ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




วิธีการคุ้มครองชั่วคราวยังมีผลหลังศาลพิพากษาหรือไม่ เมื่อโจทก์ชนะคดีและสามารถบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว

คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา, ผลของวิธีการชั่วคราวหลังมีคำพิพากษา, การบังคับคดีเมื่อโจทก์ชนะคดี, วิธีการคุ้มครองประโยชน์ระหว่างพิจารณา, การวางเงินหรือหลักประกันต่อศาล, การขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีผู้บริโภค, การบังคับตามคำพิพากษาของศาล, การเลิกสัญญาเช่าและขับไล่ผู้เช่า, ค่าเสียหายจากการไม่คืนพื้นที่เช่า, คำสั่งศาลให้วางหลักประกัน, ผลของคำสั่งระหว่างพิจารณา, การจำหน่ายคำร้องคุ้มครองชั่วคราว, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 260,ป.วิ.แพ่ง ม.264 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว แต่คำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่คำสั่งดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเพียงใด และเมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาแล้ว ยังมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกหรือไม่

คดีนี้สืบเนื่องจากข้อพิพาทเกี่ยวกับการเช่าพื้นที่ เมื่อโจทก์บอกเลิกการเช่าแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าคืน โจทก์จึงฟ้องขอให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่และเรียกค่าเสียหาย ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้กำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ โดยให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกันมาวางศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้วางเงินหรือหลักประกัน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี จึงต้องพิจารณาว่าคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวดังกล่าวยังมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับต่อไปหรือไม่

สาระสำคัญที่สุดของคดี

คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่คำพิพากษามิได้กล่าวถึง ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา

เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา

จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป

ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่ามีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลฎีกาให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

คำถามที่น่าสนใจ

1. คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังมีผลหรือไม่เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว

2. เมื่อโจทก์ชนะคดีและสามารถดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว ยังต้องบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกหรือไม่

3. เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาหรือไม่

ข้อเท็จจริงและที่มาของคดี

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าพื้นที่ริมถนนสุนทรโกษา ด้านหน้าอาคารพาณิชย์ การท่าเรือแห่งประเทศไทย แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4,891.14 ตารางวา หรือ 12 ไร่ 91.14 ตารางวา จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการเช่า

เมื่อโจทก์บอกเลิกการเช่าอันถือว่าสัญญาเช่าเลิกกันโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปและไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายในกำหนด แต่ยังคงอยู่บนที่ดินดังกล่าวต่อไป อันเป็นการทำละเมิดให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่า และชำระค่าเสียหาย 7,920,848 บาท กับค่าเสียหายวันละ 45,325 บาท และค่าปรับวันละ 39,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป

ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ต่อสัญญาเช่าพื้นที่ในอัตราค่าเช่าตารางวาละ 121 บาทต่อเดือนจนครบ 15 ปี หากไม่ปฏิบัติให้ชำระค่าเสียหาย 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ขอ

ในระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้กำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 วรรคหนึ่ง โดยขอให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหายเฉพาะส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับจากการนำพื้นที่ออกให้บุคคลภายนอกเช่ามาวางศาล

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกัน 14,618,151.60 บาท มาวางศาลภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันอ่านคำสั่ง และให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหาหลักประกันอื่นมาวางศาลทุกสิ้นเดือน เดือนละ 591,828 บาท นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

คำวินิจฉัยและหลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาใช้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า มีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งปัญหาในชั้นนี้เป็นเรื่องวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา

แต่ปรากฏจากถ้อยคำสำนวนที่ศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว โดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และตามคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา

คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้

ฉะนั้น จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาจึงให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาภายหลังศาลได้มีคำพิพากษาคดีหลักแล้ว

ในระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 วรรคหนึ่ง โดยขอให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิได้รับมาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกันมาวางศาล และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โดยคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา ผลของคำสั่งดังกล่าวจึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

หลักสำคัญคือ คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวมิได้สิ้นผลลงเพียงเพราะศาลมีคำพิพากษาแล้ว หากคำพิพากษามิได้กล่าวถึงคำสั่งนั้น คำสั่งยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปได้ แต่มีผลเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา

คดีนี้จำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี เมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้แล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป

ดังนั้น การพิจารณาผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวภายหลังมีคำพิพากษา จึงต้องพิจารณาว่าคำสั่งนั้นยังจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไม่ มิใช่พิจารณาเพียงว่าศาลเคยมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้หรือไม่

ผลของคำวินิจฉัยและความสำคัญในทางคดี

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า การมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไม่ได้หมายความว่าคำสั่งดังกล่าวจะต้องถูกบังคับต่อไปในทุกกรณีภายหลังมีคำพิพากษาคดีหลักแล้ว

หากคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราว คำสั่งนั้นยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) แต่เฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา

ในคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิม และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไป

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ในส่วนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกัน 14,618,151.60 บาท มาวางศาลภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันอ่านคำสั่ง และให้นำเงินหรือหาหลักประกันอื่นมาวางศาลทุกสิ้นเดือน เดือนละ 591,828 บาท นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองประโยชน์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหลักโดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นมาตรการที่ใช้ในระหว่างการพิจารณาคดี เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว การพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวยังมีผลต่อไปเพียงใดต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) กล่าวคือ หากคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราว คำสั่งนั้นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา

หลักสำคัญจึงมิใช่ว่าเมื่อมีคำพิพากษาแล้ว วิธีการชั่วคราวจะสิ้นผลทันที และมิใช่ว่าคำสั่งดังกล่าวจะต้องมีผลต่อไปในทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นสำคัญ

เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีและมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว หากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกต่อไป ย่อมหมดเหตุที่จะต้องบังคับตามคำสั่งดังกล่าว ดังเช่นข้อเท็จจริงในคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โดยศาลฎีกานำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มาวินิจฉัยว่า คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่คำพิพากษามิได้กล่าวถึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่เมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกต่อไป ย่อมหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับตามคำสั่งดังกล่าว

มาตรากฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) มาตรา 264 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โดยมาตรา 260 (2) ประกอบมาตรา 7 เป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวในคดีนี้

lkitสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหลังมีคำพิพากษา

คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่คำพิพากษามิได้กล่าวถึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปได้ แต่มีผลเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา

การบังคับคดีตามคำพิพากษา

เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา และตามข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกต่อไป

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษากับการบังคับคดีภายหลังศาลมีคำพิพากษา โดยต้องแยกการใช้มาตรการในระหว่างที่คดีหลักยังอยู่ระหว่างการพิจารณาออกจากผลของมาตรการดังกล่าวภายหลังศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว

ในระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกันมาวางศาล โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว ผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

สาระสำคัญของมาตรา 260 (2) อยู่ที่คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป “เท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา” ดังนั้น การมีคำพิพากษาไม่ได้ทำให้คำสั่งชั่วคราวสิ้นผลทันทีในทุกกรณี ขณะเดียวกันคำสั่งดังกล่าวก็มิได้มีผลต่อไปโดยไม่มีข้อจำกัด แต่ต้องพิจารณาความจำเป็นในการปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นสำคัญ

คดีนี้จำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว เมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าเดิมมีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาหรือไม่

หลักจากคำพิพากษานี้จึงควรทำความเข้าใจว่า มิใช่หลักที่ว่าการมีคำพิพากษาทำให้วิธีการชั่วคราวสิ้นผลโดยอัตโนมัติ และมิใช่หลักที่ว่าวิธีการชั่วคราวต้องมีผลต่อไปเสมอภายหลังมีคำพิพากษา แต่ต้องพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวยังมีความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไม่

คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในการแยกวัตถุประสงค์ของวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาออกจากการบังคับคดีตามคำพิพากษา โดยใช้ความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาขอบเขตของผลแห่งคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวสิ้นผลทันทีเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือไม่

คำตอบ

ไม่สิ้นผลทันทีในทุกกรณี หากคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราว คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2)

2. คำถาม

เมื่อโจทก์ชนะคดีแล้ว ยังต้องบังคับจำเลยตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวยังจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไม่ ในคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกต่อไป

3. คำถาม

เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยว่ามีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาหรือไม่

คำตอบ

เพราะขณะที่คดีอยู่ในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา และหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิม ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1

4. คำถาม

ผลสุดท้ายของคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีนี้เป็นอย่างไร

คำตอบ

ศาลฎีกาให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล เนื่องจากโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิม และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1540/2568

คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว โดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และตามคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ฉะนั้น จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเช่าพื้นที่ริมถนนสุนทรโกษา ด้านหน้าอาคารพาณิชย์ การท่าเรือแห่งประเทศไทย แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4,891.14 ตารางวา หรือ 12 ไร่ 91.14 ตารางวา จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าอันถือว่าสัญญาเช่าเลิกกันโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปและไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายในกำหนด แต่ยังคงอยู่บนที่ดินดังกล่าวต่อไป อันเป็นการทำละเมิดให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากพื้นที่เช่า และชำระเงินค่าเสียหาย 7,920,848 บาท กับค่าเสียหายวันละ 45,325 บาท และค่าปรับในอัตราวันละ 39,500 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,775,484 บาท แก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ

จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ต่อสัญญาเช่าพื้นที่ในอัตราค่าเช่าตารางวาละ 121 บาท ต่อเดือน จนครบ 15 ปี หากไม่ปฏิบัติให้ชำระค่าเสียหาย 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้กำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 วรรคหนึ่ง โดยให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหายเฉพาะส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับจากการนำพื้นที่ออกให้บุคคลภายนอกเช่าในอัตราตารางวาละ 278 บาท ต่อเดือน คิดเป็นเงินเดือนละ 1,359,736.92 บาท นับถัดจากวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 อันเป็นวันที่สัญญาเลิกกัน คิดถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เป็นเงิน 34,513,619.11 บาท มาวางศาล และในอัตราเดือนละ 1,359,736.92 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกัน 14,618,151.60 บาท มาวางศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำสั่ง และให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหาหลักประกันอื่นมาวางศาลทุกสิ้นเดือน เดือนละ 591,828 บาท นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาในชั้นนี้เป็นเรื่องวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่ปรากฏจากถ้อยคำสำนวนที่ศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว โดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และตามคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ฉะนั้นจึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1

ให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.

 คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับการเช่าพื้นที่ โจทก์บอกเลิกการเช่า แต่จำเลยที่ 1 ไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่และไม่ส่งมอบพื้นที่คืน ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอให้ศาลกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกันมาวางศาล ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

ฟ้องเรียกค่าจ้างผลิตแม่พิมพ์เป็นกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เมื่อคู่ความเคยฟ้องเรื่องผิดสัญญาจากงานเดียวกันมาก่อน
ศาลสั่งปิดหมายแต่เจ้าหน้าที่นำหมายใส่ตู้รับจดหมาย การส่งหมายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่
ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยไม่รับรองให้อุทธรณ์ก่อนมีผลอย่างไร ศาลอุทธรณ์ต้องยกอุทธรณ์หรือเพิกถอนคำสั่งเพื่อให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่
การยึดทรัพย์ซ้ำทำได้หรือไม่ และเจ้าหนี้ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดหรือไม่ หลักกฎหมายการบังคับคดีและผลของกฎหมายใหม่ที่ศาลฎีกาวางหลักไว้
ผู้เรียงคำคู่ความที่ไม่ใช่ทนายความมีผลอย่างไรต่อฎีกา ศึกษาหลักการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบและอำนาจศาลในการรับหรือไม่รับฎีกา
ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้หรือไม่ หากได้ฟ้องคดีสิทธิในทรัพย์เดียวกันไว้ก่อนแล้ว คำร้องสอดจะกลายเป็นฟ้องซ้อนตามกฎหมายหรือไม่
ศาลส่งหมายโดยประกาศหนังสือพิมพ์แทนได้หรือไม่ หากทายาทผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้รับโอกาสคัดค้านคดีครอบครองปรปักษ์
ฟ้องซ้ำไม่ได้จริงหรือ เมื่อศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ประเด็นเดิมในคดีใหม่ยังยกขึ้นสู้ได้หรือไม่
การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำหลังศาลวินิจฉัยแล้วทำได้หรือไม่ หลักผูกพันคำพิพากษาและฟ้องซ้ำในคดีบังคับคดีที่ดิน
ทนายความถอนตัวแล้วศาลไม่แจ้งคู่ความ กระบวนพิจารณาไม่ชอบหรือไม่ สิทธิในการต่อสู้คดีและผลของคำพิพากษาเป็นอย่างไร
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคำร้องซ้ำและมาตรา 7 (4)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ หากศาลไม่ส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท วิเคราะห์คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย
ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา
สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ยักยอกทรัพย์-ไม่รออาญา ศาลดูอะไรบ้าง และยื่นคำร้องช้าเสียสิทธิหรือไม่
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ใช้รายงานคุมประพฤติสู้คดีได้หรือไม่ ศาลไม่รอการลงโทษในคดีฉ้อโกงออนไลน์เพราะเหตุใด
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิของเจ้าของรวมในการแบ่งที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ต้องขายทอดตลาดหรือชดใช้เงินอย่างไร พร้อมหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม-ฟ้องให้รับเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องคำนวณอย่างไร และค่าใช้จ่ายในการตรวจดีเอ็นเอใครเป็นผู้รับผิดตามกฎหมาย
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
สิทธิเดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำประปา และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินผู้อื่น เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน ศาลกำหนดให้ภายหลังได้หรือไม่
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม-ผู้ร้องสอดอ้างครอบครองปรปักษ์เข้าคดีขับไล่ได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียและสิทธิเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
การยื่นเอกสารใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ และศาลมีอำนาจงดสืบพยานเพียงใด
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป