
| ฟ้องซ้ำไม่ได้จริงหรือ เมื่อศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ประเด็นเดิมในคดีใหม่ยังยกขึ้นสู้ได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญว่าด้วย “การห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ” ในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว โดยเฉพาะในกรณีที่คดีอาญามิได้บัญญัติเรื่องดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน จึงต้องพิจารณาว่าสามารถนำบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้หรือไม่ และเพียงใด คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของคู่ความในการยกข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่เพื่อโต้แย้งข้อวินิจฉัยเดิมของศาล ตลอดจนความสำคัญของหลักความมั่นคงแห่งคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันมิให้เกิดการดำเนินคดีซ้ำซ้อนอันก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในระบบยุติธรรม ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีข้อเท็จจริงโดยสรุปว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินพระราชทานซึ่งพระมหากษัตริย์ในอดีตมีพระบรมราชโองการพระราชทานให้แก่บุคคลเพื่อใช้เป็นสุสานของตระกูล โดยมีการกำหนดอาณาเขตไว้อย่างชัดเจนทั้งสี่ด้าน และต่อมาผู้ได้รับพระราชทานได้จัดทำพินัยกรรมเพื่อให้ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนกลางของตระกูลอย่างถาวร ต่อมาจำเลยได้เข้าไปดำเนินการบางอย่างในพื้นที่ดังกล่าว เช่น การปักเสาและเตรียมก่อสร้างบ้าน ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาทว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการบุกรุกหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้โจทก์ร่วมเคยฟ้องจำเลยในข้อหาบุกรุกเกี่ยวกับที่ดินแปลงเดียวกัน และศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตพระราชทาน ในคดีปัจจุบัน จำเลยต่อสู้โดยอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่นอกเขตพระราชทาน จึงเกิดประเด็นข้อกฎหมายสำคัญว่าศาลสามารถพิจารณาประเด็นดังกล่าวซ้ำได้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมิได้บัญญัติเรื่องการห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไว้อย่างชัดเจน แต่ตามหลักกฎหมายแล้ว สามารถนำบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมได้ หากไม่ขัดต่อหลักของกฎหมายอาญา โดยบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องคือหลักการที่ห้ามมิให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความมั่นคงแน่นอนในคำพิพากษา และป้องกันการฟ้องร้องซ้ำซ้อน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคดีเดิมศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตพระราชทาน การที่จำเลยนำประเด็นเดิมขึ้นต่อสู้ใหม่ แม้จะอ้างว่ามีพยานหลักฐานใหม่ ก็ยังถือว่าเป็นการนำประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยแล้วมาพิจารณาซ้ำ ซึ่งต้องห้ามตามหลักกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลชั้นต้นที่ยึดถือข้อวินิจฉัยเดิมและไม่พิจารณาซ้ำในประเด็นนี้เป็นการถูกต้อง และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินอยู่ในเขตพระราชทาน การกระทำของจำเลยจึงเข้าข่ายความผิดฐานบุกรุก วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักการสำคัญในคดีนี้คือ “ความเด็ดขาดของคำพิพากษา” ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม โดยเมื่อศาลได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทใดแล้ว คำวินิจฉัยนั้นย่อมมีผลผูกพันคู่ความ และไม่อาจนำประเด็นเดียวกันกลับมาฟ้องหรือพิจารณาใหม่ได้อีก แม้ในคดีอาญาจะไม่มีบทบัญญัติชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่กฎหมายได้เปิดช่องให้สามารถนำหลักการจากคดีแพ่งมาใช้ได้ เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมาย ทั้งนี้ต้องไม่ขัดต่อหลักของกฎหมายอาญา การที่ศาลไม่ยอมรับพยานหลักฐานใหม่ของจำเลย มิใช่เพราะพยานหลักฐานนั้นไม่มีน้ำหนัก แต่เป็นเพราะประเด็นดังกล่าวได้ถูกวินิจฉัยไปแล้ว การนำกลับมาพิจารณาใหม่จะเป็นการขัดต่อหลักความมั่นคงของคำพิพากษา เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของหลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ คือการสร้างความแน่นอนให้แก่ระบบกฎหมาย ลดภาระของศาล และป้องกันไม่ให้คู่ความใช้กระบวนการศาลในทางที่ไม่สุจริต เช่น การยื่นฟ้องซ้ำเพื่อถ่วงเวลา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในเรื่องนี้มีความสอดคล้องกันว่า เมื่อศาลได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทใดถึงที่สุดแล้ว คู่ความไม่อาจนำประเด็นเดียวกันมาฟ้องใหม่หรือยกขึ้นต่อสู้ได้อีก แม้จะมีพยานหลักฐานใหม่ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายเปิดช่องไว้โดยชัดแจ้ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานบุกรุก ให้ลงโทษจำคุก และให้นับโทษต่อจากคดีเดิม โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตที่ดินพระราชทาน อาศัยหลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ จึงไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งประเด็นเดิมอีก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงยังมีประเด็นให้ต้องพิจารณา และยังไม่อาจลงโทษจำเลยได้ตามฟ้อง 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่าประเด็นเรื่องเขตที่ดินได้ถูกตัดสินถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจหยิบยกขึ้นพิจารณาซ้ำได้อีก และการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานบุกรุก ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความว่า คำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วในประเด็นข้อพิพาทย่อมมีผลผูกพันคู่ความและศาลในคดีถัดไปอย่างเด็ดขาด แม้จะมีการอ้างพยานหลักฐานใหม่ก็ไม่อาจนำมาใช้ลบล้างข้อวินิจฉัยเดิมได้ เว้นแต่จะเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้สามารถรื้อฟื้นคดีได้โดยเฉพาะ การยึดถือหลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำจึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษา ป้องกันการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริต และส่งเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปโดยรวดเร็วและเป็นธรรม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการห้ามนำประเด็นข้อพิพาทที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วกลับมาพิจารณาซ้ำในคดีใหม่ โดยเฉพาะในกรณีที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้โดยตรง แต่สามารถนำบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ด้านล่างนี้คือ 2 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ หนึ่ง การห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เป็นหลักการที่กำหนดว่าเมื่อศาลได้วินิจฉัยประเด็นใดถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้ศาลหรือคู่ความนำประเด็นเดียวกันกลับมาพิจารณาใหม่อีก เพื่อรักษาความเด็ดขาดและความมั่นคงของคำพิพากษา สอง การอนุโลมใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในคดีอาญา หมายถึงการนำบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งมาใช้ในคดีอาญาในกรณีที่กฎหมายอาญามิได้บัญญัติไว้ โดยต้องไม่ขัดต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายอาญา คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม การที่ศาลเคยวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทไปแล้ว คู่ความสามารถนำประเด็นเดิมกลับมาฟ้องหรือโต้แย้งใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อพิพาทใดไปแล้ว และคำพิพากษานั้นถึงที่สุด ประเด็นดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่ความและศาลในคดีอื่นต่อไป การนำประเด็นเดิมกลับมาฟ้องหรือยกขึ้นโต้แย้งใหม่ย่อมเป็นการขัดต่อหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษา ซึ่งกฎหมายมุ่งหมายให้เกิดความแน่นอนในสิทธิหน้าที่ของคู่ความ อย่างไรก็ตาม หากมีกฎหมายบัญญัติเปิดช่องไว้โดยเฉพาะ เช่น การรื้อฟื้นคดี หรือการเพิกถอนคำพิพากษาในกรณีจำกัด จึงอาจกระทำได้ แต่โดยทั่วไปแล้วไม่อาจกระทำได้ตามอำเภอใจ 2 คำถาม หากมีพยานหลักฐานใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน คู่ความจะสามารถนำมาใช้เพื่อเปลี่ยนผลคำพิพากษาเดิมได้หรือไม่ คำตอบ แม้พยานหลักฐานใหม่จะมีความสำคัญหรือมีน้ำหนักเพียงใด หากประเด็นข้อพิพาทนั้นได้ถูกศาลวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว การนำพยานหลักฐานดังกล่าวมาใช้ในคดีใหม่เพื่อโต้แย้งข้อวินิจฉัยเดิมย่อมไม่อาจกระทำได้ เนื่องจากจะเป็นการฝ่าฝืนหลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ อย่างไรก็ดี หากกฎหมายบัญญัติให้สามารถรื้อฟื้นคดีได้ในกรณีที่มีพยานหลักฐานใหม่อย่างมีนัยสำคัญ ก็อาจดำเนินการได้ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มิใช่นำไปใช้ในคดีใหม่โดยตรง 3 คำถาม หลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำมีความสำคัญต่อระบบยุติธรรมอย่างไร คำตอบ หลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นหลักสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงและความแน่นอนให้แก่ระบบกฎหมาย เนื่องจากทำให้คำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วมีผลผูกพันและไม่ถูกเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย หากไม่มีหลักการนี้ คู่ความอาจนำคดีเดิมมาฟ้องซ้ำหรือโต้แย้งซ้ำได้ไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เกิดความล่าช้า สิ้นเปลืองทรัพยากร และกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นหลักการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการใช้สิทธิทางศาลให้เป็นไปโดยสุจริต 4 คำถาม ในคดีอาญาที่กฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ ศาลสามารถนำกฎหมายแพ่งมาใช้ได้หรือไม่ คำตอบ ในกรณีที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ ศาลสามารถนำบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมได้ ทั้งนี้ต้องเป็นไปภายใต้เงื่อนไขว่าสาระของบทบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายอาญา การนำมาใช้เช่นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายและให้กระบวนพิจารณาสามารถดำเนินไปได้อย่างครบถ้วนและเป็นธรรม 5 คำถาม การวินิจฉัยของศาลในประเด็นข้อเท็จจริงมีผลผูกพันในคดีอื่นหรือไม่ คำตอบ การวินิจฉัยในประเด็นข้อเท็จจริงของศาล หากเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นแก่นของคดีและได้มีการพิจารณาอย่างครบถ้วนจนคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่ความในคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเด็นเดียวกัน การนำข้อเท็จจริงดังกล่าวกลับมาถกเถียงใหม่จึงเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นตามกฎหมาย เช่น การรื้อฟื้นคดีในกรณีพิเศษ 6 คำถาม การยกข้อโต้แย้งใหม่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเดิมจะกระทำได้หรือไม่ คำตอบ การยกข้อโต้แย้งใหม่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเดิมอาจกระทำได้เฉพาะในส่วนที่เป็นประเด็นใหม่ซึ่งไม่เคยถูกวินิจฉัยมาก่อน หากข้อโต้แย้งดังกล่าวเกี่ยวข้องกับประเด็นเดิมที่ศาลได้วินิจฉัยแล้ว การนำขึ้นมาอีกย่อมเป็นการฝ่าฝืนหลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ดังนั้น การพิจารณาว่าจะยกข้อโต้แย้งใดได้หรือไม่ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าประเด็นนั้นเคยถูกวินิจฉัยไปแล้วหรือยัง 7 คำถาม หลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำแตกต่างจากหลักฟ้องซ้อนอย่างไร คำตอบ หลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นหลักที่ใช้เมื่อศาลได้วินิจฉัยคดีหรือประเด็นใดถึงที่สุดแล้ว และห้ามมิให้มีการนำเรื่องเดิมกลับมาพิจารณาอีก ส่วนหลักฟ้องซ้อนเป็นเรื่องของการยื่นฟ้องคดีที่มีลักษณะซ้ำกันในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด จึงเป็นคนละช่วงเวลาและมีวัตถุประสงค์ต่างกัน แต่ทั้งสองหลักมีจุดมุ่งหมายร่วมกันคือป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อนและรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม 8 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นเดิมซ้ำแม้คู่ความจะร้องขอ คำตอบ เนื่องจากเมื่อศาลได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทใดจนคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ประเด็นนั้นย่อมสิ้นสุดลงตามกฎหมาย การที่ศาลไม่วินิจฉัยซ้ำมิใช่เป็นการละเลยหน้าที่ แต่เป็นการปฏิบัติตามหลักกฎหมายที่มุ่งรักษาความมั่นคงของคำพิพากษา หากศาลยอมพิจารณาซ้ำจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนและอาจเปิดช่องให้มีการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริต ดังนั้นการไม่พิจารณาซ้ำจึงเป็นการคุ้มครองทั้งระบบกฎหมายและคู่ความโดยรวม หลักกฎหมาย ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 มาตรา 144 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นบทบัญญัติที่วางหลักสำคัญเกี่ยวกับ “การห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ” ซึ่งมีสาระสำคัญว่า เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดี หรือวินิจฉัยในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้มีการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอีกเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำพิพากษามีความเด็ดขาดและมีผลผูกพันคู่ความอย่างแท้จริง อันเป็นหลักพื้นฐานของความมั่นคงแน่นอนในทางกฎหมาย หากปราศจากหลักการนี้ คู่ความอาจนำคดีเดิมหรือประเด็นเดิมกลับมาฟ้องหรือโต้แย้งได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งจะก่อให้เกิดความล่าช้า ความไม่แน่นอน และเป็นภาระแก่ศาลโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ มาตรา 144 ยังมีความสัมพันธ์กับหลักเรื่อง “ผลผูกพันของคำพิพากษา” และ “ข้อยุติแห่งคดี” โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดได้ถูกวินิจฉัยไปแล้วอย่างชัดเจน การนำกลับมาพิจารณาใหม่ย่อมเป็นการฝ่าฝืนหลักกฎหมายดังกล่าว เว้นแต่จะเป็นกรณีที่กฎหมายบัญญัติให้สามารถรื้อฟื้นคดีได้เป็นกรณีพิเศษเท่านั้น ในทางปฏิบัติ ศาลจะพิจารณาว่าประเด็นที่ยกขึ้นในคดีใหม่เป็นประเด็นเดียวกันกับที่เคยวินิจฉัยหรือไม่ หากเป็นประเด็นเดียวกัน ศาลย่อมมีอำนาจปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยซ้ำได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่อีก ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นบทบัญญัติที่เปิดช่องให้สามารถนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในคดีอาญาได้โดยอนุโลม ในกรณีที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญว่าการนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายอาญา หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่สามารถบัญญัติรายละเอียดครอบคลุมทุกกรณีได้ครบถ้วน จึงจำเป็นต้องมีบทบัญญัติที่ทำหน้าที่เป็นกลไกเสริมเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมาย การอนุโลมใช้กฎหมายแพ่งจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้กระบวนพิจารณาคดีอาญาสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ในทางปฏิบัติ ศาลจะพิจารณาเป็นรายกรณีว่าบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งที่นำมาใช้นั้นมีลักษณะสอดคล้องกับธรรมชาติของคดีอาญาหรือไม่ เช่น ในกรณีเรื่องการห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ซึ่งกฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติไว้โดยตรง แต่มีลักษณะเป็นหลักการทั่วไปที่ไม่ขัดต่อสิทธิของจำเลยหรือหลักการพิจารณาคดีอาญา ศาลจึงสามารถนำมาตรา 144 ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้โดยอนุโลม การใช้มาตรา 15 จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงระบบกฎหมายทั้งสองแขนงเข้าด้วยกัน และทำให้กระบวนยุติธรรมมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยยังคงรักษาหลักประกันสิทธิของคู่ความในคดีอาญาไว้อย่างเคร่งครัด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13105/2558 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไว้โดยเฉพาะ และ ป.วิ.พ. มาตรา 144 ได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ว่า เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นอีก ซึ่งเป็นหลักการตรวจสอบทำนองเดียวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงนำเรื่องห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 มาใช้บังคับในการดำเนินคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ได้โดยอนุโลม โจทก์ร่วมเคยฟ้องจำเลยเรื่องบุกรุกที่เกิดเหตุสถานที่เดียวกันกับคดีนี้ และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินพระราชทาน หากคดีนี้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาคดีไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่า มีพยานหลักฐานใหม่มาพิสูจน์ได้ว่าที่เกิดเหตุคดีนี้อยู่นอกเขตที่ดินพระราชทาน ศาลก็ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินพระราชทานหรือไม่ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินพระราชทานโดยอาศัย ป.วิ.พ. มาตรา 144 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 จึงชอบแล้ว โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 และนับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 579/2552 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา ร้อยโทอภินันท์ ผู้จัดการมรดกของพระยารัตนเศรษฐีหรือพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซิมก๊อง) ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 362 จำคุก 1 ปี นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 579/2552 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการพระราชทานที่ดินตำบลเขาระฆังทอง อำเภอบางนอน แขวงเมืองระนอง วัดกว้างยาวตามที่สูง ๆ ต่ำ ๆ ยาวทิศเหนือ 18 เส้น ทิศใต้ 20 เส้น กว้างทิศตะวันออก 20 เส้น 15 วา ทิศตะวันตก 15 เส้น เป็นที่ลดเลี้ยวไม่เสมอกัน ด้านตะวันออกและด้านตะวันตกมีลำคลองเป็นเขต ด้านเหนือมีหลักซึ่งกรมการปักไว้เป็นเขตและด้านใต้มีตลิ่งลงที่เลนเป็นเขตให้แก่พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง ) ผู้ว่าราชการเมืองระนองสำหรับทำเป็นสุสานของบุคคลในตระกูล ณ ระนอง ต่อมาพระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก๊อง) ทำหนังสือพินัยกรรมแสดงความประสงค์ให้คงที่ดินพระราชทานไว้เป็นที่กลางสำหรับตระกูลให้อยู่เป็นปกติถาวรสืบไปในภายหน้า โดยระบุในพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินพระราชทานว่า ที่ดินทางด้านทิศเหนือยาว 18 เส้น จดควนเขาและป่า ทิศใต้ยาว 20 เส้น จดที่ป่า ทิศตะวันออกกว้าง 20 เส้น 15 วา จดที่นายหนูและป่า และทิศตะวันตกกว้าง 15 เส้น จดที่ป่าและนำหนังสือพินัยกรรมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขอพระราชทานพระบรมราชโองการให้พินัยกรรมมีผลบังคับต่อไปและทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้หนังสือพินัยกรรมเป็นอันใช้ได้เหมือนหนังสือพินัยกรรมที่ได้ทำถูกต้องตามพระราชกำหนดกฎหมายทุกประการ ที่ดินที่กล่าวอ้างว่าจำเลยบุกรุกปรากฏตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุและแผนที่พิพาทในสำนวนตามสารบัญลำดับที่ 29/8 และลำดับที่ 29/10 เป็นบริเวณเดียวกันกับที่โจทก์ร่วมฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา ซึ่งคดีอาญาถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า จำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์ร่วม ส่วนคดีแพ่งถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ นอกจากนี้อาณาเขตที่ดินพระราชทานด้านทิศใต้ ทิศตะวันออกและทิศตะวันตก คู่ความรับว่าสอดคล้องตรงกันกับที่ระบุไว้ มีปัญหาเฉพาะอาณาเขตด้านทิศเหนือเท่านั้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพระราชทานโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบหรือไม่ เห็นว่า วิธีพิจารณาความอาญาเรื่องใดซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ กล่าวคือ การนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับได้เท่าที่ไม่ขัดต่อหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเท่านั้น เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติถึงการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำไว้โดยเฉพาะและประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ได้บัญญัติรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไว้ว่า เมื่อศาลใดมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดคดีหรือในประเด็นข้อใดแห่งคดีแล้ว ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลนั้นอันเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วนั้นอีก ซึ่งเป็นหลักการตรวจสอบทำนองเดียวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงสามารถนำเรื่องห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 มาใช้บังคับในการดำเนินคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ได้โดยอนุโลม ดังนั้น เมื่อโจทก์ร่วมเคยฟ้องจำเลย เรื่องบุกรุกที่เกิดเหตุสถานที่เดียวกันกับคดีนี้และศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินพระราชทาน ซึ่งจำเลยก็ยอมรับว่า ที่เกิดเหตุคดีนี้กับที่เกิดเหตุในคดีก่อนเป็นสถานที่เดียวกัน แต่จำเลยต่อสู้ว่ามีพยานหลักฐานใหม่มาพิสูจน์ได้ว่า ที่เกิดเหตุคดีนี้อยู่นอกเขตที่ดินพระราชทาน ปัญหาดังกล่าวหากศาลดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ไปตามข้อต่อสู้ของจำเลยก็ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า ที่เกิดเหตุที่จำเลยบุกรุกอยู่ในเขตที่ดินพระราชทานหรือไม่ อันเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว เพราะที่เกิดเหตุคดีนี้อยู่ในเขตที่ดินพระราชทานตามพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่เป็นกฎหมายและยังมีผลบังคับอยู่โดยเฉพาะที่ดินพระราชทานอาณาเขตด้านทิศเหนือมีระบุในพินัยกรรมว่า ยาว 18 เส้น จดควนเขาและป่า อันเป็นลักษณะภูมิประเทศที่แน่นอน ทั้งเป็นการแสดงได้ในตัวว่าอาณาเขตที่ติดภูเขาและป่าไม่มีที่เหลือให้จำเลยครอบครองได้อีก ประกอบกับจำเลยก็รับว่าบริเวณที่จำเลยบุกรุกเป็นที่ตั้งสุสานขนาดใหญ่ของตระกูล ณ ระนอง มีลักษณะกระจัดกระจายหลายสุสาน ซึ่งสร้างมากว่า 100 ปี และจำเลยจงใจบุกรุกที่เกิดเหตุมาหลายครั้งแล้วย่อมทราบดีว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพระราชทาน ฉะนั้นที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพระราชทานโดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมปัญหานี้ฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตพระราชทาน ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำในข้อเท็จจริงดังกล่าวตามฎีกาของโจทก์ร่วมอีกปัญหาหนึ่งต่อไป ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยนำไม้มาตีเป็นแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าและปักเสาคอนกรีต เพื่อปลูกสร้างบ้าน อันมีลักษณะเป็นการรบกวนการครอบครองที่ดินของตระกูล ณ ระนอง การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานบุกรุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
|




.jpg)