ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้ถูกตัดสิทธิรับมรดกมีสิทธิขอถอนผู้จัดการมรดกหรือไม่ ศึกษาหลักฟ้องซ้ำและผลผูกพันคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีมรดก

ผู้ถูกตัดสิทธิรับมรดกมีสิทธิถอนผู้จัดการมรดกหรือไม่, ผู้ไม่มีสิทธิรับมรดกสามารถร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่, ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีมรดก, การฟ้องซ้ำในคดีผู้จัดการมรดก, การขอถอนผู้จัดการมรดกเพราะไม่แบ่งทรัพย์มรดก, ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกคือใคร, สิทธิร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย, ข้อห้ามรื้อฟื้นประเด็นที่ศาลวินิจฉัยแล้ว, ผลของการไม่ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์, ผู้จัดการมรดกกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก, หลักฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.แพ่ง,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคคลที่จะเข้ามาโต้แย้งการบริหารจัดการกองมรดกของผู้จัดการมรดก และปัญหาสำคัญว่าบุคคลซึ่งถูกตัดสิทธิไม่ให้รับมรดกตามพินัยกรรมยังคงมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกหรือไม่ รวมถึงมีสิทธิร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกหรือขอแต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทนได้หรือไม่ คดีนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญว่าด้วยผลผูกพันของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดและข้อห้ามในการรื้อฟื้นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว โดยแม้ผู้คัดค้านจะพยายามยื่นคำร้องใหม่โดยอ้างเหตุว่าผู้จัดการมรดกละเลยหน้าที่และกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก แต่เมื่อประเด็นดังกล่าวเคยได้รับการวินิจฉัยโดยศาลอุทธรณ์จนถึงที่สุดแล้ว การนำข้ออ้างเดิมกลับมาฟ้องร้องอีกย่อมเข้าลักษณะเป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจเรื่องผู้มีส่วนได้เสียในคดีมรดก อำนาจของผู้จัดการมรดก ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด และหลักห้ามฟ้องซ้ำซึ่งเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่ง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า บุคคลซึ่งถูกตัดสิทธิไม่ให้รับมรดกตามพินัยกรรมยังมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกจนสามารถร้องขอถอนผู้จัดการมรดกหรือขอแต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ และเมื่อศาลได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวจนคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความจะสามารถนำเหตุเดิมมาฟ้องร้องหรือยื่นคำร้องใหม่อีกได้หรือไม่

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลอุทธรณ์เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมและเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก ผู้คัดค้านจึงไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย และไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกหรือขอแต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทนหรือร่วมกับผู้จัดการมรดกเดิมได้

ฟ้องซ้ำ

เมื่อประเด็นเรื่องสิทธิของผู้คัดค้านและข้อกล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกละเลยหน้าที่หรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกได้รับการวินิจฉัยโดยศาลอุทธรณ์จนคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว การนำเหตุเดียวกันกลับมายื่นคำร้องใหม่อีก แม้จะอ้างรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับทรัพย์สินบางรายการ ก็ยังถือว่าเป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นเดิมโดยอาศัยเหตุแห่งคดีเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และศาลไม่อาจรับวินิจฉัยซ้ำได้อีก.

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายธวัช ผู้ตาย และให้มีสิทธิหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกองมรดกตามกฎหมาย ต่อมาผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก พร้อมขอให้แต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน หรือแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง โดยอ้างว่าผู้ร้องละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้าน และมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตาย อันเป็นเหตุให้ไม่สมควรดำรงตำแหน่งผู้จัดการมรดกต่อไป

อย่างไรก็ตาม ก่อนเกิดคดีนี้ ผู้คัดค้านเคยยื่นคำร้องในลักษณะเดียวกันมาแล้ว โดยกล่าวอ้างว่าผู้ร้องไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้าน เป็นการละเลยหน้าที่ผู้จัดการมรดกและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ซึ่งผู้ร้องได้ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก เนื่องจากไม่ได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาวินิจฉัยไว้แล้วว่า ผู้คัดค้านเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก จึงไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกหรือขอแต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกได้

ภายหลังจากคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุด ผู้คัดค้านกลับยื่นคำร้องใหม่อีกครั้ง โดยยังคงอ้างเหตุเดิมว่าผู้ร้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดก ไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้าน และกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก เพียงแต่เพิ่มเติมข้ออ้างว่าผู้ตายยังมีทรัพย์สินอื่นอีก ได้แก่ หุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งไม่เคยถูกกล่าวถึงในคำร้องเดิม ผู้คัดค้านจึงเห็นว่าตนยังมีสิทธิร้องขอให้ศาลพิจารณาถอนผู้ร้องจากตำแหน่งผู้จัดการมรดกอีกครั้ง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องของผู้คัดค้านไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีเดิม จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้คัดค้านอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้คัดค้านจึงฎีกาต่อศาลฎีกา โดยมีประเด็นสำคัญว่าคำร้องดังกล่าวเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมีเพียงประเด็นเดียว คือ คำร้องของผู้คัดค้านที่ขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและขอให้แต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทนหรือร่วมกับผู้ร้องนั้น เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่

ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงจากสำนวนแล้วเห็นว่า ในคดีก่อน ผู้คัดค้านได้ยื่นคำร้องโดยอาศัยเหตุว่าผู้ร้องไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้าน อันเป็นการละเลยการปฏิบัติหน้าที่และกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ขณะที่ผู้ร้องได้โต้แย้งว่าผู้คัดค้านไม่ได้เป็นผู้รับพินัยกรรมและไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก ประเด็นดังกล่าวได้รับการวินิจฉัยโดยศาลอุทธรณ์แล้วว่า ผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม จึงเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก ไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และไม่มีสิทธิขอถอนหรือขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดก

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อผู้คัดค้านมิได้ฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีก่อน คำพิพากษาดังกล่าวจึงถึงที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงไม่อาจกลับมาโต้แย้งอีกว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก หรือมีสิทธิร้องขอเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองมรดกของผู้ตายได้อีก

นอกจากนี้ แม้ผู้คัดค้านจะพยายามอ้างว่ามีทรัพย์สินรายการใหม่คือหุ้นของบริษัทแห่งหนึ่งเพิ่มเติมจากที่เคยอ้างในคดีก่อน แต่ข้ออ้างหลักยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน คือ กล่าวหาว่าผู้ร้องไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้านและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ซึ่งเป็นเหตุแห่งคดีเดียวกับที่ศาลได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว การนำข้ออ้างเดิมกลับมาฟ้องร้องใหม่จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นเดิม

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า คำร้องของผู้คัดค้านเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกคำร้องมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น และไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ.

วิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลฎีกาแบบละเอียด

คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการบังคับใช้หลักความเด็ดขาดแห่งคำพิพากษาและหลักห้ามฟ้องซ้ำในกระบวนพิจารณาความแพ่ง โดยศาลฎีกามิได้มุ่งวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติหน้าที่โดยชอบหรือไม่ หรือมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกจริงหรือไม่ หากแต่มุ่งวินิจฉัยในประเด็นเบื้องต้นที่สำคัญกว่า คือ ผู้คัดค้านมีสิทธิที่จะนำข้อพิพาทดังกล่าวมาฟ้องร้องหรือยื่นคำร้องต่อศาลอีกหรือไม่ ภายหลังจากที่ประเด็นดังกล่าวได้รับการวินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้ว

สาระสำคัญประการแรกของคำพิพากษานี้อยู่ที่แนวคิดเรื่อง “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในคดีมรดก ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสถานะทางกฎหมายของผู้คัดค้านเป็นอันดับแรก เนื่องจากการร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดกหรือขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกคนใหม่มิใช่สิทธิของบุคคลทั่วไป แต่เป็นสิทธิของผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดกโดยตรง หากบุคคลใดไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกหรือไม่มีผลประโยชน์ที่จะได้รับจากกองมรดก บุคคลนั้นย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาโต้แย้งการบริหารจัดการกองมรดกของผู้จัดการมรดกได้

ในคดีก่อน ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งว่าผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม และถือเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก ผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวมิใช่เพียงการปฏิเสธสิทธิในการรับทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสถานะทางกฎหมายของผู้คัดค้านในฐานะผู้มีส่วนได้เสียอีกด้วย เมื่อไม่มีสิทธิในกองมรดก ย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลควบคุม ตรวจสอบ หรือเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการมรดก เพราะผลของการบริหารกองมรดกมิได้กระทบต่อสิทธิของตนอีกต่อไป

ประเด็นสำคัญประการที่สองคือหลักผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด ศาลฎีกาเน้นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าผู้คัดค้านไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และผู้คัดค้านมิได้ใช้สิทธิฎีกา คำพิพากษาดังกล่าวจึงถึงที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความตามกฎหมาย ผลผูกพันนี้มีความหมายว่าคู่ความไม่สามารถกลับมาโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วได้อีก แม้ว่าคู่ความฝ่ายใดจะยังไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาก็ตาม

หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่ระบบกฎหมาย หากเปิดโอกาสให้คู่ความกลับมายกประเด็นเดิมขึ้นฟ้องร้องได้ไม่สิ้นสุด ย่อมทำให้ข้อพิพาทไม่สามารถยุติลงได้ และก่อให้เกิดภาระแก่คู่ความอีกฝ่ายรวมถึงกระบวนการยุติธรรมโดยไม่จำเป็น ดังนั้น เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลย่อมต้องถือว่าประเด็นนั้นได้รับการยุติอย่างเด็ดขาด

ประเด็นสำคัญประการที่สามคือการตีความคำว่า “อาศัยเหตุอย่างเดียวกัน” อันเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักฟ้องซ้ำ ผู้คัดค้านพยายามโต้แย้งว่าคดีใหม่แตกต่างจากคดีก่อน เพราะมีการกล่าวอ้างถึงทรัพย์สินเพิ่มเติม ได้แก่ หุ้นในบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งไม่ได้ปรากฏในคำร้องเดิม อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามองลึกไปถึงสาระของข้อพิพาทมากกว่ารายละเอียดปลีกย่อย โดยพิจารณาว่าเหตุแห่งการฟ้องร้องยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน คือ กล่าวหาว่าผู้ร้องละเลยการปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการมรดก ไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้าน และกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก

ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า การเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินบางรายการ มิได้ทำให้มูลเหตุแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป หากแก่นแท้ของข้อกล่าวหายังคงเป็นเรื่องเดิม ย่อมถือว่าเป็นการฟ้องร้องโดยอาศัยเหตุเดียวกัน และเข้าลักษณะเป็นฟ้องซ้ำตามกฎหมายได้ หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าศาลจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระที่แท้จริงของข้อพิพาท มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบหรือถ้อยคำที่คู่ความนำมาใช้ในการยื่นคำร้อง

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับลำดับการพิจารณาปัญหากฎหมาย โดยเมื่อวินิจฉัยแล้วว่าคำร้องเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องละเลยหน้าที่จริงหรือไม่ หรือมีการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกจริงหรือไม่ เนื่องจากแม้ข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะเป็นจริง ก็ไม่อาจทำให้ผู้คัดค้านมีสิทธิฟ้องร้องในเรื่องดังกล่าวได้อยู่ดี

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้ศาลต้องวินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้อง สิทธิฟ้อง และเงื่อนไขในการดำเนินคดีก่อนเข้าสู่การพิจารณาเนื้อหาแห่งคดี เพราะหากผู้ร้องไม่มีสิทธิดำเนินคดีตั้งแต่ต้น การวินิจฉัยข้อเท็จจริงในเนื้อหาย่อมไม่มีความจำเป็น

โดยสรุป คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญไว้สามประการ ได้แก่ ประการแรก ผู้ถูกตัดสิทธิไม่ให้รับมรดกตามพินัยกรรมย่อมไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและไม่มีสิทธิร้องขอเกี่ยวกับการบริหารกองมรดก ประการที่สอง คำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วย่อมมีผลผูกพันคู่ความ ไม่อาจนำประเด็นเดิมกลับมาโต้แย้งใหม่ได้ และประการที่สาม การนำเหตุแห่งคดีเดิมกลับมายื่นคำร้องอีก แม้จะเพิ่มเติมรายละเอียดหรือทรัพย์สินบางรายการ ก็ยังอาจเป็นฟ้องซ้ำได้หากสาระสำคัญของข้อพิพาทยังคงเป็นเรื่องเดิม หลักทั้งสามประการนี้ถือเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของกฎหมายมรดกและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่ช่วยให้ข้อพิพาทยุติลงอย่างเด็ดขาดและรักษาความมั่นคงแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม.

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย

คดีนี้แม้จะมีลักษณะเป็นคดีเกี่ยวกับการถอนผู้จัดการมรดก แต่ในสาระสำคัญกลับเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยสิทธิฟ้อง ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด และข้อห้ามฟ้องซ้ำมากกว่าปัญหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองมรดกโดยตรง ศาลฎีกาจึงมิได้มุ่งวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องครบถ้วนเพียงใด แต่ให้ความสำคัญกับคำถามเบื้องต้นว่าผู้คัดค้านมีสิทธิตามกฎหมายที่จะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นสู่ศาลอีกหรือไม่ เมื่อประเด็นนั้นเคยได้รับการวินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้ว

หลักกฎหมายประการแรกที่ปรากฏอย่างชัดเจนในคดีนี้คือ หลักเรื่องผู้มีส่วนได้เสียในคดีมรดก หลักการดังกล่าวมีรากฐานมาจากแนวคิดว่ากระบวนการยุติธรรมมีขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการใช้หรือการละเมิดสิทธิเท่านั้น บุคคลซึ่งไม่มีสิทธิหรือไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิพาทย่อมไม่อาจนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ เพราะหากเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกหรือผู้ไม่มีสิทธิที่แท้จริงเข้ามาใช้กระบวนการศาล ย่อมก่อให้เกิดภาระแก่คู่ความและกระทบต่อประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม

ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมและเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก ผลทางกฎหมายจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงการไม่ได้รับทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังหมายความว่าผู้คัดค้านไม่มีผลประโยชน์ทางกฎหมายในกองมรดกที่จะได้รับความคุ้มครองอีกต่อไป เมื่อไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดก จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ศาลเข้ามาควบคุมหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดก

เจตนารมณ์ของหลักผู้มีส่วนได้เสียมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลพิจารณาเฉพาะข้อพิพาทที่มีผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความจริง ๆ และป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิเกี่ยวข้องเข้ามาใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อสร้างความเสียหายหรือความยุ่งยากแก่บุคคลอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร หลักการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการคัดกรองคดีและรักษาประสิทธิภาพของระบบศาล

หลักกฎหมายประการที่สองคือ หลักผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งทุกระบบทั่วโลก หลักดังกล่าวตั้งอยู่บนแนวคิดว่า เมื่อศาลได้พิจารณาพยานหลักฐาน เปิดโอกาสให้คู่ความต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ข้อพิพาทนั้นย่อมต้องยุติลงอย่างเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นคู่ความจะสามารถนำเรื่องเดิมกลับมาฟ้องร้องได้ไม่รู้จบ ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในทางกฎหมาย และทำให้คำพิพากษาของศาลขาดความศักดิ์สิทธิ์

ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้คัดค้านไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก เมื่อผู้คัดค้านมิได้ใช้สิทธิฎีกา คำพิพากษาดังกล่าวจึงถึงที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความตามกฎหมาย ผู้คัดค้านจึงไม่อาจนำประเด็นเดิมกลับมาโต้แย้งอีกว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือมีสิทธิร้องขอเกี่ยวกับกองมรดก เพราะประเด็นดังกล่าวได้รับการยุติทางกฎหมายไปแล้ว

เจตนารมณ์ของหลักผลผูกพันคำพิพากษาคือการสร้างความมั่นคงแน่นอนในความสัมพันธ์ทางกฎหมายและทำให้คำพิพากษาของศาลสามารถยุติข้อพิพาทได้อย่างแท้จริง หากคู่ความสามารถโต้แย้งประเด็นเดิมได้ตลอดเวลา ย่อมทำให้ไม่มีคำพิพากษาใดสามารถยุติคดีได้อย่างเด็ดขาด และประชาชนไม่อาจเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมได้

หลักกฎหมายประการที่สามคือ หลักห้ามฟ้องซ้ำ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำงานควบคู่กับหลักผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด โดยกฎหมายห้ามมิให้คู่ความนำข้อพิพาทที่ศาลได้วินิจฉัยแล้วกลับมาฟ้องร้องใหม่อีก หากเป็นการอาศัยคู่ความเดิม ประเด็นแห่งคดีเดิม และเหตุแห่งคดีเดิม แม้จะมีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำหรือเพิ่มเติมรายละเอียดบางส่วนก็ตาม

ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญในคดีนี้ว่า การพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาที่สาระสำคัญของข้อพิพาท มิใช่พิจารณาเฉพาะรูปแบบของคำร้อง ผู้คัดค้านพยายามอ้างว่ามีทรัพย์สินเพิ่มเติมคือหุ้นบริษัทที่ไม่ได้ปรากฏในคำร้องเดิม แต่ศาลเห็นว่ามูลเหตุที่นำมาอ้างยังคงเป็นเรื่องเดิม กล่าวคือ ผู้ร้องไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้านและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ดังนั้น แม้รายละเอียดของทรัพย์สินจะเปลี่ยนไป แต่แก่นของข้อพิพาทยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน จึงถือเป็นการฟ้องซ้ำ

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติเรื่องฟ้องซ้ำมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริต ป้องกันการรบกวนคู่ความอีกฝ่ายด้วยการฟ้องร้องซ้ำแล้วซ้ำอีก และรักษาทรัพยากรของกระบวนการยุติธรรมไม่ให้ต้องกลับมาพิจารณาข้อพิพาทเดิมซ้ำหลายครั้ง หลักการดังกล่าวยังช่วยให้ประชาชนสามารถวางใจได้ว่า เมื่อคดีสิ้นสุดลงแล้ว สิทธิและหน้าที่ของตนจะมีความแน่นอนและไม่ถูกนำกลับมาโต้แย้งอีกโดยไม่มีที่สิ้นสุด

นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังสะท้อนหลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ศาลต้องพิจารณาปัญหาเรื่องสิทธิฟ้องและเงื่อนไขในการดำเนินคดีก่อนเข้าสู่การวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี เพราะหากผู้ร้องไม่มีสิทธิฟ้องหรือคำร้องต้องห้ามตามกฎหมายแล้ว ศาลย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงอื่นต่อไป หลักการดังกล่าวช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักเศรษฐศาสตร์ทางกระบวนพิจารณา

เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม คดีนี้จึงมิใช่เพียงคดีเกี่ยวกับผู้จัดการมรดกเท่านั้น แต่เป็นคดีสำคัญที่อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างหลักผู้มีส่วนได้เสีย หลักผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด และหลักห้ามฟ้องซ้ำได้อย่างชัดเจน โดยศาลฎีกาได้ยืนยันว่ากระบวนการยุติธรรมต้องคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิที่แท้จริง ขณะเดียวกันก็ต้องป้องกันมิให้ข้อพิพาทที่ยุติแล้วถูกนำกลับมารื้อฟื้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก อันเป็นการรักษาความมั่นคงแน่นอนของกฎหมายและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบยุติธรรมโดยรวม.

อธิบายกฎหมายที่เกี่ยวข้องแยกตามมาตรา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

มาตรา 55 เป็นบทบัญญัติพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิในการใช้กระบวนการยุติธรรมของบุคคล โดยกำหนดหลักว่า บุคคลที่จะยื่นฟ้องคดีต่อศาลได้จะต้องอ้างว่ามีการโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ของตน หรือมีความจำเป็นต้องขอให้ศาลรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ หลักการสำคัญของมาตรานี้คือการกำหนดให้ผู้ที่เข้ามาใช้สิทธิทางศาลต้องเป็นผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิพาทอย่างแท้จริง มิใช่บุคคลภายนอกที่ไม่มีสิทธิหรือหน้าที่ใดเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทนั้น

เจตนารมณ์ของมาตรา 55 มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลกลายเป็นเวทีสำหรับการดำเนินคดีโดยบุคคลที่ไม่มีส่วนได้เสีย และเพื่อให้การใช้ทรัพยากรของกระบวนการยุติธรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากเปิดโอกาสให้บุคคลใดก็ได้ยื่นฟ้องหรือยื่นคำร้องในเรื่องที่ตนไม่มีสิทธิเกี่ยวข้อง ย่อมก่อให้เกิดภาระต่อศาลและสร้างความเสียหายแก่บุคคลที่ถูกฟ้องร้องโดยไม่จำเป็น

ในคดีนี้ แม้ประเด็นหลักที่ศาลฎีกาวินิจฉัยจะอยู่ที่มาตรา 145 และมาตรา 148 แต่หลักการตามมาตรา 55 ก็มีความเกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากศาลอุทธรณ์เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่าผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมและเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก จึงไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก เมื่อไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก ผู้คัดค้านย่อมไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกหรือแต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทน เพราะสิทธิที่จะดำเนินคดีเกี่ยวกับการบริหารกองมรดกย่อมต้องเป็นของผู้ที่มีผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกเท่านั้น

มาตรา 55 จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า สิทธิฟ้องมิใช่สิทธิทั่วไปของทุกคน แต่เป็นสิทธิที่ผูกพันอยู่กับการมีส่วนได้เสียทางกฎหมาย หากไม่มีส่วนได้เสีย บุคคลนั้นย่อมไม่มีอำนาจนำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของศาล แม้จะเชื่อว่าตนได้รับความไม่เป็นธรรมก็ตาม หลักการนี้เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสมดุลระหว่างสิทธิในการเข้าถึงศาลกับความจำเป็นในการป้องกันการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่เหมาะสม

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145

มาตรา 145 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเรื่องผลผูกพันของคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุด โดยบัญญัติว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่ความในคดีนั้น หลักการนี้เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เพราะทำให้ข้อพิพาทที่ศาลได้พิจารณาและวินิจฉัยแล้วสามารถยุติลงได้อย่างเด็ดขาด

เจตนารมณ์ของมาตรา 145 คือการสร้างความมั่นคงแน่นอนในความสัมพันธ์ทางกฎหมายและป้องกันไม่ให้เกิดการฟ้องร้องหรือโต้แย้งประเด็นเดิมซ้ำไม่รู้จบ หากคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วไม่มีผลผูกพัน คู่ความย่อมสามารถนำข้อพิพาทเดิมกลับมาฟ้องร้องหรือโต้แย้งใหม่ได้ตลอดเวลา ส่งผลให้ระบบกฎหมายขาดความแน่นอนและทำให้คำพิพากษาของศาลไม่สามารถยุติข้อพิพาทได้จริง

ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์เคยมีคำพิพากษาวินิจฉัยแล้วว่าผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม เป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก และไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ถอนผู้จัดการมรดกหรือแต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้คัดค้านมิได้ฎีกา คำพิพากษาดังกล่าวจึงถึงที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145

ผลของมาตรา 145 ในคดีนี้คือ ผู้คัดค้านไม่อาจกลับมาโต้แย้งอีกว่าตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก หรือมีสิทธิร้องขอเกี่ยวกับการจัดการกองมรดก เพราะประเด็นดังกล่าวได้รับการวินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดแล้ว การยอมให้คู่ความกลับมาโต้แย้งประเด็นเดิมอีกจะเป็นการทำลายหลักความเด็ดขาดแห่งคำพิพากษาและขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย

มาตรา 145 จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาและสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบกฎหมาย โดยถือว่าข้อพิพาทที่ได้รับการวินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้วเป็นเรื่องที่ต้องยุติ ไม่อาจนำกลับมาโต้เถียงใหม่ได้อีกระหว่างคู่ความเดิมในประเด็นเดียวกัน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

มาตรา 148 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยข้อห้ามฟ้องซ้ำ ซึ่งกำหนดหลักว่า เมื่อศาลได้วินิจฉัยข้อพิพาทเรื่องหนึ่งจนถึงที่สุดแล้ว คู่ความไม่อาจนำข้อพิพาทเดียวกันมาฟ้องร้องกันอีก หากเป็นเรื่องระหว่างคู่ความเดิมและอาศัยเหตุแห่งคดีเดียวกัน หลักการนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากหลักผลผูกพันของคำพิพากษาตามมาตรา 145 และเป็นกลไกที่ทำให้ผลผูกพันดังกล่าวเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ

เจตนารมณ์ของมาตรา 148 คือการป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมซ้ำซ้อน ป้องกันการคุกคามคู่ความอีกฝ่ายด้วยการฟ้องร้องเรื่องเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีก และรักษาทรัพยากรของศาลไม่ให้ต้องกลับมาพิจารณาข้อพิพาทที่ได้ยุติไปแล้ว หลักการนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่า เมื่อคดีสิ้นสุดลงแล้ว สิทธิและหน้าที่ของตนจะมีความแน่นอนและไม่ต้องเผชิญกับการฟ้องร้องในเรื่องเดิมอีก

ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า ผู้คัดค้านเคยยื่นคำร้องขอถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกและขอแต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่แบ่งทรัพย์มรดกและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ต่อมาผู้คัดค้านกลับมายื่นคำร้องใหม่โดยอ้างเหตุในลักษณะเดียวกัน แม้จะเพิ่มเติมรายละเอียดว่ามีทรัพย์สินอีกประเภทหนึ่งคือหุ้นบริษัท แต่แก่นของข้อกล่าวหายังคงเป็นเรื่องเดิม คือกล่าวหาว่าผู้ร้องละเลยหน้าที่ผู้จัดการมรดกและไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้าน

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับทรัพย์สินบางรายการไม่ได้ทำให้มูลเหตุแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป เพราะสาระสำคัญของข้อพิพาทยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน การยื่นคำร้องใหม่จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยแล้วโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน อันเป็นลักษณะของฟ้องซ้ำต้องห้ามตามมาตรา 148

หลักการสำคัญที่ได้จากคดีนี้คือ การพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ศาลจะดูที่เนื้อหาสาระของข้อพิพาท มิใช่ดูเพียงรูปแบบของคำฟ้องหรือรายละเอียดที่เพิ่มเติมเข้ามา หากข้อเรียกร้องและเหตุแห่งการฟ้องยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน คดีย่อมเป็นฟ้องซ้ำแม้จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางประการก็ตาม หลักการนี้ช่วยป้องกันมิให้คู่ความหลีกเลี่ยงกฎหมายด้วยการเปลี่ยนถ้อยคำหรือเพิ่มเติมข้อเท็จจริงเล็กน้อยเพื่อให้ดูเหมือนเป็นคดีใหม่ ทั้งที่แท้จริงแล้วเป็นข้อพิพาทเดิมที่ได้รับการวินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้ว.

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอให้ถอนผู้ร้องออกจากตำแหน่งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และขอให้แต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทนหรือเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง โดยอ้างว่าผู้ร้องละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ไม่แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ผู้คัดค้าน และกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตาย แล้วเห็นว่าคำร้องดังกล่าวไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเพิกถอนผู้ร้องจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม จึงเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดกและไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก หรือขอแต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทนหรือร่วมกับผู้ร้องได้ พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นเรื่องผู้คัดค้านไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและไม่มีสิทธิร้องขอเกี่ยวกับการเป็นผู้จัดการมรดกนั้น ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้วในคดีก่อนและคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุด มีผลผูกพันคู่ความตามกฎหมาย ผู้คัดค้านไม่อาจนำประเด็นดังกล่าวกลับมาโต้แย้งใหม่ได้อีก การที่ผู้คัดค้านยื่นคำร้องใหม่โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่แบ่งทรัพย์มรดกและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก แม้จะเพิ่มเติมข้ออ้างเกี่ยวกับทรัพย์สินบางรายการ ก็ยังเป็นการอาศัยเหตุแห่งคดีเดียวกันกับที่เคยได้รับการวินิจฉัยแล้ว จึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมิใช่สิทธิของบุคคลทุกคนโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ผู้ร้องหรือผู้ฟ้องคดีจะต้องมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสิทธิหรือทรัพย์สินที่เป็นข้อพิพาทอย่างแท้จริงเสียก่อน หากศาลได้วินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้วว่าบุคคลใดไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกหรือไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก บุคคลนั้นย่อมไม่มีอำนาจใช้กระบวนการศาลเพื่อแทรกแซงการบริหารจัดการกองมรดกต่อไป

หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ความเด็ดขาดแห่งคำพิพากษา เมื่อประเด็นใดได้รับการวินิจฉัยโดยศาลและคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความต้องเคารพผลแห่งคำพิพากษานั้น ไม่อาจนำข้อพิพาทเดิมกลับมาโต้แย้งใหม่ได้ เพราะหากเปิดโอกาสให้รื้อฟื้นประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วอยู่เสมอ ย่อมทำให้ข้อพิพาทไม่มีวันสิ้นสุดและกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนของระบบกฎหมาย

นอกจากนี้ คดียังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาฟ้องซ้ำว่า ศาลจะพิจารณาจากสาระสำคัญของข้อพิพาท มิใช่เพียงรูปแบบของคำร้องหรือรายละเอียดที่เพิ่มเติมเข้ามา หากข้อเรียกร้องและเหตุแห่งการกล่าวอ้างยังคงเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้ว แม้จะมีการเพิ่มเติมทรัพย์สินหรือข้อเท็จจริงบางประการ ก็อาจยังคงถือเป็นฟ้องซ้ำได้

แนวคำวินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีมรดกและคดีแพ่งทั่วไป เพราะเป็นการยืนยันว่าการใช้สิทธิทางศาลต้องอยู่ภายใต้หลักสุจริต หลักความแน่นอนของกฎหมาย และหลักการยุติข้อพิพาทอย่างเด็ดขาด ผู้ที่ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกย่อมไม่อาจใช้กระบวนการศาลเพื่อแสวงหาสถานะทางกฎหมายที่ตนไม่มีอยู่แล้วได้ ขณะเดียวกันคู่ความทุกฝ่ายต้องตระหนักว่าหากปล่อยให้คำพิพากษาถึงที่สุดโดยไม่ใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาตามกฎหมาย ผลแห่งคำพิพากษานั้นย่อมผูกพันตนอย่างสมบูรณ์ และไม่อาจนำประเด็นเดิมกลับมารื้อฟื้นใหม่ในภายหลังได้อีก อันเป็นหลักประกันสำคัญที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถยุติข้อพิพาทได้อย่างแท้จริงและสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบกฎหมายโดยรวม.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม ผู้ถูกตัดสิทธิไม่ให้รับมรดกตามพินัยกรรมสามารถร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกได้หรือไม่

คำตอบ ผู้ที่จะร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกได้ต้องเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียในกองมรดกหรือมีสิทธิได้รับผลประโยชน์จากทรัพย์มรดกโดยตรง เพราะการบริหารจัดการกองมรดกเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิของทายาท ผู้รับพินัยกรรม หรือบุคคลที่มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับกองมรดกเท่านั้น หากศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าบุคคลใดมิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมและเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก บุคคลดังกล่าวย่อมไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกอีกต่อไป เมื่อไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกหรือขอให้แต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทนได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิในกองมรดกเข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการทรัพย์มรดก และเพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้มีสิทธิโดยแท้จริงเท่านั้น ดังนั้น หากสถานะทางกฎหมายของบุคคลนั้นถูกวินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้วว่าไม่มีสิทธิรับมรดก การร้องขอถอนผู้จัดการมรดกย่อมไม่อาจกระทำได้ตามกฎหมาย 

2. คำถาม หากศาลอุทธรณ์เคยวินิจฉัยแล้วว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิในกองมรดก แต่ไม่ได้ฎีกา จะสามารถกลับมาฟ้องหรือยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่

คำตอบ โดยหลักแล้วเมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญแห่งคดีและคู่ความมิได้ใช้สิทธิฎีกาภายในกำหนดเวลา คำพิพากษานั้นย่อมถึงที่สุดและมีผลผูกพันคู่ความทุกฝ่ายตามกฎหมาย ผลผูกพันดังกล่าวหมายความว่าคู่ความไม่อาจกลับมาโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในประเด็นเดียวกันได้อีก แม้ว่าตนจะยังไม่เห็นด้วยกับผลแห่งคำพิพากษาก็ตาม หลักการนี้มีขึ้นเพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่ระบบกฎหมายและทำให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้อย่างเด็ดขาด ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมและไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก เมื่อไม่ได้ฎีกา คำพิพากษาจึงถึงที่สุด ผู้คัดค้านจึงไม่อาจกลับมายื่นคำร้องใหม่โดยอ้างว่าตนมีสิทธิในกองมรดกหรือมีสิทธิร้องขอเกี่ยวกับการบริหารกองมรดกได้อีก เพราะประเด็นดังกล่าวได้ถูกยุติทางกฎหมายไปแล้ว การอนุญาตให้โต้แย้งใหม่จะขัดต่อหลักความเด็ดขาดแห่งคำพิพากษาและกระทบต่อความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม 

3. คำถาม การอ้างว่าพบทรัพย์มรดกรายการใหม่ภายหลัง เช่น หุ้นในบริษัท จะทำให้สามารถยื่นคำร้องใหม่เกี่ยวกับผู้จัดการมรดกได้หรือไม่

คำตอบ การพิจารณาว่าคำร้องหรือคำฟ้องเป็นคดีใหม่หรือเป็นฟ้องซ้ำ ศาลจะพิจารณาจากสาระสำคัญของข้อพิพาทเป็นหลัก มิได้พิจารณาเพียงว่ามีการเพิ่มข้อเท็จจริงหรือทรัพย์สินบางรายการเข้ามาหรือไม่ หากเหตุแห่งการร้องขอและข้อกล่าวหาหลักยังคงเป็นเรื่องเดิม เช่น กล่าวหาว่าผู้จัดการมรดกละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ไม่แบ่งทรัพย์มรดก หรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก การเพิ่มเติมรายละเอียดว่ามีทรัพย์สินอีกประเภทหนึ่ง เช่น หุ้นของบริษัท หรือทรัพย์สินอื่นที่ไม่เคยกล่าวถึงมาก่อน ย่อมไม่ได้ทำให้แก่นของข้อพิพาทเปลี่ยนแปลงไป หากประเด็นดังกล่าวเคยได้รับการวินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้ว การนำมาร้องขอใหม่ย่อมอาจเข้าลักษณะเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในเหตุแห่งคดีเดิม ซึ่งเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย หลักการนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันมิให้คู่ความใช้วิธีเพิ่มเติมรายละเอียดเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงผลผูกพันของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว และเพื่อให้ข้อพิพาทที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วสามารถยุติลงได้อย่างแท้จริง 

4. คำถาม ฟ้องซ้ำตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหมายความว่าอย่างไร และเหตุใดศาลจึงไม่รับพิจารณาอีก

คำตอบ ฟ้องซ้ำหมายถึงการที่คู่ความนำข้อพิพาทที่ศาลได้เคยวินิจฉัยหรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วกลับมาฟ้องร้องหรือยื่นคำร้องใหม่อีก โดยอาศัยคู่ความเดิม ประเด็นแห่งคดีเดิม และเหตุแห่งคดีเดิม แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำ เพิ่มรายละเอียด หรือเพิ่มเติมข้อเท็จจริงบางประการ แต่หากสาระสำคัญของข้อพิพาทยังคงเป็นเรื่องเดียวกัน ก็อาจถือเป็นฟ้องซ้ำได้ กฎหมายกำหนดข้อห้ามดังกล่าวขึ้นเพื่อป้องกันการใช้กระบวนการศาลอย่างซ้ำซ้อน ลดภาระของศาล และคุ้มครองคู่ความอีกฝ่ายไม่ให้ต้องต่อสู้คดีเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีที่สิ้นสุด ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าผู้คัดค้านเคยอ้างเหตุว่าผู้จัดการมรดกไม่แบ่งทรัพย์มรดกและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกมาแล้ว และประเด็นดังกล่าวได้รับการวินิจฉัยจนถึงที่สุด เมื่อกลับมายื่นคำร้องใหม่โดยอาศัยเหตุเดียวกัน จึงถือเป็นการฟ้องซ้ำ ศาลจึงไม่อาจรับวินิจฉัยในเนื้อหาเดิมอีก เพราะกฎหมายถือว่าข้อพิพาทดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว 

5. คำถาม ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกตามความหมายของกฎหมายคือใคร และเหตุใดสถานะดังกล่าวจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินคดีเกี่ยวกับมรดก

คำตอบ ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก หมายถึงบุคคลที่มีสิทธิหรือผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดกโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรม ผู้รับพินัยกรรม เจ้าหนี้กองมรดก หรือบุคคลอื่นที่กฎหมายรับรองให้มีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดก บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการกองมรดกของผู้จัดการมรดก จึงมีสิทธิเข้ามาใช้กระบวนการศาลเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้ ในทางกลับกัน หากบุคคลใดถูกวินิจฉัยโดยคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกหรือถูกตัดไม่ให้รับมรดก บุคคลนั้นย่อมไม่มีผลประโยชน์ในกองมรดกที่กฎหมายต้องคุ้มครองอีกต่อไป และไม่อาจเข้ามาโต้แย้งการจัดการทรัพย์มรดกหรือขอเปลี่ยนแปลงตัวผู้จัดการมรดกได้ คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการมีหรือไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นประเด็นพื้นฐานที่ศาลต้องวินิจฉัยก่อนพิจารณาเนื้อหาคดี เพราะหากไม่มีส่วนได้เสียแล้ว แม้จะอ้างว่าผู้จัดการมรดกปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง บุคคลนั้นก็ไม่มีอำนาจร้องขอต่อศาลได้ตามกฎหมาย 

6. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยต่อว่าผู้จัดการมรดกละเลยหน้าที่จริงหรือไม่ หลังจากวินิจฉัยว่าคำร้องเป็นฟ้องซ้ำ

คำตอบ หลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดให้ศาลต้องพิจารณาเรื่องสิทธิฟ้อง อำนาจฟ้อง และเงื่อนไขในการดำเนินคดีก่อนเข้าสู่การวินิจฉัยเนื้อหาแห่งคดี หากปรากฏตั้งแต่ต้นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิดำเนินคดี หรือคำร้องต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลย่อมไม่จำเป็นต้องพิจารณาต่อไปว่าข้อกล่าวหาในเนื้อหาคดีมีมูลความจริงหรือไม่ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นเรื่องสิทธิของผู้คัดค้านและข้อกล่าวหาต่อผู้จัดการมรดกเคยได้รับการวินิจฉัยจนถึงที่สุดแล้ว และคำร้องฉบับใหม่เป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย เมื่อศาลวินิจฉัยถึงจุดนี้แล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องพิจารณาต่อว่าผู้ร้องละเลยหน้าที่จริงหรือไม่ หรือมีการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกจริงหรือไม่ เพราะแม้ข้อกล่าวหาจะเป็นจริง ก็ไม่อาจทำให้ผู้คัดค้านมีสิทธิยื่นคำร้องในเรื่องดังกล่าวได้อยู่ดี หลักการนี้ช่วยให้กระบวนการพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพและป้องกันการใช้เวลาในการวินิจฉัยประเด็นที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้ 

7. คำถาม หากคู่ความเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับสิทธิของตนในกองมรดก ควรดำเนินการอย่างไรเพื่อรักษาสิทธิของตนตามกฎหมาย

คำตอบ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่วินิจฉัยประเด็นสำคัญแห่งคดีแล้ว คู่ความที่ไม่เห็นด้วยกับผลแห่งคำวินิจฉัยจะต้องใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนดภายในกำหนดเวลา โดยเฉพาะการยื่นฎีกาในประเด็นที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ตรวจสอบได้ เพราะหากปล่อยให้คำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดโดยไม่ดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด ผลแห่งคำพิพากษาจะมีผลผูกพันคู่ความในทุกประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไว้แล้ว และไม่อาจกลับมาโต้แย้งในคดีใหม่ได้อีก คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าผู้คัดค้านไม่ได้ใช้สิทธิฎีกาในประเด็นที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าตนไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้คัดค้านจึงไม่อาจกลับมาอ้างอีกว่าตนมีสิทธิในกองมรดกหรือมีสิทธิร้องขอเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองมรดกได้ ดังนั้น การใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาภายในกำหนดเวลาจึงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความ และเป็นวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อแก้ไขคำวินิจฉัยที่คู่ความเห็นว่าไม่ถูกต้อง 

8. คำถาม หลักผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดมีความสำคัญต่อระบบกฎหมายและการบริหารงานยุติธรรมอย่างไร

คำตอบ หลักผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นหลักพื้นฐานที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถยุติข้อพิพาทได้อย่างแท้จริง เพราะหากคำพิพากษาที่ศาลได้วินิจฉัยแล้วไม่มีผลผูกพัน คู่ความย่อมสามารถนำข้อพิพาทเดิมกลับมาฟ้องร้องหรือโต้แย้งได้อย่างไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในสิทธิและหน้าที่ของบุคคล รวมทั้งทำให้คำพิพากษาของศาลขาดความศักดิ์สิทธิ์และไม่สามารถสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคมได้ หลักการดังกล่าวจึงกำหนดให้เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความต้องยอมรับผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นที่ศาลได้ชี้ขาดไว้ คดีนี้สะท้อนหลักการดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยแล้วว่าผู้คัดค้านไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด ประเด็นดังกล่าวจึงไม่อาจถูกนำกลับมาโต้แย้งใหม่ได้อีก หลักนี้ช่วยให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาด ลดการดำเนินคดีซ้ำซ้อน ประหยัดเวลาและทรัพยากรของศาล และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนว่าคำพิพากษาของศาลสามารถยุติข้อพิพาทและก่อให้เกิดความแน่นอนทางกฎหมายได้จริง 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3444/2558

คดีก่อนศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา ผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่มีสิทธิขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องได้ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิยกเอาเหตุข้อขัดข้องในการแบ่งทรัพย์มรดกมาเป็นมูลกล่าวอ้างว่าผู้ร้องไม่ทำตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อผู้คัดค้านมิได้ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงถึงที่สุด มีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายอีกหาได้ไม่ การที่ผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง โดยอ้างเหตุเป็นอย่างเดียวกันว่าผู้ร้องละเลยไม่ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยไม่แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตายอีก ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องขอของผู้คัดค้านจึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายธวัช ผู้ตาย กับให้ผู้ร้องมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนหรือตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้อง

ศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า คำร้องขอของผู้คัดค้านต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านเคยยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างเหตุว่าผู้ร้องไม่แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้าน อันเป็นการละเลยไม่ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องมิได้ละเลยการทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกและไม่ได้กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ผู้คัดค้านไม่ได้เป็นผู้รับพินัยกรรม จึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาโดยวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านมิได้รับทรัพย์มรดกของผู้ตายตามพินัยกรรม ผู้คัดค้านจึงเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก ถือไม่ได้ว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตาย จึงไม่มีสิทธิที่จะร้องขอให้ศาลสั่งถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และไม่มีสิทธิขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องได้ ผู้คัดค้านไม่มีสิทธิยกเอาเหตุข้อขัดข้องในการแบ่งทรัพย์มรดกมาเป็นมูลกล่าวอ้างว่าผู้ร้องไม่ทำตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ถือได้ว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว เมื่อผู้คัดค้านมิได้ฎีกา คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงถึงที่สุด มีผลผูกพันผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้คัดค้านจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าผู้คัดค้านเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายอีกหาได้ไม่ การที่ผู้คัดค้านมายื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย และให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแทนหรือเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง โดยอ้างเหตุเป็นอย่างเดียวกันว่าผู้ร้องละเลยไม่ทำหน้าที่ผู้จัดการมรดกโดยไม่แบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ผู้คัดค้านและกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกของผู้ตายอีก แม้จะอ้างว่าผู้ตายมีทรัพย์สินเพิ่มเติมจากคำร้องเดิมเป็นหุ้นบริษัทกศิภัทร จำกัด ก็ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องขอของผู้คัดค้านจึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้คัดค้านต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คิดว่าตัวเองมีสิทธิในมรดก แล้วสามารถขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกได้เสมอจริงหรือ  คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านเคยถูกศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่าไม่ได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมและเป็นผู้ถูกตัดไม่ให้รับมรดก จึงไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดก และไม่มีสิทธิร้องขอให้ศาลถอนผู้จัดการมรดกหรือขอแต่งตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดก




กำจัดมิให้รับมรดก

เมื่อพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดแต่ผู้รับบางรายไม่มีสิทธิรับมรดก ทรัพย์สินจะตกแก่ใคร และทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดกกลับมามีสิทธิหรือไม่
ทายาทที่ไม่มีชื่อในพินัยกรรมยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ เมื่อพินัยกรรมจำหน่ายทรัพย์ไม่ครบทั้งหมดและทรัพย์บางส่วนยังตกทอดตามกฎหมาย
ข้อตกลงแบ่งมรดกเป็นหนังสือผูกพันทายาทหรือไม่ เมื่อผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ทายาทบางคนเพียงผู้เดียว
การกำจัดทายาทมิให้รับมรดกเพราะยักย้ายทรัพย์มรดกโดยฉ้อฉล พร้อมปัญหาอายุความฟ้องแบ่งมรดกและการเพิกถอนโฉนดที่ดินที่ออกโดยมิชอบตามกฎหมาย