
| สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตสิทธิของผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีหย่า และผลทางกฎหมายของคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ที่ทำให้คำพิพากษาเดิมซึ่งให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันเป็นอันเพิกถอนไปในตัว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การวินิจฉัยว่า คำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้นมีผลกระทบต่อบุคคลภายนอกที่ได้จดทะเบียนสมรสกับคู่ความรายหนึ่งภายหลังคำพิพากษาหย่าหรือไม่ และบุคคลดังกล่าวมีสิทธิร้องสอดเข้ามาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า แม้การอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะทำให้คำพิพากษาเดิมถูกเพิกถอนไป แต่ผลผูกพันของคำพิพากษาย่อมจำกัดเฉพาะคู่ความในคดี มิได้แผ่ขยายไปถึงบุคคลภายนอก ทั้งยังต้องพิจารณาประกอบกับผลแห่งการสิ้นสุดการสมรสโดยมรณกรรมตามมาตรา 1501 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันเป็นเหตุให้สิทธิของผู้ร้องสอดมิได้ถูกกระทบโดยตรงตามที่กล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงแห่งคดี คดีเริ่มจากโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันสืบพยาน และพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน พร้อมแบ่งสินสมรสฝ่ายละครึ่ง ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่โดยอ้างเหตุขาดนัดโดยมิได้เจตนา ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ ส่งผลให้คำพิพากษาเดิมถูกเพิกถอนไปโดยผลของกฎหมาย ระหว่างพิจารณาคดีใหม่ โจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องสอดซึ่งได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์ภายหลังคำพิพากษาหย่าเดิม จึงยื่นคำร้องสอดอ้างว่าการเพิกถอนคำพิพากษาหย่าเดิมกระทบต่อสถานะสมรสของตน ขอให้เพิกถอนคำสั่งพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง โดยเห็นว่าผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องสอดตามมาตรา 57 (1) และเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย คดีสิทธิส่วนบุคคลย่อมจำหน่ายออกจากสารบบ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นหลักว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิร้องสอดหรือไม่ โดยวางหลักว่า (1) คำพิพากษาหย่าเดิม แม้ถูกเพิกถอนภายหลังการอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ แต่ผลผูกพันของคำพิพากษาย่อมมีเฉพาะคู่ความ (2) ผู้ร้องสอดเป็นบุคคลภายนอกคดี มิได้เป็นคู่ความในคดีหย่าเดิม จึงมิใช่ผู้ถูกกระทบสิทธิโดยตรงจากคำพิพากษานั้น (3) เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของมาตรา 1501 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (4) การแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสเมื่อการสมรสสิ้นสุด ต้องดำเนินการตามมาตรา 1625 นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุด ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลล่างว่า ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องสอดตามมาตรา 57 (1) วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 57 (1) ป.วิ.พ. มีเจตนารมณ์ให้บุคคลภายนอกเข้ามาในคดีได้เฉพาะเมื่อสิทธิของตนถูกโต้แย้งหรือกระทบโดยตรงจากผลแห่งคำพิพากษา มิใช่เพียงผลกระทบทางอ้อมหรือผลที่อาจเกิดขึ้นในเชิงสถานะทางทะเบียน หลัก “ผลผูกพันเฉพาะคู่ความ” เป็นหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาความแพ่ง เพื่อคุ้มครองเสถียรภาพของคำพิพากษาและความแน่นอนทางกฎหมาย ขณะเดียวกัน มาตรา 1501 วางหลักว่าการสมรสสิ้นสุดลงโดยความตายโดยอัตโนมัติ ไม่จำต้องมีคำพิพากษาใด ๆ รองรับ แสดงถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้สถานภาพสมรสผูกพันอยู่กับชีวิตของคู่สมรส แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสม่ำเสมอว่า บุคคลภายนอกจะร้องสอดได้ต้องแสดงให้เห็นถึงการถูกโต้แย้งสิทธิโดยตรง มิใช่เพียงผลกระทบทางทะเบียนหรือทางพฤตินัย และคำพิพากษาในคดีครอบครัวมีผลผูกพันจำกัดอยู่เฉพาะคู่ความเท่านั้น เว้นแต่กฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ยกคำร้องสอด โดยเห็นว่าผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องสอดตามมาตรา 57 (1) และจำหน่ายคดีออกจากสารบบเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน เห็นว่าผู้ร้องสอดมิใช่ผู้ถูกกระทบสิทธิโดยตรง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าคำพิพากษาเดิมมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องสอด และการสมรสสิ้นสุดโดยมรณกรรมตามมาตรา 1501 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ยืนยันหลักความมั่นคงของคำพิพากษาในระบบวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยจำกัดผลผูกพันไว้เฉพาะคู่ความในคดี และตอกย้ำว่า การร้องสอดต้องมีการกระทบสิทธิโดยตรง มิใช่อาศัยเพียงผลกระทบทางอ้อม นอกจากนี้ยังสะท้อนความสำคัญของบทบัญญัติมาตรา 1501 ที่กำหนดให้ความตายเป็นเหตุสิ้นสุดการสมรสโดยอัตโนมัติ อันมีผลตัดประเด็นข้อพิพาทบางประการลงโดยผลของกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า บุคคลภายนอกซึ่งอ้างว่าถูกกระทบสิทธิจากคำพิพากษาในคดีหย่า มีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) หรือไม่ และผลผูกพันของคำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนจากการอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่มีขอบเขตเพียงใด โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำพิพากษาดังกล่าวมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความเดิม ไม่แผ่ขยายถึงบุคคลภายนอก อีกทั้งเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 จึงไม่อาจถือว่าผู้ร้องสอดถูกกระทบสิทธิโดยตรง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “สิทธิร้องสอดของบุคคลภายนอก” (ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1)) ประเด็นอยู่ที่การตีความว่า ผู้ร้องสอดจะเข้ามาในคดีได้ต้องเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิหรือถูกกระทบสิทธิโดยตรงจากผลแห่งคำพิพากษาเท่านั้น มิใช่เพียงได้รับผลกระทบทางอ้อมหรือทางสถานะทางทะเบียน ศาลฎีกาวางหลักว่าผู้ร้องสอดในคดีนี้มิใช่คู่ความเดิม และคำพิพากษาหย่ามีผลผูกพันจำกัดเฉพาะคู่ความ จึงไม่มีสิทธิร้องสอด 2. “การสิ้นสุดแห่งการสมรสโดยมรณกรรม” (ป.พ.พ. มาตรา 1501 และมาตรา 1625) เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยคำพิพากษาใด ๆ รองรับ และต้องแบ่งทรัพย์สินนับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุด หลักการนี้ทำให้ข้ออ้างว่าการเพิกถอนคำพิพากษาหย่ากระทบสิทธิผู้ร้องสอดไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากสถานะสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายอยู่แล้ว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ผู้ร้องสอดสามารถเข้าคดีหย่าได้ทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าสิทธิของตนถูกโต้แย้งหรือกระทบโดยตรงตามมาตรา 57 (1) 2. คำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนมีผลต่อบุคคลภายนอกหรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่มีผลผูกพันต่อบุคคลภายนอก เว้นแต่กฎหมายบัญญัติเป็นพิเศษ 3. หากจดทะเบียนสมรสภายหลังคำพิพากษาหย่า จะมั่นคงหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและผลของคำสั่งพิจารณาคดีใหม่ แต่โดยหลักคำพิพากษาผูกพันเฉพาะคู่ความ 4. การถึงแก่ความตายของคู่สมรสมีผลอย่างไร คำตอบ ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติตามมาตรา 1501 5. การแบ่งทรัพย์สินหลังการสิ้นสุดการสมรสทำอย่างไร คำตอบ ให้แบ่งตามมาตรา 1625 นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุด 6. คดีหย่าเป็นคดีสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่ คำตอบ เป็นคดีสิทธิส่วนบุคคล เมื่อคู่ความมรณะ ศาลอาจจำหน่ายคดี 7. หลักผลผูกพันเฉพาะคู่ความสำคัญอย่างไร คำตอบ เป็นหลักพื้นฐานเพื่อสร้างความแน่นอนและป้องกันการขยายผลคำพิพากษาเกินขอบเขตคู่ความ 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานชัดเจนเรื่องสิทธิร้องสอดของบุคคลภายนอกในคดีครอบครัว และขอบเขตผลผูกพันของคำพิพากษา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12501/2558 แม้คำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่จะมีผลให้ถือว่าคำพิพากษาเดิมที่พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดกันเป็นอันเพิกถอนไปในตัว แต่คำพิพากษาที่ถูกเพิกถอนนั้น ก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีที่อ้างว่า ถูกกระทบสิทธิเนื่องจากเป็นผู้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์หลังจากศาลมีคำพิพากษาดังกล่าวแล้วไม่ ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) ฎีกาย่อ คดีเริ่มจากโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง แต่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาล ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้หย่าขาด พร้อมให้แบ่งสินสมรสฝ่ายละครึ่ง หรือหากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาด (พิพากษา 10 ก.ย. 2555) ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าไม่ได้เจตนาขาดนัดและมีทางชนะคดีได้ โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และให้จำเลยยื่นคำให้การภายในกำหนด จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง (11 พ.ย. 2556) ระหว่างพิจารณาคดีใหม่ โจทก์ถึงแก่ความตาย (6 ก.พ. 2557) ภายหลังนั้น ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 โดยอ้างว่าตนจดทะเบียนสมรสกับโจทก์โดยสุจริตภายหลังคำพิพากษาหย่าเดิม (12 พ.ย. 2555) และการอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ทำให้คำพิพากษาหย่าเดิมถูกเพิกถอน กระทบต่อสถานะสมรสของตน จึงขอให้เพิกถอนคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่และกระบวนพิจารณาต่อเนื่อง รวมทั้งให้ไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ใหม่ และเรียกทายาทโจทก์เข้าแทนที่คู่ความมรณะ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องสอด เห็นว่าผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิร้องสอดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) และเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายซึ่งเป็นคดีสิทธิส่วนบุคคลให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบ ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำพิพากษาหย่าเดิมมีผลผูกพันเฉพาะคู่ความ ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก และเมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินนับแต่เวลาสิ้นสุดการสมรสตามมาตรา 1625 ผู้ร้องสอดจึงไม่ถูกกระทบสิทธิ ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรสกึ่งหนึ่ง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีโจทก์ไปฝ่ายเดียว และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้แบ่งสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมากให้ขายโดยประมูลราคาระหว่างโจทก์และจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2555 ต่อมาวันที่ 5 กรกฎาคม 2556 จำเลยยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ อ้างว่าจำเลยมิได้เจตนาขาดนัดยื่นคำให้การและไม่ได้เจตนาไม่มาศาลตามกำหนด จำเลยมีทางชนะคดีได้ในวันนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 4 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นสอบโจทก์แล้วไม่คัดค้านการขอพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดไต่สวนคำร้องและอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 ระหว่างพิจารณาคดีใหม่โจทก์ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 19 มีนาคม 2557 ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดและขอแก้ไขคำร้องสอดขอเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่ 3 อ้างเหตุผู้ร้องสอดถูกโต้แย้งสิทธิจึงจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอด เนื่องจากผู้ร้องสอดได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์โดยสุจริตเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลย การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่ตามคำร้องของจำเลย คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้โจทก์หย่าขาดกับจำเลยเป็นอันเพิกถอนไปในตัว มีผลกระทบต่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ร้องสอดกับโจทก์ ขอให้เพิกถอนคำสั่งที่อนุญาตให้จำเลยพิจาณาคดีใหม่เนื่องจากเป็นคำขอพิจารณาคดีใหม่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเพิกถอนกระบวนพิจารณาต่อเนื่องทั้งหมดโดยให้ดำเนินการไต่สวนคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของจำเลยและมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดีและเรียกทายาทอื่นของโจทก์เข้าแทนที่คู่ความมรณะ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเมื่อศาลมีคำสั่งให้พิจารณาคดีใหม่และคำสั่งดังกล่าวถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 199 เบญจ วรรคสี่ ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 57 (1) ยกคำร้อง วันที่ 20 มีนาคม 2557 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คดีนี้เป็นคดีสิทธิส่วนบุคคล เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้ร้องสอดอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้ร้องสอดทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาผู้ร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดมีสิทธิยื่นคำร้องสอดหรือไม่ เห็นว่า เดิมเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยและขอแบ่งสินสมรส ศาลพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวเนื่องจากจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและไม่มาศาลในวันนัดสืบพยาน ศาลพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยได้ แม้ต่อมาจำเลยจะยื่นคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ ซึ่งศาลชั้นต้นอนุญาต การที่หลังจากศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ จำเลย หย่าขาดจากกันก็มีผลผูกพันเฉพาะโจทก์กับจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดี หามีผลต่อผู้ร้องสอดซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดีไม่และเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่ความตายในระหว่างการพิจารณาคดีใหม่ การถึงแก่ความตายของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดตาม มาตรา 1625 ฉะนั้น ผู้ร้องสอดจึงไม่ถูกกระทบสิทธิแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องสอดไม่มีสิทธิยื่นคำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



