ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคำร้องซ้ำและมาตรา 7 (4)

ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่, คำร้องซ้ำในคดีมรดกคืออะไร, มาตรา 7 (4) ปวิพ ใช้อย่างไร, การยื่นคำร้องใหม่หลังคดีถึงที่สุด, คดีมรดกมีพินัยกรรมภายหลัง, การแก้ไขคำร้องอุทธรณ์, ศาลฎีกาวินิจฉัยคำร้องซ้ำ, การดำเนินคดีใหม่แทนคดีเดิม, พินัยกรรมเขียนเองมีผลอย่างไร, การตั้งผู้จัดการมรดกหลายคน, ฟ้องซ้ำกับคำร้องซ้ำต่างกันอย่างไร, อำนาจศาลชั้นต้นในคดีเดิม, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีมรดก, การยื่นคำร้องตามคำสั่งศาลอุทธรณ์, ข้อจำกัดการแก้ไขอุทธรณ์ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อกฎหมายสำคัญในคดีมรดกเกี่ยวกับการยื่นคำร้องใหม่เพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ภายหลังจากคดีเดิมได้มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมและคดีถึงที่สุดแล้ว โดยมีประเด็นว่าการยื่นคำร้องใหม่ดังกล่าวถือเป็น “คำร้องซ้ำ” ที่ต้องยื่นในคดีเดิมหรือไม่ หรือสามารถยื่นเป็นคดีใหม่ได้ รวมทั้งการตีความบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) ว่าด้วยการเสนอคำร้องต่อศาลในคดีเดิม ตลอดจนขอบเขตของการดำเนินคดีเมื่อมีพินัยกรรมปรากฏภายหลัง ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับลักษณะของคำร้องและผลของการลงเลขคดีใหม่ว่าเป็นเพียงเรื่องทางธุรการ มิใช่สาระสำคัญของสิทธิในการเสนอคำร้อง

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีเริ่มจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันโดยไม่มีพินัยกรรม ต่อมาผู้คัดค้านอุทธรณ์และอ้างว่าพบพินัยกรรมภายหลัง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้แก้ไขคำร้อง เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น พร้อมแนะนำให้ไปดำเนินคดีใหม่ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องใหม่ต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม

ประเด็นข้อกฎหมาย

มีปัญหาว่าการยื่นคำร้องใหม่ดังกล่าว

(1) เป็นคำร้องซ้ำในคดีเดิมหรือไม่

(2) ต้องยื่นในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (4) หรือไม่

(3) การลงเลขคดีใหม่มีผลเปลี่ยนลักษณะคำร้องหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องใหม่และมีเลขคดีใหม่ แต่เป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการ เนื้อแท้ยังเป็นการเสนอคำร้องเกี่ยวเนื่องกับคดีเดิม โดยผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงและเอกสารจากคดีเดิมอย่างชัดเจน จึงถือว่าเป็นการเสนอคำร้องต่อศาลในคดีเดิมแล้วตามมาตรา 7 (4) ศาลล่างที่วินิจฉัยว่าเป็นคำร้องซ้ำจึงไม่ถูกต้อง

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

มาตรา 7 (4) มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อนและให้ข้อพิพาทเดียวกันอยู่ในกรอบคดีเดียว การพิจารณาว่าเป็นคำร้องใหม่หรือคำร้องเดิมต้องดู “เนื้อหา” ไม่ใช่ “รูปแบบ” หรือเลขคดี การลงเลขคดีใหม่ไม่ทำให้สิทธิของคู่ความเปลี่ยนแปลง

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

กฎหมายมุ่งให้เกิดความต่อเนื่องของกระบวนพิจารณา ลดความซ้ำซ้อน และป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางมิชอบ โดยเฉพาะในคดีมรดกซึ่งมีความเกี่ยวพันของสิทธิหลายฝ่าย

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวฎีกานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปว่า ศาลจะพิจารณาจากสาระของคำร้อง มิใช่รูปแบบ เช่น กรณีฟ้องซ้ำหรือคำร้องซ้ำ ต้องดูว่าประเด็นเดียวกันและอยู่ในคดีเดิมหรือไม่ มิใช่ดูเพียงเลขคดี

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   มีคำสั่งยกคำร้อง เห็นว่าเป็นคำร้องซ้ำ เนื่องจากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าควรไปว่ากล่าวในคดีเดิม

3. ศาลฎีกา

   พิพากษากลับ เห็นว่าการยื่นคำร้องใหม่เป็นเพียงรูปแบบทางธุรการ แต่เนื้อหาเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามมาตรา 7 (4) ให้รับคำร้องไว้พิจารณาต่อไป

ข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า “การพิจารณาคำร้องซ้ำต้องพิจารณาจากเนื้อหาสาระ ไม่ใช่รูปแบบทางธุรการ” การลงเลขคดีใหม่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงลักษณะของสิทธิในทางกระบวนพิจารณาได้ อีกทั้งยังตอกย้ำหลักความเป็นเอกภาพของคดี (unity of proceedings) ว่าข้อพิพาทเดียวกันควรถูกรวมพิจารณาในกรอบเดียวกัน เพื่อป้องกันความขัดแย้งของคำพิพากษาและรักษาความเป็นธรรมของคู่ความ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การยื่นคำร้องใหม่ในคดีมรดกภายหลังคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว เป็น “คำร้องซ้ำ” หรือเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4)

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

1. “คำร้องซ้ำ”

   หมายถึงคำร้องที่มีเนื้อหาซ้ำกับคดีเดิมและควรดำเนินในคดีเดิม มิใช่แยกเป็นคดีใหม่ หากข้อพิพาทเป็นเรื่องเดียวกัน

2. “การเสนอคำร้องในคดีเดิม”

   แม้มีการยื่นคำร้องใหม่และลงเลขคดีใหม่ หากเนื้อหายังเชื่อมโยงกับคดีเดิมและอ้างอิงข้อเท็จจริงเดิม ย่อมถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามมาตรา 7 (4)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-การยื่นคำร้องใหม่ขอเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ถือเป็นคำร้องซ้ำหรือไม่

   คำตอบ

   การพิจารณาว่าคำร้องใหม่เป็นคำร้องซ้ำหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากเนื้อหาสาระของคำร้อง มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบหรือเลขคดี หากคำร้องใหม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิเดียวกันกับคดีเดิม เช่น การขอเป็นผู้จัดการมรดกของทรัพย์เดียวกัน และอ้างข้อเท็จจริงต่อเนื่องจากคดีเดิม ย่อมถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามหลักแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) ไม่ใช่คำร้องซ้ำในความหมายที่จะต้องถูกยกคำร้องโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้แม้จะมีการลงเลขคดีใหม่ ก็เป็นเพียงกระบวนการทางธุรการ มิใช่สาระสำคัญในทางกฎหมาย ศาลจึงต้องพิจารณาเนื้อหาเป็นหลักเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ

2. คำถาม-หากพบพินัยกรรมภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว จะสามารถยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่

   คำตอบ

   กรณีที่ปรากฏพินัยกรรมภายหลังจากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาสิทธิตามพินัยกรรมดังกล่าวได้ โดยเฉพาะในคดีมรดกซึ่งสิทธิของทายาทและผู้จัดการมรดกอาจเปลี่ยนแปลงไปตามพินัยกรรม อย่างไรก็ตาม การยื่นคำร้องดังกล่าวต้องพิจารณาว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับคดีเดิมหรือไม่ หากเป็นข้อพิพาทเดียวกัน ศาลอาจถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามมาตรา 7 (4) มิใช่การฟ้องคดีใหม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อนและให้เกิดความต่อเนื่องในการพิจารณา

3. คำถาม-การลงเลขคดีใหม่มีผลทำให้คำร้องเป็นคดีใหม่หรือไม่

   คำตอบ

   การลงเลขคดีใหม่เป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการของศาลที่ใช้ในการจัดระบบเอกสารและการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่านั้น มิได้มีผลทำให้คำร้องหรือคดีเปลี่ยนแปลงไปในทางสาระสำคัญ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาต้องดูที่เนื้อหาของคำร้องว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดีเดิมหรือไม่ หากยังคงอ้างอิงข้อเท็จจริงและสิทธิเดิม แม้จะมีเลขคดีใหม่ ก็ยังถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามกฎหมาย มิอาจถือเป็นคดีใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายได้

4. คำถาม-มาตรา 7 (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มีความสำคัญอย่างไรในคดีนี้

   คำตอบ

   มาตรา 7 (4) เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดให้คำร้องหรือข้อเรียกร้องที่เกี่ยวเนื่องกับคดีเดิมต้องเสนอในคดีนั้น เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อนและลดภาระของศาล หลักการนี้ช่วยให้ข้อพิพาทเดียวกันได้รับการพิจารณาอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนในคดีเดียวกัน คดีนี้ศาลฎีกาได้นำหลักดังกล่าวมาใช้วินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องใหม่ แต่เมื่อเนื้อหายังเกี่ยวข้องกับคดีเดิม จึงต้องถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิม มิใช่คำร้องซ้ำที่ต้องยก

5. คำถาม-เหตุใดศาลอุทธรณ์จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขคำร้องในชั้นอุทธรณ์

   คำตอบ

   การแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องหรืออุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ต้องอยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นมาโดยชอบในศาลชั้นต้น หากเป็นข้อใหม่ที่ไม่เคยยกขึ้นมาก่อน หรือยื่นภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลา ศาลมีอำนาจไม่อนุญาตให้แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เพื่อรักษาความเป็นธรรมแก่คู่ความอีกฝ่ายและป้องกันการยืดเยื้อของคดี

6. คำถาม-คำร้องซ้ำกับฟ้องซ้ำแตกต่างกันอย่างไร

   คำตอบ

   คำร้องซ้ำหมายถึงการยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันภายในกรอบคดีเดิม ส่วนฟ้องซ้ำหมายถึงการนำข้อพิพาทเดียวกันไปฟ้องเป็นคดีใหม่ทั้งที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หลักการทั้งสองมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อน แต่มีผลทางกฎหมายต่างกัน โดยคำร้องซ้ำจะถูกพิจารณาภายในคดีเดิม ส่วนฟ้องซ้ำอาจถูกยกฟ้องโดยเด็ดขาด

7. คำถาม-ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการวินิจฉัยว่าคำร้องเป็นคำร้องใหม่หรือคำร้องเดิม

   คำตอบ

   ศาลจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระของคำร้องเป็นหลัก เช่น ข้อเท็จจริงที่อ้าง สิทธิที่เรียกร้อง และความเชื่อมโยงกับคดีเดิม หากเป็นข้อพิพาทเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด ศาลจะถือว่าเป็นคำร้องในคดีเดิม แม้จะมีการยื่นใหม่หรือมีเลขคดีใหม่ก็ตาม หลักการนี้ช่วยป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสม

8. คำถาม-ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้มีความสำคัญอย่างไร

   คำตอบ

   คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีความสำคัญในเชิงหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากได้วางหลักชัดเจนว่า การพิจารณาว่าคำร้องเป็นคำร้องซ้ำหรือไม่ ต้องยึดเนื้อหาเป็นหลัก มิใช่รูปแบบภายนอก เช่น เลขคดีหรือวิธีการยื่นคำร้อง อีกทั้งยังตอกย้ำหลักการตามมาตรา 7 (4) ว่าข้อพิพาทเดียวกันควรได้รับการพิจารณาในคดีเดียวกัน เพื่อความเป็นธรรมและประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณา

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

          เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2562 

เดิมผู้ร้องเป็นผู้คัดค้านในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้ง ถ. และ อ. กับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน อ. กับผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อ. กับผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์คำสั่งอ้างว่าเพิ่งพบพินัยกรรมของผู้ตายระบุให้ น. และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกและตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ ถ. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้อง โดยเห็นว่า อ. กับผู้ร้องชอบที่จะไปดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่อศาลชั้นต้น และต่อมามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายในคดีนี้ตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเดียวกันกับที่เคยมีคำสั่งตั้ง ถ. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง โดยผู้ร้องอ้างในคำร้องถึงรายละเอียดในคดีที่เคยยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อน และแนบคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแทน แม้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องใหม่เข้ามาและมีการลงเลขคดีดำใหม่ ก็เป็นเพียงเรื่องปฏิบัติในทางธุรการของศาลเท่านั้น กรณีถือได้ว่าผู้ร้องได้เสนอคำร้องต่อศาลในคดีก่อน ตามนัย แห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 7 (4) แล้ว

ฎีกาย่อ

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีนี้สืบเนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ซึ่งผู้ร้องเคยยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยไม่มีพินัยกรรม ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมยื่นคัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ผู้คัดค้านอุทธรณ์และระหว่างพิจารณาอ้างว่าเพิ่งพบพินัยกรรมซึ่งกำหนดให้บุคคลอื่นและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก พร้อมตัดสิทธิผู้ร้อง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง เนื่องจากยื่นเกินกำหนดและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น จึงพิพากษายืน คดีถึงที่สุด

ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีเดิมยื่นคำร้องใหม่ขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคำร้องซ้ำเนื่องจากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว จึงยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องใหม่และมีเลขคดีใหม่ แต่เป็นเพียงเรื่องทางธุรการ โดยเนื้อหาคำร้องยังอ้างอิงข้อเท็จจริงและเอกสารจากคดีเดิม จึงถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (4) ศาลล่างที่เห็นว่าเป็นคำร้องซ้ำไม่ถูกต้อง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีนี้สืบเนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางองุ่น ผู้ตาย ซึ่งเป็นมารดาผู้ร้องและถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 โดยผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ต่อมานายอรรถกฤษณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 นายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านที่ 2 (ผู้ร้องคดีนี้) ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ร้อง ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายล้มป่วย แต่ผู้ร้องไม่เคยดูแลมารดา ผู้ร้องไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น และในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งค้นพบพินัยกรรมแบบเขียนเองของผู้ตาย ซึ่งพินัยกรรมกำหนดยกทรัพย์สินทั้งหมดให้บุตร 3 คน คือ นางสาวนวรัตน์ และผู้คัดค้านทั้งสองคนละเท่า ๆ กัน ทั้งให้นางสาวนวรัตน์และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันด้วย โดยตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งไม่อนุญาต เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ก็ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ในชั้นนี้ให้ยกคำร้อง อนึ่ง ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ในคดีดังกล่าวจึงยื่นคำร้องคดีนี้ขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืน ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้อื่นตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นการที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องให้ตั้งผู้ร้องอีก จึงเป็นคำร้องซ้ำ หากมีข้อขัดข้องประการใด ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า พลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง นายอรรถกฤษณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 และนายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านที่ 2 (ผู้ร้องในคดีนี้) ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น กับนางสาวนวรัตน์ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2557 ต่างเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 กับนายเกษม ที่ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 มีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมโดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ได้มีคำสั่งตั้งพลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง นายอรรถกฤษณ์ และนายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งค้นพบพินัยกรรมแบบเขียนเองของผู้ตาย ซึ่งพินัยกรรมกำหนดยกทรัพย์สินทั้งหมดให้บุตร 3 คน คือ นางสาวนวรัตน์ และผู้คัดค้านทั้งสองคนละเท่า ๆ กัน ทั้งให้นางสาวนวรัตน์และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันด้วย โดยตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีคำสั่งว่าหากเป็นดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างก็ชอบที่ผู้คัดค้านทั้งสองจะไปดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่อศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านที่ 2 จึงได้มายื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ได้มายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลเดียวกันกับที่เคยมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 อีกทั้งในคดีนี้ผู้ร้องได้อ้างในคำร้องถึงรายละเอียดในคดีที่ผู้ร้องได้เคยยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อน โดยได้แนบคำสั่งของศาลชั้นต้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีก่อนมาพร้อมกับคำร้องในคดีนี้ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแทน แม้จะปรากฏว่าผู้ร้องได้มีการยื่นคำร้องใหม่เข้ามาและมีการลงเลขคดีดำใหม่ในคำร้อง ก็เป็นเพียงเรื่องทางปฏิบัติในทางธุรการของศาลเท่านั้น กรณีถือได้ว่าผู้ร้องได้เสนอคำร้องต่อศาลในคดีก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องต้องเสนอคำร้องต่อศาลในคดีหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคดีเดิมตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง

เพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ หากศาลไม่ส่งสำเนาคำร้องในคดีไม่มีข้อพิพาท วิเคราะห์คำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกและสิทธิผู้มีส่วนได้เสีย
ฟ้องซ้อนในคดีอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินและการยักยอก: หลักกรรมเดียวกันและอำนาจศาลฎีกา
สิทธิผู้ร้องสอดในคดีหย่า เมื่อคำพิพากษาถูกเพิกถอนจากการพิจารณาคดีใหม่
หลักอำนาจลงโทษละเมิดอำนาจศาลและสิทธิอุทธรณ์ของผู้เสียหาย
เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลวินิจฉัยนอกประเด็นคำฟ้องในคดีผู้บริโภค(ฎีกา 4819/2566)
ขอพิจารณาคดีใหม่ คืออะไร? เงื่อนไข ระยะเวลา และสิทธิอุทธรณ์คำสั่งศาล article
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบจากการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยโดยมิชอบ(ฎีกาที่ 122/2567)
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ยักยอกทรัพย์-ไม่รออาญา ศาลดูอะไรบ้าง และยื่นคำร้องช้าเสียสิทธิหรือไม่
รับสารภาพแล้วกลับคำได้ไหม? ใช้รายงานคุมประพฤติสู้คดีได้หรือไม่ ศาลไม่รอการลงโทษในคดีฉ้อโกงออนไลน์เพราะเหตุใด
คดีเพลิงไหม้ ละเมิด & ข้อสันนิษฐาน 84/1,คดีเพลิงไหม้, ลานจอดรถ, ละเมิด, (ฎีกา 2008/2567)
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตามกฎหมาย, การฟ้องหย่าซ้ำเหตุเดียวกัน
ขอบเขตอุทธรณ์เมื่อจำเลยขาดยื่นคำให้การ และอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ (ฎีกา 5222/2567)
(ฎีกา 181/2568) สิทธิรับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น
(ฎีกา 1001/2568) แจ้งวันนัดผิดขั้นตอน & สิทธิอุทธรณ์
(ฎีกา 1932/2568) ยกเว้นค่าธรรมเนียมคดีผู้บริโภค & อุทธรณ์
การขัดกันของคำพิพากษาศาลฎีกาและอำนาจร้องในคดีแพ่ง(ฎีกาที่ 3196/2567)
(ฎีกาที่ 3670/2567) การขยายระยะเวลาอุทธรณ์เพื่อความเป็นธรรม และอำนาจทั่วไปของศาล
(ฎีกาที่ 3737/2567) ประเด็นค่าฤชาธรรมเนียมในคดีผู้บริโภคและเงื่อนไขการอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4011/2567 เรื่องการท้าพิสูจน์ลายมือชื่อในคดีสัญญากู้เงิน-(คำท้า)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4052/2567: คดีพิพาทที่ดินกับกรมทางหลวงและการรับฟังพยานหลักฐานโดยศาล
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4208/2567: ข้อบกพร่องในการวินิจฉัยประเด็นฟ้องแย้งและอำนาจของศาลฎีกาในการยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4637/2567: กระบวนพิจารณาไม่ชอบเพราะไม่แจ้งวันนัดสืบพยานให้คู่ความที่ขาดนัดยื่นคำให้การ
การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง: หลักเกณฑ์ ข้อยกเว้น และตัวอย่างจากคำพิพากษาศาลฎีกา
ฎีกาที่ 5059/2567: สิทธิจำเลยยกปัญหากระบวนพิจารณาผิดระเบียบในคดีผู้บริโภค แม้ชนะคดีชั้นต้น
ข้อพิพาทสัญญากู้ยืมเงิน การแก้ไขจำนวนเงินกู้ และข้อห้ามการนำสืบพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ฎีกาที่ 6656/2567)
การเพิกถอนกระบวนพิจารณาคดียาเสพติด: ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคำพิพากษาที่ 817/2568
โจทก์ร่วมไม่จำต้องจัดทำคำให้การใหม่เพื่อแก้คำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย
ข้อพิพาทการบังคับคดีที่ดินครอบครองปรปักษ์
การเข้ารับมรดกความกรณีคดีถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่และเป็นการขัดต่อ ป.วิ.แพ่ง มาตรา 42 หรือไม่
ใครบ้างมีคุณสมบัติเป็นบุคคลที่จะเข้าแทนที่คู่ความผู้มรณะได้, ศาลฎีกาวินิจฉัยคู่ความผู้มรณะ
คำสั่งคดีมีมูลเป็นที่สุดห้ามอุทธรณ์, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาผิดระเบียบ, สิทธิในการขอพิจารณาใหม่
คดีก่อนคู่ความตกลงท้ากันเป็นข้อแพ้ชนะคดี, ฟ้องซ้ำในคดีแพ่ง, สิทธิขับไล่จากที่ดินกรรมสิทธิ์รวม,
ฟ้องแย้งในคดีแพ่ง, การผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน, การเรียกเงินมัดจำคืนตามสัญญา
คดีบุกรุกที่ดิน น.ส.3 ข. & การสละประเด็นข้อพิพาท (ฎีกา 1201/2567)
สัญญาประนีประนอมยอมความตกลงยุติคดี-ฟ้องซ้ำ
พิพากษาที่เกินคำขอและขัดต่อ ป.พ.พ. มาตรา 1548 อันเป็นการไม่ชอบ
ฟ้องแย้งของจำเลยแตกต่างกันกับคำฟ้องเดิม
ค่าสินไหมทดแทนที่จำนวนเงินไม่แน่นอนต้องนำสืบพยาน
ความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล
ข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์
ฟ้องปลูกสร้างผิดต่อข้อบัญญัติของกรุงเทพมหานคร
สิทธิของเจ้าของรวมในการแบ่งที่ดิน หากแบ่งไม่ได้ต้องขายทอดตลาดหรือชดใช้เงินอย่างไร พร้อมหลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ
คดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์มีทุนทรัพย์
รับฟังพยานหลักฐานฝ่าฝืนกฎหมาย
ภาษีโรงเรือนและที่ดิน
หน้าที่ในการเสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน
เพิกถอนคำพิพากษาขาดนัดคดีหย่า กระทบทะเบียนหย่าและสมรสใหม่เป็นโมฆะ
วันนัดชี้สองสถาน
ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง
คำร้องสอด
การส่งคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี
สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง -ขอรับชำระหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น
การบรรยายคำฟ้องที่มิได้ระบุวัน เวลาที่แน่ชัดว่าเป็นวันที่เท่าใด ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
ฟ้องแย้งไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม
ยื่นฟ้องคดีอันไม่มีข้อพิพาทแต่ได้มีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี
ส่งสำเนาคำฟ้องให้จำเลยไม่ครบหน้าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม
การยื่นอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนด 1 เดือน
ฟ้องขับไล่- แสดงอำนาจพิเศษต่อศาลภายในกำหนดเวลา 8 วัน
เพิกถอนการขายทอดตลาดหากเป็นประวิงให้ชักช้าต้องรับผิดชดค่าสินไหมทดแทน
ผู้สวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เพิกถอนการขายทอดตลาด
ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้น-ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์
ในคดีเดิมเป็นเพียงคู่ความตกลงยุติคดีไม่ดำเนินการต่อเท่านั้นไม่เป็นฟ้องซ้ำ
การยื่นและการส่งคำคู่ความในคดีฟอกเงิน
ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีต้องชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียม
ค่าขาดไร้อุปการะเป็นหนี้ที่แบ่งแยกเป็นส่วนแต่ละคน
เจ้าหนี้ผู้รับจำนองขอรับชำระหนี้จากการขายทอดตลาดที่ดิน
การมีอยู่ขององค์กรสาธารณประโยชน์ที่ได้รับรองแล้ว
กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดีตามคำพิพากษา-ฟ้องซ้ำ
ยื่นคำร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีอาญา
อายัดเงินปันผลของหุ้นได้แม้จะพ้นระยะเวลา 10 ปีแล้ว
เจ้าหนี้บุริมสิทธิ มิได้ร้องขอให้บังคับคดีภายในสิบปี
คำสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง นอกฟ้องนอกประเด็น
สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนของผู้รับจำนอง
ฟ้องซ้ำ คดีถึงที่สุดห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก
โจทก์และจำเลยต่างมีสภาพเป็น"เจ้าหนี้" และ "ลูกหนี้" ตามคำพิพากษา
จำเลยไม่ใช่บุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะจึงไม่มีสิทธิขอให้ศาลออกคำบังคับ
ไม่เกินห้าหมื่นบาทห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง
การร้องขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึดต้องอ้างว่าจำเลยไม่ใช่เจ้าของทรัพย์
เงื่อนเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุดให้สันนิษฐานว่าเพื่อประโยชน์แก่ฝ่ายลูกหนี้
นำใบแต่งทนายความซึ่งปลอมลายมือชื่อไปทำสัญญายอม
อำนาจว่าความหรือดำเนินกระบวนพิจารณาของทนายความในศาล
ฟ้องเคลือบคลุม, สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข, วางประจำไว้หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ
ค่าเสียหายตามคำพิพากษาและค่าฤชาธรรมเนียมใช้แทน
ผู้ร้องสอดต้องมีส่วนได้เสียกับคู่ความเดิมถือเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม
แก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อยเป็นข้อยกเว้นตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 180
ยื่นเอกสารฝ่าฝืนต่อกฎหมายไม่อาจรับฟังเป็นพยานได้(ยื่นชั้นอุทธรณ์ฎีกา)
จำเลยฟ้องแย้ง-โจทก์ทิ้งฟ้อง ไม่มีผลให้ฟ้องแย้งตกไป
อำนาจปกครองบุตร-มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลใด?
ดุลพินิจสั่งค่าฤชาธรรมเนียมคำนึงความสุจริตของคู่ความ
พินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่?ไม่มีประเด็นข้อพิพาท
มีเส้นทางอื่นออกไม่ตัดสิทธิขอคุ้มครองประโยชน์
คำขอให้คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา
คำร้องขอขยายระยะเวลาในการวางเงินค่าธรรมเนียมตามมาตรา 229
ผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินมาชำระตามคำพิพากษา
ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์แล้วคดีอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์
คำสั่งรับหรือไม่รับอุทธรณ์ของจำเลย
ไม่รับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
การส่งหมายนัดไต่สวน-สำเนาคำร้องไม่ชอบ