
| เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ หากศาลไม่ส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท วิเคราะห์คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในการขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาในคดีมรดก โดยมีประเด็นสำคัญว่า การที่ศาลมิได้ส่งสำเนาคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้แก่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย จะถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจนสามารถขอเพิกถอนได้หรือไม่ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับการแยกแยะลักษณะของ “คดีไม่มีข้อพิพาท” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ว่ามีขั้นตอนแตกต่างจากคดีมีข้อพิพาทอย่างไร และผู้มีส่วนได้เสียควรใช้สิทธิทางกฎหมายด้วยวิธีใดจึงจะถูกต้อง คดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะในคดีตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งมักเกิดข้อขัดแย้งภายหลังคำสั่งศาล โดยศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การดำเนินคดีในลักษณะไม่มีข้อพิพาทนั้น ไม่จำเป็นต้องส่งหมายหรือสำเนาคำร้องให้แก่บุคคลอื่น เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ และหากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับพินัยกรรมหรือคุณสมบัติของผู้จัดการมรดก ผู้มีส่วนได้เสียต้องใช้สิทธิในช่องทางที่ถูกต้อง มิใช่ใช้วิธีเพิกถอนกระบวนพิจารณา ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เริ่มต้นจากผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำสั่งแต่งตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยอ้างอิงพินัยกรรมและมติของทายาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันตามกฎหมาย ต่อมา ผู้มีส่วนได้เสียจำนวนห้าคนยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา โดยอ้างว่าศาลมิได้ส่งสำเนาคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้แก่ตนก่อนมีคำสั่ง จึงถือว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมีการยื่นคำร้องเพิ่มเติมเพื่อขอให้เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด โดยอ้างว่าคดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ ประเด็นที่หนึ่ง การที่ศาลมิได้ส่งสำเนาคำร้องในคดีตั้งผู้จัดการมรดก ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ ศาลเห็นว่า คดีดังกล่าวเป็น “คดีไม่มีข้อพิพาท” ซึ่งเริ่มต้นด้วยคำร้อง ไม่ใช่คำฟ้อง และตามกฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องส่งสำเนาคำร้องให้แก่บุคคลอื่น ประเด็นที่สอง ผู้มีส่วนได้เสียสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 27 เพื่อเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า การเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามมาตรา 27 ต้องเป็นกรณีที่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยแท้จริง แต่ในคดีนี้ไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ประเด็นที่สาม หากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับพินัยกรรมหรือความไม่สุจริตของผู้ร้อง ควรใช้สิทธิอย่างไร ศาลชี้ว่า ผู้มีส่วนได้เสียต้องใช้สิทธิในทางเนื้อหา เช่น คัดค้านพินัยกรรมหรือคัดค้านการเป็นผู้จัดการมรดก มิใช่ใช้วิธีเพิกถอนกระบวนพิจารณา วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 ซึ่งกำหนดให้บุคคลสามารถใช้สิทธิทางศาลโดยการยื่นคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาทได้ โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายตรงข้าม ในคดีลักษณะนี้ กระบวนพิจารณาจะเรียบง่ายและไม่มีการโต้แย้งสิทธิในเบื้องต้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องส่งหมายหรือสำเนาคำร้องให้บุคคลอื่น เว้นแต่จะมีข้อพิพาทเกิดขึ้นในภายหลัง ส่วนมาตรา 27 ซึ่งเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการเพิกถอนกระบวนพิจารณา มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขความบกพร่องที่กระทบต่อความเป็นธรรมของกระบวนการ แต่ต้องเป็นกรณีที่มี “ความผิดระเบียบอย่างแท้จริง” เท่านั้น เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวฎีกาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนของคดีไม่มีข้อพิพาท มุ่งให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิทางศาลได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่ซับซ้อน เช่น การตั้งผู้จัดการมรดก การขอรับรองสิทธิ เป็นต้น หากกำหนดให้ต้องส่งหมายหรือแจ้งบุคคลอื่นในทุกกรณี จะทำให้กระบวนการล่าช้าและไม่สอดคล้องกับลักษณะของคดี แนวคำพิพากษาศาลฎีกายังยืนยันหลักการว่า การคัดค้านพินัยกรรมต้องดำเนินคดีโดยตรง การโต้แย้งคุณสมบัติผู้จัดการมรดกต้องใช้ช่องทางเฉพาะ ไม่สามารถใช้ “การเพิกถอนกระบวนพิจารณา” เป็นเครื่องมือแทนการต่อสู้ในเนื้อหาคดีได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของผู้ตาย ต่อมาผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา โดยอ้างว่าศาลมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้ทราบก่อน ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง และต่อมามีคำสั่งยกคำร้องขอเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดอีกด้วย 2. ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาท ไม่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องส่งสำเนาคำร้องให้ผู้มีส่วนได้เสีย จึงพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าการดำเนินคดีของผู้ร้องทั้งสองเป็นการใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 55 และเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามมาตรา 188 ซึ่งไม่ต้องส่งสำเนาคำร้องให้บุคคลอื่น อีกทั้งผู้มีส่วนได้เสียมิได้อ้างเหตุว่ากระบวนพิจารณาผิดระเบียบโดยแท้จริง การขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาจึงไม่ชอบ ฎีกาฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างชัดเจนว่า การใช้สิทธิในกระบวนพิจารณาต้องเป็นไปตาม “ลักษณะของคดี” มิใช่เลือกใช้วิธีการตามความเข้าใจของคู่ความเองโดยปราศจากฐานทางกฎหมายรองรับ ในคดีไม่มีข้อพิพาท กฎหมายมุ่งหมายให้กระบวนการเป็นไปโดยรวดเร็วและไม่ซับซ้อน การกำหนดให้ต้องส่งหมายหรือแจ้งบุคคลอื่นในทุกกรณีจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย ดังนั้น การไม่ส่งสำเนาคำร้องจึงมิใช่ความผิดระเบียบในตัวเอง อีกทั้ง ศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า “สิทธิในการเพิกถอนกระบวนพิจารณา” ตามมาตรา 27 มิใช่เครื่องมือเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือสิทธิในเนื้อหาคดี หากแต่เป็นกลไกเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องเชิงกระบวนการเท่านั้น หากผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ หรือผู้ร้องไม่มีความสุจริตหรือไม่เหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดก ย่อมต้องใช้สิทธิทางเนื้อหาโดยตรง เช่น การคัดค้านหรือฟ้องเพิกถอน มิใช่นำเหตุเหล่านั้นมาอ้างเพื่อเพิกถอนกระบวนพิจารณา คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการแยก “ข้อโต้แย้งเชิงกระบวนการ” ออกจาก “ข้อโต้แย้งเชิงสิทธิ” อย่างเด็ดขาด ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการวางกลยุทธ์คดีของทนายความในคดีมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การดำเนินคดีตั้งผู้จัดการมรดกในลักษณะ “คดีไม่มีข้อพิพาท” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 จำเป็นต้องส่งสำเนาคำร้องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ และหากไม่ส่ง จะถือเป็น “กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” จนสามารถเพิกถอนได้ตามมาตรา 27 หรือไม่ สาระสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. มาตรา 188 (คดีไม่มีข้อพิพาท) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้การเริ่มคดีบางประเภทสามารถกระทำโดยการยื่นคำร้องโดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายตรงข้าม และไม่จำเป็นต้องมีการส่งหมายหรือสำเนาคำร้อง เว้นแต่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ จึงเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ศาลวินิจฉัยว่ากระบวนพิจารณาในคดีนี้ชอบด้วยกฎหมาย 2. มาตรา 27 (เพิกถอนกระบวนพิจารณา) เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้คู่ความขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้เฉพาะในกรณีที่มีการดำเนินการผิดระเบียบอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้แทนการโต้แย้งสิทธิหรือข้อเท็จจริงในคดีได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คดีตั้งผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องส่งสำเนาคำร้องให้ทายาททุกคนหรือไม่ คำตอบ คดีตั้งผู้จัดการมรดกโดยหลักเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดให้ต้องส่งหมายเรียกหรือสำเนาคำร้องให้แก่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียทุกคน เว้นแต่ในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือศาลเห็นสมควรให้แจ้งบุคคลดังกล่าวเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้น การที่ศาลมิได้ส่งสำเนาคำร้องให้ทายาทจึงมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม หากผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่ามีเหตุคัดค้าน เช่น พินัยกรรมเป็นโมฆะ หรือผู้ร้องไม่เหมาะสมเป็นผู้จัดการมรดก ย่อมสามารถยื่นคำร้องคัดค้านหรือดำเนินคดีตามสิทธิได้โดยตรง 2. คำถาม-หากศาลไม่แจ้งให้ทราบก่อนมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดก สามารถขอเพิกถอนคำสั่งได้หรือไม่ คำตอบ การขอเพิกถอนคำสั่งหรือกระบวนพิจารณาต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 27 ซึ่งกำหนดให้ต้องเป็นกรณีที่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบอย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น การที่ศาลมิได้แจ้งหรือส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท มิได้ถือเป็นความผิดระเบียบตามกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เหตุนี้เพิกถอนคำสั่งได้ อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุอื่น เช่น การแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือการขาดคุณสมบัติของผู้จัดการมรดก ผู้มีส่วนได้เสียอาจใช้สิทธิทางกฎหมายในช่องทางอื่น เช่น การยื่นคำร้องคัดค้านหรือฟ้องเพิกถอนพินัยกรรม 3. คำถาม-การเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามมาตรา 27 ใช้ในกรณีใด คำตอบ มาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขความบกพร่องในกระบวนพิจารณาที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมของคดี เช่น การไม่เปิดโอกาสให้คู่ความต่อสู้คดี การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนสำคัญของกฎหมาย หรือการดำเนินคดีโดยฝ่าฝืนระเบียบอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม มาตราดังกล่าวไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือในการโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือสิทธิในเนื้อหาคดี เช่น การโต้แย้งว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ หรือผู้ร้องไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก ซึ่งต้องดำเนินการโดยวิธีอื่นตามกฎหมาย 4. คำถาม-หากเห็นว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ต้องดำเนินการอย่างไร คำตอบ หากผู้มีส่วนได้เสียเห็นว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ เช่น ไม่ถูกต้องตามแบบกฎหมาย หรือมีเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ ย่อมต้องใช้สิทธิทางศาลโดยการยื่นคำร้องหรือฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยความเป็นโมฆะของพินัยกรรมโดยตรง ไม่สามารถใช้วิธีการเพิกถอนกระบวนพิจารณาแทนได้ การแยกช่องทางการใช้สิทธิดังกล่าวเป็นหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเป็นระบบและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย 5. คำถาม-ผู้มีส่วนได้เสียสามารถคัดค้านการเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังศาลมีคำสั่งแล้วได้หรือไม่ คำตอบ ผู้มีส่วนได้เสียยังคงมีสิทธิในการคัดค้านหรือโต้แย้งการเป็นผู้จัดการมรดกได้ แม้ว่าศาลจะมีคำสั่งแต่งตั้งไปแล้วก็ตาม หากปรากฏข้อเท็จจริงใหม่หรือมีเหตุที่แสดงว่าผู้จัดการมรดกไม่มีความสุจริต หรือขาดคุณสมบัติ เช่น มีผลประโยชน์ขัดกันกับกองมรดก หรือดำเนินการไม่เป็นธรรมต่อทายาทรายอื่น ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ถอดถอนผู้จัดการมรดก หรือดำเนินคดีเพื่อคุ้มครองสิทธิของตนได้ การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจน และต้องดำเนินการในช่องทางที่กฎหมายกำหนด มิใช่ใช้วิธีเพิกถอนกระบวนพิจารณาโดยอ้างเหตุทั่วไป 6. คำถาม-คดีไม่มีข้อพิพาทแตกต่างจากคดีมีข้อพิพาทอย่างไร คำตอบ คดีไม่มีข้อพิพาทเป็นคดีที่ไม่มีคู่ความโต้แย้งสิทธิระหว่างกันในขณะเริ่มต้นคดี เช่น การตั้งผู้จัดการมรดก การขอรับรองสิทธิ หรือการขออนุญาตบางประการ โดยผู้ร้องใช้สิทธิทางศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งรับรองหรืออนุญาตเท่านั้น ต่างจากคดีมีข้อพิพาทซึ่งมีการโต้แย้งสิทธิระหว่างคู่ความอย่างชัดเจน และต้องมีการส่งหมายเรียก การยื่นคำให้การ และกระบวนการพิจารณาเต็มรูปแบบ ความแตกต่างนี้มีผลโดยตรงต่อขั้นตอนในกระบวนพิจารณา เช่น การส่งสำเนาคำร้องหรือคำฟ้อง และสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความ 7. คำถาม-หากผู้ร้องยื่นคำร้องโดยไม่สุจริต ศาลมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาหรือไม่ คำตอบ หากมีพฤติการณ์แสดงว่าผู้ร้องยื่นคำร้องโดยไม่สุจริต เช่น ปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ หรือแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ศาลอาจพิจารณาเพิกถอนคำสั่งหรือดำเนินการแก้ไขผลของคำสั่งนั้นได้ตามกฎหมาย แต่การจะใช้มาตรา 27 เพิกถอนกระบวนพิจารณาต้องพิจารณาว่ามีการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ หากเป็นเพียงข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความสุจริตหรือเนื้อหาของคำร้อง ผู้มีส่วนได้เสียต้องใช้สิทธิในทางเนื้อหา เช่น ยื่นคำร้องคัดค้านหรือฟ้องเพิกถอน มิใช่อาศัยมาตรา 27 เป็นหลักในการดำเนินคดี 8. คำถาม-หนังสือรับรองคดีถึงที่สุดสามารถเพิกถอนได้ในกรณีใด คำตอบ หนังสือรับรองคดีถึงที่สุดเป็นเอกสารที่ศาลออกเพื่อรับรองว่าคดีได้ถึงที่สุดแล้วตามกระบวนการ หากต่อมาปรากฏว่าคดียังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกา หรือมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ศาลอาจพิจารณาเพิกถอนหนังสือรับรองดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม หากยังไม่มีคำสั่งของศาลที่เปลี่ยนแปลงสถานะของคดี การออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดย่อมยังมีผลสมบูรณ์ และไม่อาจเพิกถอนได้เพียงเพราะมีการโต้แย้งของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยลำพัง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3504/2564 คำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ามิได้อ้างว่าการที่ศาลมิได้สั่งให้ผู้ร้องทั้งสองส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ทั้งผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างพินัยกรรมและมติของทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม ตามคำร้องขอดังกล่าวมิได้ปรากฏว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือส่วนได้เสียของบุคคลที่สาม แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองจำเป็นจะใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ซึ่งผู้ร้องทั้งสองได้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 โดยเริ่มคดีด้วยการยื่นคำร้องขอ ซึ่งในการดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ป.วิ.พ. ไม่มีบทบัญญัติให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้ใด ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าชอบที่จะร้องว่าผู้ร้องทั้งสองนำพินัยกรรมที่เป็นโมฆะมาร้องขอจัดการมรดกและมีเหตุที่ผู้ร้องทั้งสองไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก มิใช่ดำเนินคดีด้วยการขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา ฎีกาย่อ คดีนี้เริ่มจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของผู้ตายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ต่อมาผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา โดยอ้างว่าศาลมิได้ส่งสำเนาคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกให้ทราบ ผู้ร้องทั้งสองคัดค้าน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวนเพิ่มเติม จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นคำร้องขอเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด โดยอ้างว่ายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากยังไม่มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณา ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญคือการที่ศาลมิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบก่อน มิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 188 ซึ่งไม่มีบทบัญญัติให้ต้องส่งสำเนาคำร้องแก่บุคคลใด อีกทั้งผู้มีส่วนได้เสียมิได้อ้างเหตุความผิดระเบียบโดยตรง แต่กล่าวอ้างถึงความไม่สุจริตของผู้ร้องและความเป็นโมฆะของพินัยกรรม ซึ่งเป็นข้อโต้แย้งในเนื้อหาคดีที่ต้องดำเนินการโดยวิธีอื่น ไม่ใช่การขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามมาตรา 27 เมื่อผู้ร้องใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 55 โดยชอบ และไม่ปรากฏข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลภายนอก ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสองว่าไม่มีเหตุเพิกถอนกระบวนพิจารณา ฎีกาของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายเตรียม ผู้ตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 โดยให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย วันที่ 28 มีนาคม 2562 ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองแก่ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้า ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง วันที่ 3 มิถุนายน 2562 วันนัดไต่สวนคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้า ศาลชั้นต้นให้คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดการไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้า ต่อมาวันที่ 4 มิถุนายน 2562 ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดของศาลชั้นต้นลงวันที่ 12 มีนาคม 2562 โดยอ้างว่าผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ คดีนี้จึงยังไม่ถึงที่สุด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ จึงยังไม่เพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ยกคำร้อง ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าและที่ยกคำร้องขอเพิกถอนหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าที่ว่า การที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสองให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าทราบก่อนไต่สวนคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสอง เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าจึงใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้นั้น เห็นว่า คดีนี้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ายื่นคำร้องว่า แม้การที่ศาลชั้นต้นมิได้สั่งให้ผู้ร้องทั้งสองส่งสำเนาคำร้องขอให้ทายาทอื่นจะมิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แต่ผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอโดยไม่สุจริต จึงมีเหตุที่ศาลจะเพิกถอนการพิจารณาคดีโดยให้ผู้ร้องทั้งสองส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้า จึงขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา ตามคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ามิได้อ้างว่า การที่ศาลมิได้สั่งให้ผู้ร้องทั้งสองส่งสำเนาคำร้องขอให้ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแต่อย่างใด ทั้งผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายโดยอ้างพินัยกรรมและมติของทายาทผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม ตามคำร้องขอดังกล่าวมิได้ปรากฏว่ามีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือส่วนได้เสียของบุคคลที่สาม แต่เป็นกรณีที่ผู้ร้องทั้งสองจำเป็นจะใช้สิทธิทางศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งผู้ร้องทั้งสองได้ดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 188 โดยเริ่มคดีด้วยการยื่นคำร้องขอซึ่งในการดำเนินคดีอย่างคดีไม่มีข้อพิพาท ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่มีบทบัญญัติให้ต้องมีการส่งหมายและสำเนาคำร้องขอให้แก่ผู้ใด ส่วนที่ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าอ้างว่าพินัยกรรมที่ผู้ตายทำนั้นเป็นโมฆะ ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ามิได้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมแต่อย่างใดและผู้ร้องทั้งสองยื่นคำร้องขอโดยไม่สุจริต อันเป็นการกล่าวอ้างว่าผู้ร้องทั้งสองนำพินัยกรรมที่เป็นโมฆะมาร้องขอจัดการมรดกและมีเหตุที่ผู้ร้องทั้งสองไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก ผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าก็ชอบที่จะร้องเกี่ยวกับเหตุดังกล่าว มิใช่ดำเนินคดีด้วยการขอเพิกถอนกระบวนพิจารณา ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้ามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้มีส่วนได้เสียทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



