ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ ทายาทยังมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์กลับสู่กองมรดกและฟ้องแบ่งมรดกแม้พ้นกำหนด 1 ปี หรือไม่

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่, ทายาทฟ้องเรียกทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกได้หรือไม่, ฟ้องแบ่งมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีได้หรือไม่, อายุความฟ้องคดีมรดกมีข้อยกเว้นอย่างไร, ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่แบ่งทรัพย์มรดกอย่างไร, การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทมีผลอย่างไร, การขายทรัพย์มรดกก่อนแบ่งมรดกมีผลอย่างไร, เงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกถือเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่, การโอนทรัพย์มรดกโดยเสน่หามีผลต่อทายาทอย่างไร, ทายาทเรียกคืนทรัพย์มรดกได้เมื่อใด, มรดก, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดก สิทธิของทายาทโดยธรรมในการเรียกคืนทรัพย์สินกลับเข้าสู่กองมรดก และการตีความอายุความฟ้องคดีมรดกเมื่อทรัพย์สินยังไม่ได้รับการแบ่งปันตามกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การที่ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกมาเป็นของตนเอง ก่อนจะโอนต่อให้ทายาทอีกคนหนึ่ง และท้ายที่สุดโอนมายังจำเลยซึ่งต่อมาได้แบ่งแยกและจำหน่ายที่ดินบางส่วนแก่บุคคลภายนอก ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยทั้งในประเด็นว่าจำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดกอยู่หรือไม่ โจทก์ยังมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์กลับเข้าสู่กองมรดกหรือไม่ รวมถึงการฟ้องคดีภายหลังพ้นกำหนดหนึ่งปีจะขาดอายุความหรือไม่ โดยคำวินิจฉัยได้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างหน้าที่ของผู้จัดการมรดก การครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาท และหลักกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งปันทรัพย์มรดกไว้อย่างละเอียด ทำให้คดีนี้เป็นแนวทางสำคัญในการตีความกฎหมายมรดกเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดก การคุ้มครองสิทธิของทายาท และผลทางกฎหมายของการโอนทรัพย์มรดกก่อนการแบ่งปันที่ชอบด้วยกฎหมาย 

ข้อเท็จจริงของคดี

เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยมีทายาทโดยธรรมหลายคนและมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินสองแปลง โดยศาลมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามกฎหมาย ต่อมาผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดก และภายหลังได้ขายที่ดินแปลงหนึ่งพร้อมแบ่งเงินให้ทายาทเพียงบางส่วน ก่อนจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองในฐานะส่วนตัว แล้วโอนโดยเสน่หาให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่ง ซึ่งภายหลังได้โอนต่อให้จำเลย อันเป็นที่มาของข้อพิพาทว่าการโอนดังกล่าวเป็นการจัดการทรัพย์มรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นการโอนทรัพย์มรดกออกจากกองมรดกโดยมิชอบ และจำเลยได้รับกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้ถือแทนทายาททั้งหมดหรือได้รับเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวกันแน่ 

ต่อมาจำเลยได้จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทบางส่วนออกเป็นแปลงใหม่ โดยมีการกันพื้นที่บางส่วนเป็นถนนสาธารณประโยชน์ และนำที่ดินที่แบ่งแยกแล้วไปขายให้แก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน 3,000,000 บาท ขณะที่ทายาทคนอื่นเห็นว่าทั้งที่ดินคงเหลือ สิ่งปลูกสร้าง และเงินที่ได้จากการขายยังเป็นทรัพย์มรดกซึ่งไม่เคยได้รับการแบ่งปันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงร่วมกันฟ้องเรียกให้จำเลยโอนที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก พร้อมทั้งคืนเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินเข้าสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาททุกคน และขอให้ศาลกำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดก โดยอ้างว่าการแบ่งแยกและจำหน่ายที่ดินเป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกจนทำให้ทายาทคนอื่นเสียประโยชน์ ขณะที่จำเลยต่อสู้ว่าคดีขาดอายุความ และตนได้รับทรัพย์สินมาโดยเข้าใจว่าเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวอันเกิดจากการจัดการมรดกที่เสร็จสิ้นแล้ว จึงไม่มีเจตนายักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกตามกฎหมาย 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับการกำจัดทายาทมิให้รับมรดก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกมาตั้งแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แม้จำเลยจะอ้างว่าเจ้ามรดกเคยยกที่ดินให้ตนก่อนเสียชีวิต แต่เมื่อการให้ที่ดินมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย กรรมสิทธิ์จึงไม่ตกแก่จำเลย ที่ดินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดกซึ่งผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องจัดการและแบ่งปันแก่ทายาทโดยธรรมทุกคนตามกฎหมาย การที่ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว มิใช่การดำเนินการตามหน้าที่โดยสุจริต หากแต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ทั้งหมดว่ามีเจตนาแบ่งทรัพย์มรดกให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวหรือไม่ 

เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้จัดการมรดกได้รับโอนที่ดินทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยยังมิได้แบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาททุกคน ต่อมาจึงขายที่ดินอีกแปลงหนึ่งและแบ่งเงินให้เฉพาะทายาทบางราย ก่อนจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตนเอง แล้วภายในเวลาไม่ถึงสามเดือนก็โอนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่งโดยเสน่หา พฤติการณ์ดังกล่าวทำให้ศาลเห็นว่า ผู้จัดการมรดกมีเจตนาแบ่งทรัพย์มรดกให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตน มิใช่เพียงถือกรรมสิทธิ์แทนทายาททุกคนดังที่กล่าวอ้าง อีกทั้งยังไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องโอนจากฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว เพราะเดิมผู้จัดการมรดกก็ถือครองทรัพย์แทนทายาททั้งหมดอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนฐานะของการถือกรรมสิทธิ์แต่อย่างใด 

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้จัดการมรดกอ้างเหตุผลเรื่องการเจ็บป่วยเพื่ออธิบายการโอนทรัพย์ให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่ง แต่ไม่ปรากฏว่าป่วยรุนแรงจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อีกทั้งหากมีความจำเป็นจริงก็ยังสามารถเรียกประชุมทายาทหรือดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามขั้นตอนของกฎหมายได้ นอกจากนี้ยังมีข้อเท็จจริงจากคดีอาญาว่า ในการยื่นคำขอโอนทรัพย์ ผู้จัดการมรดกแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่าทายาทบางรายไม่ประสงค์รับมรดก จึงทำให้ศาลเชื่อว่าการโอนทรัพย์โดยเสน่หามีเจตนาให้ผู้รับได้รับกรรมสิทธิ์ส่วนตัว มิใช่เพื่อถือครองแทนทายาททุกคนตามที่อ้างในภายหลัง 

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนต่อมิได้ทำบันทึกหรือแสดงเจตนาไว้ในระหว่างการระงับข้อพิพาททางอาญาว่า การโอนทรัพย์ให้แก่จำเลยเป็นการโอนเพื่อถือครองแทนทายาททุกคน อีกทั้งจำเลยเป็นผู้ดำเนินคดีอาญาโดยเชื่อว่าการโอนทรัพย์ก่อนหน้านั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต่อมาคู่กรณีตกลงยินยอมโอนทรัพย์ให้แก่จำเลยเพื่อยุติคดีอาญา ย่อมเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจได้ว่าผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นแล้ว และทรัพย์ดังกล่าวได้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของผู้โอนก่อนที่จะโอนมาถึงจำเลย เมื่อจำเลยเชื่อโดยพฤติการณ์เช่นนั้นว่าตนเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ การแบ่งแยกที่ดินและจำหน่ายที่ดินบางส่วนจึงเป็นการกระทำภายใต้ความเข้าใจว่าตนมีสิทธิในฐานะเจ้าของ มิใช่การกระทำโดยเจตนายักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเพื่อให้ทายาทคนอื่นเสียประโยชน์ 

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวจะยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์มรดกตามกฎหมาย และยังต้องนำกลับเข้าสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาททุกคน แต่ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่แล้วว่าการกระทำของตนเป็นการทำให้ทายาทคนอื่นเสื่อมประโยชน์ อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของการกำจัดทายาทมิให้ได้รับมรดกตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาในส่วนนี้ โดยวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก แม้ว่ายังคงมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์มรดกและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกลับเข้าสู่กองมรดกเพื่อให้มีการแบ่งปันตามกฎหมายต่อไป 

การวินิจฉัยเรื่องอายุความฟ้องคดีมรดกและสิทธิของทายาทในการเรียกคืนทรัพย์มรดก

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ คดีของโจทก์ขาดอายุความหนึ่งปีตามกฎหมายมรดกหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมาเป็นเวลานานแล้ว การฟ้องเรียกทรัพย์มรดกและขอแบ่งมรดกจึงพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการพิจารณาเรื่องอายุความต้องพิจารณาลักษณะของสิทธิที่มีการฟ้องร้องประกอบกับสถานะของทรัพย์มรดกในขณะยื่นฟ้อง มิใช่พิจารณาเพียงระยะเวลาที่ผ่านไปนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเท่านั้น เพราะหากทรัพย์มรดกยังมิได้แบ่งปันโดยชอบด้วยกฎหมาย และยังอยู่ระหว่างการจัดการมรดก สิทธิของทายาทในการเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกย่อมมีหลักเกณฑ์แตกต่างจากกรณีฟ้องคดีมรดกทั่วไป 

ศาลฎีกาอธิบายว่า อายุความฟ้องคดีมรดกหนึ่งปีตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์ใช้กับกรณีที่ทายาทซึ่งมิได้ครอบครองทรัพย์มรดกประสงค์จะใช้สิทธิเรียกร้องฐานะผู้มีสิทธิรับมรดก แต่หากทรัพย์มรดกยังมิได้แบ่งกัน และยังมีทายาทหรือผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์นั้นแทนทายาททุกคน ย่อมเป็นกรณีที่ทายาทยังสามารถเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ แม้จะพ้นกำหนดเวลาหนึ่งปีแล้วก็ตาม เนื่องจากการครอบครองดังกล่าวมิใช่การครอบครองเพื่อตนเอง แต่เป็นการครอบครองแทนทายาททั้งหมด จึงยังไม่อาจถือได้ว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว 

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ศาลได้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกอย่างถูกต้อง ผู้จัดการมรดกได้รับโอนที่ดินพิพาทไว้ในฐานะผู้จัดการมรดก และต่อมาจดทะเบียนโอนทรัพย์ดังกล่าวมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวก่อนจะโอนต่อไปยังทายาทอีกคนหนึ่ง และในที่สุดโอนมายังจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวมิใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยสุจริตตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก จึงยังไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกได้เสร็จสิ้นลง แม้ภายหลังจะมีการโอนหลายทอดก็ตาม ผู้จัดการมรดก ผู้รับโอน และจำเลย ต่างยังคงมีฐานะเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดกแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นทั้งหมด ไม่ใช่ผู้ครอบครองในฐานะเจ้าของโดยเด็ดขาด 

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า แม้จำเลยจะได้แบ่งแยกที่ดินและจำหน่ายที่ดินบางส่วนให้แก่บุคคลภายนอกแล้ว แต่เงินที่ได้รับจากการขายมิได้เปลี่ยนสภาพจนพ้นจากการเป็นทรัพย์มรดก หากยังคงถือเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยครอบครองไว้แทนทายาทโดยธรรมคนอื่นเช่นเดียวกับตัวที่ดิน ดังนั้น เมื่อโจทก์และทายาทคนอื่นร่วมกันฟ้องเรียกให้จำเลยโอนที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก พร้อมทั้งนำเงินที่ได้จากการขายกลับคืนเพื่อแบ่งปันแก่ทายาททุกคน คำฟ้องดังกล่าวย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้มีการแบ่งทรัพย์มรดกที่ยังมิได้จัดการให้เสร็จสิ้น มิใช่การฟ้องคดีมรดกที่ต้องอยู่ภายใต้กำหนดอายุความหนึ่งปีตามที่จำเลยกล่าวอ้าง 

ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับผลของศาลอุทธรณ์ว่า คดีนี้ไม่ขาดอายุความ เพราะที่ดินพิพาท สิ่งปลูกสร้าง และเงินที่ได้จากการขายที่ดินยังคงเป็นทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้รับการแบ่งปันแก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์ใช้สิทธิเรียกคืนทรัพย์ทั้งหมดกลับเข้าสู่กองมรดกก็เพื่อให้มีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย อันเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองแก่ทายาททุกคนในระหว่างที่การจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น จึงไม่อยู่ในบังคับของอายุความหนึ่งปีตามที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ 

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญว่า การที่ผู้จัดการมรดกหรือทายาทบางคนเป็นผู้ครอบครองทรัพย์มรดก มิได้ทำให้ทายาทคนอื่นสูญเสียสิทธิในทรัพย์มรดกนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย การครอบครองย่อมถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาททุกคน และทรัพย์สินรวมทั้งเงินที่ได้จากการจำหน่ายทรัพย์มรดกย่อมต้องกลับเข้าสู่กองมรดกเพื่อดำเนินการแบ่งปันใหม่ตามสิทธิของทายาทแต่ละคน หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายมุ่งคุ้มครองสิทธิของทายาททุกคนให้ได้รับส่วนแบ่งมรดกอย่างเป็นธรรม แม้เวลาจะล่วงเลยมาเป็นเวลานาน หากการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย สิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกก็ยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายต่อไป 

การวินิจฉัยเรื่องการคืนทรัพย์มรดก ทุนทรัพย์ที่พิพาท และผลทางกฎหมายของสิ่งปลูกสร้างที่เป็นส่วนควบของที่ดิน

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปถึงประเด็นที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยต้องโอนสิ่งปลูกสร้างกลับคืนสู่กองมรดกพร้อมกับที่ดินพิพาทหรือไม่ โดยพิจารณาจากคำฟ้อง พยานหลักฐาน และข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันว่า บนที่ดินพิพาทมีสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่ และสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดิน แม้โจทก์จะมิได้ระบุคำขอให้โอนสิ่งปลูกสร้างไว้โดยตรง แต่เมื่อคำฟ้องขอให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดก ย่อมมีความหมายรวมถึงการโอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกด้วย เพราะตามหลักกฎหมาย ส่วนควบของที่ดินย่อมติดตามกรรมสิทธิ์ของที่ดิน เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติหรือข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น ซึ่งคดีนี้ไม่ปรากฏว่าคู่ความโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว 

ศาลฎีกายังวินิจฉัยถึงปัญหาเรื่องทุนทรัพย์ที่พิพาท โดยเห็นว่า เมื่อคำฟ้องมีวัตถุประสงค์ให้จำเลยโอนที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก และข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินดังกล่าวมีสิ่งปลูกสร้างอันเป็นส่วนควบอยู่ด้วย การคำนวณทุนทรัพย์ของคดีจึงต้องรวมราคาประเมินของที่ดินและราคาประเมินของสิ่งปลูกสร้างเข้าด้วยกัน การที่โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลโดยคำนวณจากราคาประเมินรวมของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องครบถ้วน ศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้คืนค่าขึ้นศาลบางส่วนแก่โจทก์ เพราะทุนทรัพย์ที่พิพาทมิได้มีเฉพาะราคาประเมินของที่ดินเท่านั้น แต่ต้องรวมราคาประเมินของสิ่งปลูกสร้างที่เป็นส่วนควบด้วย 

ในส่วนของข้อพิพาทเกี่ยวกับบ้านเลขที่ ศาลฎีกาพิจารณาจากหลักฐานทางทะเบียนของทางราชการ พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองและเลขที่บ้านในภายหลัง โดยบ้านเลขที่เดิมกับบ้านเลขที่ใหม่มีรหัสประจำบ้านเดียวกัน แสดงว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างหลังเดียวกันที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียนตามการเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ มิใช่เป็นบ้านคนละหลัง ดังนั้น แม้โจทก์จะกล่าวถึงบ้านเลขที่เดิม แต่เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปโดยถูกต้องและไม่เกิดข้อพิพาทในภายหลัง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีอยู่จริงบนที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนคดีและเอกสารทางราชการ 

ศาลฎีกายังพิจารณาถึงความเหมาะสมในการเยียวยาความเสียหายของทายาททุกฝ่าย โดยเห็นว่า ในคดีนี้ผู้จัดการมรดกและผู้รับโอนบางรายมิได้เข้ามาเป็นคู่ความ อีกทั้งที่ดินพิพาทยังคงเหลือเพียงบางส่วนและมีสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยพักอาศัยอยู่ การกำหนดส่วนแบ่งของทายาทแต่ละรายในคดีนี้อาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่บุคคลที่มิได้เข้ามาเป็นคู่ความ ศาลจึงเห็นว่าการสั่งให้นำทรัพย์ทั้งหมดกลับคืนสู่กองมรดกก่อน แล้วจึงดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาททุกคนตามกระบวนการของกฎหมาย เป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าและสอดคล้องกับหลักการจัดการมรดกมากที่สุด เพราะเปิดโอกาสให้ทายาททุกคนซึ่งมีสิทธิในกองมรดกได้รับการพิจารณาสิทธิของตนอย่างครบถ้วนในการแบ่งปันทรัพย์มรดกครั้งเดียว 

สำหรับเงินที่จำเลยได้รับจากการขายที่ดินซึ่งแบ่งแยกออกจากที่ดินพิพาท ศาลฎีกาเห็นว่า เงินดังกล่าวยังคงมีสภาพเป็นทรัพย์มรดก แม้จำเลยจะเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของเจ้ามรดก แต่จำเลยย่อมมีสิทธิได้รับเพียงส่วนแบ่งมรดกในฐานะทายาท ไม่ใช่สิทธิในเงินทั้งหมด ศาลจึงคำนึงถึงจำนวนทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกและวินิจฉัยว่า จำเลยไม่จำเป็นต้องคืนเงินทั้งหมดจำนวน 3,000,000 บาท หากแต่ต้องคืนเฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิของทายาทคนอื่น โดยให้คืนเงินจำนวน 2,500,000 บาท หรือคิดเป็นห้าในหกส่วนของเงินที่ได้รับจากการขายที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งในหกเป็นส่วนแบ่งมรดกที่จำเลยมีสิทธิได้รับในฐานะทายาทโดยธรรม จึงไม่ต้องนำส่งคืนกองมรดก 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก แต่ยังคงมีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนสู่กองมรดก หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้คืนเงินจากการขายที่ดินจำนวน 2,500,000 บาท กลับคืนสู่กองมรดกเพื่อดำเนินการแบ่งปันแก่ทายาทตามกฎหมาย พร้อมทั้งแก้ไขคำพิพากษาในส่วนของค่าขึ้นศาลให้สอดคล้องกับทุนทรัพย์ที่พิพาทซึ่งต้องรวมมูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างอันเป็นส่วนควบของที่ดินไว้ด้วย อันเป็นการวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์มรดก สิทธิของทายาท และหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกให้เป็นไปโดยสุจริตและเป็นธรรมแก่ผู้มีสิทธิทุกคน 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น 

พิพากษาให้กำจัดจำเลยมิให้ได้รับมรดกของเจ้ามรดกในฐานะทายาทโดยธรรม เนื่องจากเห็นว่าการแบ่งแยกและจำหน่ายที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกเป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกอันเป็นเหตุให้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก พร้อมทั้งให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดก หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้คืนเงินจำนวน 3,000,000 บาท ที่ได้รับจากการขายที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท รวมทั้งให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามคำพิพากษา 

2. ศาลอุทธรณ์ 

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในสาระสำคัญ โดยเห็นว่าจำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกและต้องคืนทรัพย์มรดกกลับสู่กองมรดกเช่นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย แต่แก้ไขเฉพาะในส่วนค่าขึ้นศาล โดยให้คืนค่าขึ้นศาลบางส่วนแก่โจทก์ เนื่องจากเห็นว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทมีเฉพาะราคาประเมินของที่ดิน ไม่รวมราคาประเมินสิ่งปลูกสร้าง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 

3. ศาลฎีกา 

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่า แม้ที่ดินพิพาท สิ่งปลูกสร้าง และเงินที่ได้จากการขายที่ดินยังคงเป็นทรัพย์มรดกและต้องนำกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาททุกคน แต่ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนายักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล จึงไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดก อย่างไรก็ตาม จำเลยยังคงมีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนสู่กองมรดก หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้คืนเงินจากการขายที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกจำนวน 2,500,000 บาท ซึ่งเป็นห้าในหกส่วนของเงินที่ได้รับ โดยให้จำเลยคงได้รับส่วนแบ่งมรดกในฐานะทายาทของตนเอง พร้อมทั้งแก้ไขคำวินิจฉัยเรื่องค่าขึ้นศาลให้รวมราคาประเมินของสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินไว้ในทุนทรัพย์ที่พิพาทด้วย 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายมรดกที่สำคัญว่า การจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว มิได้ทำให้ทรัพย์ดังกล่าวหลุดพ้นจากสถานะเป็นทรัพย์มรดกโดยอัตโนมัติ หากการแบ่งปันทรัพย์มรดกยังมิได้ดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้จัดการมรดกยังคงมีหน้าที่ถือครองและบริหารทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ร่วมของทายาททุกคน การโอนทรัพย์ออกจากกองมรดกโดยมิได้ดำเนินการตามหน้าที่โดยสุจริต ย่อมไม่ทำให้การจัดการมรดกเสร็จสิ้น และไม่ตัดสิทธิของทายาทในการเรียกคืนทรัพย์กลับเข้าสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันใหม่ตามกฎหมาย 

ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญว่า การกำจัดทายาทมิให้ได้รับมรดกตามกฎหมายเป็นมาตรการที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อสิทธิในการรับมรดก จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด การจะตัดสิทธิของทายาทได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่าทายาทมีเจตนายักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่แล้วว่าการกระทำของตนทำให้ทายาทคนอื่นเสื่อมประโยชน์ หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าทายาทกระทำการภายใต้ความเข้าใจโดยสุจริตว่าทรัพย์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว แม้ความเข้าใจดังกล่าวจะไม่ทำให้กรรมสิทธิ์เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการกระทำโดยฉ้อฉลอันเป็นเหตุให้ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกได้ 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว แล้วมีการโอนต่อไปยังทายาทและบุคคลอื่น จะทำให้ทรัพย์ดังกล่าวหลุดพ้นจากการเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ รวมทั้งการที่ทายาทซึ่งได้รับโอนทรัพย์ไปแบ่งแยกและจำหน่ายทรัพย์สิน จะถือว่าเป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลจนต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ ตลอดจนการฟ้องเรียกคืนทรัพย์กลับสู่กองมรดกภายหลังพ้นกำหนดหนึ่งปี จะอยู่ภายใต้อายุความฟ้องคดีมรดกหรือไม่ 

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป

ผู้จัดการมรดกกับการโอนทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719

แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่หน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการถือครองและจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน ศาลฎีกาวางหลักว่า การโอนทรัพย์มรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวโดยมิได้แบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย มิใช่การปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และยังไม่ทำให้การจัดการมรดกเสร็จสิ้น ทรัพย์ดังกล่าวจึงยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่สามารถเรียกคืนกลับสู่กองมรดกได้ 

การเรียกคืนทรัพย์มรดกและอายุความฟ้องคดีมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1784

ศาลฎีกาวางหลักว่า หากทรัพย์มรดกยังมิได้รับการแบ่งปันโดยชอบด้วยกฎหมาย และยังอยู่ในความครอบครองของผู้จัดการมรดกหรือทายาทซึ่งถือครองแทนทายาททุกคน การที่ทายาทร่วมกันฟ้องเรียกคืนทรัพย์กลับสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันใหม่ ถือเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดก มิใช่คดีมรดกที่ต้องอยู่ภายใต้อายุความหนึ่งปีตามปกติ จึงยังสามารถฟ้องคดีได้แม้เวลาจะล่วงเลยมานานแล้ว ตราบใดที่การจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ผู้จัดการมรดกสามารถโอนทรัพย์มรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตนเองได้หรือไม่

คำตอบ

ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการ ดูแล รักษา และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามกฎหมาย โดยต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและคำนึงถึงประโยชน์ของทายาททุกคนเป็นสำคัญ การจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกจากฐานะผู้จัดการมรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตนเอง มิใช่ข้อเท็จจริงที่จะทำให้ทรัพย์ดังกล่าวพ้นจากการเป็นทรัพย์มรดกโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกันว่าการกระทำนั้นเป็นการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบหรือเป็นการโอนทรัพย์ออกจากกองมรดกโดยมิชอบ หากยังไม่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาททุกคนตามกฎหมาย การโอนดังกล่าวย่อมไม่ถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้น และทรัพย์สินนั้นยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์มรดกที่สามารถเรียกคืนเข้าสู่กองมรดกได้ การจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์เพียงอย่างเดียวจึงไม่ใช่ข้อยุติว่าทรัพย์นั้นพ้นจากกองมรดก แต่ต้องพิจารณาหน้าที่ของผู้จัดการมรดก วัตถุประสงค์ของการโอน และผลประโยชน์ของทายาททุกคนประกอบกันด้วย จึงจะวินิจฉัยได้ว่าการดำเนินการดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 

2. คำถาม

หากทายาทได้รับโอนทรัพย์มรดกและนำไปขายต่อ จะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

การที่ทายาทได้รับโอนทรัพย์มรดกแล้วนำทรัพย์ไปจำหน่าย มิได้หมายความว่าจะต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกโดยอัตโนมัติ เพราะการกำจัดทายาทมิให้รับมรดกเป็นมาตรการที่มีผลกระทบร้ายแรงต่อสิทธิในการรับมรดก กฎหมายจึงกำหนดองค์ประกอบไว้อย่างเคร่งครัด ศาลต้องพิจารณาว่าทายาทมีเจตนายักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่แล้วว่าการกระทำของตนทำให้ทายาทคนอื่นเสียประโยชน์หรือไม่ หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าทายาทเชื่อโดยสุจริตว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตนจากการโอนที่เกิดขึ้นก่อนหน้า แม้ความเข้าใจนั้นจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็อาจยังไม่เพียงพอที่จะถือว่ามีเจตนาฉ้อฉลอันเป็นเหตุให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดก อย่างไรก็ตาม แม้ไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ทรัพย์สินหรือเงินที่ได้จากการขายซึ่งยังมีสถานะเป็นทรัพย์มรดก ก็ยังอาจต้องถูกนำกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันให้แก่ทายาททุกคนตามส่วนที่กฎหมายกำหนด 

3. คำถาม

พ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ทายาทยังฟ้องเรียกทรัพย์มรดกกลับคืนได้หรือไม่

คำตอบ

แม้กฎหมายจะกำหนดอายุความฟ้องคดีมรดกไว้หนึ่งปีในบางกรณี แต่ใช่ว่าทุกคดีที่เกี่ยวกับมรดกจะขาดอายุความเมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าทรัพย์มรดกยังมิได้รับการแบ่งปันโดยชอบด้วยกฎหมาย และยังอยู่ในความครอบครองของผู้จัดการมรดกหรือทายาทซึ่งถือครองแทนทายาททุกคน การที่ทายาทร่วมกันฟ้องเรียกคืนทรัพย์กลับสู่กองมรดกเพื่อดำเนินการแบ่งปันใหม่ ย่อมเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่ง มิใช่การฟ้องคดีมรดกในลักษณะที่ต้องอยู่ภายใต้อายุความหนึ่งปีเพียงอย่างเดียว ศาลจึงต้องพิจารณาสภาพของทรัพย์มรดกและการจัดการมรดกในขณะยื่นฟ้องเป็นสำคัญ หากการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น ทรัพย์ยังคงเป็นทรัพย์มรดก และผู้ครอบครองยังถือครองแทนทายาททุกคน สิทธิของทายาทในการเรียกคืนทรัพย์กลับสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันตามกฎหมายก็ยังคงได้รับความคุ้มครอง 

4. คำถาม

เงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกยังถือเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ และศาลสามารถสั่งให้นำเงินกลับคืนสู่กองมรดกได้หรือไม่

คำตอบ

หากทรัพย์ที่ถูกจำหน่ายยังคงมีสถานะเป็นทรัพย์มรดก การที่มีการขายทรัพย์ดังกล่าวมิได้ทำให้สิทธิของทายาทสิ้นสุดลง เงินที่ได้รับจากการขายย่อมเข้ามาแทนที่ตัวทรัพย์และยังคงมีลักษณะเป็นทรัพย์มรดกเช่นเดิม ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้นำเงินดังกล่าวกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคนได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาว่าผู้ครอบครองเงินดังกล่าวมีฐานะเป็นทายาทด้วยหรือไม่ เพราะหากผู้ครอบครองเป็นทายาทโดยธรรม ย่อมมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกของตนเอง ศาลอาจกำหนดให้คืนเฉพาะส่วนที่เป็นสิทธิของทายาทคนอื่น โดยหักส่วนแบ่งที่ผู้ครอบครองมีสิทธิได้รับออกก่อน หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทายาททุกฝ่าย พร้อมทั้งรักษาทรัพย์มรดกให้กลับคืนสู่กองมรดกเพื่อดำเนินการแบ่งปันตามกฎหมายอย่างถูกต้องและครบถ้วน 

5. คำถาม

เหตุใดศาลจึงสั่งให้โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างกลับคืนสู่กองมรดก ทั้งที่คำฟ้องกล่าวถึงที่ดินเป็นหลัก

คำตอบ

ศาลพิจารณาจากคำฟ้องประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนว่า บนที่ดินพิพาทมีสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่และคู่ความมิได้โต้แย้งว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นส่วนควบของที่ดิน เมื่อสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนควบของที่ดินตามกฎหมาย การขอให้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกย่อมมีความหมายรวมถึงการโอนสิ่งปลูกสร้างกลับคืนไปพร้อมกันด้วย แม้คำฟ้องจะมิได้ใช้ถ้อยคำระบุสิ่งปลูกสร้างโดยตรง ศาลก็สามารถวินิจฉัยให้สอดคล้องกับสภาพแห่งทรัพย์และข้อเท็จจริงที่ปรากฏได้ นอกจากนี้ ศาลยังคำนึงถึงการบังคับคดีในอนาคต เพื่อป้องกันมิให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างภายหลัง จึงกำหนดให้การโอนกลับสู่กองมรดกครอบคลุมทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดิน อันเป็นการทำให้การจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกสามารถดำเนินไปได้อย่างครบถ้วนและสอดคล้องกับหลักกฎหมายมรดกและหลักกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ 

อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง

มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดมาตรการลงโทษทายาทซึ่งกระทำการโดยทุจริตต่อกองมรดก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทรัพย์มรดกและรักษาความเป็นธรรมระหว่างทายาททุกคน กฎหมายกำหนดว่า หากทายาทคนใดยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้รับหรือมากกว่านั้น โดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าการกระทำของตนทำให้ทายาทคนอื่นเสื่อมประโยชน์ ทายาทผู้นั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกทั้งหมด แต่หากยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้รับ ก็ให้ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้ หลักกฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้ทายาทคนหนึ่งใช้อำนาจหรือโอกาสที่ตนมีอยู่แสวงหาประโยชน์จากกองมรดกโดยมิชอบ และเพื่อสร้างหลักประกันว่าทรัพย์มรดกจะถูกแบ่งปันแก่ทายาททุกคนอย่างสุจริตและเป็นธรรม

อย่างไรก็ตาม การนำมาตรา 1605 วรรคหนึ่งมาใช้ จำเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบของการกระทำอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นบทบัญญัติที่มีผลตัดสิทธิในการรับมรดกของบุคคล ศาลจึงต้องพิจารณาทั้งข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้กระทำว่ามีการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกจริงหรือไม่ และการกระทำนั้นเป็นไปโดยฉ้อฉลหรือโดยรู้อยู่แล้วว่าจะทำให้ทายาทคนอื่นเสียประโยชน์หรือไม่ หากขาดองค์ประกอบด้านเจตนา แม้จะมีการจำหน่ายหรือโอนทรัพย์มรดก ก็ยังไม่อาจถือว่าเป็นเหตุให้ต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดกได้

คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่า ผู้จัดการมรดกได้จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว ก่อนจะโอนต่อไปยังทายาทอีกคนหนึ่ง และสุดท้ายโอนมายังจำเลย จนทำให้จำเลยเข้าใจว่าทรัพย์ดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดกอีกต่อไป แต่เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของผู้โอน และต่อมาเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยโดยสมบูรณ์ เมื่อจำเลยแบ่งแยกและขายที่ดิน จึงเป็นการกระทำภายใต้ความเข้าใจว่าตนเป็นเจ้าของ มิใช่การกระทำโดยมีเจตนายักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล แม้ศาลจะวินิจฉัยว่าทรัพย์ดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดก และต้องคืนกลับเข้าสู่กองมรดก แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตตามองค์ประกอบของมาตรา 1605 วรรคหนึ่ง ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ต้องถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง มิได้มุ่งลงโทษทุกกรณีที่ทายาทมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนหรือจำหน่ายทรัพย์มรดก แต่ลงโทษเฉพาะกรณีที่พิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาฉ้อฉลหรือมีเจตนาทำให้ทายาทคนอื่นเสียประโยชน์เท่านั้น หากยังมีเหตุอันสมควรให้เชื่อว่าผู้กระทำเข้าใจโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ดังกล่าว ก็ยังไม่อาจใช้บทบัญญัตินี้ตัดสิทธิในการรับมรดกได้ ดังนั้น การใช้มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง จึงต้องพิจารณาทั้งพฤติการณ์ก่อนและหลังการโอนทรัพย์ ความเข้าใจของผู้กระทำ และข้อเท็จจริงแวดล้อมทั้งหมดประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะผลของการจำหน่ายทรัพย์เพียงอย่างเดียว 

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719

มาตรา 1719 กำหนดหน้าที่และอำนาจของผู้จัดการมรดกให้มีหน้าที่รวบรวม ดูแล รักษา และจัดการทรัพย์มรดกทั้งหมดของเจ้ามรดก รวมทั้งแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามกฎหมาย ผู้จัดการมรดกจึงมิใช่เจ้าของทรัพย์มรดก แต่เป็นผู้ใช้อำนาจแทนกองมรดกและแทนทายาททุกคน การครอบครองทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกจึงเป็นการครอบครองในฐานะผู้แทน มิใช่การครอบครองเพื่อตนเอง การใช้อำนาจทุกประการต้องอยู่ภายใต้หลักสุจริต ความเป็นกลาง และประโยชน์ร่วมของทายาททั้งหมด

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้จัดการมรดกจะจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว แต่การกระทำดังกล่าวมิใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยสุจริต เพราะยังมิได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาททุกคนตามกฎหมาย อีกทั้งยังไม่มีเหตุจำเป็นที่ผู้จัดการมรดกจะต้องเปลี่ยนฐานะการถือครองจากการถือครองแทนกองมรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว ศาลจึงเห็นว่าการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น และทรัพย์ดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดกเช่นเดิม

ศาลยังวางหลักสำคัญว่า แม้ภายหลังจะมีการโอนทรัพย์ต่อไปยังทายาทหรือบุคคลอื่นหลายทอด แต่เมื่อการโอนครั้งแรกมิใช่การแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบ การครอบครองของผู้รับโอนในลำดับต่อมาก็ยังถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาททุกคน มิใช่การครอบครองในฐานะเจ้าของโดยเด็ดขาด หลักการนี้ทำให้สถานะของทรัพย์มรดกยังคงอยู่ และเปิดโอกาสให้ทายาทคนอื่นสามารถเรียกคืนทรัพย์กลับเข้าสู่กองมรดกเพื่อดำเนินการแบ่งปันใหม่ได้

แนวคำวินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า หน้าที่ของผู้จัดการมรดกมิใช่เพียงการดูแลทรัพย์มรดกเท่านั้น แต่รวมถึงการรักษาประโยชน์ร่วมของทายาททุกคนด้วย การกระทำใดที่ทำให้ทรัพย์มรดกออกจากกองมรดกโดยมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ย่อมไม่ทำให้การจัดการมรดกเสร็จสิ้น และไม่ตัดสิทธิของทายาทในการเรียกคืนทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันใหม่ตามกฎหมาย 

บทสรุป

คำพิพากษานี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายมรดกที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจของผู้จัดการมรดก สิทธิของทายาทโดยธรรม และสถานะของทรัพย์มรดกได้อย่างชัดเจน โดยศาลฎีกาวางหลักว่า การที่ผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัว มิได้ทำให้ทรัพย์นั้นหลุดพ้นจากการเป็นทรัพย์มรดกโดยอัตโนมัติ หากยังมิได้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกตามกฎหมาย การจัดการมรดกย่อมยังไม่เสร็จสิ้น และทรัพย์ดังกล่าวยังคงอยู่ในกองมรดกเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน ผู้รับโอนในลำดับต่อมาจึงอาจมีฐานะเป็นเพียงผู้ครอบครองทรัพย์แทนทายาททั้งหมด มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด แม้ว่าจะมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แล้วก็ตาม 

ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการกำจัดทายาทมิให้ได้รับมรดกว่า บทบัญญัติดังกล่าวต้องตีความโดยเคร่งครัด เพราะเป็นบทกฎหมายที่ตัดสิทธิในการรับมรดกของบุคคล การจะนำมาใช้ได้ต้องปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่าทายาทมีเจตนายักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล หรือรู้อยู่แล้วว่าการกระทำของตนทำให้ทายาทคนอื่นเสียประโยชน์ หากข้อเท็จจริงยังแสดงให้เห็นว่าผู้กระทำเข้าใจโดยสุจริตว่าทรัพย์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนแล้ว แม้ความเข้าใจดังกล่าวจะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ยังไม่เพียงพอที่จะตัดสิทธิในการรับมรดกได้ หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับเจตนาของผู้กระทำควบคู่ไปกับผลของการกระทำ มิใช่วินิจฉัยจากผลของการโอนหรือการจำหน่ายทรัพย์เพียงอย่างเดียว 

อีกหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง คือ การตีความเรื่องอายุความฟ้องคดีมรดก ศาลฎีกาอธิบายว่า แม้จะพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว หากทรัพย์มรดกยังมิได้รับการแบ่งปันโดยชอบด้วยกฎหมาย และยังอยู่ในความครอบครองของผู้จัดการมรดกหรือทายาทซึ่งถือครองแทนทายาททุกคน ทายาทยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกคืนทรัพย์กลับสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันใหม่ได้ เพราะเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกที่ยังมิได้แบ่ง มิใช่การฟ้องคดีมรดกตามความหมายของอายุความหนึ่งปี หลักการดังกล่าวช่วยคุ้มครองสิทธิของทายาททุกคนไม่ให้สูญเสียสิทธิจากการที่ผู้จัดการมรดกหรือทายาทบางรายถือครองทรัพย์มรดกไว้เป็นเวลานานโดยยังมิได้ดำเนินการแบ่งปันตามกฎหมาย 

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังยืนยันหลักกฎหมายเกี่ยวกับส่วนควบของที่ดินและการคืนทรัพย์มรดกว่า เมื่อสิ่งปลูกสร้างเป็นส่วนควบของที่ดิน การเรียกคืนกรรมสิทธิ์ในที่ดินกลับสู่กองมรดกย่อมครอบคลุมถึงสิ่งปลูกสร้างด้วย แม้คำฟ้องจะมิได้ระบุสิ่งปลูกสร้างไว้อย่างชัดแจ้ง รวมทั้งวางหลักว่า เงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกยังคงมีสภาพเป็นทรัพย์มรดก และศาลสามารถกำหนดให้คืนเงินเข้าสู่กองมรดกได้ โดยคำนึงถึงส่วนแบ่งที่ผู้ครอบครองมีสิทธิได้รับในฐานะทายาท เพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นไปอย่างเป็นธรรมแก่ผู้มีสิทธิทุกคน 

โดยสรุป คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญของกฎหมายมรดกในหลายประเด็น ทั้งหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ผลของการโอนทรัพย์มรดกระหว่างทายาท การตีความเรื่องการกำจัดทายาทมิให้ได้รับมรดก การใช้บังคับอายุความคดีมรดก การคงสถานะของทรัพย์มรดกแม้มีการโอนหรือจำหน่ายไปแล้ว ตลอดจนหลักการเรียกคืนทรัพย์และเงินกลับเข้าสู่กองมรดกเพื่อแบ่งปันใหม่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเป็นแนวคำวินิจฉัยที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับผู้จัดการมรดก ทายาท นักกฎหมาย และผู้ปฏิบัติงานด้านคดีมรดกในการทำความเข้าใจขอบเขตของสิทธิ หน้าที่ และผลทางกฎหมายของการจัดการทรัพย์มรดกให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและหลักความเป็นธรรมระหว่างทายาททุกฝ่าย 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 284/2569 

การที่ อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนในฐานะทายาทโดยธรรมของ พ. น่าเชื่อว่า อ. มีเจตนาแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นของตน หลังจากนั้น อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่ ส. โดยมีเจตนาให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของ ส. จึงเป็นเหตุให้จำเลยเป็นโจทก์ฟ้อง อ. และ ส. เป็นจำเลยในคดีอาญา ต่อมาระหว่างพิจารณา จำเลยกับ อ. และ ส. ตกลงกันได้ ส. ยินยอมจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่า อ. และ ส. ขอให้ศาลชั้นต้นบันทึกว่า การที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น เพื่อให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคน เป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่า การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ อ. จัดการมรดกของ พ. เสร็จสิ้นแล้ว การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่ ส. เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกแล้ว และการที่ ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่จำเลยเป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกแล้วเช่นกัน เมื่อจำเลยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตน จำเลยน่าจะมีสิทธิแบ่งแยกที่ดินแล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกได้ จึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยจงใจยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น จำเลยจึงไม่ต้องถูกกำจัดไม่ให้ได้มรดกของนาย พ.

การที่ อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแล้วโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว จึงไม่ใช่เป็นการแบ่งปันมรดกตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่า อ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว การที่ อ. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ ส. แล้ว ส. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ก็ต้องถือว่า อ. ส. และจำเลยได้ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นทั้งหมด แม้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทเป็นโฉนดแล้วขายที่ดินให้แก่บุคคลภายนอก เงินที่ได้จากการขายคงเป็นทรัพย์มรดกที่จำเลยครอบครองไว้แทนทายาทโดยธรรมของ พ. ทั้งหมด

การที่โจทก์และทายาทโดยธรรมคนอื่นของ พ. ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของ พ. และคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินกลับคืนสู่กองมรดกของ พ. เป็นความประสงค์ของโจทก์ทั้งหมดที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของ พ. ถือได้ว่า โจทก์เรียกร้องขอให้แบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างรวมเงินที่ได้จากการขายที่ดินยังเป็นทรัพย์มรดกของ พ. ที่ยังไม่ได้จัดการแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือว่ายังอยู่ในระหว่างจัดการมรดกของผู้จัดการมรดก โจทก์ทั้งหมดย่อมมีสิทธิฟ้องคดีได้ แม้จะล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อ พ. ผู้เป็นเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของ พ. ผู้เป็นเจ้ามรดก

การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกับคืนสู่กองมรดกย่อมมีความหมายว่าขอให้บังคับจำเลยโอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทกับคืนสู่กองมรดกด้วย ทุนทรัพย์ที่พิพาทจึงเป็นราคาประเมินที่ดินพิพาทรวมสิ่งปลูกสร้างด้วย

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งกำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกของนายเพิ่ม เจ้ามรดก และให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 กลับคืนสู่กองมรดก หากไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้จำเลยนำเงิน 3,000,000 บาท ที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 คืนแก่กองมรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทต่อไป

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้กำจัดมิให้จำเลยได้รับมรดกของนายเพิ่ม ในฐานะทายาทโดยธรรม ให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้จำเลยคืนเงิน 3,000,000 บาท ที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 9,860 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า นายเพิ่ม เจ้ามรดกอยู่กินฉันสามีภริยากับนางสินหรือสินธ์ มีบุตรซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม 7 คน คือ ดาบตำรวจกวี นางวิลัย จ่าสิบเอกภูธนานนท์หรือสมศักดิ์ นายวุฒิ นางสาวอนงค์ นายบัญชา และจำเลย แต่นางวิลัย นายวุฒิ และนายบัญชาถึงแก่ความตายไปก่อนนายเพิ่ม โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกภูธนานนท์กับนางสุพัตรา มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน 3 คน คือ โจทก์ นางสาวธัญลักษณ์ และนางสาวพลอยนภัส นางปราณี เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจกวี นายภูดิศ นายอัครเดช นางสาวสุทิศา นางสาวสุธาสินี นางสาวนฤมล และนางสาวสาวิตรี เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของดาบตำรวจกวี นายเพิ่มศักดิ์ และนางสาวสุกัญญา เป็นผู้สับสันดานของนางวิลัย นายวีรศักดิ์ และนางสาวเสาวลักษณ์ เป็นผู้สืบสันดานของนายวุฒิ คดีนี้นางสุพัตรา นางสาวธัญลักษณ์ นางสาวพลอยนภัส นางปราณี นายภูดิศ นายอัครเดช นางสาวสุทิศา นางสาวสุธาสินี นางสาวนฤมล นางสาวสาวิตรี นายเพิ่มศักดิ์ นางสาวสุกัญญา และนายวีรศักดิ์ต่างมอบอำนาจให้โจทก์ฟ้องคดีแทน เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2536 นายเพิ่มถึงแก่ความตาย นายเพิ่มมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 เนื้อที่ 81 510 ตารางวา และที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 เนื้อที่ 2 งาน 19 910 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2537 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม วันที่ 17 มีนาคม 2538 นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม วันที่ 9 กรกฎาคม 2558 นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มขายที่ดินทรัพย์มรดกตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 ให้แก่นางราณี แล้วนำเงินที่ได้แบ่งปันให้แก่นายวีรศักดิ์และนางสาวเสาวลักษณ์ วันที่ 27 กรกฎาคม 2558 นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 52 เป็นของตนเอง ต่อมาวันที่ 8 ตุลาคม 2558 นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์โดยเสน่หา ครั้นวันที่ 14 มิถุนายน 2559 จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์เป็นจำเลยในคดีอาญาข้อหาความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดเกี่ยวกับเอกสารเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1949/2559 ของศาลชั้นต้น ระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว นางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ยินยอมจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ต่อมาวันที่ 7 มีนาคม 2561 นางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยโดยเสน่หา วันที่ 14 มีนาคม 2562 จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นถนนคลองเรียน 1 ซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ เนื้อที่ 3 ตารางวา และเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 เนื้อที่ 76 110 ตารางวา ส่วนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินแปลงคง คงเหลือเนื้อที่ 1 งาน 40 410 ตารางวา วันที่ 22 เมษายน 2562 จำเลยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ให้แก่นางพจนีย์ และนายศุภกิตติ์ ในราคา 3,000,000 บาท ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเงินที่ได้จากการขายที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่ม เจ้ามรดกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 หรือไม่ เห็นว่า ขณะที่นายเพิ่มถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 มีชื่อนายเพิ่มเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่ม แม้จำเลยพักอาศัยอยู่ในบ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทและอ้างว่านายเพิ่มยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว แต่เมื่อไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ดินพิพาทจึงไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย แต่ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มเช่นเดิม เมื่อนายเพิ่มถึงแก่ความตายแล้ว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์ เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม นางสาวอนงค์มีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้กำจัดจำเลยมิให้รับมรดกของนายเพิ่มนั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทายาทคนใดยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่า ตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ถ้าได้ยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกน้อยกว่าส่วนที่ตนจะได้ ทายาทคนนั้นต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเฉพาะส่วนที่ได้ยักย้ายหรือปิดบังไว้นั้น" โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานแล้วยังมีนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า ขณะนายเพิ่มยังมีชีวิตอยู่ได้แบ่งที่ดินให้แก่บุตรรวมทั้งจำเลยแล้ว คงมีแต่นางสาวอนงค์ที่ยังไม่ได้รับการแบ่งที่ดินจากนายเพิ่ม เดิมนายเพิ่ม นางสิน นางสาวอนงค์ นางสาวเสาวลักษณ์ นายวีรศักดิ์ และจำเลยพักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 40 ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท เมื่อนายเพิ่มและนางสินถึงแก่ความตาย นางสาวอนงค์ นางสาวเสาวลักษณ์ นายวีรศักดิ์ และจำเลยก็ยังคงพักอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าว การที่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มให้แก่ตนเองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มเป็นการให้นางสาวอนงค์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม ต่อมานางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โดยเสน่หาแก่นางสาวเสาวลักษณ์บุตรนายวุฒิ ซึ่งเป็นฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่ม ก็เป็นการให้นางสาวเสาวลักษณ์ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่มเช่นเดียวกัน แม้ต่อมานางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โดยเสน่หาแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่ม ก็ยังเป็นการให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม การที่จำเลยแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้เป็นถนนคลองเรียน 1 ซึ่งเป็นถนนสาธารณประโยชน์ และเป็นที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 แล้วจำเลยขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ให้แก่นางพจนีย์ และนายศุภกิตติ์ ในราคา 3,000,000 บาท เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกเลย แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มมีที่ดินเพียงสองแปลง คือ ที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 และที่ดินพิพาท เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2537 แล้ว ครั้นวันที่ 17 มีนาคม 2538 นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม แต่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มยังไม่ได้แบ่งปันทรัพย์มรดกที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มแต่อย่างใด จนกระทั่งเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากนางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินทรัพย์มรดกทั้งสองแปลงไว้ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มแล้วกว่า 20 ปี นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62524 ให้แก่นางราณี แล้วนำเงินที่ได้มาแบ่งปันให้แก่นายวีรศักดิ์และนางสาวเสาวลักษณ์บุตรนายวุฒิโดยไม่ได้แบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมคนอื่นของนายเพิ่ม แสดงว่านางสาวอนงค์ได้เริ่มจัดการมรดกของนายเพิ่มแล้ว ส่วนที่นางสาวอนงค์อ้างว่า นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัวก็เพื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่ม โดยอ้างว่าต้องการให้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นศูนย์รวมของทายาทโดยธรรมนั้น เป็นข้อกล่าวอ้างที่ขัดต่อเหตุผล เพราะนางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี ย่อมเป็นการถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนอยู่แล้ว ไม่จำต้องจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนเองในฐานะส่วนตัว เพื่อถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนของนายเพิ่มอีก ประกอบกับนางสาวอนงค์อ้างว่าขณะนายเพิ่มยังมีชีวิต ตนเองไม่เคยได้รับโอนที่ดินแปลงอื่นจากนายเพิ่มมาก่อน ดังนั้น การที่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของตนเองนั้น น่าเชื่อว่านางสาวอนงค์มีเจตนาแบ่งปันทรัพย์มรดกด้วยการโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของตนเองในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม แล้วยังได้ความว่าภายหลังจากนางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาเป็นของตนเองไม่ถึง 3 เดือน ครั้นวันที่ 8 ตุลาคม 2558 นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์โดยกล่าวอ้างว่านางสาวอนงค์ป่วยเป็นโรคความดัน แต่ไม่ปรากฏว่านางสาวอนงค์ป่วยเจ็บถึงขนาดที่ไม่สามารถดำรงชีวิตตามปกติแต่อย่างใด และหากนางสาวอนงค์เจ็บป่วยหนักก็ยังมีทางเลือกที่จะเรียกประชุมทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม เพื่อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือจดทะเบียนใส่ชื่อทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มเป็นเจ้าของรวมในที่ดินพิพาทได้ แต่นางสาวอนงค์หาได้ดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใดไม่ อีกทั้งตามสำเนาคำฟ้องคดีอาญามีข้อเท็จจริงว่า ในวันที่นางสาวอนงค์ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสงขลา สาขาหาดใหญ่ เพื่อจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์นั้น นางสาวอนงค์แจ้งแก่เจ้าพนักงานที่ดินว่า โจทก์ไม่ประสงค์จะขอรับมรดกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง น่าเชื่อว่า นางสาวอนงค์ยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่นางสาวเสาวลักษณ์โดยมีเจตนาให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของนางสาวเสาวลักษณ์เช่นเดียวกัน ไม่น่าเชื่อว่านางสาวอนงค์เจตนาให้นางสาวเสาวลักษณ์ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคนดังข้อกล่าวอ้างของโจทก์ นางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์แต่อย่างใด จึงเป็นเหตุให้จำเลยเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์เป็นจำเลยในคดีอาญาฐานความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ต่อมาระหว่างพิจารณาคดีดังกล่าว จำเลยกับนางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ตกลงกันได้ เพื่อที่นางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์จะไม่ต้องถูกดำเนินคดีอาญาต่อไป นางสาวเสาวลักษณ์จึงยินยอมจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย โดยไม่ปรากฏว่านางสาวอนงค์และนางสาวเสาวลักษณ์ขอให้ศาลชั้นต้นในคดีดังกล่าวบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหรือจัดทำบันทึกข้อตกลงต่างหากว่า การที่นางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยนั้นเพื่อให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทโดยธรรมทุกคน พฤติการณ์ที่ได้วินิจฉัยมานั้นเป็นเหตุให้จำเลยเข้าใจว่า การที่นางสาวอนงค์จดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มมาเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่นางสาวอนงค์จัดการมรดกของนายเพิ่มเสร็จสิ้นแล้ว การที่นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่นางสาวเสาวลักษณ์เป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มแล้วให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของนางสาวเสาวลักษณ์ และการที่นางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โดยเสน่หาแก่จำเลยเป็นการยกทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มแล้วให้เป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของจำเลยเช่นเดียวกัน เมื่อจำเลยเข้าใจว่าที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของจำเลยแล้ว จำเลยน่าจะมีสิทธิแบ่งแยกที่ดินแล้วขายที่ดินที่แบ่งแยกได้ การกระทำดังกล่าวของจำเลยจึงยังถือไม่ได้ว่า จำเลยจงใจยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดกเท่าส่วนที่ตนจะได้หรือมากกว่านั้นโดยฉ้อฉลหรือรู้อยู่ว่าตนทำให้เสื่อมประโยชน์ของทายาทคนอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1605 จำเลยจึงไม่ต้องถูกกำจัดมิให้ได้มรดกของนายเพิ่ม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้จำเลยต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่มมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยอีกประการหนึ่งว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1748 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ทายาทคนใดครอบครองทรัพย์มรดกซึ่งยังมิได้แบ่งกัน ทายาทคนนั้นมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความตามมาตรา 1754 แล้วก็ดี" และมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตายหรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก" อายุความฟ้องคดีมรดกตามมาตรา 1754 เป็นกรณีทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกในฐานะที่มีสิทธิรับมรดกตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทรู้หรือควรรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก แต่ทั้งนี้มิให้ฟ้องร้องเมื่อพ้น 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย หากเป็นกรณีที่ทรัพย์มรดกนั้นยังไม่ได้แบ่งปัน และทายาทผู้นั้นครอบครองทรัพย์มรดกอยู่หรือมีทายาทอื่นครอบครองทรัพย์มรดกไว้แทน ย่อมสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกนั้นได้ตามมาตรา 1748 วรรคหนึ่ง โดยไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ทั้งไม่มีบทกฎหมายใดบัญญัติว่า แม้ทายาทไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกด้วยตนเอง แต่มีทายาทอื่นครอบครองแทน ทายาทที่ไม่ได้ครอบครองทรัพย์มรดกจะต้องฟ้องเรียกเอาทรัพย์มรดกจากทายาทที่ครอบครองแทนภายใน 1 ปี ข้อเท็จจริงได้ความว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางสาวอนงค์ ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่ม ย่อมถือว่านางสาวอนงค์ครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นด้วย และเป็นตัวแทนของบรรดาทายาทโดยธรรมเหล่านั้นในการแบ่งปันมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 การที่นางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนรับโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มแล้วโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ตนเองในฐานะส่วนตัว จึงมิใช่เป็นการแบ่งปันมรดกตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยสุจริต ถือไม่ได้ว่านางสาวอนงค์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มจัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว การที่นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์ ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกแทนที่นายวุฒิ ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม แล้วนางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม ก็ต้องถือว่า นางสาวอนงค์ นางสาวเสาวลักษณ์ และจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนทายาทโดยธรรมคนอื่นรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดด้วย แม้จำเลยจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินพิพาทเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 แล้วขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่นางพจนีย์ และนายศุภกิตติ์ ในราคา 3,000,000 บาท เงินที่ได้จากการขายดังกล่าว ก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่มที่จำเลยครอบครองไว้แทนทายาทโดยธรรมคนอื่นและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่มรวมทั้งโจทก์ทั้งหมดด้วยเช่นเดียวกัน แม้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่มแล้ว แต่การที่โจทก์ นางสาวธัญลักษณ์ นางสาวพลอยนภัส บุตรชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรมของจ่าสิบเอกภูธนานนท์ และนางสุพัตรา คู่สมรสของจ่าสิบเอกภูธนานนท์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่ม นายภูดิศ นายอัครเดช นางสาวสุทิศา นางสาวสุธาสินี นางสาวนฤมล และนางสาวสาวิตรี บุตรชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรมของดาบตำรวจกวี และนางปราณี คู่สมรสของดาบตำรวจกวีซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่ม นายเพิ่มศักดิ์ และนางสาวสุกัญญา ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่นางวิลัย ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่ม และนายวีรศักดิ์ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่นายวุฒิ ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่ม ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม และคืนเงิน 3,000,000 บาท ที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มนั้น เป็นความประสงค์ของโจทก์ทั้งหมดที่จะได้รับการแบ่งปันทรัพย์มรดกของนายเพิ่ม ถือได้ว่าโจทก์ทั้งหมดเรียกร้องขอให้แบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อที่ดินพิพาทและสิ่งปลูกสร้างรวมทั้งเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ยังเป็นทรัพย์มรดกนายเพิ่มที่ยังมิได้จัดสรรแบ่งปันแก่ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือว่ายังอยู่ในระหว่างการจัดการทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดก โจทก์ทั้งหมดย่อมมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1784 แม้จะล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อนายเพิ่มผู้เป็นเจ้ามรดกตาย หรือนับแต่เมื่อทายาทโดยธรรมได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายเพิ่มผู้เป็นเจ้ามรดกตามมาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยต้องจดทะเบียนโอนบ้านเลขที่ 40 หมู่ที่ 4 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม พร้อมกับที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 190 บัญญัติว่า "จำนวนทุนทรัพย์หรือราคาอันพิพาทกันในคดีนั้น ให้คำนวณดังนี้ (1) จำนวนทุนทรัพย์หรือราคานั้นให้คำนวณตามคำเรียกร้องของโจทก์..." แม้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม เพื่อนำมาแบ่งปันให้แก่ทายาทโดยธรรมทุกคน ไม่ได้ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างด้วย แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาทและคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินพิพาท อีกทั้งยังได้ความต่อไปว่า นางสาวอนงค์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่นางสาวเสาวลักษณ์ แล้วนางสาวเสาวลักษณ์จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย ดังนั้น การที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดก ย่อมมีความหมายว่าขอให้บังคับจำเลยโอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกด้วย เมื่อหนังสือรับรองราคาประเมินที่ดิน ระบุว่าราคาประเมินที่ดินพิพาทเป็นเงิน 3,510,000 บาท และราคาประเมินสิ่งปลูกสร้างหลังจากหักค่าเสื่อมราคาเป็นเงิน 493,200 บาท รวมเป็นเงิน 4,003,200 บาท ซึ่งโจทก์ระบุว่าเป็นทุนทรัพย์ที่พิพาทในคดีนี้แล้วโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นตามทุนทรัพย์ดังกล่าวมาเป็นเงิน 140,060 บาท จึงถูกต้องครบถ้วนแล้ว การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยว่า ทุนทรัพย์ที่พิพาทมีเฉพาะราคาประเมินที่ดินพิพาทไม่รวมสิ่งปลูกสร้าง แล้วพิพากษาให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นที่ชำระตามทุนทรัพย์สิ่งปลูกสร้างเป็นเงิน 9,860 บาทให้แก่โจทก์นั้นจึงไม่ถูกต้อง แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขโฉนดที่ดินพิพาทจากเดิมที่ระบุว่าอยู่ในตำบลคอหงษ์เป็นตำบลหาดใหญ่ แสดงว่า ทางราชการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องที่จากตำบลคอหงษ์หรือคอหงส์เป็นตำบลหาดใหญ่แล้ว อีกทั้งสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน ซึ่งเป็นสำเนาทะเบียนบ้านเลขที่ 40 ที่โจทก์ยืนยันว่าบ้านหลังดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินพิพาท มีเลขรหัสประจำบ้าน คือ 9098 – 012xxx - x ส่วนบ้านเลขที่ 52 นั้น ตามสำเนารายการเกี่ยวกับบ้านท้ายหนังสือมอบอำนาจของนายวีรศักดิ์ แผ่นสุดท้ายที่มีชื่อนายวีรศักดิ์ เป็นผู้อาศัย กับสำเนาแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎรจากฐานข้อมูลการทะเบียน สำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ที่มีชื่อจำเลยเป็นผู้อาศัย ก็มีเลขรหัสประจำบ้าน คือ 9098 – 012xxx – x เช่นเดียวกับเลขรหัสประจำบ้านเลขที่ 40 แสดงว่า เมื่อทางราชการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครองท้องที่จากตำบลคอหงส์เป็นตำบลหาดใหญ่ จึงเปลี่ยนเลขที่บ้านและหมู่บ้านจากบ้านเลขที่ 40 เป็นบ้านเลขที่ 52 เมื่อสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทไม่ใช่บ้านเลขที่ 40 จึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนบ้านเลขที่ 40 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มพร้อมกับที่ดินพิพาทได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้โจทก์ไม่ได้มีคำขอให้โอนสิ่งปลูกสร้างกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มด้วย แต่เมื่อเอกสารท้ายคำฟ้องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องและทางพิจารณาของคู่ความมีข้อเท็จจริงว่า บ้านเลขที่ 52 ปลูกสร้างบนที่ดินพิพาทและส่วนควบของที่ดินพิพาท เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทในชั้นบังคับคดี จึงเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านหลังดังกล่าวกลับคืนสู่กองมรดกด้วย

อนึ่ง เมื่อนางสาวอนงค์ในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่มและนางสาวเสาวลักษณ์ผู้สืบสันดานที่รับมรดกแทนที่นายวุฒิทายาทโดยธรรมอีกคนหนึ่งของนายเพิ่มไม่ได้เข้ามาเป็นคู่ความในคดี ประกอบกับที่ดินพิพาทคงเหลือเนื้อที่เพียง 1 งาน 40 410 ตารางวา แล้วยังมีสิ่งปลูกสร้างที่จำเลยพักอาศัยอยู่ด้วย การพิพากษาให้จำเลยคืนทรัพย์มรดกที่ดินพิพาทกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม เพื่อให้มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นไปตามความประสงค์ของทายาทโดยธรรมและผู้รับมรดกแทนที่ทายาทโดยธรรมทุกคนน่าจะเหมาะสมและเป็นธรรมกว่าการพิพากษากำหนดส่วนแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งหมด ส่วนเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ซึ่งแบ่งแยกมาจากที่ดินพิพาทยังเป็นทรัพย์มรดกของนายเพิ่ม ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น ที่นางสาวอนงค์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มมีหน้าที่ต้องแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม แต่ข้อเท็จจริงได้ความว่า นายเพิ่มมีทายาทโดยธรรม 7 คน คือ ดาบตำรวจกวี นางวิลัย จ่าสิบเอกภูธนานนท์หรือสมศักดิ์ นายวุฒิ นางสาวอนงค์ นายบัญชา และจำเลย แต่นางวิลัย นายวุฒิและนายบัญชาถึงแก่ความตายไปก่อนนายเพิ่ม โดยนางวิลัยและนายวุฒิมีผู้สืบสันดานรับมรดกแทนที่ แต่ตามบัญชีเครือญาติ ไม่ปรากฏว่านายบัญชามีผู้สืบสันดานที่จะรับมรดกแทนที่ ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มย่อมตกทอดแก่ดาบตำรวจกวี จ่าสิบเอกภูธนานนท์ นางสาวอนงค์ และจำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนายเพิ่ม รวมทั้งผู้รับมรดกแทนที่นางวิลัยและนายวุฒิ หลังจากนายเพิ่มถึงแก่ความตายแล้ว ต่อมาดาบตำรวจกวีและจ่าสิบเอกภูธนานนท์ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายเพิ่มที่ตกทอดแก่ดาบตำรวจกวีและจ่าสิบเอกภูธนานนท์ย่อมตกทอดต่อไปแก่ทายาทโดยธรรมของดาบตำรวจกวีและจ่าสิบเอกภูธนานนท์ตามลำดับ ดังนั้น จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมคนหนึ่งของนายเพิ่มย่อมมีสิทธิที่จะได้รับส่วนแบ่งจากเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 ด้วย จึงสมควรให้จำเลยคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดินเพื่อกลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มเพียง 5 ใน 6 ส่วน ของจำนวนเงิน 3,000,000 บาท เท่านั้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดกของนายเพิ่ม เจ้ามรดก ให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทตามโฉนดที่ดินเลขที่ 62525 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 52 กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่ม หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยส่งมอบเงินที่ได้จากการขายที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 307249 เพียง 5 ใน 6 ส่วน จำนวน 2,500,000 บาท กลับคืนสู่กองมรดกของนายเพิ่มด้วย และให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เฉพาะส่วนที่ให้คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 9,860 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่  ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มาเป็นของตนเองไม่ได้หมายความว่าทรัพย์นั้นพ้นจากกองมรดกเสมอไป  ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ดูแลและแบ่งปันทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




กำจัดมิให้รับมรดก

ผู้ถูกตัดสิทธิรับมรดกมีสิทธิขอถอนผู้จัดการมรดกหรือไม่ ศึกษาหลักฟ้องซ้ำและผลผูกพันคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีมรดก
เมื่อพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดแต่ผู้รับบางรายไม่มีสิทธิรับมรดก ทรัพย์สินจะตกแก่ใคร และทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดกกลับมามีสิทธิหรือไม่
ทายาทที่ไม่มีชื่อในพินัยกรรมยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ เมื่อพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์ไม่ครบทั้งหมดและทรัพย์บางส่วนยังตกทอดตามกฎหมาย
ข้อตกลงแบ่งมรดกเป็นหนังสือผูกพันทายาทหรือไม่ เมื่อผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ทายาทบางคนเพียงผู้เดียว
การกำจัดทายาทมิให้รับมรดกเพราะยักย้ายทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล พร้อมปัญหาอายุความฟ้องแบ่งมรดกและการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบตามกฎหมาย