
| ศาลส่งหมายโดยประกาศหนังสือพิมพ์แทนได้หรือไม่ หากทายาทผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้รับโอกาสคัดค้านคดีครอบครองปรปักษ์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกระบวนพิจารณาคดีแพ่งเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความและสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในการเข้ามาต่อสู้คดี โดยเฉพาะกรณีที่ศาลอนุญาตให้ใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินหรือทายาทของเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมในคดีครอบครองปรปักษ์ จนทำให้บุคคลผู้มีสิทธิตามพินัยกรรมไม่ได้รับทราบถึงการดำเนินคดีและเสียโอกาสในการยื่นคำคัดค้านต่อศาล ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาเช่นนี้เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในส่วนที่มุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรมหรือไม่ และศาลอุทธรณ์มีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวได้เพียงใด คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญว่า แม้คดีครอบครองปรปักษ์จะเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทในชั้นเริ่มต้น แต่หากปรากฏว่ามีบุคคลอื่นที่อาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาล บุคคลดังกล่าวย่อมถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียและต้องได้รับโอกาสในการรับทราบข้อกล่าวหาและเข้ามาใช้สิทธิคัดค้านตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องจึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและอยู่ภายใต้หลักความเป็นธรรม เพราะหากการส่งคำคู่ความไม่ชอบด้วยกฎหมายจนทำให้คู่กรณีเสียสิทธิในการต่อสู้คดี ย่อมอาจนำไปสู่การเพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดที่ดำเนินการภายหลังได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการตีความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 วรรคสอง และมาตรา 27 วรรคหนึ่ง โดยยืนยันว่าการส่งคำคู่ความมิใช่เพียงพิธีการทางเทคนิคของกระบวนพิจารณาเท่านั้น แต่เป็นกลไกพื้นฐานที่คุ้มครองสิทธิในการรับรู้และสิทธิในการต่อสู้คดีของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง หากมีการละเลยขั้นตอนดังกล่าวจนทำให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่สามารถเข้ามาคัดค้านหรือแสดงพยานหลักฐานได้ ย่อมถือเป็นความบกพร่องที่กระทบต่อความยุติธรรมของคดีทั้งระบบ และศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขหรือเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบนั้นได้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เริ่มต้นจากผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17881 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 โดยอ้างว่าผู้ร้องได้เข้าครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาเป็นเวลานานติดต่อกันโดยสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ภายหลังศาลชั้นต้นรับคำร้องแล้ว ปรากฏว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์เดิมตามโฉนดที่ดินคือ นายชื่น ถึงแก่ความตายไปก่อน และมีคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกของนายชื่นอยู่ในศาลเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ผู้ร้องได้ยื่นคำแถลงขอให้ศาลอนุญาตใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อในโฉนด ผู้มีส่วนได้เสีย หรือทายาท โดยศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำขอของผู้ร้อง ต่อมาผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับพินัยกรรมและมีสิทธิในทรัพย์มรดกของนายชื่น ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่คำสั่งอนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งหมายเป็นต้นไป พร้อมทั้งขอให้ศาลส่งสำเนาคำร้องให้ผู้คัดค้านทราบโดยชอบ หรืออนุญาตให้ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด รวมถึงขอให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนที่ดินและห้ามผู้ร้องทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ผู้คัดค้านอ้างว่า ตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินพิพาทเนื่องจากเป็นผู้รับพินัยกรรมของนายชื่น การที่ศาลอนุญาตให้ใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้อง ทำให้ผู้คัดค้านไม่ทราบถึงการดำเนินคดีและเสียสิทธิในการยื่นคำคัดค้านต่อศาล ทั้งที่หากได้รับแจ้งโดยชอบ ผู้คัดค้านย่อมมีสิทธิเข้ามาต่อสู้คดีได้ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้ การที่ผู้ร้องขอให้ศาลใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องจึงเป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 อีกทั้งศาลยังได้ส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานที่ดินแล้ว จึงถือได้ว่าเป็นการประกาศให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียหรือบุคคลภายนอกทราบโดยเพียงพอ ศาลชั้นต้นจึงวินิจฉัยว่า กระบวนพิจารณาที่ดำเนินมานั้นชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีเหตุให้เพิกถอน และมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ผู้คัดค้านอุทธรณ์ โดยโต้แย้งว่าตนเป็นผู้รับพินัยกรรมและเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในที่ดินพิพาท การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย จึงทำให้ตนเสียโอกาสในการใช้สิทธิคัดค้านคำร้องของผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อปรากฏว่านายชื่นเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมถึงแก่ความตาย และมีคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกอยู่ในศาลเดียวกัน ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับพินัยกรรมย่อมถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย การส่งสำเนาคำร้องโดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งแก่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย จึงอาจทำให้บุคคลดังกล่าวไม่ทราบถึงการดำเนินคดีและเสียสิทธิในการคัดค้าน ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงพิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้อง และเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด พร้อมให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเรื่องการส่งคำคู่ความใหม่ก่อนดำเนินคดีต่อไป คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นภายหลังจากศาลชั้นต้นอนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องนั้น ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาแล้วตรวจพบว่า นายชื่นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตามโฉนดที่ดินได้ถึงแก่ความตาย และยังมีคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกของนายชื่นอยู่ในศาลเดียวกัน ไม่ว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม ย่อมแสดงให้เห็นว่ามีบุคคลอื่นที่อาจมีสิทธิหรือส่วนได้เสียเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอยู่จริง ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับพินัยกรรมของนายชื่น จึงถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีนี้โดยตรง การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อในโฉนด ผู้มีส่วนได้เสีย หรือทายาท ย่อมทำให้ผู้คัดค้านไม่มีโอกาสรับทราบการดำเนินคดีและเสียสิทธิในการเข้ามาคัดค้านคำร้องของผู้ร้อง ทั้งที่หากได้รับแจ้งโดยชอบ ผู้คัดค้านอาจนำพยานหลักฐานหรือข้อเท็จจริงเข้าสู่การพิจารณาเพื่อโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องแก่ทายาทของนายชื่นกระทำโดยมิชอบ ทำให้ผู้คัดค้านไม่มีโอกาสใช้สิทธิคัดค้านก่อน อันเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 วรรคสอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หรือมีคำสั่งแก้ไขตามที่เห็นสมควรได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาภายหลังคำสั่งอนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความและสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย หลักการสำคัญของคดีนี้อยู่ที่แนวคิดพื้นฐานของกระบวนพิจารณาคดีแพ่งว่า บุคคลซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ต้องได้รับโอกาสอย่างเพียงพอในการรับทราบข้อกล่าวหาและเข้ามาต่อสู้คดี หลักดังกล่าวเป็นรากฐานของความยุติธรรมเชิงกระบวนการ ซึ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้วางระบบการส่งคำคู่ความไว้เพื่อคุ้มครองสิทธินี้โดยตรง การส่งคำคู่ความมิใช่เพียงขั้นตอนทางเทคนิคหรือพิธีการทางเอกสาร แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการรับรองว่าบุคคลผู้มีส่วนได้เสียจะได้รับรู้ว่ามีคดีที่อาจกระทบต่อสิทธิของตนเกิดขึ้น หากบุคคลดังกล่าวไม่ได้รับแจ้งโดยถูกต้อง ย่อมไม่สามารถยื่นคำคัดค้าน นำพยานหลักฐาน หรือใช้สิทธิต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะดำเนินคดีในรูปแบบคดีไม่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการครอบครองปรปักษ์ แต่หากปรากฏว่ามีบุคคลอื่นที่อาจมีสิทธิในทรัพย์พิพาท เช่น ทายาทหรือผู้รับพินัยกรรม บุคคลดังกล่าวย่อมถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ต้องได้รับการแจ้งโดยชอบก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งใดอันกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สิน การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องจึงเป็นมาตรการพิเศษที่ควรใช้เฉพาะกรณีที่ไม่สามารถทราบตัวบุคคลหรือสถานที่อยู่ของผู้มีส่วนได้เสียได้จริง มิใช่ใช้แทนการส่งโดยวิธีธรรมดาทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่ามีทายาทหรือผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกอยู่ เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 วรรคสอง มาตรา 21 วรรคสอง มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา โดยเปิดโอกาสให้ศาลเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ดำเนินไปโดยไม่ชอบ หากความบกพร่องดังกล่าวกระทบต่อหลักความยุติธรรมและสิทธิของคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสีย บทบัญญัตินี้สะท้อนแนวคิดว่า แม้ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาไปแล้ว แต่หากปรากฏว่าขั้นตอนสำคัญบางประการไม่ได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง และความบกพร่องนั้นส่งผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดี ศาลย่อมต้องแก้ไขเพื่อให้กระบวนพิจารณากลับคืนสู่ความชอบธรรม ในคดีนี้ การที่ผู้คัดค้านไม่ได้รับทราบการร้องขอของผู้ร้องและเสียสิทธิในการคัดค้านก่อนศาลมีคำสั่ง ถือเป็นการกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ศาลฎีกาจึงถือว่าเป็นกรณีที่เข้าหลักตามมาตรา 21 วรรคสอง อย่างชัดเจน เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อำนาจศาลในการแก้ไขความผิดพลาดหรือความบกพร่องในกระบวนพิจารณา เพื่อป้องกันมิให้ความผิดพลาดทางกระบวนการส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมของคดีโดยรวม กฎหมายให้อำนาจศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งอย่างอื่นตามที่เห็นสมควร ทั้งนี้เพื่อให้คดีดำเนินไปโดยชอบและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แนวคิดสำคัญของมาตรานี้คือ การรักษาความยุติธรรมมีความสำคัญเหนือกว่าความรวดเร็วของกระบวนพิจารณา หากปล่อยให้กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดำเนินต่อไป ย่อมอาจทำให้เกิดคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมและกระทบสิทธิของบุคคลที่ควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความมีหลักสอดคล้องกันมาโดยตลอดว่า การส่งคำคู่ความเป็นขั้นตอนสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในการต่อสู้คดีโดยตรง หากการส่งไม่ชอบจนทำให้คู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียไม่สามารถเข้ามาใช้สิทธิในคดีได้ ย่อมเป็นความบกพร่องที่อาจนำไปสู่การเพิกถอนกระบวนพิจารณา ศาลฎีกามักวินิจฉัยในแนวทางเดียวกันว่า การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์หรือการปิดประกาศหน้าศาลแทนการส่งโดยวิธีธรรมดา ต้องเป็นกรณีที่มีเหตุจำเป็นแท้จริง และศาลต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่าบุคคลผู้มีส่วนได้เสียไม่สามารถติดตามตัวได้หรือไม่ หากศาลทราบอยู่แล้วว่ามีบุคคลผู้เกี่ยวข้องหรือทายาทที่อาจได้รับผลกระทบจากคดี การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งโดยตรงอาจถือเป็นการตัดสิทธิของบุคคลดังกล่าวในการเข้ามาต่อสู้คดี และเป็นการขัดต่อหลักความยุติธรรมทางกระบวนพิจารณา คดีนี้จึงเป็นอีกหนึ่งแนวคำพิพากษาสำคัญที่ตอกย้ำว่า ศาลต้องให้ความสำคัญกับสิทธิในการรับทราบและสิทธิในการต่อสู้คดีของผู้มีส่วนได้เสียอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในคดีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และมรดกซึ่งอาจกระทบสิทธิของบุคคลหลายฝ่าย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าผู้คัดค้านมิใช่ผู้มีส่วนได้เสียในคดี การที่ผู้ร้องขอให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องจึงชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 อีกทั้งศาลได้ส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานที่ดินแล้ว ถือเป็นการประกาศให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียทราบโดยเพียงพอ จึงมีคำสั่งยกคำร้องของผู้คัดค้าน 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับพินัยกรรมของเจ้าของที่ดินเดิมถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย การประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องทำให้ผู้คัดค้านเสียโอกาสในการคัดค้านคำร้อง จึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาภายหลังคำสั่งอนุญาตดังกล่าว และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเรื่องการส่งคำคู่ความใหม่ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ว่าการส่งสำเนาคำร้องแก่ทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมกระทำโดยมิชอบ ทำให้ผู้คัดค้านไม่มีโอกาสคัดค้านก่อน อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่มุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรมเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนและให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า ความยุติธรรมมิได้เกิดจากผลของคำพิพากษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนของกระบวนพิจารณา โดยเฉพาะการส่งคำคู่ความซึ่งเป็นกลไกพื้นฐานที่ทำให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียได้รับรู้ว่ามีการดำเนินคดีที่อาจกระทบต่อสิทธิของตน หากศาลหรือคู่ความดำเนินการส่งคำคู่ความโดยไม่ชอบ หรือใช้วิธีพิเศษโดยไม่มีเหตุจำเป็น ย่อมทำให้บุคคลผู้มีสิทธิเสียโอกาสในการเข้ามาต่อสู้คดี อันเป็นการกระทบต่อหลักความเป็นธรรมทางกระบวนพิจารณาโดยตรง แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ยังชี้ให้เห็นว่า บุคคลผู้มีส่วนได้เสียมิจำเป็นต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรงเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลที่อ้างสิทธิตามพินัยกรรมหรือมีฐานะเป็นทายาทซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากคำสั่งศาลด้วย เมื่อศาลทราบอยู่แล้วว่ามีข้อพิพาทเกี่ยวกับมรดกของเจ้าของที่ดินเดิมอยู่ในศาลเดียวกัน ย่อมไม่อาจถือว่าบุคคลดังกล่าวเป็นคนนอกคดีได้ การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องในลักษณะเช่นนี้จึงอาจกลายเป็นการตัดสิทธิในการรับรู้และสิทธิในการต่อสู้คดีของผู้มีส่วนได้เสียโดยปริยาย หลักกฎหมายอีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ อำนาจของศาลในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความยุติธรรมของคดีโดยรวม มิใช่เพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้น หากกระบวนพิจารณาช่วงใดเกิดขึ้นจากการฝ่าฝืนหลักการสำคัญเกี่ยวกับสิทธิในการรับทราบและการต่อสู้คดี ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณานั้นได้ แม้จะทำให้คดีต้องย้อนกลับไปเริ่มต้นใหม่บางส่วนก็ตาม คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีครอบครองปรปักษ์และคดีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ว่า ผู้ร้องต้องดำเนินการส่งคำคู่ความแก่บุคคลผู้มีส่วนได้เสียอย่างเคร่งครัด และศาลต้องตรวจสอบให้แน่ชัดว่าการใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งโดยวิธีธรรมดามีเหตุจำเป็นจริง มิฉะนั้นอาจทำให้กระบวนพิจารณาทั้งหมดตกเป็นโมฆะหรือถูกเพิกถอนได้ในภายหลัง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในการรับทราบกระบวนพิจารณาของศาล และอำนาจของศาลในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หากการส่งคำคู่ความไม่ชอบจนทำให้บุคคลผู้มีสิทธิเสียโอกาสในการคัดค้านหรือเข้ามาต่อสู้คดี สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การส่งคำคู่ความโดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 วรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาท ทั้งที่ผู้คัดค้านเป็นผู้รับพินัยกรรมและอาจมีสิทธิในที่ดินพิพาท ย่อมทำให้ผู้คัดค้านเสียโอกาสในการเข้ามาคัดค้านคำร้อง ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่มุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรมเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ 2. อำนาจศาลในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อปรากฏว่ากระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความดำเนินไปโดยไม่ชอบและกระทบต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หรือสั่งแก้ไขเพื่อให้คดีดำเนินไปโดยชอบและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้ แม้กระบวนพิจารณาจะดำเนินไปแล้วหลายขั้นตอนก็ตาม อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา 1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 วรรคสอง มาตรา 21 วรรคสอง มีหลักสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณา โดยบัญญัติรองรับกรณีที่ศาลหรือคู่ความดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายในส่วนที่มุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรม หากความบกพร่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสีย ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนพิจารณานั้นได้ เจตนารมณ์ของมาตรานี้มุ่งคุ้มครองหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี โดยเฉพาะสิทธิในการรับทราบข้อกล่าวหา สิทธิในการคัดค้าน และสิทธิในการนำพยานหลักฐานเข้าสู่การพิจารณา กฎหมายจึงถือว่าการส่งคำคู่ความเป็นขั้นตอนสำคัญที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพราะเป็นกลไกที่ทำให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้จริง ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับพินัยกรรมของเจ้าของที่ดินเดิม ถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีครอบครองปรปักษ์ การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้อง จึงทำให้ผู้คัดค้านไม่ทราบถึงการดำเนินคดีและเสียสิทธิในการคัดค้านก่อนศาลมีคำสั่ง ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่มุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรมเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความ อันเข้าหลักตามมาตรา 21 วรรคสอง หลักสำคัญจากคดีนี้จึงอยู่ที่ว่า แม้การส่งคำคู่ความจะเป็นเรื่องทางวิธีพิจารณา แต่หากการส่งไม่ชอบจนกระทบสิทธิในการต่อสู้คดี ย่อมถือเป็นความบกพร่องที่กระทบต่อความยุติธรรมโดยตรง และอาจนำไปสู่การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นภายหลังทั้งหมดได้ 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการควบคุมและแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ดำเนินไปโดยไม่ชอบ เพื่อรักษาความเป็นธรรมของคดี กฎหมายกำหนดให้ศาลสามารถเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ สั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรได้ หากเห็นว่ากระบวนพิจารณานั้นไม่เป็นไปตามกฎหมายและกระทบต่อสิทธิของคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสีย เจตนารมณ์ของมาตรานี้อยู่ที่การป้องกันไม่ให้ข้อบกพร่องทางกระบวนพิจารณากลายเป็นเหตุทำลายความยุติธรรมของคดี แม้คดีจะดำเนินไปแล้วหลายขั้นตอน ศาลก็ยังมีอำนาจย้อนกลับไปแก้ไขหรือเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ หากปล่อยให้คดีดำเนินต่อไปโดยไม่แก้ไข อาจทำให้เกิดคำพิพากษาที่ไม่เป็นธรรมแก่บุคคลผู้มีสิทธิ ในคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ใช้อำนาจตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง เพิกถอนกระบวนพิจารณาภายหลังจากคำสั่งที่อนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าการส่งคำคู่ความดังกล่าวกระทำโดยมิชอบและทำให้ผู้คัดค้านเสียสิทธิในการต่อสู้คดี ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยและยืนยันว่า ศาลอุทธรณ์มีอำนาจดำเนินการเช่นนั้นได้ตามกฎหมาย แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตอกย้ำว่า อำนาจตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง มิใช่อำนาจเชิงเทคนิคทางกระบวนพิจารณาเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาหลักความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในคดีแพ่งโดยตรง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้รับพินัยกรรมถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีครอบครองปรปักษ์หรือไม่ คำตอบ ผู้รับพินัยกรรมอาจถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีครอบครองปรปักษ์ได้ หากสิทธิที่อ้างตามพินัยกรรมเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งคดีโดยตรง เพราะแม้ผู้รับพินัยกรรมจะยังมิได้จดทะเบียนรับโอนกรรมสิทธิ์ แต่เมื่อมีการอ้างสิทธิตามพินัยกรรมเกี่ยวกับที่ดินพิพาท บุคคลดังกล่าวย่อมมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล การดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่แจ้งให้ผู้รับพินัยกรรมทราบ อาจทำให้บุคคลดังกล่าวเสียสิทธิในการเข้ามาคัดค้านหรือแสดงพยานหลักฐานเพื่อปกป้องสิทธิของตนได้ ศาลฎีกาในคดีนี้จึงวินิจฉัยว่า เมื่อศาลทราบว่ามีคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกของเจ้าของที่ดินเดิมอยู่ก่อนแล้ว ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับพินัยกรรมย่อมถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย และต้องได้รับโอกาสในการรับทราบการดำเนินคดีและเข้ามาต่อสู้คดีตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นย่อมถือว่ากระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2 คำถาม ศาลสามารถใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งคำคู่ความได้ในกรณีใด คำตอบ การประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งคำคู่ความเป็นวิธีพิเศษที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะกรณีที่ไม่สามารถส่งคำคู่ความโดยวิธีธรรมดาได้จริง เช่น ไม่ทราบภูมิลำเนาของผู้รับ ไม่สามารถติดตามตัวได้ หรือมีเหตุจำเป็นอื่นตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ศาลต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่ามีเหตุสมควรเพียงพอหรือไม่ เพราะวิธีดังกล่าวอาจทำให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้รับทราบการดำเนินคดีอย่างแท้จริง หากศาลทราบอยู่แล้วว่ามีทายาทหรือบุคคลที่อาจมีสิทธิในทรัพย์พิพาท การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งโดยตรงอาจถือเป็นการตัดสิทธิในการต่อสู้คดีของบุคคลนั้นได้ คดีนี้ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า การเลือกใช้วิธีพิเศษเกี่ยวกับการส่งคำคู่ความต้องคำนึงถึงสิทธิในการรับทราบและสิทธิในการคัดค้านของผู้มีส่วนได้เสียเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงความสะดวกของผู้ร้องหรือความรวดเร็วของกระบวนพิจารณาเท่านั้น 3 คำถาม หากการส่งคำคู่ความไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะมีผลต่อคดีอย่างไร คำตอบ หากการส่งคำคู่ความไม่ชอบด้วยกฎหมายและความบกพร่องดังกล่าวกระทบต่อสิทธิของคู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียในการเข้ามาต่อสู้คดี ย่อมอาจทำให้กระบวนพิจารณาทั้งหมดหรือบางส่วนตกเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ โดยเฉพาะกรณีที่บุคคลผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้รับทราบการดำเนินคดีและเสียโอกาสในการยื่นคำคัดค้านหรือแสดงพยานหลักฐาน ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนหรือแก้ไขกระบวนพิจารณาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง หลักสำคัญคือ กฎหมายให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีมากกว่าความรวดเร็วของกระบวนพิจารณา ดังนั้น แม้คดีจะดำเนินไปแล้วหลายขั้นตอน หากปรากฏภายหลังว่าการส่งคำคู่ความทำโดยมิชอบจนกระทบสิทธิในการต่อสู้คดี ศาลก็ยังมีอำนาจย้อนกลับไปเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นภายหลังได้ เพื่อให้คู่ความหรือผู้มีส่วนได้เสียได้รับโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง ตัวอักษร 4 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าผู้คัดค้านเสียสิทธิในการต่อสู้คดี คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าผู้คัดค้านเสียสิทธิในการต่อสู้คดี เพราะการที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาท ทำให้ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นผู้รับพินัยกรรมของเจ้าของที่ดินเดิมไม่ทราบว่ามีการดำเนินคดีครอบครองปรปักษ์เกี่ยวกับที่ดินพิพาท เมื่อไม่ทราบการดำเนินคดี ผู้คัดค้านจึงไม่สามารถยื่นคำคัดค้าน นำพยานหลักฐาน หรือแสดงข้อเท็จจริงต่อศาลเพื่อโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องได้ ศาลฎีกาถือว่าสิทธิในการรับทราบการดำเนินคดีและสิทธิในการเข้ามาต่อสู้คดีเป็นหลักพื้นฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรม หากบุคคลผู้มีส่วนได้เสียไม่ได้รับแจ้งโดยชอบ ย่อมทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาขาดความเป็นธรรม ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะเห็นว่าการประกาศหนังสือพิมพ์เป็นการดำเนินการตามกฎหมาย แต่เมื่อผลของการดำเนินการดังกล่าวทำให้ผู้คัดค้านเสียโอกาสในการใช้สิทธิ ศาลฎีกาจึงเห็นว่ากระบวนพิจารณานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย 5 คำถาม อำนาจของศาลอุทธรณ์ในการเพิกถอนกระบวนพิจารณามีขอบเขตเพียงใด คำตอบ อำนาจของศาลอุทธรณ์ในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มีลักษณะเป็นอำนาจเพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมของคดี หากศาลเห็นว่ากระบวนพิจารณาช่วงใดดำเนินไปโดยไม่ชอบหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายในส่วนที่มุ่งหมายให้เกิดความยุติธรรม ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจเพิกถอน แก้ไข หรือมีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรได้ อำนาจดังกล่าวมิได้จำกัดเฉพาะกรณีที่มีการโต้แย้งในข้อกฎหมายเท่านั้น แต่รวมถึงกรณีที่ความบกพร่องทางกระบวนพิจารณาส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับทราบหรือสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความด้วย คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าการส่งคำคู่ความโดยใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์ทำให้ผู้คัดค้านเสียสิทธิในการคัดค้าน จึงเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากคำสั่งอนุญาตดังกล่าว และให้เริ่มกระบวนพิจารณาเรื่องการส่งคำคู่ความใหม่ ซึ่งศาลฎีกาก็เห็นพ้องว่าศาลอุทธรณ์มีอำนาจดำเนินการเช่นนั้นได้ 6 คำถาม การส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานที่ดินถือว่าเพียงพอหรือไม่ในการแจ้งผู้มีส่วนได้เสีย คำตอบ การส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานที่ดินแม้อาจทำให้เกิดการบันทึกหรือปรากฏข้อมูลเกี่ยวกับคดีในทางทะเบียนที่ดิน แต่ยังไม่อาจถือเป็นการแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบโดยสมบูรณ์ หากศาลทราบอยู่แล้วว่ามีบุคคลอื่นซึ่งอาจมีสิทธิในทรัพย์พิพาทโดยตรง เช่น ทายาทหรือผู้รับพินัยกรรม เพราะการรับรู้ของเจ้าพนักงานที่ดินไม่ใช่การรับรู้ของผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายโดยตรง หลักสำคัญของการส่งคำคู่ความคือการทำให้บุคคลผู้มีสิทธิสามารถรับทราบและเข้ามาใช้สิทธิในการคัดค้านหรือแสดงพยานหลักฐานได้จริง คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าการส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานที่ดินเพียงพอแล้ว แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเห็นต่าง โดยถือว่าผู้คัดค้านซึ่งอ้างสิทธิตามพินัยกรรมยังไม่ได้รับแจ้งโดยชอบ จึงเสียสิทธิในการเข้ามาต่อสู้คดี การส่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจึงไม่อาจทดแทนการส่งคำคู่ความแก่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงได้ 7 คำถาม คดีครอบครองปรปักษ์จำเป็นต้องแจ้งทายาทของเจ้าของที่ดินเดิมหรือไม่ คำตอบ หากปรากฏว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมถึงแก่ความตายและมีทายาทหรือบุคคลที่อาจได้รับสิทธิในทรัพย์พิพาทจากการรับมรดกหรือพินัยกรรม บุคคลดังกล่าวย่อมถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีครอบครองปรปักษ์ และควรได้รับแจ้งเกี่ยวกับการดำเนินคดีตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เพราะผลของคำสั่งหรือคำพิพากษาในคดีครอบครองปรปักษ์อาจกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของทายาทโดยตรง หลักสำคัญคือ บุคคลที่อาจสูญเสียสิทธิในทรัพย์สินต้องได้รับโอกาสในการเข้ามาต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม คดีนี้ศาลฎีกายืนยันว่า เมื่อศาลทราบอยู่แล้วว่ามีคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกของเจ้าของที่ดินเดิมอยู่ในศาลเดียวกัน ย่อมต้องถือว่าผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทเป็นผู้มีส่วนได้เสีย การใช้วิธีประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องโดยไม่แจ้งบุคคลดังกล่าวโดยตรง จึงอาจทำให้กระบวนพิจารณาไม่ชอบและถูกเพิกถอนในภายหลังได้ 8 คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ หลักความเป็นธรรมทางกระบวนพิจารณามีความสำคัญเหนือกว่าความสะดวกหรือความรวดเร็วในการดำเนินคดี ศาลและคู่ความต้องดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเคารพสิทธิของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียในการรับทราบข้อกล่าวหาและเข้ามาต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ การส่งคำคู่ความจึงไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางเทคนิค แต่เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคล หากการส่งคำคู่ความกระทำโดยมิชอบจนทำให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียเสียโอกาสในการคัดค้านหรือใช้สิทธิต่อสู้คดี กระบวนพิจารณาที่เกิดขึ้นภายหลังย่อมอาจถูกเพิกถอนได้ตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่ยืนยันว่า แม้คดีจะดำเนินไปแล้วหลายขั้นตอน ศาลก็ยังมีอำนาจย้อนกลับไปแก้ไขความผิดพลาดทางกระบวนพิจารณาเพื่อรักษาความยุติธรรมของคดีและคุ้มครองสิทธิของบุคคลผู้มีส่วนได้เสียอย่างแท้จริง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6904/2558 การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาท ย่อมทำให้ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมของ ช. ไม่ทราบถึงการร้องขอของผู้ร้อง และเสียสิทธิในการที่จะคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง หากได้ความดังกล่าวย่อมแสดงว่า การส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่ทายาทของ ช. กระทำโดยมิชอบ ทำให้ฝ่ายผู้คัดค้านไม่มีโอกาสที่จะคัดค้านคำร้องของผู้ร้องก่อน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 21 (2) จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย หรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17881 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องโดยการครอบครองปรปักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตั้งแต่คำสั่งให้ประกาศหน้าศาลแทนการส่งหมายโดยวิธีธรรมดาเป็นต้นไป และให้ส่งหมายเรียกสำเนาคำร้องให้ผู้คัดค้านทราบ หรืออนุญาตให้ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านภายใน 30 วัน มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินให้ยกเลิกรายการจดทะเบียนที่ดินที่เป็นของผู้ร้อง ให้ผู้ร้องส่งคืนต้นฉบับใบแทนโฉนดที่ดินแก่เจ้าพนักงานที่ดิน และห้ามผู้ร้องกระทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับที่ดินพิพาทจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ผู้คัดค้านมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย การที่ผู้ร้องขอให้ศาลส่งสำเนาคำร้องในคดีนี้โดยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์ จึงชอบด้วยกฎหมายแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 รวมทั้งศาลได้ส่งสำเนาคำร้องให้เจ้าพนักงานที่ดิน อันถือได้ว่าเป็นการประกาศให้บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย และบุคคลภายนอกทราบแล้ว การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลจึงชอบด้วยกฎหมาย ให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้มีชื่อในโฉนด ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาท ตามคำแถลงฉบับลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 และเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นส่งคำคู่ความใหม่แล้วไต่สวนและมีคำสั่งต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่ง เมื่อมีคำสั่งใหม่ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องขอแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาท ตามคำแถลงลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 และให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นเป็นต้นไป ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นส่งคำคู่ความใหม่ แล้วไต่สวนและมีคำสั่งต่อไปนั้น ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นรับคำร้องขอของผู้ร้องแล้วตรวจพบว่า นายชื่น ซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทถึงแก่ความตาย และมีคดีพิพาทเกี่ยวกับการขอจัดการมรดกนายชื่น เจ้ามรดกอยู่ในศาลชั้นต้นเดียวกัน ไม่ว่าคดีจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ก็ตาม ย่อมถือได้ว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้รับพินัยกรรมเป็นผู้มีส่วนได้เสีย การที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ประกาศหนังสือพิมพ์แทนการส่งสำเนาคำร้องแก่ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดิน ผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาทตามคำแถลงลงวันที่ 25 พฤศจิกายน 2553 ย่อมทำให้ผู้คัดค้านซึ่งอ้างว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรมของนายชื่นไม่ทราบถึงการร้องขอของผู้ร้อง และเสียสิทธิในการที่จะคัดค้านคำร้องขอของผู้ร้อง หากได้ความดังกล่าวย่อมแสดงว่า การส่งสำเนาคำร้องของผู้ร้องให้แก่ทายาทของนายชื่นกระทำโดยมิชอบ ทำให้ฝ่ายผู้คัดค้านไม่มีโอกาสที่จะคัดค้านคำร้องของผู้ร้องก่อน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 21 (2) จึงเป็นกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้เป็นไปด้วยความยุติธรรมในเรื่องการส่งคำคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสีย หรือสั่งแก้ไข หรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




