
| ผู้เรียงคำคู่ความที่ไม่ใช่ทนายความมีผลอย่างไรต่อฎีกา ศึกษาหลักการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบและอำนาจศาลในการรับหรือไม่รับฎีกา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางวิธีพิจารณาความแพ่งว่าการยื่นฎีกาซึ่งมีบุคคลที่มิใช่ทนายความเป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงคำคู่ความนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้ผู้ฎีกาจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อด้วยตนเองก็ตาม คดีนี้เกิดขึ้นจากข้อพิพาทเกี่ยวกับการรับรองบุตร อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำพิพากษาแก้ไขให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยได้ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพบว่าผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงคำคู่ความมิใช่ทนายความและไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงวินิจฉัยว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่อาจถือเป็นเพียงข้อบกพร่องที่แก้ไขได้ ส่งผลให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาและยกฎีกาของจำเลย อันเป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับความถูกต้องของการดำเนินกระบวนพิจารณาและสถานะของผู้มีอำนาจจัดทำคำคู่ความที่จะยื่นต่อศาล ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าเด็กหญิง พ. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 1000000 บาท ขอให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลย และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง พ. แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การต่อสู้คดีและขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าเด็กหญิง พ. เป็นบุตรของจำเลย จึงพิพากษาให้โจทก์และจำเลยใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 6000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปี ส่วนคำขออื่นให้ยก ต่อมาโจทก์และจำเลยต่างอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ไขให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง พ. แต่เพียงผู้เดียว นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ของจำเลย ภายหลังจำเลยยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นสำคัญมิได้อยู่ที่เรื่องความเป็นบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดู หรืออำนาจปกครองบุตร แต่อยู่ที่ความชอบด้วยกฎหมายของฎีกาที่จำเลยยื่นต่อศาล ศาลฎีกาตรวจสอบฎีกาของจำเลยแล้วพบว่า แม้จำเลยจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา แต่บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงหรือพิมพ์คำคู่ความคือบุคคลซึ่งมิใช่ทนายความ ยิ่งไปกว่านั้น ในตัวฎีกายังระบุชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นทนายความ โดยในช่องใบอนุญาตทนายความมีเพียงเครื่องหมายยัติภังค์ จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าไม่มีสถานะเป็นทนายความและไม่มีอำนาจดำเนินการในฐานะผู้เรียงคำคู่ความที่จะยื่นต่อศาล ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่าการลงลายมือชื่อของบุคคลดังกล่าวเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และสามารถแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงคำคู่ความมิใช่ทนายความของจำเลย และไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาล การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับความสามารถของคู่ความ และไม่ใช่ข้อบกพร่องในการเขียนคำคู่ความที่จะอยู่ในอำนาจของศาลในการสั่งให้แก้ไขหรือจัดการแก้ไขภายหลังได้ เมื่อเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจตั้งแต่ต้น การยื่นฎีกาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาไว้พิจารณาถือเป็นการรับฎีกาโดยไม่ชอบ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย และมีคำพิพากษายกฎีกา วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลนำมาใช้วินิจฉัยคดี หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การพิจารณาว่าใครเป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อในฐานะผู้เรียงคำคู่ความที่จะยื่นต่อศาล เมื่อปรากฏว่าผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงหรือพิมพ์คำคู่ความมิใช่ทนายความ และในตัวฎีกาเองก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตว่าความ ศาลฎีกาจึงถือว่าบุคคลนั้นไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนดังกล่าว การยื่นฎีกาจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบตั้งแต่ต้น ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือการแยกความแตกต่างระหว่างข้อบกพร่องที่กฎหมายอนุญาตให้แก้ไขได้กับการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาเห็นว่ากรณีนี้มิใช่ข้อบกพร่องเกี่ยวกับความสามารถของคู่ความ และมิใช่ข้อผิดพลาดเกี่ยวกับการเขียนคำคู่ความ แต่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจของผู้ดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำคู่ความที่ยื่นต่อศาล แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลจะต้องกระทำโดยบุคคลที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น เพราะคำคู่ความเป็นเอกสารที่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายและส่งผลต่อสิทธิของคู่ความโดยตรง หากเปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่มีอำนาจเข้ามาดำเนินการแทนคู่ความ ย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือและความเป็นระเบียบของกระบวนการยุติธรรม เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง บทบัญญัติที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดีนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความถูกต้องของกระบวนพิจารณาและคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความทุกฝ่าย การกำหนดให้ผู้เรียงคำคู่ความหรือผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาต้องเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ในขณะเดียวกัน กฎหมายยังให้อำนาจศาลแก้ไขข้อบกพร่องบางประการที่เกิดขึ้นในกระบวนพิจารณาได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คู่ความเสียสิทธิจากความผิดพลาดเพียงเล็กน้อย แต่หลักการดังกล่าวมิได้ขยายไปถึงกรณีที่บุคคลผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาไม่มีอำนาจตามกฎหมายตั้งแต่แรก เพราะหากยอมรับให้แก้ไขภายหลังได้ ย่อมทำให้หลักเกณฑ์เรื่องอำนาจของผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาสูญเสียความสำคัญ จากเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่ากรณีนี้ไม่อยู่ในขอบเขตที่ศาลจะใช้อำนาจแก้ไขข้อบกพร่องได้ และต้องถือว่าการยื่นฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น ความสำคัญของคำวินิจฉัยต่อการดำเนินคดีในทางปฏิบัติ คำวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความถูกต้องของขั้นตอนการดำเนินคดี แม้คดีเดิมจะเป็นคดีเกี่ยวกับความเป็นบุตร อำนาจปกครองบุตร และค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญต่อสิทธิของผู้เยาว์ แต่เมื่อปรากฏว่าการยื่นฎีกาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาก็ไม่อาจก้าวล่วงไปวินิจฉัยเนื้อหาของฎีกาได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นเครื่องเตือนให้คู่ความและผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและบุคคลผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนยื่นต่อศาล เพราะแม้จะมีข้อโต้แย้งในเนื้อหาคดีที่สำคัญเพียงใด แต่หากกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น ศาลก็อาจไม่รับวินิจฉัยประเด็นเหล่านั้นได้เลย แนวคำพิพากษาที่สะท้อนจากคดีนี้ จากคำวินิจฉัยในคดีนี้สามารถสรุปแนวทางสำคัญได้ว่า ศาลให้ความสำคัญกับสถานะและอำนาจของผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นลำดับแรก หากบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เรียงคำคู่ความไม่มีอำนาจตามกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณานั้นย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ นอกจากนี้ ศาลยังแยกความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างข้อบกพร่องที่แก้ไขได้กับข้อบกพร่องที่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาโดยตรง โดยกรณีที่บุคคลไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาไม่อาจถือเป็นเพียงความผิดพลาดทางเทคนิคหรือข้อบกพร่องด้านรูปแบบ แต่เป็นข้อบกพร่องในสาระสำคัญที่ส่งผลต่อความสมบูรณ์ของการดำเนินคดีทั้งกระบวนการ จึงไม่อยู่ในข่ายที่ศาลจะอนุญาตให้แก้ไขภายหลังได้ และเป็นเหตุให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาและพิพากษายกฎีกาในที่สุด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าเด็กหญิง พ. เป็นบุตรของจำเลย ให้โจทก์และจำเลยใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์เดือนละ 6000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง พ. แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวตรวจสอบฎีกาของจำเลยแล้วพบว่า แม้จำเลยจะลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา แต่บุคคลผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงหรือพิมพ์คำคู่ความมิใช่ทนายความ และในฎีกาเองก็ระบุชัดเจนว่าไม่มีใบอนุญาตทนายความ จึงเป็นบุคคลที่ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาล อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ กรณีไม่ใช่ข้อบกพร่องที่ศาลจะสั่งให้แก้ไขได้ การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกา พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญว่าความถูกต้องของกระบวนพิจารณาเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ศาลต้องตรวจสอบก่อนเข้าสู่วินิจฉัยเนื้อหาของข้อพิพาท แม้คู่ความจะมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในคดีที่สำคัญเพียงใด แต่หากการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมไม่อาจรับวินิจฉัยประเด็นเหล่านั้นได้ สาระสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่สิทธิในการฎีกาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การใช้อำนาจทางกระบวนพิจารณาต้องกระทำโดยบุคคลที่กฎหมายรับรองให้มีอำนาจเท่านั้น การที่บุคคลซึ่งมิใช่ทนายความเข้ามาลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความ ถือเป็นการกระทำที่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของเอกสารที่ยื่นต่อศาลโดยตรง มิใช่เพียงข้อผิดพลาดด้านรูปแบบหรือความบกพร่องทางเทคนิค แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักนิติธรรมที่มุ่งรักษามาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมให้มีความน่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้ โดยศาลแยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างข้อบกพร่องที่แก้ไขได้กับข้อบกพร่องที่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีตั้งแต่ต้น เมื่อเป็นกรณีที่บุคคลไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา การกระทำนั้นย่อมไม่อาจได้รับการรับรองย้อนหลังหรือแก้ไขให้สมบูรณ์ในภายหลังได้ ดังนั้น คู่ความและผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าบุคคลผู้จัดทำหรือเรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เพราะความผิดพลาดในขั้นตอนดังกล่าวอาจส่งผลให้ศาลไม่รับวินิจฉัยคดีในชั้นสูงขึ้น แม้ว่าจะมีประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่สำคัญเพียงใดก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า บุคคลที่มิใช่ทนายความสามารถลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลได้หรือไม่ และหากมีการดำเนินการเช่นนั้นจะถือเป็นเพียงข้อบกพร่องที่แก้ไขได้ หรือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบที่ส่งผลให้ฎีกาเสียไปทั้งฉบับ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ การดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่บุคคลซึ่งมิใช่ทนายความและไม่มีอำนาจตามกฎหมายลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาล เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบตามกฎหมาย ส่งผลให้ฎีกาดังกล่าวไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ ผู้เรียงคำคู่ความที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แม้ผู้ฎีกาจะลงลายมือชื่อด้วยตนเอง แต่เมื่อผู้เรียงคำคู่ความเป็นบุคคลที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย การยื่นฎีกาย่อมมีปัญหาในสาระสำคัญของกระบวนพิจารณา ไม่ใช่เพียงข้อผิดพลาดทางรูปแบบที่ศาลจะอนุญาตให้แก้ไขภายหลังได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดที่เป็นแก่นของคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) เป็นบทบัญญัติที่ศาลใช้วินิจฉัยโดยตรงว่าการลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ และเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในคดีนี้ อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 มาตรา 27 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการจัดการเกี่ยวกับข้อบกพร่องหรือความผิดระเบียบบางประการที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินคดี เพื่อให้กระบวนพิจารณาสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่เกิดความเสียหายแก่คู่ความเกินสมควร หลักการสำคัญของบทบัญญัตินี้คือการมุ่งคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดในรายละเอียดหรือข้อบกพร่องทางเทคนิคเพียงเล็กน้อยกลายเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาพิพากษาคดีในเนื้อหา อย่างไรก็ตาม อำนาจตามมาตรา 27 มีขอบเขตจำกัดเฉพาะกรณีที่เป็นข้อบกพร่องซึ่งกฎหมายยอมรับให้แก้ไขได้ เช่น ความผิดพลาดในการเขียนคำคู่ความหรือข้อบกพร่องบางประการที่มิได้กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยตรง หากข้อบกพร่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของบุคคลผู้ดำเนินกระบวนพิจารณา หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักเกณฑ์สำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น กรณีย่อมไม่อยู่ในขอบเขตที่ศาลจะใช้อำนาจตามมาตรา 27 เพื่อแก้ไขให้สมบูรณ์ได้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่บุคคลซึ่งมิใช่ทนายความลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความ มิใช่เพียงความผิดพลาดในการจัดทำเอกสารหรือการเขียนคำคู่ความ แต่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจของบุคคลผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยตรง จึงไม่อาจนำมาตรา 27 มาใช้เพื่อแก้ไขหรือเยียวยาความบกพร่องดังกล่าวได้ ส่งผลให้การยื่นฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) มาตรา 67 (5) เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการลงลายมือชื่อในคำคู่ความและการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เอกสารที่ยื่นต่อศาลเกิดจากบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายและสามารถรับผิดชอบต่อเนื้อหาและผลทางกฎหมายของเอกสารนั้นได้ หลักการสำคัญของบทบัญญัตินี้คือการรักษาความน่าเชื่อถือของเอกสารในกระบวนพิจารณาและป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิหรือไม่มีอำนาจเข้ามาดำเนินคดีแทนคู่ความ เมื่อมีการยื่นคำคู่ความต่อศาล ผู้ที่ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เรียงคำคู่ความหรือผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาจะต้องเป็นบุคคลที่กฎหมายรับรองให้มีอำนาจดำเนินการได้ หากปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจตามกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณานั้นย่อมมีปัญหาในสาระสำคัญ ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดด้านรูปแบบหรือพิธีการ ในคดีนี้ ศาลฎีกาตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงคำคู่ความมิใช่ทนายความ และในฎีกาเองก็ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าไม่มีใบอนุญาตทนายความ จึงถือได้ว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบตามมาตรา 67 (5) และเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกา พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 มาตรา 6 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักการเกี่ยวกับการนำกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายเฉพาะด้านเยาวชนและครอบครัว หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากคดีเยาวชนและครอบครัวมีลักษณะเฉพาะแตกต่างจากคดีแพ่งทั่วไป แต่ในหลายกรณีกฎหมายเฉพาะมิได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาไว้ครบถ้วน จึงจำเป็นต้องอาศัยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้เสริม เจตนารมณ์ของมาตรา 6 คือการทำให้การพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวสามารถดำเนินไปได้อย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษาหลักการคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็กและสถาบันครอบครัวควบคู่กันไป ในกรณีที่กฎหมายเฉพาะไม่ได้กำหนดวิธีดำเนินการไว้โดยชัดแจ้ง ศาลจึงสามารถอาศัยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาปรับใช้ได้ คดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว แต่ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยกลับเป็นเรื่องความชอบด้วยกฎหมายของการยื่นฎีกาและอำนาจของผู้เรียงคำคู่ความ ซึ่งเป็นเรื่องทางวิธีพิจารณา ศาลฎีกาจึงนำหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) และมาตรา 27 มาปรับใช้ในการวินิจฉัยผ่านกลไกของมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 จนมีข้อสรุปว่าการยื่นฎีกาของจำเลยเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบและไม่อาจแก้ไขภายหลังได้ ส่งผลให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาและพิพากษายกฎีกาในที่สุด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้เรียงคำคู่ความที่ไม่ใช่ทนายความสามารถลงลายมือชื่อในฎีกาหรือคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลได้หรือไม่ คำตอบ บุคคลที่มิใช่ทนายความและไม่มีอำนาจตามกฎหมายไม่อาจลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลได้ หากมีการดำเนินการดังกล่าวย่อมก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาโดยตรง เนื่องจากการจัดทำและยื่นคำคู่ความเป็นการดำเนินการที่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่ความ กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลผู้ดำเนินการต้องเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย ในคดีนี้ศาลฎีกาตรวจสอบแล้วพบว่าผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงคำคู่ความมิใช่ทนายความ และในเอกสารฎีกาเองก็ปรากฏชัดว่าไม่มีใบอนุญาตทนายความ ศาลจึงถือว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนนี้ ส่งผลให้การยื่นฎีกาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ และศาลไม่อาจรับรองความสมบูรณ์ของการกระทำดังกล่าวได้ แม้ว่าตัวผู้ฎีกาจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะคู่ความด้วยตนเองก็ตาม เพราะประเด็นที่ศาลพิจารณาไม่ได้อยู่ที่ตัวคู่ความเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงสถานะและอำนาจของบุคคลผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลด้วย 2 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่ถือว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขภายหลังได้ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวมิใช่ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเขียนคำคู่ความหรือข้อผิดพลาดทางเทคนิคที่เกิดขึ้นในเอกสาร แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจของบุคคลผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยตรง ซึ่งมีผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของการยื่นคำคู่ความตั้งแต่ต้น หลักการสำคัญคือข้อบกพร่องบางประเภทอาจได้รับการแก้ไขได้หากไม่กระทบต่อสาระสำคัญของกระบวนพิจารณา แต่หากเป็นกรณีที่บุคคลผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาไม่มีอำนาจตามกฎหมายตั้งแต่แรก การกระทำดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ มิใช่เพียงความผิดพลาดในรูปแบบหรือรายละเอียดของเอกสาร ด้วยเหตุนี้ศาลจึงไม่อาจใช้อำนาจในการสั่งแก้ไขข้อบกพร่องเพื่อทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายได้ และเมื่อพบข้อบกพร่องดังกล่าว ศาลย่อมต้องพิจารณาผลทางกฎหมายตามสภาพแห่งการกระทำที่เกิดขึ้นจริง 3 คำถาม หากศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้แล้ว ศาลฎีกายังสามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ ได้ ศาลฎีกามีอำนาจตรวจสอบความถูกต้องและความชอบด้วยกฎหมายของฎีกาที่ส่งขึ้นมาสู่การพิจารณา แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาไว้แล้วก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาตรวจสอบรายละเอียดของฎีกาและพบว่าบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงคำคู่ความไม่มีสถานะเป็นทนายความและไม่มีอำนาจตามกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏเช่นนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการยื่นฎีกาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ และการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาไว้เป็นการรับฎีกาโดยไม่ชอบเช่นกัน หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าคำสั่งรับฎีกาของศาลชั้นต้นมิได้ตัดอำนาจของศาลฎีกาในการตรวจสอบเงื่อนไขทางกฎหมายที่จำเป็นต่อการรับวินิจฉัยคดี หากปรากฏในภายหลังว่าฎีกามีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจไม่รับวินิจฉัยและกำหนดผลทางกฎหมายตามที่เห็นสมควรได้ 4 คำถาม การที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาหมายความว่าศาลได้วินิจฉัยเนื้อหาของข้อพิพาทแล้วหรือไม่ คำตอบ ไม่ได้หมายความว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยเนื้อหาของข้อพิพาทแล้ว ในคดีนี้ศาลฎีกามิได้เข้าสู่การพิจารณาว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอำนาจปกครองบุตรหรือค่าอุปการะเลี้ยงดูถูกต้องหรือไม่ เพราะศาลพบปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของฎีกาเสียก่อน เมื่อฎีกาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงไม่อาจก้าวล่วงไปพิจารณาเนื้อหาของข้อโต้แย้งที่ยกขึ้นในฎีกาได้ หลักการนี้เป็นหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาที่กำหนดให้ศาลต้องตรวจสอบความถูกต้องของการดำเนินกระบวนพิจารณาก่อนเข้าสู่การวินิจฉัยข้อพิพาทในสาระสำคัญ ดังนั้น การไม่รับวินิจฉัยฎีกาจึงเป็นผลที่เกิดจากข้อบกพร่องทางกระบวนพิจารณา มิใช่ข้อสรุปเกี่ยวกับความถูกต้องหรือไม่ถูกต้องของข้ออ้างในเนื้อหาคดี 5 คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญอะไรแก่คู่ความและผู้ดำเนินคดีในทางปฏิบัติ คำตอบ บทเรียนสำคัญจากคดีนี้คือความถูกต้องของกระบวนพิจารณามีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงในเนื้อหาคดี คู่ความควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่าบุคคลผู้จัดทำหรือเรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย และเอกสารทุกฉบับได้รับการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างครบถ้วน เพราะหากเกิดข้อบกพร่องในเรื่องอำนาจของผู้ดำเนินกระบวนพิจารณา ผลทางกฎหมายอาจร้ายแรงถึงขั้นทำให้ศาลไม่รับวินิจฉัยคดีในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาได้ แม้ว่าคู่ความจะมีข้อโต้แย้งที่สำคัญหรืออาจมีเหตุผลที่น่ารับฟังในเนื้อหาคดีเพียงใดก็ตาม คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความรอบคอบในการดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อสิทธิในการใช้กระบวนการยุติธรรมและผลแห่งคดีโดยตรง ทั้งยังตอกย้ำว่าการดำเนินคดีต่อศาลต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัดเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความเป็นระเบียบของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม 6 คำถาม การที่คู่ความลงลายมือชื่อในฎีกาด้วยตนเองแล้ว เหตุใดศาลจึงยังพิจารณาถึงบุคคลผู้เรียงคำคู่ความอีก คำตอบ แม้คู่ความจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ฎีกาด้วยตนเอง แต่ศาลยังคงต้องตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนพิจารณาในทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำและยื่นคำคู่ความต่อศาล เนื่องจากผู้เรียงคำคู่ความมิได้มีบทบาทเพียงในเชิงเทคนิคหรือการพิมพ์เอกสารเท่านั้น แต่เป็นบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำคำร้อง คำแถลง หรือข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่จะนำเสนอต่อศาล กฎหมายจึงกำหนดให้บุคคลดังกล่าวต้องเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายเพื่อรับรองความน่าเชื่อถือของเอกสารและรักษามาตรฐานของกระบวนพิจารณา ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงคำคู่ความมิใช่ทนายความและไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงถือว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาในส่วนดังกล่าวไม่ชอบ แม้ว่าคู่ความจะลงลายมือชื่อในฐานะผู้ฎีกาด้วยตนเองก็ตาม เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมิใช่เรื่องการแสดงเจตนาของคู่ความเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความถูกต้องของบุคคลผู้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนพิจารณาที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน 7 คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับสถานะของทนายความในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดี คำตอบ การกำหนดให้บุคคลซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำและดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลต้องเป็นทนายความหรือเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทั้งคู่ความ ศาล และระบบยุติธรรมโดยรวม เนื่องจากทนายความเป็นผู้ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางวิชาชีพที่กำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบในการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อมีการจัดทำคำคู่ความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาล จึงสามารถตรวจสอบที่มา ความรับผิดชอบ และความถูกต้องของการดำเนินการได้อย่างชัดเจน หากเปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายเข้ามาดำเนินการแทนคู่ความ อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเอกสาร ความถูกต้องของข้อกฎหมายที่นำเสนอต่อศาล และความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรม คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าศาลมิได้พิจารณาเพียงผลลัพธ์ของการดำเนินการเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความชอบด้วยกฎหมายของบุคคลผู้ดำเนินการในทุกขั้นตอนของกระบวนพิจารณาด้วย 8 คำถาม คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติในการยื่นฎีกาและการดำเนินคดีในอนาคตอย่างไร คำตอบ คดีนี้มีความสำคัญในฐานะแนวทางที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าศาลให้ความสำคัญกับความถูกต้องของกระบวนพิจารณาเป็นลำดับแรกก่อนการพิจารณาเนื้อหาของข้อพิพาท ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาจึงต้องตรวจสอบรายละเอียดของเอกสารและสถานะของบุคคลผู้ดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนก่อนยื่นต่อศาล โดยเฉพาะในกรณีที่มีการระบุชื่อผู้เรียงคำคู่ความหรือผู้ดำเนินกระบวนพิจารณา เพราะหากบุคคลดังกล่าวไม่มีอำนาจตามกฎหมาย อาจส่งผลให้คำคู่ความทั้งฉบับมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายและทำให้ศาลไม่รับวินิจฉัยได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความผิดพลาดเกี่ยวกับอำนาจของผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย และอาจมีผลกระทบต่อสิทธิในการขอให้ศาลชั้นสูงตรวจสอบคำพิพากษาของศาลล่างได้โดยตรง ดังนั้นความรอบคอบในการจัดทำเอกสารและการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคู่ความและผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายทุกฝ่าย สรุปหลักกฎหมายสำคัญจากคดี คดีนี้วางหลักสำคัญว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลจะต้องกระทำโดยบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมาย หากปรากฏว่าผู้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้เรียงคำคู่ความเป็นบุคคลที่มิใช่ทนายความและไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณา การยื่นคำคู่ความดังกล่าวย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ แม้คู่ความจะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในเอกสารด้วยตนเองก็ตาม ศาลฎีกาได้แยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่างข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขได้กับข้อบกพร่องที่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาโดยตรง โดยกรณีที่บุคคลผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาไม่มีอำนาจตามกฎหมายถือเป็นข้อบกพร่องในสาระสำคัญ ไม่ใช่เพียงความผิดพลาดทางเทคนิคหรือความคลาดเคลื่อนด้านรูปแบบของเอกสาร จึงไม่อาจนำบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขข้อบกพร่องมาใช้เยียวยาภายหลังได้ นอกจากนี้คดียังสะท้อนให้เห็นว่าศาลฎีกามีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของฎีกาที่ส่งขึ้นมาพิจารณาได้ แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาไว้แล้วก็ตาม หากปรากฏภายหลังว่าฎีกามีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจไม่รับวินิจฉัยและกำหนดผลทางกฎหมายตามที่เห็นสมควร บทเรียนสำหรับคู่ความและผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย บทเรียนสำคัญจากคดีนี้คือการดำเนินคดีมิได้พิจารณาเฉพาะความถูกต้องของข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในเนื้อหาคดีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความถูกต้องของขั้นตอนและวิธีดำเนินกระบวนพิจารณาตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดด้วย การจัดทำคำคู่ความ การยื่นอุทธรณ์ หรือการยื่นฎีกา ควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าผู้ดำเนินการเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมายหรือไม่ เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดในส่วนดังกล่าว แม้จะมีเหตุผลทางกฎหมายที่สำคัญหรือมีประเด็นข้อพิพาทที่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลชั้นสูง ก็อาจไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาในเนื้อหาได้เลย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความรอบคอบในรายละเอียดของกระบวนพิจารณาเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเอกสารที่ต้องยื่นต่อศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีเงื่อนไขทางกฎหมายเฉพาะและมีผลต่อสิทธิของคู่ความโดยตรง ข้อสังเกตทางวิชาการจากคำวินิจฉัย จากข้อเท็จจริงของคดีจะเห็นได้ว่าศาลฎีกามิได้วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับความเป็นบุตร อำนาจปกครองบุตร หรือจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์แต่อย่างใด แม้ว่าประเด็นเหล่านี้จะเป็นสาระสำคัญของคดีในชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ก็ตาม เหตุผลที่ศาลมิได้เข้าสู่วินิจฉัยเนื้อหาของคดี เนื่องจากพบปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการยื่นฎีกา ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการพิจารณาก่อนเสมอ หากกระบวนพิจารณาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลย่อมไม่จำเป็นต้องพิจารณาข้อโต้แย้งในเนื้อหาคดีต่อไป แนวทางดังกล่าวสะท้อนหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาทางแพ่งที่ให้ความสำคัญกับความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมก่อนการวินิจฉัยสิทธิหรือหน้าที่ของคู่ความในเนื้อหาแห่งคดี และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฎีกาของจำเลยโดยไม่รับวินิจฉัยข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นอ้างในฎีกา บทสรุป สาระสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่หลักการว่าบุคคลผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลจะต้องเป็นผู้มีอำนาจตามกฎหมาย เมื่อปรากฏว่าผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงคำคู่ความมิใช่ทนายความและไม่มีอำนาจดำเนินการ การยื่นฎีกาย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีดังกล่าวมิใช่ข้อบกพร่องที่สามารถแก้ไขได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขข้อผิดพลาดในกระบวนพิจารณา แต่เป็นข้อบกพร่องในสาระสำคัญที่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการยื่นฎีกาตั้งแต่ต้น จึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาและพิพากษายกฎีกาของจำเลย แนววินิจฉัยนี้เป็นหลักสำคัญสำหรับการดำเนินคดีในทางปฏิบัติ โดยยืนยันว่าความถูกต้องของผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาและความชอบด้วยกฎหมายของเอกสารที่ยื่นต่อศาลเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ต้องมีอยู่ก่อนที่ศาลจะเข้าสู่การวินิจฉัยเนื้อหาของข้อพิพาทในคดีนั้น ๆ ได้ สรุปสาระสำคัญ คดีนี้มีจุดเด่นอยู่ที่การวินิจฉัยปัญหาทางวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ใช่การวินิจฉัยเนื้อหาของข้อพิพาทเกี่ยวกับบุตรหรืออำนาจปกครองบุตร ศาลฎีกาตรวจพบว่าผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียงคำคู่ความของฎีกาเป็นบุคคลที่มิใช่ทนายความและไม่มีอำนาจตามกฎหมาย จึงถือว่าการยื่นฎีกาเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ ประเด็นสำคัญที่ศาลวินิจฉัยคือกรณีดังกล่าวไม่ใช่ข้อบกพร่องเล็กน้อยหรือข้อผิดพลาดในการเขียนคำคู่ความ แต่เป็นปัญหาเรื่องอำนาจของบุคคลผู้ดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของฎีกาโดยตรง จึงไม่อาจแก้ไขภายหลังได้ แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาไว้แล้ว แต่ศาลฎีกายังคงมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของฎีกาได้ เมื่อพบว่าการยื่นฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาและพิพากษายกฎีกาของจำเลย หลักกฎหมายที่ได้รับจากคดีนี้คือการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อศาลจะต้องกระทำโดยบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายเท่านั้น หากบุคคลที่ไม่มีอำนาจเข้ามาดำเนินการในส่วนสำคัญของกระบวนพิจารณา ย่อมส่งผลให้การดำเนินการดังกล่าวขาดความชอบด้วยกฎหมาย และอาจทำให้คู่ความสูญเสียโอกาสในการได้รับการวินิจฉัยจากศาลชั้นสูงได้ สาระทางกฎหมายที่ควรจดจำ การลงลายมือชื่อในฐานะผู้เรียงคำคู่ความมิใช่เพียงพิธีการทางเอกสาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนพิจารณาที่กฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินการโดยบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมาย บุคคลที่มิใช่ทนายความและไม่มีอำนาจตามกฎหมายไม่อาจลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลได้ การดำเนินกระบวนพิจารณาโดยบุคคลที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบ กรณีดังกล่าวไม่ใช่ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเขียนคำคู่ความหรือข้อผิดพลาดทางเทคนิคที่สามารถแก้ไขภายหลังได้ ศาลฎีกามีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของฎีกาได้ แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาไว้แล้วก็ตาม เมื่อพบว่าการยื่นฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัยฎีกาและพิพากษายกฎีกาได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าความถูกต้องของกระบวนพิจารณาเป็นเงื่อนไขพื้นฐานก่อนที่ศาลจะเข้าสู่วินิจฉัยเนื้อหาของข้อพิพาท และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับคู่ความ ทนายความ และผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารและอำนาจของผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาก่อนยื่นต่อศาลทุกครั้ง เพื่อป้องกันมิให้เกิดผลเสียหายต่อสิทธิในการดำเนินคดีในภายหลัง. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1820/2560 จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา แต่มี ส. เป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง/พิมพ์ โดยไม่ปรากฏว่า ส. เป็นทนายความของจำเลย และตามฎีกาก็ระบุชัดเจนว่า ส. ไม่เป็นทนายความโดยในช่องใบอนุญาตทำเครื่องหมายยัติภังค์ไว้ ( - ) ส. จึงเป็นบุคคลที่ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 67 (5) กรณีหาใช่ข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถหรือบกพร่องในการเขียนคำคู่ความ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้แก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องที่ผิดระเบียบได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งว่าเด็กหญิง พ. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เป็นเงิน 1,000,000 บาท ให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรของจำเลยที่มีต่อเด็กหญิง พ. และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง พ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิง พ. เป็นบุตรของจำเลย ให้โจทก์และจำเลยใช้อำนาจปกครองบุตรร่วมกัน และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ 6,000 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้อง จนกว่าผู้เยาว์จะมีอายุครบ 20 ปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง พ. แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยกคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ของทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ตามฎีกาของจำเลยฉบับลงวันที่ 12 ตุลาคม 2558 เป็นฎีกาที่จำเลยลงลายมือชื่อเป็นผู้ฎีกา แต่ฎีกาฉบับดังกล่าวระบุว่านายสามารถ อยู่บ้านเลขที่ 253/xxx ถนนเคหะร่มเกล้า ซอย xx แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ลงลายมือชื่อในช่องผู้เรียง/พิมพ์ โดยไม่ปรากฏว่านายสามารถเป็นทนายความของจำเลย และตามฎีกาก็ระบุชัดเจนว่านายสามารถไม่เป็นทนายความโดยในช่องใบอนุญาตที่ทำเครื่องหมายยัติภังค์ไว้ ( - ) นายสามารถจึงเป็นบุคคลที่ไม่มีอำนาจลงลายมือชื่อเป็นผู้เรียงคำคู่ความที่ยื่นต่อศาลอันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 67 (5) กรณีหาใช่เป็นข้อบกพร่องในเรื่องความสามารถหรือบกพร่องในการเขียนคำคู่ความ ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้แก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องที่ผิดระเบียบได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




