ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องเรียกค่าจ้างผลิตแม่พิมพ์เป็นกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เมื่อคู่ความเคยฟ้องเรื่องผิดสัญญาจากงานเดียวกันมาก่อน

การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในคดีแพ่ง, การฟ้องเรียกค่าจ้างภายหลังคดีก่อน, คำพิพากษาคดีก่อนผูกพันคู่ความหรือไม่, คู่ความเดียวกันแต่ประเด็นต่างกัน, การไม่ฟ้องแย้งในคดีก่อน, ฟ้องค่าจ้างผลิตแม่พิมพ์อุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ, ข้อพิพาทตามสัญญาว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์, หลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 144, หลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 145, ผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดต่อคู่ความ, ศาลนำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมารับฟัง, ดอกเบี้ยผิดนัดหลังวันที่ 11 ม.ย.64 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า เมื่อคู่ความเคยมีคดีพิพาทกันเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศมาแล้ว คู่ความฝ่ายหนึ่งจะนำสิทธิเรียกร้องค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับชำระมาฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่งได้หรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่คู่ความในคดีทั้งสองเป็นบุคคลเดียวกันและข้อพิพาทเกิดจากการว่าจ้างคราวเดียวกัน

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า ประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีหลังเป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนแล้วหรือไม่ ในคดีนี้ คดีก่อนมีประเด็นว่าผู้ผลิตแม่พิมพ์ผิดสัญญาหรือไม่ ส่วนคดีหลังมีประเด็นว่าผู้ว่าจ้างผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ เมื่อประเด็นเรื่องค่าจ้างดังกล่าวยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะผู้ผลิตไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างเข้าไปในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม แม้คดีนี้จะไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ คำพิพากษาในคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง นับตั้งแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย และเมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาดังกล่าวย่อมสามารถนำมาประกอบการวินิจฉัยระหว่างคู่ความเดิมได้ตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ในคดีนี้

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้แก้ไขเรื่องอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แม้คู่ความไม่ได้ยกปัญหาเรื่องดอกเบี้ยขึ้นกล่าวในชั้นฎีกา เนื่องจากปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

สาระสำคัญที่สุดของคดี

คู่ความในคดีทั้งสองเป็นคู่ความเดียวกันและข้อพิพาทเกิดจากการว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน

คดีก่อนมีประเด็นแห่งคดีว่าผู้ผลิตแม่พิมพ์ผิดสัญญาหรือไม่ เนื่องจากแม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้โดยสมบูรณ์

คดีนี้มีประเด็นแห่งคดีว่าผู้ว่าจ้างผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่

ประเด็นเรื่องค่าจ้างยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะผู้ผลิตไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างเข้าไปในคดีดังกล่าว

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ การฟ้องเรียกค่าจ้างไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง และศาลสามารถนำข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้ได้

ศาลฎีกายังแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564

คำถามที่น่าสนใจ

1. คู่ความเดียวกันและข้อพิพาทเกิดจากสัญญาหรือข้อตกลงเดียวกัน จะถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำทุกกรณีหรือไม่

2. หากผู้มีสิทธิเรียกค่าจ้างไม่ได้ฟ้องแย้งในคดีก่อน และศาลยังไม่ได้วินิจฉัยสิทธิเรียกร้องค่าจ้าง จะสามารถนำค่าจ้างดังกล่าวมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้หรือไม่

3. เมื่อคดีใหม่ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ คำพิพากษาคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความและสามารถนำข้อเท็จจริงในคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท

จำเลยในคดีนี้เคยเป็นโจทก์ในคดีก่อน โดยฟ้องโจทก์ในคดีนี้เป็นจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่าได้ว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ แต่แม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้โดยสมบูรณ์ แม้จะแจ้งให้แก้ไขแล้วก็ยังไม่สามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์

ต่อมาจำเลยได้ให้บริษัทอื่นเสนอราคาค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 1,924,793.04 บาท และเมื่อหักเงินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระแก่ผู้ผลิตแล้ว เห็นว่าผู้ผลิตยังต้องชำระเงินแก่จำเลยเป็นจำนวน 1,508,761.04 บาท จึงฟ้องเรียกเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย

ศาลในคดีก่อนพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีก่อนยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา แต่ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด

สำหรับคดีนี้ ผู้ผลิตเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าจ้างที่ยังค้างชำระ โดยกล่าวว่าจำเลยว่าจ้างให้โจทก์ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศหลายรายการ ได้แก่ ตัวเสริมความแข็งแรง กล่องไฟฟ้า แผ่นรองมอเตอร์ ตัวจับยึดเพื่อประกอบชุดกล่องไฟฟ้า และฐานสำหรับยึดตัวตัดต่อไฟฟ้า ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,285,123.50 บาท

จำเลยชำระค่ามัดจำแล้วร้อยละ 70 ของค่าจ้างทั้งหมด เป็นเงิน 899,586.45 บาท คงเหลือค่าจ้าง 385,537.05 บาท ซึ่งตกลงชำระเมื่อส่งมอบงานให้จำเลยเสร็จสิ้น

ในระหว่างดำเนินงาน จำเลยขอให้โจทก์แก้ไขแบบเพิ่มเติมรูปร่างขึ้นชิ้นงานตัวเสริมความแข็งแรง โดยจำเลยชำระค่ามัดจำแล้วร้อยละ 70 ของค่าจ้าง เป็นเงิน 71,155 บาท คงเหลือค่าจ้างอีก 30,495 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ

โจทก์จึงฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงิน 416,032.05 บาท

ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า แม้คู่ความในคดีทั้งสองจะเป็นบุคคลเดียวกันและข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับการว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์คราวเดียวกัน แต่ประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีนี้เป็นประเด็นเดียวกับประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยในคดีก่อนแล้วหรือไม่

การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่ความในคดีนี้กับคดีก่อนจะเป็นคู่ความเดียวกัน และเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน แต่ประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีทั้งสองแตกต่างกัน

คดีก่อนมีประเด็นแห่งคดีว่า ผู้ผลิตซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวผิดสัญญาหรือไม่ โดยมีข้อกล่าวหาว่าแม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้โดยสมบูรณ์ แม้จะได้รับการแก้ไขแล้วก็ตาม และมีการอ้างค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมแม่พิมพ์

ส่วนคดีนี้มีประเด็นแห่งคดีว่า ผู้ว่าจ้างคือจำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระแก่โจทก์หรือไม่

ประเด็นเรื่องการชำระค่าจ้างดังกล่าวยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน ทั้งศาลแพ่งพระโขนงและศาลอุทธรณ์ไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นนี้ เนื่องจากโจทก์ในคดีนี้ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีก่อนไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างเข้าไปในคดีก่อน

ดังนั้น สำหรับข้อเท็จจริงของคดีนี้ เมื่อประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยเรื่องค่าจ้างยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยและพิพากษาในคดีก่อน ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกับประเด็นแห่งคดีก่อน การที่โจทก์นำค่าจ้างที่ค้างชำระมาฟ้องในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

สาระสำคัญจากคำวินิจฉัยในคดีนี้จึงอยู่ที่การเปรียบเทียบประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีก่อนกับคดีหลัง มิใช่พิจารณาเพียงว่าคู่ความเป็นบุคคลเดียวกันหรือข้อพิพาทมีที่มาจากการว่าจ้างคราวเดียวกันเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลักดังกล่าวต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงและประเด็นแห่งคดีแต่ละคดี ไม่ควรสรุปกว้างว่าการที่ประเด็นใดยังไม่เคยถูกวินิจฉัยจะทำให้สามารถนำมาฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ทุกกรณี แต่สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยชัดแจ้งว่า ประเด็นเรียกค่าจ้างไม่ใช่ประเด็นเดียวกับประเด็นที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง

ผลผูกพันของคำพิพากษาตามมาตรา 145

แม้การฟ้องคดีนี้จะไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าคำพิพากษาในคดีก่อนจะไม่มีผลต่อคู่ความในคดีนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้กับคดีก่อนเป็นคดีระหว่างคู่ความเดียวกันและพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน

เมื่อศาลแพ่งพระโขนงมีคำพิพากษา คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีก่อนจึงถึงที่สุด คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความ

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นในคดีนี้นำข้อเท็จจริงตามคดีก่อนมารับฟังเพื่อประกอบการวินิจฉัยและมีคำพิพากษานั้นเป็นการชอบ

ประเด็นสำคัญจึงต้องแยกออกจากกันให้ชัดเจนว่า การที่คดีหลังไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง ไม่ได้ทำให้ผลของคำพิพากษาคดีก่อนตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งหมดไป

สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยในด้านหนึ่งว่า ประเด็นเรียกค่าจ้างยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย จึงสามารถพิจารณาในคดีนี้ได้ และในอีกด้านหนึ่งก็วินิจฉัยว่า คำพิพากษาในคดีก่อนยังคงผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง และศาลสามารถนำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยได้ตามขอบเขตแห่งผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีนี้

ดอกเบี้ยตามกฎหมายและอำนาจของศาลฎีกา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง ซึ่งฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

ต่อมาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 และใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564

กฎหมายที่แก้ไขกำหนดว่า ในกรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี และกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย

คดีนี้โจทก์ขอให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564

ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ

ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ และยกคำขออื่น

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เพราะประเด็นว่าจำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน และวินิจฉัยว่าคำพิพากษาคดีก่อนยังผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมารับฟังจึงชอบ พร้อมทั้งพิพากษาแก้เฉพาะเรื่องดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายที่มีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาคดีนี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 กับผลผูกพันของคำพิพากษาตามมาตรา 145

สำหรับการพิจารณาว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงว่าคู่ความเป็นบุคคลเดียวกัน หรือข้อพิพาทเกิดจากสัญญาหรือข้อตกลงคราวเดียวกัน แต่พิจารณาว่าประเด็นแห่งคดีที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีหลังเป็นประเด็นเดียวกับที่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อนหรือไม่

ในคดีนี้ ประเด็นเรื่องผู้ว่าจ้างต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัย เพราะผู้ผลิตไม่ได้ฟ้องแย้งในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

แต่ในขณะเดียวกัน คำพิพากษาในคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลจึงสามารถนำข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องจากคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้ได้ตามขอบเขตแห่งผลผูกพันของคำพิพากษา

จึงควรแยกให้ชัดระหว่างคำถามว่า “คดีใหม่ถูกห้ามไม่ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาหรือไม่” กับคำถามว่า “คำพิพากษาคดีก่อนมีผลผูกพันคู่ความเพียงใด” เพราะเป็นประเด็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน แม้จะเกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกันในข้อพิพาทเดียวกันก็ตาม

นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่า ปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้คู่ความไม่ได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นกล่าวในชั้นฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การฟ้องเรียกค่าจ้างผลิตแม่พิมพ์ในภายหลังเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่งหรือไม่ และคำพิพากษาในคดีก่อนมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งเพียงใด

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 รวมทั้งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ที่แก้ไขเพิ่มเติม

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

กระบวนพิจารณาซ้ำ

สำหรับคดีนี้ แม้คู่ความในคดีทั้งสองจะเป็นบุคคลเดียวกันและข้อพิพาทเกิดจากการว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์คราวเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นว่าจำเลยต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะไม่มีการฟ้องแย้งเรียกค่าจ้าง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง

คำพิพากษาผูกพันคู่ความ

คำพิพากษาคดีก่อนมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งนับตั้งแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย และเมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคดีก่อนมารับฟังประกอบการวินิจฉัยและมีคำพิพากษาเป็นการชอบ

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 กับผลผูกพันของคำพิพากษาตามมาตรา 145 อย่างชัดเจน แม้คู่ความและข้อพิพาทจะเกี่ยวข้องกับการว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์คราวเดียวกัน แต่เมื่อประเด็นเรียกค่าจ้างในคดีนี้ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะไม่มีการฟ้องแย้ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาคดีก่อนยังมีผลผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด จึงต้องแยกพิจารณาระหว่างประเด็นที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้วกับประเด็นที่ยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยให้ชัดเจน

นอกจากนี้ ผลผูกพันตามมาตรา 145 มิได้เริ่มขึ้นเฉพาะเมื่อคดีถึงที่สุด แต่คำพิพากษาหรือคำสั่งย่อมผูกพันคู่ความตั้งแต่วันที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งจนกว่าจะถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ส่วนในคดีนี้ เมื่อคดีก่อนถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการนำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมาประกอบการพิจารณาระหว่างคู่ความเดิมเป็นการชอบ

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญคือ การกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นฎีกา หลักดังกล่าวทำให้คำพิพากษาในคดีนี้มีความสำคัญทั้งในด้านการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ผลผูกพันของคำพิพากษา และการกำหนดดอกเบี้ยตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

คู่ความเดียวกันและเป็นข้อพิพาทจากสัญญาหรือข้อตกลงเดียวกัน ถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้คู่ความจะเป็นคู่ความเดียวกันและข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับข้อตกลงว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์คราวเดียวกัน แต่คดีก่อนมีประเด็นว่าผู้ผลิตผิดสัญญาหรือไม่ ส่วนคดีนี้มีประเด็นว่าผู้ว่าจ้างผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างที่ยังค้างอยู่หรือไม่ เมื่อประเด็นค่าจ้างยังไม่เคยได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการฟ้องคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 วรรคหนึ่ง

2. คำถาม

หากไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างในคดีก่อน จะนำค่าจ้างมาฟ้องภายหลังได้หรือไม่

คำตอบ

สำหรับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เรื่องค่าจ้างที่ค้างชำระยังไม่ได้รับการวินิจฉัยในคดีก่อน เพราะผู้ผลิตไม่ได้ฟ้องแย้งเรียกค่าจ้างเข้าไปในคดีเดิม เมื่อทั้งศาลแพ่งพระโขนงและศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาในประเด็นดังกล่าว จึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกับคดีก่อน และการฟ้องเรียกค่าจ้างในคดีนี้ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

3. คำถาม

เมื่อคดีใหม่ไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ศาลยังสามารถนำข้อเท็จจริงจากคดีก่อนมาประกอบการวินิจฉัยได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ในกรณีของคดีนี้ เพราะคำพิพากษาคดีก่อนมีผลผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคดีก่อนมารับฟังเพื่อประกอบการวินิจฉัยและมีคำพิพากษาเป็นการชอบ

4. คำถาม

ศาลฎีกาสามารถแก้ไขเรื่องอัตราดอกเบี้ยได้หรือไม่ หากคู่ความไม่ได้ยกปัญหานี้ขึ้นเป็นฎีกา

คำตอบ

ได้ในคดีนี้ เนื่องจากศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252 และแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องตามกฎหมายที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9176/2568

คดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนง จำเลย (ในคดีนี้) ฟ้องโจทก์ (ในคดีนี้) เป็นจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศแต่แม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์ โจทก์แก้ไขแล้วแต่ยังไม่สามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์ โจทก์มีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระราคา จำเลยได้มีหนังสือแจ้งบริษัท ช. และบริษัท ว. เสนอราคาซ่อมแซม เมื่อหักเงินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระแก่โจทก์แล้วโจทก์ยังต้องชำระเงินแก่จำเลย 1,508,761.04 บาท ขอให้บังคับโจทก์ (ในคดีนี้) ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ประเด็นแห่งคดีมีว่า โจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวผิดสัญญาหรือไม่ แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้มีประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ ซึ่งทั้งศาลแพ่งพระโขนงและศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องแย้งเข้าไปในคดีก่อน จึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนง ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 426,204.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า การพิจารณาคดีนี้เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนงหรือไม่ เห็นว่า คดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนง จำเลย (ในคดีนี้) ฟ้องโจทก์ (ในคดีนี้) เป็นจำเลยที่ 1 กล่าวอ้างว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศแต่แม่พิมพ์ไม่สามารถใช้งานได้สมบูรณ์ จำเลยแจ้งโจทก์แก้ไขแล้วแต่แม่พิมพ์ยังไม่สามารถทำงานได้โดยสมบูรณ์ โจทก์กลับมีหนังสือทวงถามให้จำเลยชำระราคา จำเลยได้มีหนังสือแจ้งบริษัท ช. และบริษัท ว. เสนอราคาค่าซ่อมแซมเป็นเงิน 1,924,793.04 บาท เมื่อหักเงินที่จำเลยยังไม่ได้ชำระแก่โจทก์แล้วโจทก์ยังต้องชำระเงินแก่จำเลย 1,508,761.04 บาท ขอให้บังคับโจทก์ (ในคดีนี้) ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2565 ศาลแพ่งพระโขนงมีคำพิพากษายกฟ้อง จำเลย (ในคดีนี้) อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ท้ายคำแก้ฎีกาซึ่งศาลชั้นต้นรับเป็นคำแถลงการณ์ ประเด็นแห่งคดีมีว่าโจทก์ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าวผิดสัญญาหรือไม่ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยว่าจ้างโจทก์ดำเนินการผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศ ได้แก่ ตัวเสริมความแข็งแรง กล่องไฟฟ้า แผ่นรองมอเตอร์ ตัวจับยึดเพื่อประกอบชุดกล่องไฟฟ้า และฐานสำหรับยึดตัวตัดต่อไฟฟ้าในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,285,123.50 บาท จำเลยชำระค่ามัดจำแล้วร้อยละ 70 ของค่าจ้างทั้งหมดเป็นเงิน 899,586.45 บาท คงเหลือค่าจ้าง 385,537.05 บาท ตกลงชำระเมื่อส่งมอบงานให้จำเลยเสร็จสิ้น ในระหว่างดำเนินการ จำเลยขอให้โจทก์แก้ไขแบบเพิ่มเติมรูปร่างขึ้นชิ้นงานคือตัวเสริมความแข็งแรง จำเลยชำระค่ามัดจำแล้วร้อยละ 70 ของค่าจ้าง เป็นเงิน 71,155 บาท คงเหลือค่าจ้าง 30,495 บาท จำเลยไม่ชำระ แม้จะปรากฏว่าคู่ความตามฟ้องโจทก์ในคดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนงจะเป็นคู่ความเดียวกัน และเป็นกรณีพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์อุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน แต่ประเด็นข้อพิพาทซึ่งศาลจะต้องวินิจฉัยในคดีนี้มีประเด็นแห่งคดีว่า จำเลยผิดสัญญาและต้องชำระค่าจ้างผลิตสินค้าที่ค้างชำระหรือไม่ ซึ่งทั้งศาลแพ่งพระโขนงและศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยและพิพากษาเพราะโจทก์ไม่ได้ฟ้องแย้งเข้าไปในคดีก่อน จึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกันกับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนง ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำอันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำนั้น ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงในคดีศาลแพ่งพระโขนงมารับฟังวินิจฉัยและมีคำพิพากษาชอบหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้กับคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนงเป็นคู่ความเดียวกัน ซึ่งพิพาทเกี่ยวกับข้อตกลงว่าจ้างให้ผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน เมื่อศาลแพ่งพระโขนงมีคำพิพากษา คำพิพากษาของศาลแพ่งพระโขนงให้ถือว่าผูกพันคู่ความคือโจทก์และจำเลยในคดีนี้ นับตั้งแต่วันที่ได้พิพากษาหรือมีคำสั่ง จนถึงวันที่คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นได้ถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับหรืองดเสีย ถ้าหากมี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นโจทก์ในคดีดังกล่าวอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีดังกล่าวจึงถึงที่สุด คำพิพากษาของศาลแพ่งพระโขนงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยซึ่งเป็นคู่ความ ที่ศาลชั้นต้นนำข้อเท็จจริงตามคดีหมายเลขแดงที่ พ E.277/2565 ของศาลแพ่งพระโขนงมารับฟังเพื่อวินิจฉัยและมีคำพิพากษาจึงชอบแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ต่อมาได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ข้อความที่บัญญัติขึ้นใหม่แทน ซึ่งมีผลให้กรณีที่ต้องเสียดอกเบี้ยแก่กันและมิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรมหรือบทกฎหมายอันชัดแจ้ง ให้ใช้อัตราร้อยละสามต่อปีและกรณีหนี้เงินให้คิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี เว้นแต่เจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป คดีนี้โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และมิได้กำหนดว่ากรณีที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็ให้ใช้ดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนนั้น และต้องบวกเพิ่มอีกร้อยละสองต่อปี โดยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้แก้ไขให้ถูกต้องเป็นการไม่ชอบ ปัญหาเรื่องการคิดดอกเบี้ยที่กำหนดตามกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 416,032.05 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 7 เมษายน 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

กระบวนพิจารณาซ้ำ, ค่าจ้างผลิตแม่พิมพ์, ผิดสัญญาจ้างทำของ  ฟ้องเรียกค่าจ้างผลิตแม่พิมพ์เป็นกระบวนพิจารณาซ้ำหรือไม่ เมื่อคู่ความเคยฟ้องเรื่องผิดสัญญาจากงานเดียวกันมาก่อน  คำพิพากษาคดีก่อนอาจยังผูกพันคู่ความแม้คดีใหม่จะสามารถดำเนินต่อไปได้  ข้อพิพาทนี้เกิดจากการว่าจ้างผลิตแม่พิมพ์ชิ้นงานอุปกรณ์เครื่องปรับอากาศคราวเดียวกัน คู่ความในคดีเดิมและคดีใหม่เป็นบุคคลเดียวกัน




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

วิธีการคุ้มครองชั่วคราวยังมีผลหลังศาลพิพากษาหรือไม่ เมื่อโจทก์ชนะคดีและสามารถบังคับคดีตามคำพิพากษาได้แล้ว
ศาลสั่งปิดหมายแต่เจ้าหน้าที่นำหมายใส่ตู้รับจดหมาย การส่งหมายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่
ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยไม่รับรองให้อุทธรณ์ก่อนมีผลอย่างไร ศาลอุทธรณ์ต้องยกอุทธรณ์หรือเพิกถอนคำสั่งเพื่อให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่
การยึดทรัพย์ซ้ำทำได้หรือไม่ และเจ้าหนี้ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดหรือไม่ หลักกฎหมายการบังคับคดีและผลของกฎหมายใหม่ที่ศาลฎีกาวางหลักไว้
ผู้เรียงคำคู่ความที่ไม่ใช่ทนายความมีผลอย่างไรต่อฎีกา ศึกษาหลักการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่ชอบและอำนาจศาลในการรับหรือไม่รับฎีกา
ร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความได้หรือไม่ หากได้ฟ้องคดีสิทธิในทรัพย์เดียวกันไว้ก่อนแล้ว คำร้องสอดจะกลายเป็นฟ้องซ้อนตามกฎหมายหรือไม่
ศาลส่งหมายโดยประกาศหนังสือพิมพ์แทนได้หรือไม่ หากทายาทผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้รับโอกาสคัดค้านคดีครอบครองปรปักษ์
ฟ้องซ้ำไม่ได้จริงหรือ เมื่อศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ประเด็นเดิมในคดีใหม่ยังยกขึ้นสู้ได้หรือไม่
การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำหลังศาลวินิจฉัยแล้วทำได้หรือไม่ หลักผูกพันคำพิพากษาและฟ้องซ้ำในคดีบังคับคดีที่ดิน
ทนายความถอนตัวแล้วศาลไม่แจ้งคู่ความ กระบวนพิจารณาไม่ชอบหรือไม่ สิทธิในการต่อสู้คดีและผลของคำพิพากษาเป็นอย่างไร
ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคำร้องซ้ำและมาตรา 7 (4)
เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ หากศาลไม่ส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท วิเคราะห์คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย
ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา
สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ยักยอกทรัพย์-ไม่รออาญา ศาลดูอะไรบ้าง และยื่นคำร้องช้าเสียสิทธิหรือไม่
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ใช้รายงานคุมประพฤติสู้คดีได้หรือไม่ ศาลไม่รอการลงโทษในคดีฉ้อโกงออนไลน์เพราะเหตุใด
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิของเจ้าของรวมในการแบ่งที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ต้องขายทอดตลาดหรือชดใช้เงินอย่างไร พร้อมหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม-ฟ้องให้รับเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย ค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องคำนวณอย่างไร และค่าใช้จ่ายในการตรวจดีเอ็นเอใครเป็นผู้รับผิดตามกฎหมาย
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
สิทธิเดินสายไฟฟ้า ท่อน้ำประปา และสายโทรศัพท์ผ่านที่ดินผู้อื่น เมื่อคำฟ้องไม่ได้เสนอค่าทดแทน ศาลกำหนดให้ภายหลังได้หรือไม่
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม-ผู้ร้องสอดอ้างครอบครองปรปักษ์เข้าคดีขับไล่ได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับผู้มีส่วนได้เสียและสิทธิเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
การยื่นเอกสารใหม่ในชั้นอุทธรณ์และฎีกาโดยไม่มีเหตุขัดข้อง ศาลรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่ และศาลมีอำนาจงดสืบพยานเพียงใด
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป