
| ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องคำร้องซ้ำและมาตรา 7 (4)
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อกฎหมายสำคัญในคดีมรดกเกี่ยวกับการยื่นคำร้องใหม่เพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ภายหลังจากคดีเดิมได้มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมและคดีถึงที่สุดแล้ว โดยมีประเด็นว่าการยื่นคำร้องใหม่ดังกล่าวถือเป็น “คำร้องซ้ำ” ที่ต้องยื่นในคดีเดิมหรือไม่ หรือสามารถยื่นเป็นคดีใหม่ได้ รวมทั้งการตีความบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) ว่าด้วยการเสนอคำร้องต่อศาลในคดีเดิม ตลอดจนขอบเขตของการดำเนินคดีเมื่อมีพินัยกรรมปรากฏภายหลัง ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับลักษณะของคำร้องและผลของการลงเลขคดีใหม่ว่าเป็นเพียงเรื่องทางธุรการ มิใช่สาระสำคัญของสิทธิในการเสนอคำร้อง ข้อเท็จจริงของคดี คดีเริ่มจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันโดยไม่มีพินัยกรรม ต่อมาผู้คัดค้านอุทธรณ์และอ้างว่าพบพินัยกรรมภายหลัง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้แก้ไขคำร้อง เนื่องจากพ้นกำหนดเวลาและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น พร้อมแนะนำให้ไปดำเนินคดีใหม่ ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องใหม่ต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ประเด็นข้อกฎหมาย มีปัญหาว่าการยื่นคำร้องใหม่ดังกล่าว (1) เป็นคำร้องซ้ำในคดีเดิมหรือไม่ (2) ต้องยื่นในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (4) หรือไม่ (3) การลงเลขคดีใหม่มีผลเปลี่ยนลักษณะคำร้องหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องใหม่และมีเลขคดีใหม่ แต่เป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการ เนื้อแท้ยังเป็นการเสนอคำร้องเกี่ยวเนื่องกับคดีเดิม โดยผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงและเอกสารจากคดีเดิมอย่างชัดเจน จึงถือว่าเป็นการเสนอคำร้องต่อศาลในคดีเดิมแล้วตามมาตรา 7 (4) ศาลล่างที่วินิจฉัยว่าเป็นคำร้องซ้ำจึงไม่ถูกต้อง วิเคราะห์หลักกฎหมาย มาตรา 7 (4) มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อนและให้ข้อพิพาทเดียวกันอยู่ในกรอบคดีเดียว การพิจารณาว่าเป็นคำร้องใหม่หรือคำร้องเดิมต้องดู “เนื้อหา” ไม่ใช่ “รูปแบบ” หรือเลขคดี การลงเลขคดีใหม่ไม่ทำให้สิทธิของคู่ความเปลี่ยนแปลง เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายมุ่งให้เกิดความต่อเนื่องของกระบวนพิจารณา ลดความซ้ำซ้อน และป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางมิชอบ โดยเฉพาะในคดีมรดกซึ่งมีความเกี่ยวพันของสิทธิหลายฝ่าย แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวฎีกานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปว่า ศาลจะพิจารณาจากสาระของคำร้อง มิใช่รูปแบบ เช่น กรณีฟ้องซ้ำหรือคำร้องซ้ำ ต้องดูว่าประเด็นเดียวกันและอยู่ในคดีเดิมหรือไม่ มิใช่ดูเพียงเลขคดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้อง เห็นว่าเป็นคำร้องซ้ำ เนื่องจากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าควรไปว่ากล่าวในคดีเดิม 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ เห็นว่าการยื่นคำร้องใหม่เป็นเพียงรูปแบบทางธุรการ แต่เนื้อหาเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามมาตรา 7 (4) ให้รับคำร้องไว้พิจารณาต่อไป ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า “การพิจารณาคำร้องซ้ำต้องพิจารณาจากเนื้อหาสาระ ไม่ใช่รูปแบบทางธุรการ” การลงเลขคดีใหม่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงลักษณะของสิทธิในทางกระบวนพิจารณาได้ อีกทั้งยังตอกย้ำหลักความเป็นเอกภาพของคดี (unity of proceedings) ว่าข้อพิพาทเดียวกันควรถูกรวมพิจารณาในกรอบเดียวกัน เพื่อป้องกันความขัดแย้งของคำพิพากษาและรักษาความเป็นธรรมของคู่ความ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การยื่นคำร้องใหม่ในคดีมรดกภายหลังคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว เป็น “คำร้องซ้ำ” หรือเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. “คำร้องซ้ำ” หมายถึงคำร้องที่มีเนื้อหาซ้ำกับคดีเดิมและควรดำเนินในคดีเดิม มิใช่แยกเป็นคดีใหม่ หากข้อพิพาทเป็นเรื่องเดียวกัน 2. “การเสนอคำร้องในคดีเดิม” แม้มีการยื่นคำร้องใหม่และลงเลขคดีใหม่ หากเนื้อหายังเชื่อมโยงกับคดีเดิมและอ้างอิงข้อเท็จจริงเดิม ย่อมถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามมาตรา 7 (4) คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-การยื่นคำร้องใหม่ขอเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ถือเป็นคำร้องซ้ำหรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่าคำร้องใหม่เป็นคำร้องซ้ำหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากเนื้อหาสาระของคำร้อง มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบหรือเลขคดี หากคำร้องใหม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสิทธิเดียวกันกับคดีเดิม เช่น การขอเป็นผู้จัดการมรดกของทรัพย์เดียวกัน และอ้างข้อเท็จจริงต่อเนื่องจากคดีเดิม ย่อมถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามหลักแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) ไม่ใช่คำร้องซ้ำในความหมายที่จะต้องถูกยกคำร้องโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้แม้จะมีการลงเลขคดีใหม่ ก็เป็นเพียงกระบวนการทางธุรการ มิใช่สาระสำคัญในทางกฎหมาย ศาลจึงต้องพิจารณาเนื้อหาเป็นหลักเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ 2. คำถาม-หากพบพินัยกรรมภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว จะสามารถยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ กรณีที่ปรากฏพินัยกรรมภายหลังจากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ผู้มีส่วนได้เสียยังคงมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้พิจารณาสิทธิตามพินัยกรรมดังกล่าวได้ โดยเฉพาะในคดีมรดกซึ่งสิทธิของทายาทและผู้จัดการมรดกอาจเปลี่ยนแปลงไปตามพินัยกรรม อย่างไรก็ตาม การยื่นคำร้องดังกล่าวต้องพิจารณาว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับคดีเดิมหรือไม่ หากเป็นข้อพิพาทเดียวกัน ศาลอาจถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามมาตรา 7 (4) มิใช่การฟ้องคดีใหม่ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อนและให้เกิดความต่อเนื่องในการพิจารณา 3. คำถาม-การลงเลขคดีใหม่มีผลทำให้คำร้องเป็นคดีใหม่หรือไม่ คำตอบ การลงเลขคดีใหม่เป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการของศาลที่ใช้ในการจัดระบบเอกสารและการดำเนินกระบวนพิจารณาเท่านั้น มิได้มีผลทำให้คำร้องหรือคดีเปลี่ยนแปลงไปในทางสาระสำคัญ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า การพิจารณาต้องดูที่เนื้อหาของคำร้องว่ามีความเกี่ยวข้องกับคดีเดิมหรือไม่ หากยังคงอ้างอิงข้อเท็จจริงและสิทธิเดิม แม้จะมีเลขคดีใหม่ ก็ยังถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตามกฎหมาย มิอาจถือเป็นคดีใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายได้ 4. คำถาม-มาตรา 7 (4) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มีความสำคัญอย่างไรในคดีนี้ คำตอบ มาตรา 7 (4) เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดให้คำร้องหรือข้อเรียกร้องที่เกี่ยวเนื่องกับคดีเดิมต้องเสนอในคดีนั้น เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อนและลดภาระของศาล หลักการนี้ช่วยให้ข้อพิพาทเดียวกันได้รับการพิจารณาอย่างต่อเนื่องและครบถ้วนในคดีเดียวกัน คดีนี้ศาลฎีกาได้นำหลักดังกล่าวมาใช้วินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องใหม่ แต่เมื่อเนื้อหายังเกี่ยวข้องกับคดีเดิม จึงต้องถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิม มิใช่คำร้องซ้ำที่ต้องยก 5. คำถาม-เหตุใดศาลอุทธรณ์จึงไม่อนุญาตให้แก้ไขคำร้องในชั้นอุทธรณ์ คำตอบ การแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องหรืออุทธรณ์ในชั้นอุทธรณ์ต้องอยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นมาโดยชอบในศาลชั้นต้น หากเป็นข้อใหม่ที่ไม่เคยยกขึ้นมาก่อน หรือยื่นภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลา ศาลมีอำนาจไม่อนุญาตให้แก้ไขได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 เพื่อรักษาความเป็นธรรมแก่คู่ความอีกฝ่ายและป้องกันการยืดเยื้อของคดี 6. คำถาม-คำร้องซ้ำกับฟ้องซ้ำแตกต่างกันอย่างไร คำตอบ คำร้องซ้ำหมายถึงการยื่นคำร้องในประเด็นเดียวกันภายในกรอบคดีเดิม ส่วนฟ้องซ้ำหมายถึงการนำข้อพิพาทเดียวกันไปฟ้องเป็นคดีใหม่ทั้งที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หลักการทั้งสองมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อน แต่มีผลทางกฎหมายต่างกัน โดยคำร้องซ้ำจะถูกพิจารณาภายในคดีเดิม ส่วนฟ้องซ้ำอาจถูกยกฟ้องโดยเด็ดขาด 7. คำถาม-ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการวินิจฉัยว่าคำร้องเป็นคำร้องใหม่หรือคำร้องเดิม คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระของคำร้องเป็นหลัก เช่น ข้อเท็จจริงที่อ้าง สิทธิที่เรียกร้อง และความเชื่อมโยงกับคดีเดิม หากเป็นข้อพิพาทเดียวกันหรือเกี่ยวเนื่องกันอย่างใกล้ชิด ศาลจะถือว่าเป็นคำร้องในคดีเดิม แม้จะมีการยื่นใหม่หรือมีเลขคดีใหม่ก็ตาม หลักการนี้ช่วยป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาในทางที่ไม่เหมาะสม 8. คำถาม-ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีความสำคัญในเชิงหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากได้วางหลักชัดเจนว่า การพิจารณาว่าคำร้องเป็นคำร้องซ้ำหรือไม่ ต้องยึดเนื้อหาเป็นหลัก มิใช่รูปแบบภายนอก เช่น เลขคดีหรือวิธีการยื่นคำร้อง อีกทั้งยังตอกย้ำหลักการตามมาตรา 7 (4) ว่าข้อพิพาทเดียวกันควรได้รับการพิจารณาในคดีเดียวกัน เพื่อความเป็นธรรมและประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2607/2562 เดิมผู้ร้องเป็นผู้คัดค้านในคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้ง ถ. และ อ. กับผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน อ. กับผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 อ. กับผู้ร้องยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์คำสั่งอ้างว่าเพิ่งพบพินัยกรรมของผู้ตายระบุให้ น. และผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกและตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ ถ. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกคำร้อง โดยเห็นว่า อ. กับผู้ร้องชอบที่จะไปดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่อศาลชั้นต้น และต่อมามีคำพิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายในคดีนี้ตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเดียวกันกับที่เคยมีคำสั่งตั้ง ถ. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้อง โดยผู้ร้องอ้างในคำร้องถึงรายละเอียดในคดีที่เคยยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อน และแนบคำสั่งศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพื่อขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแทน แม้ผู้ร้องได้ยื่นคำร้องใหม่เข้ามาและมีการลงเลขคดีดำใหม่ ก็เป็นเพียงเรื่องปฏิบัติในทางธุรการของศาลเท่านั้น กรณีถือได้ว่าผู้ร้องได้เสนอคำร้องต่อศาลในคดีก่อน ตามนัย แห่ง ป.วิ.พ. มาตรา 7 (4) แล้ว ฎีกาย่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีนี้สืบเนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ซึ่งผู้ร้องเคยยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยไม่มีพินัยกรรม ต่อมาผู้คัดค้านทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมยื่นคัดค้านและขอเป็นผู้จัดการมรดกแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ผู้คัดค้านอุทธรณ์และระหว่างพิจารณาอ้างว่าเพิ่งพบพินัยกรรมซึ่งกำหนดให้บุคคลอื่นและผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก พร้อมตัดสิทธิผู้ร้อง แต่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมคำร้อง เนื่องจากยื่นเกินกำหนดและเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น จึงพิพากษายืน คดีถึงที่สุด ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีเดิมยื่นคำร้องใหม่ขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็นคำร้องซ้ำเนื่องจากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว จึงยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องใหม่และมีเลขคดีใหม่ แต่เป็นเพียงเรื่องทางธุรการ โดยเนื้อหาคำร้องยังอ้างอิงข้อเท็จจริงและเอกสารจากคดีเดิม จึงถือว่าเป็นการเสนอคำร้องในคดีเดิมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (4) ศาลล่างที่เห็นว่าเป็นคำร้องซ้ำไม่ถูกต้อง ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องไว้พิจารณาต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า คดีนี้สืบเนื่องจากคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ซึ่งพลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางองุ่น ผู้ตาย ซึ่งเป็นมารดาผู้ร้องและถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 โดยผู้ตายไม่ได้ทำพินัยกรรมหรือตั้งผู้จัดการมรดกไว้ ต่อมานายอรรถกฤษณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 นายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านที่ 2 (ผู้ร้องคดีนี้) ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมของผู้ตาย เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ร้อง ก่อนถึงแก่ความตายผู้ตายล้มป่วย แต่ผู้ร้องไม่เคยดูแลมารดา ผู้ร้องไม่เหมาะสมที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ขอให้ตั้งผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น และในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งค้นพบพินัยกรรมแบบเขียนเองของผู้ตาย ซึ่งพินัยกรรมกำหนดยกทรัพย์สินทั้งหมดให้บุตร 3 คน คือ นางสาวนวรัตน์ และผู้คัดค้านทั้งสองคนละเท่า ๆ กัน ทั้งให้นางสาวนวรัตน์และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันด้วย โดยตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งไม่อนุญาต เนื่องจากผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว ส่วนการแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ก็ยื่นเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลายื่นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ในชั้นนี้ให้ยกคำร้อง อนึ่ง ข้อเท็จจริงตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสอง เป็นข้อที่มิได้ว่ากล่าวมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ครั้นวันที่ 21 กรกฎาคม 2558 ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้คัดค้านที่ 2 ในคดีดังกล่าวจึงยื่นคำร้องคดีนี้ขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืน ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้อื่นตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ดังนั้นการที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องให้ตั้งผู้ร้องอีก จึงเป็นคำร้องซ้ำ หากมีข้อขัดข้องประการใด ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันในคดีเดิม จึงมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าขึ้นศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันชั้นฎีการับฟังได้ว่า พลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง นายอรรถกฤษณ์ ผู้คัดค้านที่ 1 และนายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านที่ 2 (ผู้ร้องในคดีนี้) ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น กับนางสาวนวรัตน์ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อปี 2557 ต่างเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของผู้ตาย ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2550 กับนายเกษม ที่ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 มีคำสั่งตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมโดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้น ได้มีคำสั่งตั้งพลตำรวจตรีถาวร ผู้ร้อง นายอรรถกฤษณ์ และนายชัยวัฒน์ ผู้คัดค้านทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกโดยไม่มีพินัยกรรมของผู้ตายร่วมกัน ผู้คัดค้านทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้น โดยในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ผู้คัดค้านทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำร้องคัดค้านและเพิ่มเติมอุทธรณ์อ้างว่า ผู้คัดค้านทั้งสองเพิ่งค้นพบพินัยกรรมแบบเขียนเองของผู้ตาย ซึ่งพินัยกรรมกำหนดยกทรัพย์สินทั้งหมดให้บุตร 3 คน คือ นางสาวนวรัตน์ และผู้คัดค้านทั้งสองคนละเท่า ๆ กัน ทั้งให้นางสาวนวรัตน์และผู้คัดค้านที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกันด้วย โดยตัดไม่ให้ทรัพย์สินแก่ผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จึงมีคำสั่งว่าหากเป็นดังที่ผู้คัดค้านทั้งสองอ้างก็ชอบที่ผู้คัดค้านทั้งสองจะไปดำเนินคดีเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่อศาลชั้นต้น ผู้คัดค้านที่ 2 จึงได้มายื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายในคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นตามคำสั่งของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ดังนั้นการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้ได้มายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นศาลเดียวกันกับที่เคยมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านที่ 2 ให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับผู้ร้องในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1405/2557 อีกทั้งในคดีนี้ผู้ร้องได้อ้างในคำร้องถึงรายละเอียดในคดีที่ผู้ร้องได้เคยยื่นคำร้องคัดค้านในคดีก่อน โดยได้แนบคำสั่งของศาลชั้นต้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในคดีก่อนมาพร้อมกับคำร้องในคดีนี้ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามพินัยกรรมแทน แม้จะปรากฏว่าผู้ร้องได้มีการยื่นคำร้องใหม่เข้ามาและมีการลงเลขคดีดำใหม่ในคำร้อง ก็เป็นเพียงเรื่องทางปฏิบัติในทางธุรการของศาลเท่านั้น กรณีถือได้ว่าผู้ร้องได้เสนอคำร้องต่อศาลในคดีก่อนตามนัยแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (4) แล้ว ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ผู้ร้องต้องเสนอคำร้องต่อศาลในคดีหมายเลขแดงที่ 1405/2557 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นคดีเดิมตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินการต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ |



