
| โทษกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยมีอาวุธปืน และหลักการตีความเรื่อง การมีอาวุธพร้อมใช้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การวินิจฉัยประเด็นสำคัญว่าการกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยผู้กระทำมีอาวุธปืนติดตัว แม้จะไม่ได้ใช้อาวุธปืนข่มขู่ในขณะกระทำผิด จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ซึ่งกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือไม่ ทั้งนี้ ศาลต้องพิจารณาภายใต้หลักเกณฑ์เรื่องความพร้อมใช้งานของอาวุธปืน เจตนารมณ์ของบทกฎหมายที่ต้องการป้องปรามมิให้เกิดความเสียหายที่ร้ายแรงถึงชีวิต ตลอดจนหลักภาระการพิสูจน์ในคดีอาญาที่โจทก์ต้องนำสืบให้ศาลพอใจว่ามีการกระทำผิดจริงแม้จำเลยจะรับสารภาพก็ตาม คดีนี้ยังสะท้อนการตีความข้อเท็จจริงระหว่างคำให้การชั้นสอบสวนกับคำเบิกความในชั้นศาลที่แตกต่างกัน และบทบาทของศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยองค์ประกอบความผิด ก่อนที่ศาลฎีกาจะกลับคำพิพากษาโดยยืนยันว่าการมีอาวุธปืนติดตัวซึ่งอยู่ในสภาพพร้อมใช้เป็นเหตุให้ต้องรับผิดหนักตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงโดยสรุป จำเลยรู้จักผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กหญิงอายุประมาณ 13–14 ปี และได้ติดต่อไปมาจนมีการนัดพบในวันที่ 5 และ 6 ตุลาคม 2552 ก่อนที่จำเลยจะพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราหลายครั้ง ทั้งโดยบุกปีนเข้าไปในบ้านพักของผู้เสียหายในช่วงกลางคืน การกระทำเกิดขึ้นต่อเนื่องหลายครั้งโดยผู้เสียหายไม่สามารถขัดขืนได้ วันหนึ่งหลังการกระทำชำเรา จำเลยนำอาวุธปืนพกสั้นสีดำออกมาอวดและบอกว่าเพิ่งไปยิงคนมา สอดคล้องกับคำให้การในชั้นสอบสวนว่าอาวุธปืนถูกดึงออกมาจากกระเป๋ากางเกง ซึ่งอยู่ใกล้ชิดตัวจำเลยตลอดเวลา ต่อมาผู้เสียหายบอกความจริงแก่ผู้ปกครอง จึงมีการแจ้งความดำเนินคดี เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจับจำเลยได้ในปี 2565 จำเลยรับสารภาพว่ากระทำผิดและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีก่อนหน้า โจทก์จึงขอให้นับโทษต่อ คำวินิจฉัยของศาล 1 ภาระการพิสูจน์เมื่อจำเลยรับสารภาพ (มาตรา 176 ป.วิ.อาญา) แม้จำเลยรับสารภาพ แต่เมื่อคดีนี้มีข้อหาในความผิดที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต โจทก์ยังคงต้องนำสืบให้ศาลพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง ศาลชั้นต้นรับฟังพยานหลักฐานแล้วพิพากษาลงโทษ 2 การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลย “ไม่ได้ใช้อาวุธปืน” ในการข่มขืน จึงยกฟ้องความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) คงลงโทษฐานกระทำชำเราตามวรรคหนึ่ง ทำให้โทษลดเหลือ 11 ปี 9 เดือน 3 ประเด็นตามฎีกาของโจทก์ โจทก์ฎีกาว่าการมีอาวุธปืนติดตัวในสภาพพร้อมใช้ แม้มิได้ใช้อาวุธปืนข่มขู่ ก็เข้าข่ายความผิดตามวรรคสี่ โดยอ้างคำรับสารภาพและพยานโจทก์ประกอบ 4 ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่อง “การมีอาวุธปืน” ศาลฎีกาชี้ว่า • บทกฎหมายวรรคสี่มุ่งลงโทษผู้ที่กระทำผิดโดยมี “อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด” ติดตัว แม้ไม่ได้ใช้ • เหตุผลคืออาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้ายแรง หากเกิดสถานการณ์รุนแรงขึ้น ความเสียหายอาจถึงชีวิตได้ง่าย • อาวุธปืนที่อยู่ใกล้ตัวจำเลย ถือว่า “พร้อมใช้งาน” โดยเฉพาะเมื่อจำเลยบอกผู้เสียหายว่าเพิ่งยิงคนมา ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวในระหว่างการกระทำชำเรา จึงเข้าข่ายมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) วิเคราะห์หลักกฎหมาย 1 เจตนารมณ์ของมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บทบัญญัตินี้มีลักษณะ “ป้องกันเชิงรุก” (preventive measure) เพราะมุ่งยับยั้งไม่ให้การกระทำชำเราที่เป็นอาชญากรรมร้ายแรงอยู่แล้ว กลายเป็นเหตุให้เกิดการทำร้ายถึงชีวิตจากการใช้อาวุธปืน แม้ผู้กระทำจะไม่ได้ยกอาวุธขึ้นมาจี้หรือขู่ พกอาวุธไว้ใกล้ชิดย่อมสร้างศักยภาพในการใช้กำลังรุนแรงสูงขึ้น กฎหมายจึงเพิ่มโทษอย่างหนัก 2 การตีความคำว่า “มีอาวุธปืน” ต้องเป็น “พร้อมใช้” ศาลฎีกาย้ำว่าอาวุธปืนต้องอยู่ในสภาพที่สามารถใช้งานได้ทันที เช่น • อยู่ใกล้ตัว • ผู้กระทำถือครอง • มีพฤติการณ์บ่งชี้ว่าเป็นอาวุธจริง • ผู้กระทำแสดงให้เห็นว่ามีความพร้อมใช้อาวุธ สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เช่น • ฎีกาที่ 1154/2468 • ฎีกาที่ 692/2561 3 ความแตกต่างของคำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความในชั้นศาล ศาลเห็นว่า ความต่างเป็นเรื่อง “พลความ” เพราะเวลาผ่านไปกว่า 13 ปี แต่เนื้อหาสำคัญสอดคล้องกันว่าจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวอยู่จริง 4 หลักภาระการพิสูจน์ “ให้ศาลพอใจ” ในคดีที่มีโทษสูงมาก (เช่น จำคุกตลอดชีวิต) แม้จำเลยสารภาพ ศาลไม่อาจลงโทษโดยไม่พิจารณาพยานหลักฐาน ต้องมีความพอใจว่าการรับสารภาพมีมูล สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม มีใจความโดยสรุปได้ดังนี้ 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักเชื่อว่าจำเลยกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีหลายครั้ง รวมทั้งครั้งที่มีอาวุธปืนติดตัวไปด้วย จึงพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 277 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ (เดิม) พร้อมความผิดเกี่ยวกับการกระทำอนาจาร การพรากเด็ก และความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 33 ปี 9 เดือน และให้นับโทษต่อจากคดีเดิม 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าการที่จำเลยมีอาวุธปืนติดตัว แต่ไม่ได้นำมาใช้ข่มขู่หรือใช้ในการกระทำชำเรา ยังไม่เข้าองค์ประกอบ “มีอาวุธปืน” ตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) จึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องในส่วนความผิดฐานกระทำชำเราโดยมีอาวุธปืน คงลงโทษเพียงฐานกระทำชำเราเด็กตามวรรคหนึ่งและความผิดอื่น รวมโทษจำคุก 11 ปี 9 เดือน 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยกลับ โดยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) มีเจตนารมณ์ลงโทษผู้กระทำความผิดที่ “มีอาวุธปืนในสภาพพร้อมใช้” แม้มิได้ใช้อาวุธในขณะกระทำการข่มขืน และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยพกอาวุธปืนติดตัว บอกว่าพึ่งไปยิงคนมา อาวุธอยู่ใกล้ตัวและพร้อมใช้งาน จึงเข้าข่ายความผิดตามวรรคสี่ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยมีความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย และให้ลงโทษเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนอื่น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การตีความคำว่า “มีอาวุธปืน” ต้องมองจากสภาพความพร้อมใช้ คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้ถ้อยคำในมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) มิได้จำกัดแค่กรณีที่จำเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่หรือทำร้ายเหยื่อเท่านั้น หากแต่ให้ความสำคัญกับ “การมีอาวุธปืนในสภาพพร้อมใช้” ในขณะกระทำความผิด การที่จำเลยพกอาวุธปืนติดตัวอยู่ใกล้ชิด อ้างว่าเพิ่งไปยิงคนมา และสามารถนำออกมาอวดภายหลัง เป็นข้อบ่งชี้ชัดเจนว่าอาวุธอยู่ในสภาพใช้งานได้และมีศักยภาพสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ทุกเมื่อ 2. เจตนารมณ์ของกฎหมายคือการป้องปรามความรุนแรงที่อาจลุกลามถึงชีวิต บทบัญญัติที่เพิ่มโทษเมื่อมีอาวุธปืน เช่น มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) มีลักษณะเป็นมาตราป้องกันความเสียหายเชิงรุก (preventive) เพื่อปิดช่องความเสี่ยงที่การล่วงละเมิดทางเพศจะยกระดับเป็นเหตุทำร้ายหรือฆ่าผู้เสียหายได้โดยง่าย กฎหมายจึงกำหนดโทษในระดับจำคุกตลอดชีวิต แม้ในคดีนั้นจะยัง “ไม่ได้ใช้” อาวุธปืนจริงก็ตาม เพียงแค่มีอาวุธพร้อมใช้ก็เพียงพอให้ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่มีอันตรายสูงกว่าปกติมาก 3. แนวทางของศาลฎีกาในการชั่งน้ำหนักพยานเด็กเมื่อเวลาผ่านไปนาน ศาลฎีกาให้เหตุผลรับคำให้การและคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 แม้รายละเอียดในชั้นสอบสวนกับชั้นศาลจะแตกต่างกันบางส่วน เพราะเวลาผ่านไปกว่าสิบสามปี โดยถือว่าความคลาดเคลื่อนดังกล่าวเป็นเพียง “พลความ” มิได้กระทบแก่นของข้อเท็จจริงในประเด็นสำคัญ คือ การมีเพศสัมพันธ์โดยข่มขืนและการที่จำเลยมีอาวุธปืนติดตัว การวางน้ำหนักเช่นนี้มีนัยสำคัญต่อคดีอาญาที่มีเด็กหรือผู้เสียหายเปราะบางเป็นพยานหลัก 4. หลักภาระการพิสูจน์เมื่อจำเลยรับสารภาพในคดีโทษหนัก คดีนี้ย้ำหลักตามมาตรา 176 ป.วิ.อาญา ว่าแม้จำเลยจะรับสารภาพ แต่หากข้อหานั้นมีโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือหนักกว่านั้น ศาลยังจำเป็นต้องฟังพยานฝ่ายโจทก์จนกว่าจะ “พอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง” ไม่อาจยึดเพียงคำรับสารภาพเป็นเหตุลงโทษในคดีที่มีโทษร้ายแรงระดับจำคุกตลอดชีวิตได้โดยลำพัง หลักนี้แสดงถึงการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของจำเลย ขณะที่ยังรักษาความเชื่อมั่นในกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของศาล 5. ขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยข้อเท็จจริงและกฎหมาย ศาลฎีกาชี้ให้เห็นว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยกลับว่าจำเลยไม่ผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) เป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 225 ป.วิ.พิจารณาความแพ่ง ประกอบมาตรา 15 ป.วิ.อาญา แต่ศาลฎีกาเห็นว่าในคดีนี้ การประเมินว่าจำเลย “ได้กระทำความผิดหรือไม่” เป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่แล้วในชั้นศาลชั้นต้นตามมาตรา 176 ป.วิ.อาญา จึงไม่ใช่ข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมา อำนาจพิจารณาของศาลอุทธรณ์ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ศาลฎีกาเห็นต่างในสาระของการตีความบทกฎหมาย และจึงแก้ไขคำพิพากษาในที่สุด บทเรียนสำหรับการว่าความและการร่างฟ้องในคดีลักษณะนี้ ในทางปฏิบัติ คดีอาญาเกี่ยวกับการกระทำชำเราเด็กที่มีประเด็นเรื่องอาวุธปืน ทนายความฝ่ายโจทก์หรือผู้เสียหายควรให้ความสำคัญกับการนำสืบพฤติการณ์เกี่ยวกับอาวุธอย่างละเอียด เช่น ตำแหน่งของอาวุธในขณะเกิดเหตุ ลักษณะการพกพา คำพูดของจำเลยเกี่ยวกับอาวุธ รวมถึงสภาพความพร้อมใช้งาน ทั้งนี้เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยได้อย่างชัดเจนว่าเข้าองค์ประกอบ “มีอาวุธปืน” ตามเจตนารมณ์ของบทกฎหมายหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายจำเลยต้องวางแนวต่อสู้ให้ชัดว่าจะโต้แย้งทั้งในเรื่องความน่าเชื่อถือของพยาน หรือแต่เพียงการตีความองค์ประกอบความผิดตามบทกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีโดยมีอาวุธปืนติดตัว แต่ไม่ได้ใช้อาวุธข่มขู่ ถือว่ามีความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) หรือไม่ คำตอบ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา หากจำเลยมีอาวุธปืนติดตัวในขณะกระทำความผิด และอาวุธอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน แม้มิได้นำอาวุธมาใช้ขู่หรือทำร้ายผู้เสียหาย ก็ถือว่าเข้าองค์ประกอบความผิด “โดยมีอาวุธปืน” ตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) และต้องรับโทษในระดับร้ายแรงตามที่กฎหมายกำหนด 2. คำถาม จำเลยรับสารภาพในคดีที่มีโทษจำคุกตลอดชีวิต ศาลยังต้องฟังพยานหลักฐานของโจทก์หรือไม่ คำตอบ แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่หากข้อหานั้นมีโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษหนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานหลักฐานโจทก์ให้เพียงพอที่จะ “พอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง” ตามมาตรา 176 ป.วิ.อาญา ไม่อาจลงโทษจำเลยเพียงจากคำรับสารภาพโดยลำพังในคดีโทษหนัก 3. คำถาม หากคำให้การของผู้เสียหายชั้นสอบสวนกับคำเบิกความในชั้นศาลแตกต่างกัน ศาลยังรับฟังได้หรือไม่ คำตอบ ศาลจะพิจารณาความแตกต่างว่ามีผลกระทบต่อ “แก่นของข้อเท็จจริง” หรือไม่ หากความต่างเป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อยที่อาจเกิดจากระยะเวลาผ่านไปนาน แต่สาระสำคัญ เช่น การถูกกระทำชำเรา การมีอาวุธปืนติดตัวของจำเลย ยังคงสอดคล้องกัน ศาลอาจรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้ โดยชั่งน้ำหนักกับพยานและพฤติการณ์อื่นประกอบ 4. คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดโทษหนักขึ้นเมื่อมีอาวุธปืนเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศ คำตอบ กฎหมายมองว่าอาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้ายแรง สามารถทำให้การล่วงละเมิดทางเพศยกระดับเป็นอาชญากรรมที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บสาหัสหรือถึงแก่ความตายได้โดยง่าย เพียงการกระดิกนิ้วของผู้กระทำความผิด การเพิ่มโทษเมื่อมีอาวุธปืนจึงมีเจตนารมณ์เพื่อป้องปรามมิให้การกระทำความผิดดังกล่าวลุกลามไปสู่ความเสียหายที่รุนแรงยิ่งขึ้น และเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายซึ่งมักอยู่ในสภาพเสียเปรียบอย่างยิ่ง 5. คำถาม การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแตกต่างจากศาลชั้นต้นในประเด็นองค์ประกอบความผิด ถือว่าฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ คำตอบ หากประเด็นที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาเป็นประเด็นที่ควรต้องพิจารณาอยู่แล้วในศาลชั้นต้น เช่น ประเด็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือเข้าองค์ประกอบตามบทกฎหมายหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแตกต่างจากศาลชั้นต้น ไม่ถือเป็นการยกประเด็นใหม่ฝ่าฝืนมาตรา 225 ป.วิ.พิจารณาความแพ่ง ประกอบมาตรา 15 ป.วิ.อาญา แต่อย่างใด เพียงแต่ข้อวินิจฉัยนั้นอาจถูกแก้ไขโดยศาลฎีกาหากเห็นว่าไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและข้อเท็จจริงในสำนวนคดี ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5681/2568 ป.อ. มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ไม่ว่าจะได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำผิดหรือไม่เป็นความผิด เนื่องจากอาวุธปืนเป็นอาวุธอันตรายร้ายแรงทำอันตรายถึงชีวิตได้โดยง่าย กฎหมายจึงป้องปรามมิให้มีการขยายผลการกระทำความผิดไปสู่ความเสียหายที่ร้ายแรงเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่การมีอาวุธปืนตามบริบทของกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นอาวุธปืนที่พร้อมจะนำมาใช้ การที่จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปกระทำความผิด แม้จะมิได้ใช้ในการกระทำความผิดแต่ก็เป็นอาวุธปืนที่อยู่ใกล้ชิดตัวจำเลย และมีเหตุให้ควรเชื่อว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเพราะจำเลยอ้างว่าเพิ่งไปยิงคนมา การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 317 และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 พร้อมให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษในคดีหมายเลขแดงที่ อ 295/2566 ของศาลอาญาธนบุรี เดิมจำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานขอถอนคำให้การและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ รับว่าเป็นบุคคลเดียวกันกับจำเลยในคดีเดิม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง วรรคสี่ (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม), 317 วรรคสาม (เดิม) และตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสาม การกระทำเป็นหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทง ตามมาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยา โดยมีอาวุธปืน กับฐานกระทำอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายในภาวะที่ผู้เสียหายขัดขืนไม่ได้ เป็นกรรมเดียวผิดต่อหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราโดยมีอาวุธปืน ซึ่งโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ในส่วนการกระทำชำเราอื่นและอนาจารกำหนดโทษจำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 2 กระทง ฐานพรากเด็กไปจากมารดาเพื่อการอนาจารจำคุก 5 ปี ฐานมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 6 เดือน เมื่อจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกฐานกระทำชำเราโดยมีอาวุธปืน 25 ปี ฐานกระทำชำเราอื่นคงจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง ฐานพรากเด็กคงจำคุก 2 ปี 6 เดือน ฐานมีอาวุธปืนคงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 9 เดือน และให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ อ 295/2566 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องฐานกระทำชำราโดยมีอาวุธปืนตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) การกระทำตามฟ้องข้อ 1.4 ให้ถือว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 279 วรรคสอง (เดิม) เป็นกรรมเดียวผิดต่อหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยา ตามมาตรา 90 จำคุก 6 ปี จำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 ปี เมื่อรวมโทษฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 11 ปี 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายที่ 1 เป็นเด็กหญิงอายุราว 13–14 ปี พักอาศัยกับมารดาและญาติ จำเลยทำความรู้จัก นัดพบ และกระทำชำเราหลายครั้ง รวมถึงวันที่ 12 ตุลาคม 2552 ซึ่งจำเลยปีนขึ้นระเบียงห้องนอนผู้เสียหาย กระทำชำเราจนสำเร็จความใคร่ แล้วนำอาวุธปืนพกสั้นสีดำออกจากกระเป๋ากางเกงมาอวด บอกว่าเพิ่งไปยิงคนมา จากนั้นยังปีนขึ้นไปกระทำชำเราซ้ำอีกหลายครั้งจนมีผู้พบเห็นและมารดาผู้เสียหายพาไปแจ้งความ ตำรวจจับจำเลยได้เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2565 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยมีอาวุธปืนหรือไม่ โจทก์อ้างว่าจำเลยรับสารภาพแล้ว ศาลอุทธรณ์จึงไม่อาจวินิจฉัยกลับว่าจำเลยไม่ผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) โดยอ้างข้อห้ามตามมาตรา 225 ป.วิ.พิพากษาความแพ่ง ประกอบมาตรา 15 ป.วิ.อาญา ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้มีข้อหาหลายบทหลายกระทง และมีบทที่โทษสูง จึงอยู่ภายใต้มาตรา 176 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อาญา แม้จำเลยรับสารภาพ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง ภาระการพิสูจน์ของโจทก์แม้เบากว่ากรณีปฏิเสธ แต่ศาลยังต้องชั่งน้ำหนักพยานตามมาตรา 227 และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยหากยังไม่แน่ใจ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 หยิบยกข้อเท็จจริงมาพิจารณาว่าจำเลยผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) หรือไม่ จึงเป็นประเด็นที่ชอบยกขึ้นพิจารณาในศาลชั้นต้นอยู่แล้ว หาใช่ข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาก่อนตามมาตรา 225 ป.วิ.พิพากษาความแพ่ง ประกอบมาตรา 15 ป.วิ.อาญาไม่ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี ยังต้องพิจารณาตามฎีกาโจทก์ว่าจำเลยได้กระทำชำเราผู้เสียหายที่ 1 โดยมีอาวุธปืนหรือไม่ พยานผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าในเหตุวันที่ 12 ตุลาคม 2552 จำเลยมีอาวุธปืนสั้นสีดำวางไว้หลังตู้เสื้อผ้า แม้ไม่ถึงกับจี้ขู่ ส่วนคำให้การชั้นสอบสวนระบุว่าหลังถูกบังคับข่มขืน จำเลยดึงปืนพกสีดำออกจากกระเป๋ากางเกงมาอวด บอกว่าเพิ่งไปยิงคนมาแล้วเก็บปืนปีนลงจากระเบียง แม้ถ้อยคำต่างกันเพราะให้การชั้นสอบสวนใกล้เวลาเกิดเหตุ ส่วนเบิกความในศาลห่างจากวันเกิดเหตุถึงกว่า 13 ปี ความคลาดเคลื่อนจึงเป็นเพียงรายละเอียด ไม่กระทบสาระสำคัญซึ่งตรงกันว่าจำเลยกระทำชำเราพร้อมมีอาวุธปืนติดตัว และมิได้ใช้อาวุธปืนข่มขู่โดยตรง ตามพยานหลักฐานดังกล่าว ศาลฎีกาฟังได้ว่าจำเลยกระทำชำเราเด็กผู้เสียหายโดยมีอาวุธปืนไปในขณะกระทำความผิด ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าเพราะจำเลยไม่ได้นำปืนมาใช้ข่มขู่จึงไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) และยกฟ้องในส่วนนี้ จึงไม่ตรงกับความเห็นของศาลฎีกา โดยมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) บัญญัติให้การ “มีอาวุธปืน” ในขณะกระทำผิด ไม่ว่าจะได้ใช้ปืนหรือไม่ เป็นองค์ประกอบให้ต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต เจตนารมณ์เพื่อป้องปรามไม่ให้การกระทำความผิดขยายตัวไปสู่ความเสียหายถึงชีวิต บทเช่นนี้ปรากฏในมาตราอื่นเช่น มาตรา 140 วรรคสาม, 190 วรรคสาม, 191 วรรคสาม, 340 วรรคสอง โดยคำว่า “มีอาวุธปืน” ต้องหมายถึงปืนที่พร้อมใช้งาน ใกล้ตัวผู้กระทำ เช่นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1154/2468 และที่ 692/2561 ในคดีนี้จำเลยนำอาวุธปืนติดตัวไปกระทำความผิด ปืนอยู่ใกล้ชิดและมีเหตุให้เชื่อว่าอยู่ในสภาพพร้อมใช้เพราะจำเลยอ้างว่าเพิ่งยิงคนมา อาวุธดังกล่าวจึงอยู่ในลักษณะพร้อมนำมาใช้สร้างความเสียหายร้ายแรงได้ เมื่อพิจารณาทางนำสืบของโจทก์ร่วมกับคำรับสารภาพของจำเลย ศาลฎีกาเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด ศาลจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยมีความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยา โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยมีอาวุธปืน ตามมาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ส่วนโทษให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หมายเหตุ ในฎีกาคดีนี้ ศาลอ้าง “มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม)” เพราะหลังจากนั้น มีการแก้ไข ป.อ. มาตรา 277 โดย พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ทำให้โครงสร้างและโทษในมาตรานี้เปลี่ยนไปบางส่วน แต่ หลักเรื่อง “มีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิด แม้ไม่ใช้ ก็เข้าวรรคสี่” ยังเหมือนเดิมแทบทั้งหมด 1. โครงสร้าง “มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม)” โดยย่อ เวอร์ชันเดิม (ตาม พ.ร.บ.ฉบับที่ 23 พ.ศ. 2558) เขียนแบบสรุปได้ว่า • วรรคหนึ่ง: กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งไม่ใช่ภริยา/สามีของตน โทษประมาณ จำคุก 4–20 ปี และปรับ 80,000–400,000 บาท (เดิมขั้นต่ำ 4 ปี) • วรรคสาม: ถ้ากระทำโดย “ร่วมกันเป็นลักษณะโทรมเด็กหญิง หรือกระทำกับเด็กชายในลักษณะเดียวกัน” โทษ จำคุกตลอดชีวิต • วรรคสี่ (เดิม): ถ้าการกระทำความผิดตาม วรรคหนึ่งหรือวรรคสาม o ทำโดย มีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือ o โดยใช้อาวุธ โทษ จำคุกตลอดชีวิต สำคัญคือ ข้อความในวรรคสี่ (เดิม) พูดชัด ๆ ว่า “การมีอาวุธปืนในขณะกระทำความผิด” ก็เป็นเหตุให้โทษหนักขึ้น แม้จะ ไม่ได้นำปืนมาใช้ขู่หรือยิงจริง ๆ เพียงแต่เป็นการ “มีอาวุธ” อยู่ในขณะกระทำผิด ซึ่งตรงกับแนววินิจฉัยของฎีกาที่คุณส่งมาว่า • ปืนต้องอยู่ “ใกล้ชิดตัว” • อยู่ในสภาพ “พร้อมใช้” (เช่น จำเลยอ้างเองว่าเพิ่งไปยิงคนมา) จึงเข้า มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม) ได้ 2. โครงสร้าง “มาตรา 277 วรรคสี่ (ปัจจุบัน)” หลัง พ.ร.บ.ฉบับที่ 27/2562 ปัจจุบัน มาตรา 277 ถูกแก้ไขใหม่ทั้งมาตราโดย พ.ร.บ.ฉบับที่ 27 พ.ศ. 2562 ซึ่งในปัจจุบัน มีโครงหลักดังนี้ 1. วรรคหนึ่ง o ใครกระทำชำเราเด็กไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน o โทษ จำคุก 5–20 ปี และปรับ 100,000–400,000 บาท o (เพิ่ม ขั้นต่ำ จาก 4 ปี → 5 ปี และ ปรับขั้นต่ำ จาก 80,000 → 100,000 บาท) 2. วรรคสอง o ถ้าเหยื่ออายุ ไม่เกิน 13 ปี o โทษหนักขึ้นเป็น จำคุก 7–20 ปี ปรับ 140,000–400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต 3. วรรคสาม o ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือสอง o ทำให้ผู้ถูกกระทำเข้าใจว่าผู้กระทำ “มีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด” o โทษ จำคุก 10–20 ปี ปรับ 200,000–400,000 บาท หรือจำคุกตลอดชีวิต 4. วรรคสี่ (ใหม่ – ปัจจุบัน) o ถ้าการกระทำความผิดตาม วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง o กระทำ โดยมีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด หรือโดยใช้อาวุธ หรือ o โดยร่วมกันกระทำจนเป็นลักษณะ “โทรมเด็กหญิง หรือกระทำกับเด็กชายในลักษณะเดียวกัน” โทษ จำคุกตลอดชีวิต (เหมือนเดิม) 5. วรรคท้าย ๆ o เพิ่มกลไกให้ศาลเยาวชนฯ สามารถใช้มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพแทนการลงโทษได้ในกรณีที่ ผู้กระทำอายุไม่เกิน 18 ปี เหยื่ออายุเกิน 13 แต่ยังไม่เกิน 15 ปี และเหยื่อ “ยินยอม” o เป็น ส่วนที่เสริมกลไกคุ้มครองเด็ก เป็นพิเศษ (ไม่เกี่ยวกับอาวุธปืนโดยตรง) นอกจากนี้ ยังเพิ่ม มาตรา 277 ทวิ และ 277 ตรี เพื่อกำหนดโทษ “เมื่อมีผลสาหัสหรือเสียชีวิต” แยกจากมาตรา 277 เดิม เช่น • ถ้าการกระทำตาม 277(1)(2) เป็นเหตุให้เหยื่อ สาหัส / ตาย → ใช้ 277 ทวิ • ถ้าการกระทำตาม 276 วรรคสาม หรือ 277 วรรคสี่ เป็นต้นเหตุให้เหยื่อ สาหัส / ตาย → ใช้ 277 ตรี (โทษถึงขั้นประหารชีวิต) 3. สรุป “แตกต่างอย่างไร” ระหว่าง วรรคสี่ (เดิม) กับ วรรคสี่ (ปัจจุบัน) โฟกัสเฉพาะ วรรคสี่ ที่ศาลฎีกาในคดีของคุณอ้างนะครับ 3.1 ข้อความ / โครงสร้างที่เปลี่ยน 1. อ้างอิงวรรคไหนบ้าง o เดิม: “ถ้าการกระทำความผิดตาม วรรคหนึ่ง หรือวรรคสาม ได้กระทำโดยมีอาวุธปืน ฯลฯ” o ใหม่: “ถ้าการกระทำความผิดตาม วรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ได้กระทำโดยมีอาวุธปืน ฯลฯ” คือ ย้ายฐานอ้างอิงจาก “วรรคสามเดิม” มาเป็น “วรรคสองใหม่” เพราะหลังแก้กฎหมายใหม่ โครงสร้างย่อยของมาตรา 277 เปลี่ยนไป (แตกความผิดพื้นฐานเป็นวรรค 1–2, ส่วนการ “ขู่ว่ามีอาวุธ” ไปอยู่ในวรรค 3 แทน) 2. โทษ o เดิม: วรรคสี่ → โทษ จำคุกตลอดชีวิต o ใหม่: วรรคสี่ → ยังเป็น จำคุกตลอดชีวิตเหมือนเดิม ดังนั้น สำหรับกรณีมีอาวุธปืนจริง ๆ โทษสูงสุด ไม่เปลี่ยน คือ “จำคุกตลอดชีวิต” 3. ฐานที่เบากว่า (วรรคก่อนหน้า) ถูกปรับโทษขึ้น o เดิม: วรรคหนึ่ง (ฐานปกติ) โทษเริ่มต้น จำคุก 4 ปี o ใหม่: วรรคหนึ่ง โทษเริ่มที่ จำคุก 5 ปี ปรับขั้นต่ำเพิ่มด้วย ทำให้ ช่องว่างระหว่างฐานธรรมดา กับฐานใช้อาวุธ สะท้อนนโยบาย “เพิ่มความเข้ม” โดยเฉพาะคดีเด็ก 4. เพิ่มชั้นของความร้ายแรง o เดิม: วรรคสาม: โทรมเด็ก / ร่วมหลายคน → จำคุกตลอดชีวิต วรรคสี่: ถ้ามีอาวุธปืน / ใช้อาวุธ / มีอาวุธในการโทรม → จำคุกตลอดชีวิต (โทษเท่ากัน แต่เน้น “มีอาวุธ”) o ใหม่: วรรคสาม: แค่ “ทำให้เข้าใจว่ามีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด” → โทษเพิ่ม 10–20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต วรรคสี่: “มีอาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด / ใช้อาวุธ / โทรมเด็ก” → โทษจำคุกตลอดชีวิต 277 ทวิ–ตรี: ถ้าถึงขั้นสาหัส / ตาย → ขยับไปถึงโทษประหารชีวิต หลังแก้ใหม่ กฎหมายแบ่งลำดับชั้น “ความร้ายแรง” ชัดขึ้น o แค่ขู่ว่ามีอาวุธ (วรรคสาม) o มีจริง / ใช้จริง / โทรม (วรรคสี่) o แล้วถ้าเกิดสาหัส / ตาย → ไป 277 ทวิ / ตรี 3.2 เนื้อหาสำคัญที่ “ยังเหมือนเดิม” แม้จะเขียนว่า “(เดิม)” แต่ หลักใหญ่ที่ศาลใช้ในคดีนี้แทบไม่เปลี่ยนเลย คือ 1. เพียง “มีอาวุธปืน” ในขณะกระทำความผิดก็เข้าวรรคสี่ได้ o ไม่จำเป็นต้องยิงหรือเอาปืนไปจ่อขู่ o แค่พกติดตัวอยู่ในห้องในขณะกระทำความผิด และอยู่ในสภาพ “พร้อมใช้” 2. แนวตีความเรื่อง “พร้อมใช้” ก็ยังใช้ได้กับกฎหมายใหม่ o ศาลฎีกาในคำพิพากษานี้ชี้ว่า ปืนอยู่ติดตัวจำเลย และจำเลยพูดเองว่า “เพิ่งไปยิงคนมา” → จึงมีเหตุควรเชื่อว่าพร้อมใช้งาน o หลักคิดนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์เดิมของวรรคสี่ และยังเหมาะใช้กับวรรคสี่ (ใหม่) ได้โดยตรง 3. เจตนารมณ์ของวรรคสี่ o เพราะ “ปืน” เป็นอาวุธที่ทำอันตรายถึงชีวิตได้ง่ายมาก o กฎหมายจึงต้อง “ป้องปราม” ไม่ให้การกระทำความผิดทางเพศต่อเด็กบานปลายไปสู่การยิงหรือทำร้ายร่างกายที่ร้ายแรง o ตรงนี้เจตนารมณ์ ไม่เปลี่ยน เลยระหว่างเดิม–ใหม่ เพียงแต่กำหนดชั้นโทษและรายละเอียดอื่นให้ “ละเอียดขึ้นและเข้มขึ้น” ตามสภาพสังคมปัจจุบัน 4. สรุปตอบคำถามแบบกระชับ ทำไมศาลต้องระบุ “มาตรา 277 วรรคสี่ (เดิม)” ? • เพราะปัจจุบัน มาตรา 277 ถูกแก้ไขโดย พ.ร.บ.ฉบับที่ 27/2562 ทำให้โครงสร้างและวรรคของมาตรานี้เปลี่ยนไป • ศาลจึงต้องระบุว่าใช้ “ข้อความเดิม” ที่มีผลใช้บังคับในช่วงเวลาที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดและเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แล้ว “กฎหมายใหม่แตกต่างจากเดิมอย่างไร?” โดยสรุป 1. เพิ่มโทษขั้นต่ำ ของฐานกระทำชำเราเด็ก (จาก 4 ปี เป็น 5 ปี และเพิ่มค่าปรับขั้นต่ำ) 2. จัดโครงสร้างวรรคใหม่ o วรรค 1–2: แยกตามอายุเหยื่อ 13 / 15 ปี o วรรค 3: ขู่ให้เข้าใจว่ามีอาวุธ o วรรค 4: มีอาวุธปืน / ใช้อาวุธ / โทรมเด็ก → โทษจำคุกตลอดชีวิต 3. เพิ่มมาตรา 277 ทวิ–ตรี รองรับกรณีมีผลสาหัสหรือเสียชีวิตให้โทษหนักขึ้นถึงประหารชีวิต 4. แต่ แก่นสำคัญของวรรคสี่เกี่ยวกับ “มีอาวุธปืน” ยังเหมือนเดิม คือ o การพกปืนที่พร้อมใช้ในขณะกระทำความผิด แม้ไม่ใช้ปืน ก็เข้าองค์ประกอบวรรคสี่ได้ |



.jpg)
