
| การยึดทรัพย์ซ้ำทำได้หรือไม่ และเจ้าหนี้ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดหรือไม่ หลักกฎหมายการบังคับคดีและผลของกฎหมายใหม่ที่ศาลฎีกาวางหลักไว้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับคดี การยึดทรัพย์ซ้ำ การเพิกถอนการยึดทรัพย์ และผลของกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมระหว่างคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงว่าการยึดทรัพย์ดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงผลของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งมีผลให้ภาระในการชำระค่าธรรมเนียมของเจ้าหนี้เปลี่ยนแปลงไปจากกฎหมายเดิม อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างสำคัญของการที่ศาลฎีกาใช้อำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้โดยตรงก็ตาม คดีนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการบังคับคดี การคุ้มครองสิทธิของคู่ความ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายใหม่กับคดีที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการดำเนินกระบวนพิจารณาและการบังคับคดีในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง ข้อเท็จจริงและลำดับเหตุการณ์ของคดี คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากไม่สามารถส่งคืนได้ให้ใช้ราคาแทน พร้อมทั้งให้ชำระค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ ดอกเบี้ย และค่าเสียหายรายเดือนภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด รวมทั้งให้ร่วมกันรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมของคดี เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่สองเพื่อเตรียมนำออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว พร้อมขอให้โจทก์รับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดในกรณีที่มีการยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแต่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สิน ขณะที่โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง โดยเห็นว่าตนไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมของคดีให้เป็นพับ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 จะพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ก่อนเกิดการยึดทรัพย์ในคดีนี้ อสังหาริมทรัพย์แปลงเดียวกันเคยถูกยึดไว้แล้วในอีกคดีหนึ่ง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการขายทอดตลาดจนผู้รับจำนองซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้ พร้อมทั้งชำระราคาครบถ้วนและมีการดำเนินการเพื่อโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ต่อมาโจทก์ในคดีนี้กลับนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินเดียวกันอีกครั้ง จึงเกิดข้อพิพาทว่าการยึดดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์ยังคงต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดตามกฎหมายเดิมหรือไม่ ภายหลังมีกฎหมายฉบับใหม่ใช้บังคับระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลนำมาวินิจฉัยในคดีนี้ คำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับการเพิกถอนการยึดทรัพย์และผลของการยึดทรัพย์ซ้ำ ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันแล้วว่า ก่อนที่โจทก์จะนำเจ้าพนักงานบังคับคดิเข้ายึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวเคยถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้แล้วในอีกคดีหนึ่ง โดยการยึดครั้งก่อนมีการดำเนินกระบวนการบังคับคดีต่อเนื่องจนถึงขั้นขายทอดตลาด ผู้ซื้อทรัพย์คือผู้รับจำนองได้ชำระราคาซื้อครบถ้วนแล้ว และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการระงับการจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เมื่อโจทก์ในคดีนี้ดำเนินการยึดทรัพย์เดียวกันอีกครั้งในภายหลัง จึงเป็นการยึดทรัพย์ซ้ำบนทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้กระบวนการบังคับคดีเดิม ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าต้องเพิกถอนการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเสีย ศาลฎีกาอธิบายว่าหลักกฎหมายเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับคดีดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ไม่เปิดโอกาสให้มีการยึดทรัพย์สินรายการเดียวกันซ้ำซ้อนหลายครั้งจนก่อให้เกิดความสับสนหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง การที่ทรัพย์สินเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีแล้ว ย่อมต้องดำเนินการภายใต้กระบวนการเดิมจนเสร็จสิ้น การยึดทรัพย์ซ้ำโดยเจ้าหนี้อีกรายหนึ่งในขณะที่กระบวนการบังคับคดีเดิมยังมีผลอยู่ จึงเป็นการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ศาลจึงรับรองผลของคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ตามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้วินิจฉัยไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า ประเด็นเกี่ยวกับการเพิกถอนการยึดทรัพย์นั้นได้ยุติลงแล้ว เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นในส่วนดังกล่าว เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและโจทก์มิได้โต้แย้งประเด็นนี้ต่อไป ข้อพิพาทในชั้นฎีกาจึงเหลือเพียงปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น กล่าวคือ โจทก์ยังต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามกฎหมายเดิมหรือไม่ ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นข้อพิพาทสำคัญเพียงประเด็นเดียวที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยต่อไป ผลของการแก้ไขกฎหมายใหม่เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีและอำนาจของศาลในการยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง ระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับ โดยกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ยกเลิกตารางค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ใช้บังคับมาแต่เดิม และกำหนดตารางค่าธรรมเนียมฉบับใหม่ขึ้นแทน ซึ่งสาระสำคัญของกฎหมายใหม่คือมิได้กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีที่มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว แต่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินเหมือนที่กฎหมายเดิมบัญญัติไว้ ส่งผลให้ฐานความรับผิดของเจ้าหนี้ในเรื่องค่าธรรมเนียมดังกล่าวหมดไปทันทีเมื่อกฎหมายฉบับใหม่มีผลใช้บังคับ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ประเด็นดังกล่าวจะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายภายหลังจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแล้ว แต่เมื่อคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา และกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับก่อนที่คดีจะถึงที่สุด ศาลย่อมต้องนำกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะวินิจฉัยมาปรับใช้กับข้อพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นปัญหาที่กระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่ความโดยตรง การปล่อยให้มีการบังคับใช้กฎหมายเดิมต่อไปทั้งที่ถูกยกเลิกแล้ว ย่อมไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับใหม่ที่มีผลบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน ศาลฎีกายังวินิจฉัยด้วยว่า ปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายฉบับใหม่ในกรณีนี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นโต้แย้งไว้โดยตรง ทั้งนี้เป็นไปตามหลักที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประกอบกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลสามารถวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย เมื่อศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่มิได้กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมดังกล่าวอีกต่อไป จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้ออ้างอื่นตามฎีกาของโจทก์ เพราะแม้จะพิจารณาประเด็นเหล่านั้น ผลของคดีก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากการที่กฎหมายใหม่ได้ยกเลิกหน้าที่ในการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวแล้ว วิเคราะห์หลักกฎหมายและผลกระทบของคำพิพากษาต่อการบังคับคดีในทางปฏิบัติ คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการบังคับคดีอยู่หลายประการ โดยประการแรกคือหลักห้ามยึดทรัพย์ซ้ำ เมื่อทรัพย์สินได้เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีและมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายแล้ว เจ้าหนี้รายอื่นหรือแม้แต่เจ้าหนี้ในอีกคดีหนึ่งย่อมไม่อาจนำทรัพย์สินเดียวกันมายึดซ้ำได้ เพราะจะทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการบังคับคดี กระทบต่อความมั่นคงของกระบวนการขายทอดตลาด และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้มีสิทธิในทรัพย์สินหรือบุคคลภายนอกที่ได้เข้าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยชอบด้วยกฎหมาย หลักดังกล่าวจึงมีขึ้นเพื่อรักษาความแน่นอนของกระบวนการบังคับคดีและคุ้มครองความเชื่อมั่นของผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขายทอดตลาดตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงในคดีนี้แสดงให้เห็นว่า ก่อนการยึดทรัพย์ในคดีปัจจุบัน อสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวได้ถูกยึดและขายทอดตลาดในอีกคดีหนึ่งแล้ว ผู้รับจำนองเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ได้ชำระราคาครบถ้วน และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อแล้ว เมื่อโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดิเข้ายึดทรัพย์เดิมอีกครั้ง การยึดดังกล่าวจึงขัดต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับคดี ศาลจึงมีคำวินิจฉัยให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นการรับรองว่าการดำเนินกระบวนการบังคับคดีที่ได้เริ่มต้นและดำเนินมาโดยชอบแล้วจะต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และไม่อาจถูกกระทบด้วยการยึดทรัพย์ซ้ำในภายหลัง หลักกฎหมายอีกประการหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้ คือหลักการบังคับใช้กฎหมายที่มีผลใช้บังคับในระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด แม้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยโดยอาศัยกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น แต่เมื่อระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยยกเลิกความรับผิดของเจ้าหนี้ในกรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลฎีกาจึงต้องนำกฎหมายฉบับใหม่มาปรับใช้กับคดี เนื่องจากบทบัญญัติที่เป็นฐานแห่งความรับผิดได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ผลคือโจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวอีกต่อไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าศาลมีหน้าที่ใช้กฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีคำพิพากษา เมื่อบทบัญญัติเดิมสิ้นผลใช้บังคับแล้วก็ไม่อาจนำมาบังคับแก่คู่ความได้อีก นอกจากนี้ คดียังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้อำนาจศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ว่าคู่ความจะมิได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ไว้ก็ตาม เพราะเมื่อกฎหมายใหม่ได้เปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับหน้าที่ในการชำระค่าธรรมเนียมอย่างมีนัยสำคัญ การปล่อยให้มีการใช้กฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกแล้ว ย่อมกระทบต่อความเป็นธรรมและความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม ศาลจึงมีอำนาจและหน้าที่ที่จะยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้ผลของคำพิพากษาสอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะมีคำพิพากษา อันเป็นหลักสำคัญของกระบวนการพิจารณาคดีผู้บริโภคและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มุ่งให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10185 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เนื่องจากการยึดทรัพย์ดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น เห็นว่าการยึดทรัพย์ดังกล่าวเป็นการยึดซ้ำไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้โจทก์รับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องว่าการยึดทรัพย์เป็นการยึดซ้ำและการเพิกถอนการยึดทรัพย์เป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลล่าง เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว แต่ระหว่างการพิจารณาคดีได้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยยกเลิกความรับผิดของเจ้าหนี้ในกรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลจึงยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง และพิพากษาแก้ให้โจทก์ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดดังกล่าว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักกฎหมายสำคัญว่า การยึดทรัพย์ที่อยู่ระหว่างกระบวนการบังคับคดีหรือได้มีการดำเนินการขายทอดตลาดไปแล้ว ย่อมไม่อาจกระทำซ้ำได้ เพราะขัดต่อหลักเกณฑ์แห่งการบังคับคดีและกระทบต่อสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง การยึดทรัพย์ซ้ำจึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องถูกเพิกถอน นอกจากนี้ คดียังตอกย้ำหลักการสำคัญว่าศาลมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่มีคำพิพากษา หากกฎหมายใหม่ได้ยกเลิกฐานแห่งความรับผิดของคู่ความแล้ว ศาลย่อมต้องนำกฎหมายฉบับใหม่มาปรับใช้ แม้ศาลล่างจะวินิจฉัยภายใต้กฎหมายเดิมก็ตาม อีกทั้งเมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองโดยไม่จำต้องรอให้คู่ความหยิบยกขึ้นอ้าง หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบังคับคดี การคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ และบุคคลภายนอก รวมทั้งทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบันอย่างแท้จริง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีในกรณีที่มีการยึดอสังหาริมทรัพย์ซ้ำ และผลของการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีระหว่างคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยศาลวินิจฉัยว่า เมื่อทรัพย์สินได้ถูกยึดและดำเนินกระบวนการขายทอดตลาดในอีกคดีหนึ่งแล้ว การยึดทรัพย์เดิมซ้ำอีกครั้งย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องเพิกถอน อีกทั้งเมื่อกฎหมายใหม่ได้ยกเลิกความรับผิดของเจ้าหนี้ในการชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลย่อมนำกฎหมายใหม่มาปรับใช้แก่คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด และมีอำนาจยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้เพราะเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ การยึดทรัพย์ซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 วรรคหนึ่ง หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้คือ เมื่ออสังหาริมทรัพย์ได้เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมีการดำเนินการขายทอดตลาดต่อเนื่อง การนำทรัพย์สินเดียวกันมายึดซ้ำในอีกคดีหนึ่งย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนในกระบวนการบังคับคดีและกระทบต่อสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง ศาลจึงวินิจฉัยให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว การใช้กฎหมายใหม่กับคดีที่ยังไม่ถึงที่สุดและอำนาจศาลในการยกปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีกฎหมายใหม่ยกเลิกความรับผิดของเจ้าหนี้ในการชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลจึงนำกฎหมายใหม่มาปรับใช้แก่คดี และยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเอง เนื่องจากเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ส่งผลให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวอีกต่อไป อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) บทบัญญัตินี้เป็นหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายบางประเภทขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้ว่าคู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอ้างหรือโต้แย้งไว้ในคำฟ้อง คำให้การ อุทธรณ์ หรือฎีกาก็ตาม หากปัญหานั้นเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีหน้าที่ตรวจสอบและวินิจฉัยเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยถูกต้อง หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะและรักษาความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม มิให้ศาลมีคำพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะวินิจฉัยคดี แม้ว่าคู่ความจะมิได้หยิบยกประเด็นนั้นขึ้นกล่าวอ้างก็ตาม ในคดีนี้ ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมีผลใช้บังคับ และกฎหมายฉบับใหม่ได้ยกเลิกบทบัญญัติเดิมที่กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ส่งผลให้ฐานแห่งความรับผิดของโจทก์ตามกฎหมายเดิมสิ้นสุดลง แม้ประเด็นดังกล่าวจะมิใช่สาระที่คู่ความยกขึ้นโต้แย้งโดยตรงในชั้นฎีกา แต่ศาลเห็นว่าการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกยกเลิกแล้วต่อไปจะกระทบต่อความถูกต้องของการอำนวยความยุติธรรมและเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงใช้อำนาจตามมาตรานี้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเอง และนำกฎหมายฉบับใหม่มาปรับใช้กับคดีทันที สาระสำคัญของมาตรานี้จึงมิใช่เพียงการให้อำนาจศาลเท่านั้น แต่ยังเป็นบทบัญญัติที่กำหนดหน้าที่ของศาลในการรักษาความถูกต้องของการบังคับใช้กฎหมาย หากระหว่างการพิจารณามีข้อกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิ หน้าที่ หรือฐานแห่งความรับผิดของคู่ความ และเป็นปัญหาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมต้องยกขึ้นวินิจฉัยเองโดยไม่จำเป็นต้องรอให้คู่ความอ้างขึ้นก่อน หลักการดังกล่าวช่วยให้คำพิพากษาสอดคล้องกับกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในขณะนั้น ลดความเสี่ยงที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากการใช้กฎหมายที่สิ้นผลบังคับแล้ว และยังสร้างมาตรฐานเดียวกันในการบังคับใช้กฎหมายแก่คดีประเภทเดียวกันในอนาคตอีกด้วย ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการนำมาตรา 142 (5) มาใช้เพื่อรองรับผลของการแก้ไขกฎหมายระหว่างการพิจารณาคดี และเพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามหลักนิติธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 วรรคหนึ่ง บทบัญญัติมาตรา 326 วรรคหนึ่ง เป็นหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการบังคับคดีที่มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เกิดการยึดทรัพย์สินซ้ำซ้อนอันอาจก่อให้เกิดความสับสนในกระบวนการบังคับคดีและกระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ตลอดจนบุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการขายทอดตลาดตามกฎหมาย เมื่อทรัพย์สินรายการใดได้ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้โดยชอบแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีของรัฐ และจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายจนกว่าจะเสร็จสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายทอดตลาด การโอนกรรมสิทธิ์ หรือการจัดสรรเงินที่ได้จากการขายให้แก่ผู้มีสิทธิ การยึดทรัพย์รายการเดียวกันซ้ำอีกครั้งในระหว่างที่กระบวนการเดิมยังมีผลอยู่ ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักเกณฑ์ของกฎหมาย เพราะจะทำให้มีการดำเนินการบังคับคดีหลายกระบวนการบนทรัพย์สินเดียวกัน อันอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับลำดับสิทธิของเจ้าหนี้ ความชอบด้วยกฎหมายของการขายทอดตลาด และความมั่นคงของสิทธิที่บุคคลภายนอกได้รับจากการบังคับคดี ดังนั้น บทบัญญัตินี้จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความเป็นเอกภาพของกระบวนการบังคับคดีและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมกระบวนการขายทอดตลาดของรัฐ สำหรับคดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า อสังหาริมทรัพย์ที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดิเข้ายึดในคดีนี้ เคยถูกยึดไว้แล้วในอีกคดีหนึ่ง และกระบวนการบังคับคดีเดิมได้ดำเนินไปถึงขั้นขายทอดตลาดเรียบร้อย ผู้รับจำนองเป็นผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าวจากการขายทอดตลาด ได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อดำเนินการระงับการจำนองและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงเช่นนี้ การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีมายึดทรัพย์เดิมอีกครั้งในภายหลัง จึงเป็นการยึดทรัพย์ซ้ำที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามมาตรา 326 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การยึดดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องเพิกถอน แม้ว่าประเด็นเรื่องการเพิกถอนการยึดจะยุติไปแล้วเพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ แต่ข้อวินิจฉัยดังกล่าวยังคงเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ยืนยันว่าการยึดทรัพย์ซ้ำย่อมไม่อาจกระทำได้เมื่อทรัพย์สินได้เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีโดยชอบแล้ว สาระสำคัญของมาตรา 326 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่เพียงการกำหนดข้อห้ามในทางกระบวนพิจารณาเท่านั้น หากแต่เป็นกลไกที่ทำให้การบังคับคดีดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานบังคับคดี และคุ้มครองความมั่นคงแห่งสิทธิของบุคคลที่ได้เข้าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยชอบด้วยกฎหมาย หากเปิดโอกาสให้มีการยึดทรัพย์ซ้ำได้ ย่อมทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการบังคับคดี ส่งผลเสียต่อระบบสินเชื่อ การรับจำนอง และความเชื่อมั่นของประชาชนที่เข้าร่วมประมูลทรัพย์จากการขายทอดตลาด ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำมาตรา 326 วรรคหนึ่ง มาใช้เพื่อคุ้มครองความเป็นระเบียบของกระบวนการบังคับคดี และยืนยันว่าการดำเนินการใดที่ขัดต่อหลักการดังกล่าวย่อมไม่มีผลตามกฎหมายและต้องถูกเพิกถอน อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับบทบาทของศาลในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยมุ่งหมายให้ศาลสามารถอำนวยความยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และเป็นธรรมมากกว่าการยึดติดอยู่กับข้อจำกัดของกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งทั่วไป หลักการสำคัญประการหนึ่งของมาตรานี้คือ การเปิดโอกาสให้ศาลสามารถยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยถูกต้อง แม้ว่าคู่ความจะมิได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างหรือโต้แย้งไว้ก็ตาม เพราะคดีผู้บริโภคมิได้มุ่งคุ้มครองเพียงผลประโยชน์เฉพาะของคู่ความแต่ละฝ่ายเท่านั้น หากยังคำนึงถึงประโยชน์ของระบบกฎหมายและความเป็นธรรมในภาพรวมอีกด้วย ในคดีนี้ แม้ข้อพิพาทในชั้นฎีกาจะเกี่ยวกับการที่โจทก์ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ แต่ระหว่างที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยยกเลิกความรับผิดของเจ้าหนี้ในกรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลฎีกาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายดังกล่าวเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นการกำหนดสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในการรับผิดค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย หากยังคงใช้บทบัญญัติเดิมที่ถูกยกเลิกแล้ว ย่อมทำให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่ถูกต้อง ศาลจึงอาศัยมาตรา 7 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเอง และปรับใช้กฎหมายฉบับใหม่กับคดี ส่งผลให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวอีกต่อไป หลักกฎหมายตามมาตรา 7 จึงสะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคที่ให้อำนาจศาลในการแสวงหาความจริงและใช้กฎหมายให้ถูกต้องยิ่งกว่าการจำกัดการพิจารณาไว้เฉพาะประเด็นที่คู่ความยกขึ้นกล่าวอ้าง เพราะหากปล่อยให้ศาลผูกพันอยู่กับข้ออ้างของคู่ความเพียงอย่างเดียว อาจทำให้มีคำพิพากษาที่ขัดต่อกฎหมายซึ่งใช้บังคับอยู่ในขณะนั้นได้ การให้อำนาจศาลยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การอำนวยความยุติธรรมสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะไปพร้อมกัน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่ามาตรา 7 มีบทบาทสำคัญในการรองรับการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายระหว่างการพิจารณาคดี ทำให้ศาลสามารถใช้กฎหมายฉบับใหม่ที่มีผลใช้บังคับแล้วมาวินิจฉัยคดีได้ทันที และส่งผลให้คำพิพากษาสอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะมีคำพิพากษาอย่างแท้จริง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การยึดทรัพย์สินที่เคยถูกยึดและขายทอดตลาดในอีกคดีหนึ่งแล้ว สามารถดำเนินการได้อีกหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วไม่สามารถดำเนินการได้ หากทรัพย์สินดังกล่าวได้เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายไปจนถึงการขายทอดตลาดหรืออยู่ในระหว่างกระบวนการบังคับคดี การนำทรัพย์สินรายการเดียวกันมายึดซ้ำอีกครั้งย่อมขัดต่อหลักเกณฑ์แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เนื่องจากจะก่อให้เกิดความซ้ำซ้อนของกระบวนการบังคับคดี ส่งผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้รับจำนอง ตลอดจนบุคคลภายนอกที่เข้าซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดโดยสุจริต คดีนี้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่าอสังหาริมทรัพย์ได้ถูกยึดและขายทอดตลาดในอีกคดีหนึ่งแล้ว ผู้ซื้อได้ชำระราคาครบถ้วน และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการเพื่อโอนกรรมสิทธิ์แล้ว การยึดทรัพย์เดิมซ้ำอีกครั้งจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องเพิกถอน ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคงของกระบวนการบังคับคดีและคุ้มครองสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย 2. คำถาม หากระหว่างการพิจารณาคดีมีกฎหมายใหม่ใช้บังคับและกฎหมายดังกล่าวเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของคู่ความ ศาลสามารถนำกฎหมายใหม่มาใช้กับคดีได้หรือไม่ คำตอบ หากคดียังอยู่ในระหว่างการพิจารณาและยังไม่ถึงที่สุด เมื่อมีกฎหมายฉบับใหม่มีผลใช้บังคับและกฎหมายดังกล่าวมีผลเปลี่ยนแปลงฐานแห่งสิทธิหรือหน้าที่ที่เป็นประเด็นในคดี ศาลย่อมมีอำนาจนำกฎหมายใหม่มาปรับใช้ในการวินิจฉัยได้ ในคดีนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาได้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยยกเลิกความรับผิดของเจ้าหนี้ในกรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลจึงวินิจฉัยโดยใช้กฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะมีคำพิพากษา ส่งผลให้โจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวอีกต่อไป หลักการนี้สะท้อนว่าศาลต้องวินิจฉัยให้สอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะพิจารณาคดี เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มีผลใช้บังคับในปัจจุบัน 3. คำถาม ศาลสามารถยกประเด็นข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ แม้ว่าคู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในคดี คำตอบ โดยหลักแล้วศาลจะวินิจฉัยตามประเด็นที่คู่ความนำสืบและโต้แย้งกัน แต่หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามบทบัญญัติของกฎหมาย แม้ว่าคู่ความจะมิได้กล่าวอ้างไว้ก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นเรื่องที่กระทบต่อสิทธิและหน้าที่ของประชาชนโดยทั่วไป และเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะพิจารณาคดี จึงเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงใช้อำนาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเอง และนำกฎหมายฉบับใหม่มาปรับใช้กับคดี ส่งผลให้คำพิพากษาเป็นไปตามกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันและสอดคล้องกับหลักนิติธรรมอย่างแท้จริง 4. คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่วินิจฉัยประเด็นอื่นตามที่โจทก์ฎีกาไว้ทั้งหมด คำตอบ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าระหว่างการพิจารณาคดีได้มีกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ และกฎหมายดังกล่าวยกเลิกหน้าที่ของโจทก์ในการชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีพิพาทโดยตรงแล้ว ประเด็นข้อโต้แย้งอื่นที่โจทก์ยกขึ้นฎีกาจึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของคดีได้อีก ไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยไปในแนวทางใด ผลแห่งคดีก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกัน กล่าวคือโจทก์ไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามหลักความจำเป็นและประหยัดกระบวนพิจารณา ศาลจึงไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างอื่นเพิ่มเติม หลักการนี้สะท้อนว่าศาลจะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่มีผลต่อคำพิพากษา และเมื่อประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญสามารถยุติข้อพิพาททั้งหมดได้แล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นที่ไม่ส่งผลต่อผลแห่งคดีอีกต่อไป 5. คำถาม คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการบังคับคดีและการดำเนินคดีผู้บริโภคอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้มีความสำคัญในหลายด้าน เพราะเป็นแนวทางที่ชัดเจนเกี่ยวกับการห้ามยึดทรัพย์ซ้ำเมื่อทรัพย์สินได้เข้าสู่กระบวนการบังคับคดีโดยชอบแล้ว อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงผลของการแก้ไขกฎหมายที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งศาลต้องนำมาปรับใช้กับคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด นอกจากนี้ยังสะท้อนบทบาทของศาลในคดีผู้บริโภคที่มิได้จำกัดอยู่เพียงการวินิจฉัยตามข้ออ้างของคู่ความเท่านั้น แต่ศาลยังมีหน้าที่ตรวจสอบและยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปโดยถูกต้องและเป็นธรรม หลักการที่ปรากฏในคดีนี้จึงเป็นประโยชน์ทั้งต่อเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้รับจำนอง ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ตลอดจนผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายและการบังคับคดี เนื่องจากเป็นแนวทางสำคัญในการตีความและปรับใช้กฎหมายเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายระหว่างที่คดียังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในชั้นบังคับคดี โดยวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่ออสังหาริมทรัพย์ได้ถูกยึดและเข้าสู่กระบวนการบังคับคดีโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว การนำทรัพย์สินเดียวกันมายึดซ้ำอีกในภายหลังย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องเพิกถอนการยึด เนื่องจากขัดต่อหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการบังคับคดีและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขายทอดตลาด ทั้งเจ้าหนี้ ลูกหนี้ ผู้รับจำนอง และผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรักษาความเป็นระเบียบและความมั่นคงของระบบบังคับคดี รวมทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้แก่บุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินการของเจ้าพนักงานบังคับคดี ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังแสดงให้เห็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน คือ การที่ศาลต้องนำกฎหมายซึ่งมีผลใช้บังคับในระหว่างการพิจารณาคดีมาปรับใช้กับคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด เมื่อพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 ได้ยกเลิกบทบัญญัติที่กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณียึดหรืออายัดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ใช้กฎหมายฉบับใหม่ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าวอีกต่อไป แม้ว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะได้วินิจฉัยไว้ตามกฎหมายเดิมก็ตาม นอกจากนี้ คดียังตอกย้ำบทบาทของศาลในการคุ้มครองความถูกต้องของการบังคับใช้กฎหมาย โดยศาลสามารถยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้าง ทั้งนี้เพื่อให้คำพิพากษาสอดคล้องกับกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะที่ศาลมีคำวินิจฉัย และเพื่อมิให้ประชาชนต้องรับภาระหรือเสียสิทธิจากการบังคับใช้บทบัญญัติที่ถูกยกเลิกไปแล้ว หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมิได้มุ่งเพียงการวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างคู่ความเท่านั้น แต่ยังมุ่งรักษาความถูกต้องของการบังคับใช้กฎหมายและคุ้มครองประโยชน์สาธารณะควบคู่กันไป ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ ผู้รับจำนอง ผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดี ตลอดจนทนายความและผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย เพราะเป็นแนววินิจฉัยที่อธิบายทั้งหลักการห้ามยึดทรัพย์ซ้ำ หลักการใช้กฎหมายใหม่กับคดีที่ยังไม่ถึงที่สุด และอำนาจของศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเอง อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินกระบวนการบังคับคดีให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เป็นธรรม และสอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งถือเป็นสาระสำคัญที่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายและประชาชนผู้เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีควรศึกษาและทำความเข้าใจอย่างยิ่ง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8560/2568 ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว และมาตรา 3 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ยกเลิกตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2548 และให้ใช้ตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้าย พ.ร.บ.นี้แทน โดยตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มิได้บัญญัติความรับผิดค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณียึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ไม่มีการขายหรือจำหน่ายไว้ดังเช่นกฎหมายเดิม โจทก์จึงไม่มีความรับผิดต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีดังกล่าวอีก ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 400,000 บาท และให้ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 36,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 กรกฎาคม 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ชำระค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะส่งมอบรถคืนหรือใช้ราคาแทนแต่ไม่เกิน 20 เดือน และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10185 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์สินและให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10185 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้โจทก์ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติได้ว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ.1476/2556 ระหว่าง บริษัท ท. โจทก์ นางสาวกรรณิการ์. ที่ 1 กับพวก จำเลย ของศาลแขวงนครปฐม มีการบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดี สำนักงานบังคับคดีจังหวัดสมุทรปราการ โดยโจทก์ในคดีดังกล่าวนำยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10185 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์และจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้อง เพื่อออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่บริษัท ท. โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวโดยปลอดจำนอง มีผู้ร้องซึ่งเป็นผู้รับจำนองซื้อได้ในราคา 1,290,000 บาท ผู้ร้องได้ชำระราคาครบถ้วนแล้ว วันที่ 23 เมษายน 2561 เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือถึงเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี เรื่อง ขอให้จดทะเบียนระงับการจำนองแล้วโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้ซื้อ สำหรับคดีนี้วันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้การยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้เป็นการยึดซ้ำ ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 326 จึงต้องเพิกถอนการยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 10185 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่ง ประเด็นเกี่ยวกับการเพิกถอนการยึดทรัพย์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์คงอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวนร้อยละ 2 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดตามตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามคำสั่งศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายจำนวนร้อยละ 2 ของราคาทรัพย์สินที่ยึดตามตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือไม่ เห็นว่า ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มีผลใช้บังคับแล้ว และมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ยกเลิกตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2548 และให้ใช้ตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายพระราชบัญญัตินี้แทน โดยตาราง 5 ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีท้ายพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2568 มิได้บัญญัติความรับผิดค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณียึดหรืออายัดเงินหรืออายัดทรัพย์สินแล้ว ไม่มีการขายหรือจำหน่ายไว้ดังเช่นกฎหมายเดิม โจทก์จึงไม่มีความรับผิดต้องชำระค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีในกรณีดังกล่าวอีก ปัญหานี้เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป พิพากษาแก้เป็นว่า โจทก์ไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




