
| วิธีการคุ้มครองชั่วคราวยังมีผลหลังศาลพิพากษาหรือไม่ เมื่อโจทก์ชนะคดีและสามารถบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว แต่คำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่คำสั่งดังกล่าวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเพียงใด และเมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาแล้ว ยังมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกหรือไม่ คดีนี้สืบเนื่องจากข้อพิพาทเกี่ยวกับการเช่าพื้นที่ เมื่อโจทก์บอกเลิกการเช่าแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปและไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าคืน โจทก์จึงฟ้องขอให้ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่และเรียกค่าเสียหาย ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้กำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ โดยให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกันมาวางศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้วางเงินหรือหลักประกัน และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี จึงต้องพิจารณาว่าคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวดังกล่าวยังมีความจำเป็นที่จะต้องบังคับต่อไปหรือไม่ สาระสำคัญที่สุดของคดี คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่คำพิพากษามิได้กล่าวถึง ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่ามีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ศาลฎีกาให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ คำถามที่น่าสนใจ 1. คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังมีผลหรือไม่เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว 2. เมื่อโจทก์ชนะคดีและสามารถดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว ยังต้องบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกหรือไม่ 3. เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาหรือไม่ ข้อเท็จจริงและที่มาของคดี โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เช่าพื้นที่ริมถนนสุนทรโกษา ด้านหน้าอาคารพาณิชย์ การท่าเรือแห่งประเทศไทย แขวงและเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4,891.14 ตารางวา หรือ 12 ไร่ 91.14 ตารางวา จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการเช่า เมื่อโจทก์บอกเลิกการเช่าอันถือว่าสัญญาเช่าเลิกกันโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปและไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายในกำหนด แต่ยังคงอยู่บนที่ดินดังกล่าวต่อไป อันเป็นการทำละเมิดให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์จึงขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่า และชำระค่าเสียหาย 7,920,848 บาท กับค่าเสียหายวันละ 45,325 บาท และค่าปรับวันละ 39,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต และให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ต่อสัญญาเช่าพื้นที่ในอัตราค่าเช่าตารางวาละ 121 บาทต่อเดือนจนครบ 15 ปี หากไม่ปฏิบัติให้ชำระค่าเสียหาย 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ขอ ในระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้กำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 วรรคหนึ่ง โดยขอให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหายเฉพาะส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับจากการนำพื้นที่ออกให้บุคคลภายนอกเช่ามาวางศาล ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกัน 14,618,151.60 บาท มาวางศาลภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันอ่านคำสั่ง และให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหาหลักประกันอื่นมาวางศาลทุกสิ้นเดือน เดือนละ 591,828 บาท นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา คำวินิจฉัยและหลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาใช้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า มีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งปัญหาในชั้นนี้เป็นเรื่องวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่ปรากฏจากถ้อยคำสำนวนที่ศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว โดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และตามคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ฉะนั้น จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาจึงให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาภายหลังศาลได้มีคำพิพากษาคดีหลักแล้ว ในระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 วรรคหนึ่ง โดยขอให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่ามีสิทธิได้รับมาวางศาล ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกันมาวางศาล และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โดยคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวที่ศาลได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา ผลของคำสั่งดังกล่าวจึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 หลักสำคัญคือ คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวมิได้สิ้นผลลงเพียงเพราะศาลมีคำพิพากษาแล้ว หากคำพิพากษามิได้กล่าวถึงคำสั่งนั้น คำสั่งยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปได้ แต่มีผลเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา คดีนี้จำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี เมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้แล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป ดังนั้น การพิจารณาผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวภายหลังมีคำพิพากษา จึงต้องพิจารณาว่าคำสั่งนั้นยังจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไม่ มิใช่พิจารณาเพียงว่าศาลเคยมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวไว้หรือไม่ ผลของคำวินิจฉัยและความสำคัญในทางคดี คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่า การมีคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาไม่ได้หมายความว่าคำสั่งดังกล่าวจะต้องถูกบังคับต่อไปในทุกกรณีภายหลังมีคำพิพากษาคดีหลักแล้ว หากคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราว คำสั่งนั้นยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) แต่เฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ในคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิม และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ในส่วนคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกัน 14,618,151.60 บาท มาวางศาลภายในกำหนด 30 วันนับแต่วันอ่านคำสั่ง และให้นำเงินหรือหาหลักประกันอื่นมาวางศาลทุกสิ้นเดือน เดือนละ 591,828 บาท นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการคุ้มครองประโยชน์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหลักโดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป ไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาเป็นมาตรการที่ใช้ในระหว่างการพิจารณาคดี เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว การพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวยังมีผลต่อไปเพียงใดต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) กล่าวคือ หากคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราว คำสั่งนั้นยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา หลักสำคัญจึงมิใช่ว่าเมื่อมีคำพิพากษาแล้ว วิธีการชั่วคราวจะสิ้นผลทันที และมิใช่ว่าคำสั่งดังกล่าวจะต้องมีผลต่อไปในทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นสำคัญ เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีและมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว หากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกต่อไป ย่อมหมดเหตุที่จะต้องบังคับตามคำสั่งดังกล่าว ดังเช่นข้อเท็จจริงในคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาภายหลังศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โดยศาลฎีกานำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มาวินิจฉัยว่า คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่คำพิพากษามิได้กล่าวถึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่เมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกต่อไป ย่อมหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับตามคำสั่งดังกล่าว มาตรากฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) มาตรา 264 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 โดยมาตรา 260 (2) ประกอบมาตรา 7 เป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวในคดีนี้ lkitสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวหลังมีคำพิพากษา คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวที่คำพิพากษามิได้กล่าวถึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปได้ แต่มีผลเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา การบังคับคดีตามคำพิพากษา เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา และตามข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกต่อไป หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษากับการบังคับคดีภายหลังศาลมีคำพิพากษา โดยต้องแยกการใช้มาตรการในระหว่างที่คดีหลักยังอยู่ระหว่างการพิจารณาออกจากผลของมาตรการดังกล่าวภายหลังศาลได้มีคำพิพากษาแล้ว ในระหว่างการพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 วรรคหนึ่ง และศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกันมาวางศาล โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว ผลของคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 สาระสำคัญของมาตรา 260 (2) อยู่ที่คำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป “เท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา” ดังนั้น การมีคำพิพากษาไม่ได้ทำให้คำสั่งชั่วคราวสิ้นผลทันทีในทุกกรณี ขณะเดียวกันคำสั่งดังกล่าวก็มิได้มีผลต่อไปโดยไม่มีข้อจำกัด แต่ต้องพิจารณาความจำเป็นในการปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นสำคัญ คดีนี้จำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว เมื่อโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่าเดิมมีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาหรือไม่ หลักจากคำพิพากษานี้จึงควรทำความเข้าใจว่า มิใช่หลักที่ว่าการมีคำพิพากษาทำให้วิธีการชั่วคราวสิ้นผลโดยอัตโนมัติ และมิใช่หลักที่ว่าวิธีการชั่วคราวต้องมีผลต่อไปเสมอภายหลังมีคำพิพากษา แต่ต้องพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวยังมีความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไม่ คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในการแยกวัตถุประสงค์ของวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาออกจากการบังคับคดีตามคำพิพากษา โดยใช้ความจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาขอบเขตของผลแห่งคำสั่งเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวสิ้นผลทันทีเมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือไม่ คำตอบ ไม่สิ้นผลทันทีในทุกกรณี หากคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราว คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) 2. คำถาม เมื่อโจทก์ชนะคดีแล้ว ยังต้องบังคับจำเลยตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาว่าคำสั่งดังกล่าวยังจำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือไม่ ในคดีนี้ เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิมอีกต่อไป 3. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยว่ามีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาหรือไม่ คำตอบ เพราะขณะที่คดีอยู่ในชั้นฎีกา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาคดีหลักให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา และหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิม ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 4. คำถาม ผลสุดท้ายของคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในคดีนี้เป็นอย่างไร คำตอบ ศาลฎีกาให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล เนื่องจากโจทก์มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเดิม และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1540/2568 คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว โดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และตามคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงยังมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 260 (2) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ฉะนั้น จึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ซึ่งเช่าพื้นที่ริมถนนสุนทรโกษา ด้านหน้าอาคารพาณิชย์ การท่าเรือแห่งประเทศไทย แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4,891.14 ตารางวา หรือ 12 ไร่ 91.14 ตารางวา จากโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันการเช่าดังกล่าว เมื่อโจทก์ได้บอกเลิกการเช่าอันถือว่าสัญญาเช่าเลิกกันโดยชอบแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปและไม่ส่งมอบพื้นที่เช่าคืนให้แก่โจทก์ภายในกำหนด แต่ยังคงอยู่บนที่ดินดังกล่าวต่อไป อันเป็นการทำละเมิดให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากพื้นที่เช่า และชำระเงินค่าเสียหาย 7,920,848 บาท กับค่าเสียหายวันละ 45,325 บาท และค่าปรับในอัตราวันละ 39,500 บาท แก่โจทก์นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,775,484 บาท แก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ให้จำหน่ายคดีในส่วนจำเลยที่ 2 ออกเสียจากสารบบความ จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ต่อสัญญาเช่าพื้นที่ในอัตราค่าเช่าตารางวาละ 121 บาท ต่อเดือน จนครบ 15 ปี หากไม่ปฏิบัติให้ชำระค่าเสียหาย 8,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง โจทก์ยื่นคำร้องขอให้กำหนดวิธีการเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของโจทก์ในระหว่างการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 264 วรรคหนึ่ง โดยให้จำเลยที่ 1 นำเงินค่าเสียหายเฉพาะส่วนที่โจทก์มีสิทธิจะได้รับจากการนำพื้นที่ออกให้บุคคลภายนอกเช่าในอัตราตารางวาละ 278 บาท ต่อเดือน คิดเป็นเงินเดือนละ 1,359,736.92 บาท นับถัดจากวันที่ 10 พฤษภาคม 2561 อันเป็นวันที่สัญญาเลิกกัน คิดถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 เป็นเงิน 34,513,619.11 บาท มาวางศาล และในอัตราเดือนละ 1,359,736.92 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหลักประกัน 14,618,151.60 บาท มาวางศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำสั่ง และให้จำเลยที่ 1 นำเงินหรือหาหลักประกันอื่นมาวางศาลทุกสิ้นเดือน เดือนละ 591,828 บาท นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนกรกฎาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า มีเหตุที่จะนำวิธีการคุ้มครองประโยชน์มาใช้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาในชั้นนี้เป็นเรื่องวิธีการคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่ปรากฏจากถ้อยคำสำนวนที่ศาลชั้นต้นส่งมายังศาลฎีกาว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว โดยตัดสินให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี และตามคำพิพากษามิได้กล่าวถึงวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้สั่งไว้ในระหว่างการพิจารณา คำสั่งของศาลเกี่ยวกับวิธีการชั่วคราวจึงยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปเท่าที่จำเป็นเพื่อปฏิบัติตามคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 260 (2) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ยังมิได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการชั่วคราว จนกระทั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ ฉะนั้นจึงหมดความจำเป็นที่จะต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ปฏิบัติตามคำสั่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่มีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวอีกต่อไป และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ให้จำหน่ายคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ออกจากสารบบความศาล ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ.
|




