
| ฟ้องเรียกค่าจ้างผลิตแม่พิมพ์เป็นกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เมื่อคู่ความเคยฟ้องเรื่องผิดสัญญาจากงานเดียวกันมาก่อน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า เมื่อคู่ความเคยมีคดีพิพาทกันเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศมาแล้ว คู่ความฝ่ายหนึ่งจะนำสิทธิเรียกร้องค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับชำระมาฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่คู่ความในคดีทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันและข้อพิพาทเกิดจากการว่าจ้างคราวเดียวกัน ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า ประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีหลังเป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนแล้วหรือไม่ ในคดีนี้ คดีก่อนมีประเด็นว่าผู้ผลิตแม่พิมพ์ผิดสัญญาหรือไม่ ส่วนคดีหลังมีประเด็นว่าผู้ว่าจ้างผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ เมื่อประเด็นเรื่องค่าจ้างดังกล่าวยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะผู้ผลิตไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างเข้าไปในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้จะไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ คำพิพากษาในคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง นับตั้งแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย และเมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาดังกล่าวย่อมสามารถนำมาประกอบการวินิจฉัยระหว่างคู่ความเดิมได้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในคดีนี้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้แก้ไขเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แม้คู่ความไม่ได้ยกปัญหาเรื่องดอกเบี้ยขึ้นกล่าวในชั้นฎีกา เนื่องจากปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สาระสำคัญที่สุดของคดี คู่ความในคดีทั้งสองเป็นคู่ความเดียวกันและข้อพิพาทเกิดจากการว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน คดีก่อนมีประเด็นแห่งคดีว่าผู้ผลิตแม่พิมพ์ผิดสัญญาหรือไม่ เนื่องจากแม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้โดยสมบูรณ์ คดีนี้มีประเด็นแห่งคดีว่าผู้ว่าจ้างผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ ประเด็นเรื่องค่าจ้างยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะผู้ผลิตไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างเข้าไปในคดีดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ การฟ้องเรียกค่าจ้างไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง และศาลสามารถนำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้ได้ ศาลฎีกายังแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 คำถามที่น่าสนใจ 1. คู่ความเดียวกันและข้อพิพาทเกิดจากสัญญาหรือข้อตกลงเดียวกัน จะถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำทุกกรณีหรือไม่ 2. หากผู้มีสิทธิเรียกค่าจ้างไม่ได้ฟ้องแย้งในคดีก่อน และศาลยังไม่ได้วินิจฉัยสิทธิเรียกร้องค่าจ้าง จะสามารถนำค่าจ้างดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่ 3. เมื่อคดีใหม่ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ คำพิพากษาคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความและสามารถนำข้อเท็จจริงในคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท จำเลยในคดีนี้เคยเป็นโจทก์ในคดีก่อน โดยฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าได้ว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ แต่แม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้โดยสมบูรณ์ แม้จะแจ้งให้แก้ไขแล้วก็ยังไม่สามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์ ต่อมาจำเลยได้ให้บริษัทอื่นเสนอราคาค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 1,924,793.04 บาท และเมื่อหักเงินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระแก่ผู้ผลิตแล้ว เห็นว่าผู้ผลิตยังต้องชำระเงินแก่จำเลยเป็นจำนวน 1,508,761.04 บาท จึงฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ศาลในคดีก่อนพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา แต่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด สำหรับคดีนี้ ผู้ผลิตเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างที่ยังค้างชำระ โดยกล่าวว่าจำเลยว่าจ้างให้โจทก์ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศหลายรายการ ได้แก่ ตัวเสริมความแข็งแรง กล่องไฟฟ้า แผ่นรองมอเตอร์ ตัวจับยึดเพื่อประกอบชุดกล่องไฟฟ้า และฐานสำหรับยึดตัวตัดต่อไฟฟ้า ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,285,123.50 บาท จำเลยชำระค่ามัดจำแล้วร้อยละ 70 ของค่าจ้างทั้งหมด เป็นเงิน 899,586.45 บาท คงเหลือค่าจ้าง 385,537.05 บาท ซึ่งตกลงชำระเมื่อส่งมอบงานให้จำเลยเสร็จสิ้น ในระหว่างดำเนินงาน จำเลยขอให้โจทก์แก้ไขแบบเพิ่มเติมรูปร่างขึ้นชิ้นงานตัวเสริมความแข็งแรง โดยจำเลยชำระค่ามัดจำแล้วร้อยละ 70 ของค่าจ้าง เป็นเงิน 71,155 บาท คงเหลือค่าจ้างอีก 30,495 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 416,032.05 บาท ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แม้คู่ความในคดีทั้งสองจะเป็นบุคคลเดียวกันและข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์คราวเดียวกัน แต่ประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีนี้เป็นประเด็นเดียวกับประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนแล้วหรือไม่ การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่ความในคดีนี้กับคดีก่อนจะเป็นคู่ความเดียวกัน และเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน แต่ประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีทั้งสองแตกต่างกัน คดีก่อนมีประเด็นแห่งคดีว่า ผู้ผลิตซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวผิดสัญญาหรือไม่ โดยมีข้อกล่าวหาว่าแม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้โดยสมบูรณ์ แม้จะได้รับการแก้ไขแล้วก็ตาม และมีการอ้างค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมแม่พิมพ์ ส่วนคดีนี้มีประเด็นแห่งคดีว่า ผู้ว่าจ้างคือจำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระแก่โจทก์หรือไม่ ประเด็นเรื่องการชำระค่าจ้างดังกล่าวยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน ทั้งศาลแพ่งพระโขนงและศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นนี้ เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างเข้าไปในคดีก่อน ดังนั้น สำหรับข้อเท็จจริงของคดีนี้ เมื่อประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยเรื่องค่าจ้างยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยและพิพากษาในคดีก่อน ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกับประเด็นแห่งคดีก่อน การที่โจทก์นำค่าจ้างที่ค้างชำระมาฟ้องในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญจากคำวินิจฉัยในคดีนี้จึงอยู่ที่การเปรียบเทียบประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีหลัง มิใช่พิจารณาเพียงว่าคู่ความเป็นบุคคลเดียวกันหรือข้อพิพาทมีที่มาจากการว่าจ้างคราวเดียวกันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หลักดังกล่าวต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและประเด็นแห่งคดีแต่ละคดี ไม่ควรสรุปกว้างว่าการที่ประเด็นใดยังไม่เคยถูกวินิจฉัยจะทำให้สามารถนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ทุกกรณี แต่สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่า ประเด็นเรียกค่าจ้างไม่ใช่ประเด็นเดียวกับประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง ผลผูกพันของคำพิพากษาตามมาตรา 145 แม้การฟ้องคดีนี้จะไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าคำพิพากษาในคดีก่อนจะไม่มีผลต่อคู่ความในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้กับคดีก่อนเป็นคดีระหว่างคู่ความเดียวกันและพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน เมื่อศาลแพ่งพระโขนงมีคำพิพากษา คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีก่อนจึงถึงที่สุด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นในคดีนี้นำข้อเท็จจริงตามคดีก่อนมารับฟังเพื่อประกอบการวินิจฉัยและมีคำพิพากษานั้นเป็นการชอบ ประเด็นสำคัญจึงต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจนว่า การที่คดีหลังไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ผลของคำพิพากษาคดีก่อนตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งหมดไป สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยในด้านหนึ่งว่า ประเด็นเรียกค่าจ้างยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย จึงสามารถพิจารณาในคดีนี้ได้ และในอีกด้านหนึ่งก็วินิจฉัยว่า คำพิพากษาในคดีก่อนยังคงผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง และศาลสามารถนำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยได้ตามขอบเขตแห่งผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีนี้ ดอกเบี้ยตามกฎหมายและอำนาจของศาลฎีกา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ซึ่งฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ต่อมาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 และใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 กฎหมายที่แก้ไขกำหนดว่า ในกรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ และยกคำขออื่น 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน และวินิจฉัยว่าคำพิพากษาคดีก่อนยังผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมารับฟังจึงชอบ พร้อมทั้งพิพากษาแก้เฉพาะเรื่องดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายที่มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาคดีนี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 กับผลผูกพันของคำพิพากษาตามมาตรา 145 สำหรับการพิจารณาว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงว่าคู่ความเป็นบุคคลเดียวกัน หรือข้อพิพาทเกิดจากสัญญาหรือข้อตกลงคราวเดียวกัน แต่พิจารณาว่าประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีหลังเป็นประเด็นเดียวกับที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนหรือไม่ ในคดีนี้ ประเด็นเรื่องผู้ว่าจ้างต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย เพราะผู้ผลิตไม่ได้ฟ้องแย้งในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แต่ในขณะเดียวกัน คำพิพากษาในคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลจึงสามารถนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องจากคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้ได้ตามขอบเขตแห่งผลผูกพันของคำพิพากษา จึงควรแยกให้ชัดระหว่างคำถามว่า “คดีใหม่ถูกห้ามไม่ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาหรือไม่” กับคำถามว่า “คำพิพากษาคดีก่อนมีผลผูกพันคู่ความเพียงใด” เพราะเป็นประเด็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน แม้จะเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกันในข้อพิพาทเดียวกันก็ตาม นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่า ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้คู่ความไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นกล่าวในชั้นฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การฟ้องเรียกค่าจ้างผลิตแม่พิมพ์ในภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่งหรือไม่ และคำพิพากษาในคดีก่อนมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งเพียงใด มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 รวมทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขเพิ่มเติม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ กระบวนพิจารณาซ้ำ สำหรับคดีนี้ แม้คู่ความในคดีทั้งสองจะเป็นบุคคลเดียวกันและข้อพิพาทเกิดจากการว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์คราวเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นว่าจำเลยต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะไม่มีการฟ้องแย้งเรียกค่าจ้าง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง คำพิพากษาผูกพันคู่ความ คำพิพากษาคดีก่อนมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งนับตั้งแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย และเมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคดีก่อนมารับฟังประกอบการวินิจฉัยและมีคำพิพากษาเป็นการชอบ หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 กับผลผูกพันของคำพิพากษาตามมาตรา 145 อย่างชัดเจน แม้คู่ความและข้อพิพาทจะเกี่ยวข้องกับการว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์คราวเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นเรียกค่าจ้างในคดีนี้ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะไม่มีการฟ้องแย้ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด จึงต้องแยกพิจารณาระหว่างประเด็นที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้วกับประเด็นที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยให้ชัดเจน นอกจากนี้ ผลผูกพันตามมาตรา 145 มิได้เริ่มขึ้นเฉพาะเมื่อคดีถึงที่สุด แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งย่อมผูกพันคู่ความตั้งแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ส่วนในคดีนี้ เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการนำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมาประกอบการพิจารณาระหว่างคู่ความเดิมเป็นการชอบ อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญคือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นฎีกา หลักดังกล่าวทำให้คำพิพากษาในคดีนี้มีความสำคัญทั้งในด้านการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ผลผูกพันของคำพิพากษา และการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คู่ความเดียวกันและเป็นข้อพิพาทจากสัญญาหรือข้อตกลงเดียวกัน ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้คู่ความจะเป็นคู่ความเดียวกันและข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับข้อตกลงว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์คราวเดียวกัน แต่คดีก่อนมีประเด็นว่าผู้ผลิตผิดสัญญาหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่าผู้ว่าจ้างผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างที่ยังค้างอยู่หรือไม่ เมื่อประเด็นค่าจ้างยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการฟ้องคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง 2. คำถาม หากไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างในคดีก่อน จะนำค่าจ้างมาฟ้องภายหลังได้หรือไม่ คำตอบ สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เรื่องค่าจ้างที่ค้างชำระยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะผู้ผลิตไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างเข้าไปในคดีเดิม เมื่อทั้งศาลแพ่งพระโขนงและศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นดังกล่าว จึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกับคดีก่อน และการฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ 3. คำถาม เมื่อคดีใหม่ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลยังสามารถนำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยได้หรือไม่ คำตอบ ได้ในกรณีของคดีนี้ เพราะคำพิพากษาคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคดีก่อนมารับฟังเพื่อประกอบการวินิจฉัยและมีคำพิพากษาเป็นการชอบ 4. คำถาม ศาลฎีกาสามารถแก้ไขเรื่องอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่ หากคู่ความไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นฎีกา คำตอบ ได้ในคดีนี้ เนื่องจากศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9176/2568 คดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนง จำเลย (ในคดีนี้) ฟ้องโจทก์ (ในคดีนี้) เป็นจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศแต่แม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์ โจทก์แก้ไขแล้วแต่ยังไม่สามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระราคา จำเลยได้มีหนังสือแจ้งบริษัท ช. และบริษัท ว. เสนอราคาซ่อมแซม เมื่อหักเงินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระแก่โจทก์แล้วโจทก์ยังต้องชำระเงินแก่จำเลย 1,508,761.04 บาท ขอให้บังคับโจทก์ (ในคดีนี้) ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ประเด็นแห่งคดีมีว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวผิดสัญญาหรือไม่ แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้มีประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ ซึ่งทั้งศาลแพ่งพระโขนงและศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องแย้งเข้าไปในคดีก่อน จึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนง ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การพิจารณาคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนงหรือไม่ เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนง จำเลย (ในคดีนี้) ฟ้องโจทก์ (ในคดีนี้) เป็นจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศแต่แม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์ จำเลยแจ้งโจทก์แก้ไขแล้วแต่แม่พิมพ์ยังไม่สามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์ โจทก์กลับมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระราคา จำเลยได้มีหนังสือแจ้งบริษัท ช. และบริษัท ว. เสนอราคาค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 1,924,793.04 บาท เมื่อหักเงินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระแก่โจทก์แล้วโจทก์ยังต้องชำระเงินแก่จำเลย 1,508,761.04 บาท ขอให้บังคับโจทก์ (ในคดีนี้) ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2565 ศาลแพ่งพระโขนงมีคำพิพากษายกฟ้อง จำเลย (ในคดีนี้) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ท้ายคำแก้ฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นรับเป็นคำแถลงการณ์ ประเด็นแห่งคดีมีว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวผิดสัญญาหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ดำเนินการผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ ได้แก่ ตัวเสริมความแข็งแรง กล่องไฟฟ้า แผ่นรองมอเตอร์ ตัวจับยึดเพื่อประกอบชุดกล่องไฟฟ้า และฐานสำหรับยึดตัวตัดต่อไฟฟ้าในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,285,123.50 บาท จำเลยชำระค่ามัดจำแล้วร้อยละ 70 ของค่าจ้างทั้งหมดเป็นเงิน 899,586.45 บาท คงเหลือค่าจ้าง 385,537.05 บาท ตกลงชำระเมื่อส่งมอบงานให้จำเลยเสร็จสิ้น ในระหว่างดำเนินการ จำเลยขอให้โจทก์แก้ไขแบบเพิ่มเติมรูปร่างขึ้นชิ้นงานคือตัวเสริมความแข็งแรง จำเลยชำระค่ามัดจำแล้วร้อยละ 70 ของค่าจ้าง เป็นเงิน 71,155 บาท คงเหลือค่าจ้าง 30,495 บาท จำเลยไม่ชำระ แม้จะปรากฏว่าคู่ความตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนงจะเป็นคู่ความเดียวกัน และเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์อุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้มีประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ ซึ่งทั้งศาลแพ่งพระโขนงและศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องแย้งเข้าไปในคดีก่อน จึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนง ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงในคดีศาลแพ่งพระโขนงมารับฟังวินิจฉัยและมีคำพิพากษาชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนงเป็นคู่ความเดียวกัน ซึ่งพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน เมื่อศาลแพ่งพระโขนงมีคำพิพากษา คำพิพากษาของศาลแพ่งพระโขนงให้ถือว่าผูกพันคู่ความคือโจทก์และจำเลยในคดีนี้ นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด คำพิพากษาของศาลแพ่งพระโขนงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความ ที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนงมารับฟังเพื่อวินิจฉัยและมีคำพิพากษาจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ต่อมาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปีและกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป คดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และมิได้กำหนดว่ากรณีที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็ให้ใช้ดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนนั้น และต้องบวกเพิ่มอีกร้อยละสองต่อปี โดยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้แก้ไขให้ถูกต้องเป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดตามกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




