตามข้อตกลงกำหนดให้เป็นสิทธิของทายาทบางรายเท่านั้น ทายาทที่ไม่มีสิทธิในทรัพย์แปลงนั้นย่อมไม่มีอำนาจขอเพิกถอน ในคดีนี้ศาลฎีกาให้เพิกถอนการโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เฉพาะส่วนโจทก์ แต่ยกคำขอเกี่ยวกับโฉนดเลขที่ 62649 หลักนี้ทำให้การเยียวยาต้องสัมพันธ์กับสิทธิที่แท้จริงของผู้ฟ้อง มิใช่ใช้การเพิกถอนเป็นเครื่องมือดึงทรัพย์ทุกแปลงกลับสู่กองมรดก ทั้งที่บางแปลงตามบันทึกแบ่งมรดกไม่ได้เป็นส่วนของโจทก์เลย

5 คำถาม ผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตายแล้ว ทายาทที่เข้าเป็นคู่ความแทนต้องทำหน้าที่แบ่งมรดกแทนหรือไม่

คำตอบ

หน้าที่ของผู้จัดการมรดกเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่เกิดจากคำสั่งศาลแต่งตั้ง มิใช่สิทธิที่ตกทอดโดยอัตโนมัติไปยังทายาทของผู้จัดการมรดก ดังนั้น เมื่อผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย อำนาจและหน้าที่ในการจัดการทรัพย์มรดกย่อมสิ้นสุดลง แม้ทายาทของผู้จัดการมรดกจะเข้าเป็นคู่ความแทนในคดีได้ในฐานะผู้สืบสิทธิ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกแทนทันที ในคดีนี้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 หลังจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแบ่งปันที่ดินแทนผู้จัดการมรดกเดิมได้ เพราะการจัดการมรดกเป็นหน้าที่เฉพาะตัวของผู้ที่ศาลแต่งตั้ง ศาลจึงพิพากษาได้เพียงรับรองกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 ในที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 จำนวน 1 ใน 2 ส่วนตามบันทึกแบ่งมรดก หลักนี้มีความสำคัญเพราะแสดงให้เห็นว่าการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเป็นกลไกเฉพาะทางกฎหมาย ไม่ใช่สิทธิที่สืบทอดกันโดยอัตโนมัติเมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย

6 คำถาม การจดทะเบียนจำนองที่ดินมรดกภายหลังข้อตกลงแบ่งมรดกมีผลอย่างไร

คำตอบ

การจดทะเบียนจำนองที่ดินมรดกภายหลังมีข้อตกลงแบ่งมรดก ต้องพิจารณาก่อนว่าผู้จำนองมีสิทธิในที่ดินแปลงนั้นตามข้อตกลงหรือไม่ หากตามบันทึกแบ่งมรดกที่ดินแปลงนั้นตกเป็นของบุคคลที่นำไปจำนอง บุคคลดังกล่าวย่อมมีสิทธิทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินได้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่หากมีการจำนองทรัพย์ที่กระทบสิทธิของทายาทคนอื่น ทายาทผู้เสียหายอาจมีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมหรือดำเนินการตามกฎหมายได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ตามบันทึกแบ่งมรดกเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองเท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงสามารถจำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่สหกรณ์การเกษตรได้โดยชอบ โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนหรือบังคับให้ไถ่ถอนจำนอง เพราะไม่ได้มีสิทธิในที่ดินแปลงนี้ตามข้อตกลงแบ่งมรดก หลักนี้สะท้อนว่า การพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการจำนองต้องอาศัยสิทธิในทรัพย์ตามข้อตกลงหรือฐานสิทธิของคู่กรณีเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงว่าเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

7 คำถาม การเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหรือไม่

คำตอบ

การเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไม่จำเป็นต้องใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง เสมอไป เพราะกฎหมายที่ดินได้กำหนดวิธีดำเนินการไว้โดยเฉพาะแล้ว ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขทะเบียนสิทธิ เจ้าพนักงานที่ดินย่อมมีหน้าที่ดำเนินการตามคำพิพากษานั้นได้โดยตรง ในคดีนี้แม้จำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาก็วินิจฉัยว่าสิทธิของโจทก์ทั้งสามในการขอเพิกถอนการโอนที่ดินยังคงอยู่ เพราะสามารถนำคำพิพากษาไปดำเนินการต่อหน้าเจ้าพนักงานที่ดินได้ หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การเพิกถอนทะเบียนสิทธิในที่ดินเป็นระบบเฉพาะที่กฎหมายที่ดินบัญญัติรองรับไว้ต่างหาก จึงไม่จำเป็นต้องใช้กลไกคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเหมือนกรณีหนี้ทั่วไปที่ต้องอาศัยการกระทำของลูกหนี้ในการทำนิติกรรมหรือโอนสิทธิ

8 คำถาม ทายาทจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกเพราะการจัดการทรัพย์มรดกหรือการโอนทรัพย์หรือไม่

คำตอบ

การกำจัดมิให้รับมรดกต้องเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน และต้องปรากฏพฤติการณ์ที่เข้าองค์ประกอบตามบทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ศาลจะไม่ตีความขยายเหตุแห่งการกำจัดทายาทมิให้รับมรดกเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ ในคดีนี้โจทก์ทั้งสามอ้างว่าจำเลยที่ 2 ควรถูกกำจัดมิให้รับมรดก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการโอนและจำนองที่ดินมรดก แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ตามบันทึกแบ่งมรดกตกเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองโดยเฉพาะ จำเลยทั้งสองจึงสามารถจัดการทรัพย์ดังกล่าวได้ และไม่ถือว่าเป็นการยักย้ายทรัพย์มรดกโดยรู้อยู่ว่าทำให้ทายาทอื่นเสียประโยชน์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 อีกทั้งไม่เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตามมาตรา 1722 ด้วย หลักนี้แสดงให้เห็นว่า การจะตัดสิทธิทายาทมิให้รับมรดกต้องพิสูจน์องค์ประกอบทางกฎหมายอย่างชัดเจน ไม่ใช่อาศัยเพียงความขัดแย้งระหว่างทายาทหรือการจัดการทรัพย์ที่อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาเกี่ยวกับข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก

แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีนี้ให้ความสำคัญกับเจตนาของทายาทและหลักฐานแห่งการแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นสำคัญ โดยศาลถือว่าเมื่อทายาททุกฝ่ายตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อไว้แล้ว ย่อมก่อให้เกิดสิทธิผูกพันระหว่างกัน แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียนแบ่งแยกหรือส่งมอบทรัพย์อย่างสมบูรณ์ก็ตาม

หลักดังกล่าวสอดคล้องกับแนววินิจฉัยของศาลฎีกาที่ถือว่า การแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นนิติสัมพันธ์ระหว่างทายาท ซึ่งเมื่อมีหลักฐานเป็นหนังสือครบถ้วนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคสอง ย่อมสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ ศาลจึงให้ความคุ้มครองแก่สิทธิของทายาทตามข้อตกลง ไม่ปล่อยให้ผู้จัดการมรดกหรือทายาทบางคนใช้อำนาจจัดการทรัพย์ขัดต่อข้อตกลงดังกล่าว

แนวคำพิพากษาเกี่ยวกับอำนาจของผู้จัดการมรดก

ศาลฎีกาในคดีนี้วางหลักสำคัญว่า ผู้จัดการมรดกแม้มีอำนาจจัดการทรัพย์มรดก แต่ต้องใช้อำนาจภายใต้กรอบแห่งสิทธิของทายาทและต้องไม่กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อสิทธิของทายาทรายอื่น หากมีข้อตกลงแบ่งมรดกเกิดขึ้นแล้ว ผู้จัดการมรดกย่อมไม่มีอำนาจโอนทรัพย์ขัดต่อข้อตกลงนั้นในส่วนที่กระทบสิทธิของทายาทคนอื่น

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกายังวินิจฉัยอย่างเคร่งครัดตามสิทธิของแต่ละฝ่าย กล่าวคือ หากทรัพย์ใดตามข้อตกลงแบ่งมรดกตกเป็นของทายาทบางคนโดยเฉพาะ ผู้จัดการมรดกและทายาทผู้มีสิทธิก็ยังสามารถจัดการทรัพย์นั้นได้โดยชอบ จึงไม่ใช่ทุกกรณีที่การโอนทรัพย์มรดกจะถือเป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก

แนวคำพิพากษาเกี่ยวกับการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็น

คดีนี้สะท้อนแนววินิจฉัยของศาลฎีกาว่า การพิจารณาว่าพยานหลักฐานเป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่ ต้องพิจารณาจากสาระของข้อพิพาทและสภาพแห่งข้อหาเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงว่ามีการระบุรายละเอียดของเอกสารไว้ในคำฟ้องครบถ้วนหรือไม่

เมื่อข้อเท็จจริงที่นำสืบยังเกี่ยวข้องกับประเด็นเดิมที่ฟ้องร้องกันอยู่ และเป็นเพียงรายละเอียดเพื่อสนับสนุนสิทธิที่อ้างไว้ ศาลย่อมรับฟังได้ หลักนี้มีความสำคัญในคดีแพ่งและคดีมรดก เพราะข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกมักมีเอกสารหรือข้อตกลงหลายฉบับเกิดขึ้นระหว่างคู่กรณีภายหลังการตายของเจ้ามรดก

แนวคำพิพากษาเกี่ยวกับการเพิกถอนทะเบียนสิทธิในที่ดิน

ศาลฎีกาในคดีนี้ยังวางหลักเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนากับการเพิกถอนทะเบียนสิทธิในที่ดิน โดยเห็นว่า การเพิกถอนหรือแก้ไขทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์เป็นกรณีที่กฎหมายที่ดินกำหนดกลไกเฉพาะไว้แล้ว เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด เจ้าพนักงานที่ดินสามารถดำเนินการแก้ไขหรือเพิกถอนทะเบียนได้โดยตรง

แนววินิจฉัยดังกล่าวทำให้เห็นว่า แม้ผู้จัดการมรดกหรือคู่กรณีที่เกี่ยวข้องจะถึงแก่ความตายภายหลัง ก็ไม่ทำให้สิทธิในการขอเพิกถอนทะเบียนสิทธิสิ้นสุดลง เพราะคำพิพากษาสามารถใช้เป็นฐานให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที

อธิบายหลักกฎหมายแยกเป็นข้อ ๆ

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง มาตรา 1605 มาตรา 1722 และมาตรา 1750

มาตรา 213 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลกำหนดให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของคู่กรณีได้ในกรณีที่หนี้มีลักษณะเป็นการทำนิติกรรม เช่น การโอนกรรมสิทธิ์หรือการจดทะเบียนสิทธิ แต่ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเพิกถอนทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่กรณีที่ต้องใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เพราะกฎหมายที่ดินมีวิธีดำเนินการเฉพาะอยู่แล้ว เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุด เจ้าพนักงานที่ดินสามารถดำเนินการตามคำพิพากษาได้โดยตรง

มาตรา 1605 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการกำจัดทายาทมิให้รับมรดกในกรณีที่ทายาทยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยรู้อยู่ว่าการกระทำนั้นทำให้ทายาทอื่นเสียประโยชน์ ในคดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 ควรถูกกำจัดมิให้รับมรดก แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ตามข้อตกลงแบ่งมรดกเป็นของจำเลยทั้งสองอยู่แล้ว การโอนและจำนองที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่การยักย้ายทรัพย์มรดกของผู้อื่น และไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1605

มาตรา 1722 เป็นบทบัญญัติที่ห้ามผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากศาลหรือเป็นกรณีที่กฎหมายอนุญาต ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโอนที่ดิน น.ส. 3 ก. เลขที่ 37 ให้จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ขัดต่อข้อตกลงแบ่งมรดกและกระทบสิทธิของโจทก์ จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจในส่วนดังกล่าว แต่สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ซึ่งเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสองตามข้อตกลงอยู่แล้ว ศาลเห็นว่าไม่เป็นการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก

มาตรา 1750 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยกำหนดว่าทายาทสามารถแบ่งทรัพย์มรดกกันได้ และหากการแบ่งปันทำโดยสัญญา ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ ในคดีนี้เอกสารหมาย จ.17 จึงมีผลผูกพันตามกฎหมาย เพราะเป็นบันทึกแบ่งมรดกที่ทายาททุกฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ครบถ้วน

ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

มาตรา 142 วางหลักว่า ศาลต้องพิพากษาตามคำฟ้องและประเด็นแห่งคดี และห้ามพิพากษาเกินคำขอหรือวินิจฉัยในเรื่องที่มิได้เป็นประเด็นแห่งคดี หลักนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาว่า การที่โจทก์นำสืบถึงเอกสารหมาย จ.17 ถือเป็นการนำสืบนอกฟ้องนอกประเด็นหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะมิได้กล่าวถึงเอกสารหมาย จ.17 ไว้อย่างละเอียดในคำฟ้อง แต่คำฟ้องได้กล่าวอ้างแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกและโจทก์มีสิทธิได้รับมรดก การนำสืบถึงบันทึกแบ่งมรดกจึงเป็นเพียงรายละเอียดเพื่อสนับสนุนสิทธิที่ฟ้องไว้ ไม่ใช่การเปลี่ยนประเด็นแห่งคดีหรือเพิ่มฐานฟ้องใหม่ ศาลจึงสามารถรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้โดยไม่ขัดต่อมาตรา 142

ข้อ 3 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด

มาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน เจ้าพนักงานที่ดินต้องดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด

หลักดังกล่าวมีความสำคัญในคดีนี้ เพราะแม้จำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกจะถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดี สิทธิของโจทก์ในการขอเพิกถอนทะเบียนสิทธิยังคงอยู่ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์สามารถนำคำพิพากษาไปให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการแก้ไขหรือเพิกถอนทะเบียนได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หลักนี้ช่วยให้การบังคับคดีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายจากการจดทะเบียนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3886/2566

แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามมิได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 โดยแจ้งชัดเป็นสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ แต่โจทก์ทั้งสามก็กล่าวอ้างสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม การที่โจทก์ทั้งสามนำสืบถึงข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 เกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องในการที่โจทก์ทั้งสามขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งส่วนตามกฎหมาย จึงมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการขอให้บังคับแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามนำสืบแตกต่างกับฟ้องหรือนอกฟ้องนอกประเด็น

การที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นหนังสือและต่างได้ลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 กรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1750 วรรคหนึ่งและวรรคสอง โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองจึงต้องผูกพันต่อกันและได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในบันทึกที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองตกลงกันนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิอันพึงมีพึงได้แก่โจทก์ทั้งสามตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิฟ้องร้องให้บังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย แต่การฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ป.ที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงสามารถนำคำพิพากษาของศาลไปให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาได้ และการเพิกถอนดังกล่าวมิใช่หนี้ที่เป็นการทำนิติกรรมที่ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง

จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 62649 ให้แก่ตนเองแล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 แต่เพียงผู้เดียว จากนั้นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้แก่สหกรณ์การเกษตร ป. เป็นการกระทำภายหลังวันที่ 6 สิงหาคม 2560 ที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายกัน โดยที่บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 ในส่วนของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 62649 นั้น เฉพาะแต่จำเลยทั้งสองเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองย่อมสามารถกระทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 62649 ได้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตายที่ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมนั้นหาได้ไม่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1722 และมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 ยักย้ายทรัพย์มรดกของผู้ตายส่วนที่ตนจะได้โดยรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทอื่นที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1605 โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กลับสู่กองมรดกของผู้ตายและบังคับให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองได้

ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 49023 บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ. 17 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ให้แก่โจทก์ที่ 3 และที่ 2 และยังไม่มีการแบ่งปันให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายและจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย ดังนั้น สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลงเพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก แม้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ได้ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 1 แต่ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนแบ่งปันที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 49023 แทนจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ได้ เพราะกรณีเช่นนี้เป็นสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 คงพิพากษาได้แต่เพียงแสดงกรรมสิทธิ์ว่าโจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 49023 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน เมื่อที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันมรดกของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิแบ่งส่วนเอาจากที่ดินพิพาทดังกล่าวได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับให้กำจัดจำเลยที่ 2 ไม่ให้มีสิทธิรับมรดกของนางสว่าง ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 และที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสว่างและจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 กลับสู่กองมรดกของนางสว่าง ให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสาม ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสว่างแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 ที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 และ 49023 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งส่วนตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 ถูกจำกัดมิให้รับมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 ที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 และ 49023 ของนางสว่างผู้ตาย ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 และที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยทั้งสองกลับสู่กองมรดกของนางสว่าง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 ตามสัดส่วนที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิได้รับในฐานะทายาทเป็นเนื้อที่คนละ 1 ใน 4 ส่วน คิดจากเนื้อที่ 12 ไร่ 1 งาน 60 ตารางวา เป็นเนื้อที่คนละ 3 ไร่ 40 ตารางวา จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 4 ส่วน คิดจากเนื้อที่ 1 งาน 29 ตารางวา เป็นเนื้อที่คนละ 32.25 ตารางวา โดยปลอดภาระจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้โจทก์ทั้งสามไถ่ถอนจำนองได้เองโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 ให้โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 4 ส่วน คิดจากเนื้อที่ 3 งาน 24 ตารางวา เป็นเนื้อที่คนละ 81 ตารางวา หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความให้ 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 และที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยทั้งสองกลับสู่กองมรดกของนางสว่าง ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสามในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 คนละ 1 ใน 5 ส่วนของทรัพย์มรดก ในที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 คนละ 1 ใน 5 ส่วนของทรัพย์มรดกโดยปลอดภาระจำนอง หากจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนจำนอง ให้โจทก์ทั้งสามไถ่ถอนจำนองได้เองโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่าย และในที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 คนละ 1 ใน 5 ส่วนของทรัพย์มรดก หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสามฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ก่อนศาลฎีกามีคำสั่งรับฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามกับจำเลยที่ 2 เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 กับนางสว่าง ผู้ตาย ซึ่งจำเลยที่ 1 กับผู้ตายจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2538 ขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย ผู้ตายมีชื่อในทะเบียนที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 กับมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 62649 และ 49023 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาททั้งสามแปลง วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยคำสั่งศาล หลังจากนั้นวันที่ 13 มิถุนายน 2560 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 62649 ให้แก่ตน ครั้นวันที่ 1 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ต่อจากนั้นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 2 จำนองที่ดินพิพาทดังกล่าวไว้แก่สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด และในวันที่ 1 กันยายน 2560 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายโอนที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 ให้จำเลยที่ 2 สำหรับคำขอบังคับของโจทก์ทั้งสามที่ขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 62649 หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และบังคับเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระหนี้แก่โจทก์ทั้งสาม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นหนี้โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามจึงมิอาจขอให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ได้ โจทก์ทั้งสามมิได้อุทธรณ์ คำขอให้บังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามว่า สำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 เป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 และโฉนดเลขที่ 49023 และ 62649 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสามนำสืบโดยได้ความจากคำเบิกความของนายเลิศศักดิ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน พยานโจทก์ทั้งสามว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2560 โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองไปพบนายเลิศศักดิ์และตกลงแบ่งมรดกของผู้ตาย นายเลิศศักดิ์เป็นผู้ทำบันทึกโดยโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้านายเลิศศักดิ์ตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 ซึ่งจำเลยที่ 1 เบิกความรับข้อเท็จจริงในข้อนี้ว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 1 ได้ทำข้อตกลงเจรจาแบ่งปันที่ดินพิพาทด้วยความสมัครใจที่ทำการผู้ใหญ่บ้านตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 และจำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับในข้อนี้เช่นกันว่า เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2560 จำเลยที่ 2 เดินทางไปที่ทำการผู้ใหญ่บ้านและได้ลงลายมือชื่อในบันทึกตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 หากผู้ตายยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้จำเลยที่ 2 ตามที่ผู้ตายได้แจ้งแก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 2 เป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูผู้ตายดังที่จำเลยทั้งสองนำสืบแล้ว จำเลยทั้งสองคงไม่ไปทำความตกลงกับโจทก์ทั้งสามเกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 เป็นแน่ พฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสองไปตกลงกับโจทก์ทั้งสามเช่นนี้ บ่งชี้ว่าจำเลยทั้งสองยอมรับว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย อีกทั้งเมื่อจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ก็ระบุตามคำร้องขอว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกคือที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังที่ปรากฏตามคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังเบิกความตอบทนายความโจทก์ทั้งสามถามค้านว่า หลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่โจทก์ทั้งสามสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จำเลยทั้งสองกับโจทก์ทั้งสามทำบันทึกตกลงกันตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสามที่นำสืบมาจึงมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนปัญหาที่ว่าบันทึกที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองตกลงกันตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 เป็นการตกลงแบ่งปันที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่นั้น แม้ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสามมิได้กล่าวอ้างข้อเท็จจริงตามสำเนาหนังสือดังกล่าวโดยแจ้งชัดเป็นสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ แต่โจทก์ทั้งสามก็กล่าวอ้างสภาพแห่งข้อหาตามคำฟ้องว่าที่ดินพิพาททั้งสามแปลงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม การที่โจทก์ทั้งสามนำสืบถึงข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 จึงเกี่ยวเนื่องกับประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องในการที่โจทก์ทั้งสามขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่งแยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละหนึ่งส่วนตามกฎหมาย จึงมีผลเป็นอย่างเดียวกันกับการขอให้บังคับแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย หาใช่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามนำสืบแตกต่างกับฟ้องหรือนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาไม่ เมื่อพิจารณาบันทึกตามสำเนาหนังสือดังกล่าวซึ่งมีสาระสำคัญว่า ที่นาแปลงเลขที่ 37 หมายเลขระวาง 5739 IV เป็นที่ น.ส. 3 แบ่งออกเป็น 5 ส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสอง ที่สวนเป็นโฉนดเลขที่ 59 ระวาง 5739 IV 6206 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ให้แก่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 และโฉนดเลขที่ 62649 พร้อมบ้านเลขที่ 37 แบ่งให้จำเลยทั้งสอง ซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวตรงกับที่พิพาททั้งสามแปลง โดยปรากฏตามสำเนาหนังสือดังกล่าวว่ามีการลงลายมือชื่อของนายเลิศศักดิ์ผู้ใหญ่บ้านและลายมือชื่อของโจทก์ทั้งสามกับจำเลยทั้งสอง โดยเฉพาะในช่องลายมือชื่อของจำเลยที่ 1 นั้นมีการระบุไว้ว่าเป็นผู้จัดการมรดกด้วย อันแสดงถึงฐานะของจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตายยังเป็นผู้จัดการมรดกที่เป็นตัวแทนของทายาทอื่นของผู้ตายด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองได้ตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายเป็นหนังสือและต่างได้ลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือดังที่ปรากฏตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 กรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1750 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การแบ่งปันทรัพย์มรดกนั้น อาจทำได้โดยทายาทต่างเข้าครอบครองทรัพย์สินเป็นส่วนสัด หรือโดยการขายทรัพย์มรดกแล้วเอาเงินที่ขายได้มาแบ่งกันระหว่างทายาท" และวรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าการแบ่งปันมิได้เป็นไปตามวรรคก่อนแต่ได้ทำโดยสัญญาจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ เว้นแต่จะมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดหรือตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญในกรณีเช่นนี้ให้นำมาตรา 850, 852 แห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยประนีประนอมยอมความมาใช้บังคับโดยอนุโลม" ดังนั้น บันทึกที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองตกลงกันตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 จึงเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายซึ่งได้ทำโดยสัญญาอันมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดและลงลายมือชื่อของตนซึ่งเป็นฝ่ายที่ต้องรับผิดไว้เป็นสำคัญ ตามวรรคสองแห่งบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองจึงต้องผูกพันต่อกันและได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในบันทึกที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองตกลงกันนั้น การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 ให้แก่จำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ทั้งสามตามสิทธิอันพึงมีพึงได้แก่โจทก์ทั้งสามตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตาย ดังนั้น โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิฟ้องร้องให้บังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทดังกล่าวจึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ได้ แม้ต่อมาจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย แต่การฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้ใดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 วรรคแปด บัญญัติว่า "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขอย่างใดแล้ว ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นตามวิธีการที่อธิบดีกำหนด" ดังนั้น โจทก์ทั้งสามจึงสามารถนำคำพิพากษาของศาลไปให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาได้ และการเพิกถอนดังกล่าวมิใช่หนี้ที่เป็นการทำนิติกรรมที่ศาลจะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง แม้จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายในเวลาต่อมาก็หากระทบกระทั่งถึงสิทธิที่โจทก์ทั้งสามจะขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทดังกล่าวไม่ แต่เมื่อจำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของผู้ตายมีสิทธิในที่ดินพิพาทดังกล่าวตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายคนละ 1 ใน 5 ส่วน เช่นเดียวกับโจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทเฉพาะส่วนที่โจทก์ทั้งสามมีสิทธิเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้แบ่งที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 1 ใน 5 ส่วน นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนการที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 62649 ให้แก่ตนเองแล้วจำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 แต่เพียงผู้เดียว จากนั้นวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองไว้แก่สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินสุวรรณภูมิสอง จำกัด เป็นการกระทำภายหลังวันที่ 6 สิงหาคม 2560 ที่โจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายกัน โดยที่บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 ในส่วนของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 62649 นั้น เฉพาะแต่จำเลยทั้งสองเท่านั้นเป็นผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในที่ดินดังกล่าว จำเลยทั้งสองย่อมสามารถกระทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 62649 ได้ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตายที่ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมนั้นหาได้ไม่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 และมิใช่กรณีที่จำเลยที่ 2 ยักย้ายทรัพย์มรดกของผู้ตาย ส่วนที่ตนจะได้โดยรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทอื่นที่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 ดังที่โจทก์ทั้งสามฎีกา ดังนั้น โจทก์ทั้งสามไม่มีสิทธิฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 62649 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 กลับสู่กองมรดกของผู้ตายและบังคับให้จำเลยที่ 2 ไถ่ถอนจำนองได้ ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้น แต่สำหรับที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 49023 ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายตามสำเนาหนังสือเอกสารหมาย จ.17 นั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ให้แก่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 49023 ยังไม่มีการแบ่งปันให้เป็นไปตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายและจำเลยที่ 1 ผู้จัดการมรดกถึงแก่ความตาย ดังนั้น สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมสิ้นสุดลงเพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้จัดการมรดก แม้จำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ได้ในฐานะทายาทของจำเลยที่ 1 แต่ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 2 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนแบ่งปันที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 49023 แทนจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ได้ เพราะกรณีเช่นนี้เป็นสิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 1 คงพิพากษาได้แต่เพียงแสดงกรรมสิทธิ์ว่าโจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 49023 จำนวน 1 ใน 2 ส่วน เมื่อที่ดินพิพาทดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 และจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันมรดกของผู้ตาย โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีสิทธิแบ่งส่วนเอาจากที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ส่วนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 62649 และ 49023 เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 1 ต้องแบ่งให้จำเลยที่ 1 ก่อนครึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 (1) ประกอบมาตรา 1533 และเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายครึ่งหนึ่งแล้วจึงแบ่งมรดกให้แก่โจทก์ทั้งสามต่อไปนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสามต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

อนี่ง ที่จำเลยทั้งสองแก้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสามไม่มีอำนาจฟ้องเพราะมิใช่ฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก จึงเป็นอุทลุมนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งต้องกระทำโดยการยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยให้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 37 ระหว่างจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสว่าง แสงสระคู กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2560 เฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิของโจทก์ทั้งสาม โดยให้โจทก์ทั้งสามเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินดังกล่าวคนละ 1 ใน 5 ส่วน ให้โจทก์ที่ 3 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 49023 1 ใน 2 ส่วน คำขอเกี่ยวกับที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 62649 และคำขออื่นให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

เคยตกลงแบ่งมรดกกันเป็นหนังสือแล้ว แต่ผู้จัดการมรดกกลับโอนที่ดินให้ทายาทบางคนเพียงผู้เดียว แบบนี้ฟ้องเพิกถอนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทายาททุกฝ่ายตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกันเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อไว้แล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจโอนที่ดินขัดต่อสิทธิของทายาทรายอื่นตามข้อตกลงดังกล่าวได้ หากมีการโอนที่ดินมรดกให้ทายาทบางคนโดยไม่เป็นไปตามบันทึกแบ่งมรดก ทายาทผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเฉพาะส่วนที่กระทบสิทธิของตนได้ แต่หากที่ดินแปลงใดตามข้อตกลงแบ่งมรดกกำหนดให้เป็นสิทธิของทายาทบางรายโดยเฉพาะ ทายาทคนอื่นย่อมไม่มีสิทธิขอเพิกถอนการโอนหรือบังคับไถ่ถอนจำนองในที่ดินแปลงนั้น




กำจัดมิให้รับมรดก

ผู้ถูกตัดสิทธิรับมรดกมีสิทธิขอถอนผู้จัดการมรดกหรือไม่ ศึกษาหลักฟ้องซ้ำและผลผูกพันคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีมรดก article
เมื่อพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดแต่ผู้รับบางรายไม่มีสิทธิรับมรดก ทรัพย์สินจะตกแก่ใคร และทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดกกลับมามีสิทธิหรือไม่ article
ทายาทที่ไม่มีชื่อในพินัยกรรมยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ เมื่อพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์ไม่ครบทั้งหมดและทรัพย์บางส่วนยังตกทอดตามกฎหมาย
การกำจัดทายาทมิให้รับมรดกเพราะยักย้ายทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล พร้อมปัญหาอายุความฟ้องแบ่งมรดกและการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบตามกฎหมาย