
| การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำหลังศาลวินิจฉัยแล้วทำได้หรือไม่ หลักผูกพันคำพิพากษาและฟ้องซ้ำในคดีบังคับคดีที่ดิน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำในประเด็นที่ศาลได้เคยวินิจฉัยชี้ขาดถึงที่สุดแล้ว รวมถึงผลผูกพันของคำพิพากษาต่อคู่ความและผู้สืบสิทธิ ตลอดจนขอบเขตของการอ้างสิทธิใหม่ในชั้นฎีกา โดยคดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญเรื่องความเด็ดขาดแห่งคดีและข้อห้ามฟ้องซ้ำ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรมและการบังคับคดี ข้อเท็จจริง คดีเริ่มจากศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ เมื่อจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงบังคับคดียึดที่ดินและบ้านที่มีชื่อบุคคลอื่นถือกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างว่าเป็นเจ้าของโดยสืบสิทธิจากบุคคลเดิมที่เคยอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์ดังกล่าวมาก่อน อย่างไรก็ตาม บุคคลดังกล่าวเคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์ในคดีเดิม และศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ คำวินิจฉัยรายประเด็น ประเด็นสำคัญคือคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องทั้งสามเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าบุคคลต้นสิทธิไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ ผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิจึงต้องผูกพันตามคำพิพากษานั้น การยื่นคำร้องใหม่โดยอ้างเหตุเดียวกันจึงเป็นการรื้อฟ้องในประเด็นเดิม เป็นฟ้องซ้ำต้องห้าม วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักผูกพันคำพิพากษาตามมาตรา 145 กำหนดให้คำพิพากษามีผลผูกพันคู่ความและผู้สืบสิทธิ การอ้างสิทธิในทรัพย์ที่ขัดกับคำพิพากษาเดิมจึงไม่อาจกระทำได้ อีกทั้งมาตรา 148 ห้ามมิให้ฟ้องซ้ำในประเด็นเดียวกัน การกระทำของผู้ร้องจึงขัดต่อหลักดังกล่าว เจตนารมณ์และแนวคำพิพากษา กฎหมายมุ่งป้องกันการฟ้องคดีซ้ำซ้อนและสร้างความแน่นอนให้คำพิพากษาถึงที่สุด ศาลฎีกายืนยันแนววินิจฉัยว่าผู้สืบสิทธิต้องผูกพันคำพิพากษาเดิม และไม่สามารถใช้คำพิพากษาในคดีอื่นที่ไม่ผูกพันคู่ความมาอ้างสิทธิได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องทั้งสาม โดยเห็นว่าไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม และเห็นว่าคำพิพากษาเดิมมีผลผูกพัน 3 ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าคำร้องเป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 เนื่องจากเป็นการอ้างเหตุเดียวกับคดีเดิม และผู้ร้องเป็นผู้สืบสิทธิต้องผูกพันตามมาตรา 145 จึงพิพากษายืน ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นถึงหลักความเด็ดขาดแห่งคดีและผลผูกพันของคำพิพากษาอย่างเคร่งครัด ผู้สืบสิทธิไม่อาจหลีกเลี่ยงผลของคำพิพากษาโดยอ้างเหตุเดิมซ้ำอีก การฟ้องคดีต้องอยู่ภายใต้หลักสุจริตและไม่ขัดต่อข้อห้ามฟ้องซ้ำ อันเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความมั่นคงของระบบยุติธรรม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยแล้วเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามหรือไม่ โดยศาลวินิจฉัยว่าผู้ร้องซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิต้องผูกพันคำพิพากษาเดิม และไม่อาจรื้อฟ้องใหม่ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ด้านล่างนี้คือ 2 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ฟ้องซ้ำ หมายถึงการนำประเด็นที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้วมาฟ้องใหม่โดยอาศัยเหตุเดียวกัน ซึ่งกฎหมายห้ามเพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน 2 ผลผูกพันคำพิพากษา หมายถึงคำพิพากษามีผลผูกพันคู่ความและผู้สืบสิทธิ ไม่อาจโต้แย้งในประเด็นเดิมได้อีก คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำในประเด็นที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้วสามารถกระทำได้หรือไม่ คำตอบ การยื่นคำร้องขัดทรัพย์ซ้ำในประเด็นที่ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่สามารถกระทำได้ เนื่องจากเป็นการฝ่าฝืนหลักห้ามฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ซึ่งกำหนดว่าเมื่อข้อพิพาทในประเด็นเดียวกันได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว คู่ความหรือผู้สืบสิทธิย่อมไม่อาจนำข้ออ้างหรือเหตุเดิมกลับมายื่นฟ้องหรือร้องขอใหม่ได้อีก ทั้งนี้เพื่อป้องกันการดำเนินคดีซ้ำซ้อนและรักษาความแน่นอนแห่งคำพิพากษา หากเปิดโอกาสให้มีการยื่นคำร้องซ้ำในลักษณะดังกล่าว ย่อมทำให้กระบวนการยุติธรรมขาดเสถียรภาพและเกิดภาระแก่ศาลโดยไม่จำเป็น ดังนั้นแม้ผู้ร้องจะพยายามอ้างเหตุหรือพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่หากยังคงอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริงเดิม ศาลย่อมมีอำนาจยกคำร้องได้ทันทีโดยไม่จำต้องวินิจฉัยเนื้อหาใหม่ 2 คำถาม ผู้สืบสิทธิของคู่ความสามารถโต้แย้งคำพิพากษาเดิมได้หรือไม่ คำตอบ ผู้สืบสิทธิของคู่ความไม่อาจโต้แย้งคำพิพากษาเดิมในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วได้ เนื่องจากมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งบัญญัติให้คำพิพากษามีผลผูกพันคู่ความและผู้สืบสิทธิในสิทธิแห่งคดีนั้นโดยตรง ผู้สืบสิทธิย่อมเข้ามาแทนที่เจ้าของสิทธิเดิมทั้งในส่วนของสิทธิและภาระผูกพันตามคำพิพากษา จึงไม่อาจอ้างเหตุใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงผลของคำพิพากษาได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เกิดการโอนสิทธิไปยังบุคคลอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงผลของคำพิพากษา อันจะเป็นการบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมและสร้างความไม่แน่นอนในระบบกฎหมาย 3 คำถาม การนำคำพิพากษาในคดีอื่นมาอ้างยืนยันสิทธิในคดีปัจจุบันทำได้หรือไม่ คำตอบ การนำคำพิพากษาในคดีอื่นมาอ้างยืนยันสิทธิในคดีปัจจุบันสามารถกระทำได้เฉพาะในกรณีที่คำพิพากษานั้นมีผลผูกพันคู่ความตามกฎหมาย หากคู่ความในคดีเดิมและคดีปัจจุบันไม่ใช่บุคคลเดียวกัน หรือมิได้มีฐานะเป็นผู้สืบสิทธิ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันตามมาตรา 145 และไม่อาจนำมาใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิได้โดยเด็ดขาด ทั้งนี้เนื่องจากหลักผูกพันคำพิพากษามุ่งคุ้มครองเฉพาะบุคคลที่มีส่วนได้เสียในคดีนั้นโดยตรง การอ้างคำพิพากษาที่ไม่ผูกพันจึงเป็นเพียงข้ออ้างทางพยานซึ่งศาลอาจรับฟังหรือไม่ก็ได้ และไม่สามารถใช้หักล้างคำพิพากษาที่มีผลผูกพันอยู่แล้ว 4 คำถาม การยกข้ออ้างเรื่องครอบครองปรปักษ์ในชั้นฎีกาที่ไม่เคยยกมาก่อนมีผลอย่างไร คำตอบ การยกข้ออ้างเรื่องครอบครองปรปักษ์ในชั้นฎีกาโดยที่ไม่เคยยกเป็นประเด็นในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์มาก่อน ถือเป็นการยกข้อใหม่ซึ่งอยู่นอกประเด็นแห่งคดี และไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจรับวินิจฉัย เนื่องจากกระบวนการพิจารณาคดีต้องเปิดโอกาสให้คู่ความอีกฝ่ายมีสิทธิแย้งและนำพยานหลักฐานมาหักล้างอย่างครบถ้วนตั้งแต่ชั้นต้น หากอนุญาตให้ยกข้อใหม่ในชั้นฎีกา จะเป็นการกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของอีกฝ่าย และทำให้กระบวนการยุติธรรมไม่เป็นธรรม หลักการดังกล่าวจึงมุ่งรักษาความเป็นระเบียบของกระบวนพิจารณาและความเสมอภาคของคู่ความ 5 คำถาม หลักห้ามฟ้องซ้ำมีวัตถุประสงค์และความสำคัญอย่างไรในระบบกฎหมาย คำตอบ หลักห้ามฟ้องซ้ำมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการดำเนินคดีในประเด็นเดียวกันซ้ำหลายครั้ง ซึ่งจะก่อให้เกิดภาระต่อศาลและสร้างความไม่แน่นอนแก่คู่ความ กฎหมายจึงกำหนดให้เมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ประเด็นนั้นย่อมสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด ไม่อาจนำมาฟ้องใหม่ได้อีก หลักการนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของระบบกฎหมาย เนื่องจากช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าคำพิพากษาจะมีผลเป็นที่สุด และลดโอกาสที่คู่ความจะใช้สิทธิในทางไม่สุจริตเพื่อยืดเยื้อคดี นอกจากนี้ยังช่วยให้การบังคับคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว 6 คำถาม การบังคับคดีและการยึดทรัพย์สามารถถูกโต้แย้งได้ในกรณีใดบ้าง คำตอบ การบังคับคดีและการยึดทรัพย์สามารถถูกโต้แย้งได้โดยบุคคลภายนอกที่อ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์นั้นดีกว่าเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โดยต้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การโต้แย้งดังกล่าวต้องตั้งอยู่บนสิทธิที่แท้จริงและไม่ขัดต่อคำพิพากษาที่มีผลผูกพันอยู่แล้ว หากปรากฏว่าศาลเคยวินิจฉัยในประเด็นสิทธินั้นมาก่อน การยื่นคำร้องใหม่ย่อมเป็นฟ้องซ้ำและไม่อาจรับฟังได้ หลักการนี้ช่วยป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมในทางที่ไม่เหมาะสม และคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับคดี 7 คำถาม คำพิพากษาถึงที่สุดมีผลผูกพันเพียงใดต่อคู่ความและบุคคลอื่น คำตอบ คำพิพากษาถึงที่สุดมีผลผูกพันคู่ความในคดีและผู้สืบสิทธิในสิทธิแห่งคดีนั้นโดยตรงตามมาตรา 145 โดยไม่จำกัดเฉพาะตัวบุคคลที่เข้าร่วมพิจารณาคดีเท่านั้น แต่รวมถึงบุคคลที่ได้รับสิทธิต่อเนื่องมาด้วย ผลผูกพันดังกล่าวครอบคลุมทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลได้วินิจฉัยแล้ว ทำให้ไม่สามารถนำประเด็นเดิมมาโต้แย้งใหม่ได้อีก หลักการนี้มีความสำคัญในการสร้างความแน่นอนและความมั่นคงในระบบกฎหมาย ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดข้อพิพาทซ้ำซ้อนในอนาคต 8 คำถาม การอ้างเหตุหรือพยานหลักฐานใหม่ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดสามารถเปลี่ยนผลคดีได้หรือไม่ คำตอบ การอ้างเหตุหรือพยานหลักฐานใหม่ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดโดยทั่วไปไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ หากยังคงเป็นประเด็นเดียวกับที่ศาลได้วินิจฉัยแล้ว เนื่องจากติดข้อห้ามฟ้องซ้ำและหลักผูกพันคำพิพากษา อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่มีกฎหมายเปิดช่อง เช่น การขอพิจารณาคดีใหม่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด อาจสามารถดำเนินการได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด มิใช่เพียงการนำข้ออ้างเดิมกลับมาใช้ซ้ำ ทั้งนี้เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นธรรมและความแน่นอนของคำพิพากษา การอธิบายหลักกฎหมาย ข้อ 1 ป พ พ มาตรา 1382 มาตรา 1382 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติหลักการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ กล่าวคือ บุคคลใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นโดยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้น หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของการครอบครองและสร้างความแน่นอนในสิทธิในทรัพย์ อย่างไรก็ตาม การอ้างสิทธิดังกล่าวต้องยกเป็นประเด็นในคดีตั้งแต่ต้น หากมิได้ยกขึ้นในคำร้องหรือคำให้การ ศาลจะไม่สามารถนำมาวินิจฉัยได้ในภายหลัง โดยเฉพาะในชั้นฎีกาซึ่งเป็นการพิจารณาเฉพาะข้อกฎหมาย ข้อ 2 ป วิ พ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีผลผูกพันคู่ความในคดีและผู้สืบสิทธิในสิทธิแห่งคดีนั้น หลักการนี้เป็นรากฐานสำคัญของความเด็ดขาดแห่งคดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการโต้แย้งสิทธิซ้ำซ้อนในประเด็นเดียวกัน ผู้สืบสิทธิย่อมอยู่ในฐานะเดียวกับเจ้าของสิทธิเดิม จึงต้องรับผลของคำพิพากษาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสีย หลักนี้ยังช่วยรักษาความมั่นคงของระบบกฎหมายและลดข้อพิพาทซ้ำ ข้อ 3 มาตรา 148 มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามมิให้ฟ้องคดีซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือคู่ความเดียวกันหรือผู้สืบสิทธิ และประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน การฟ้องซ้ำถือเป็นการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริต และก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบยุติธรรม กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลยกฟ้องทันทีเมื่อปรากฏว่าเป็นฟ้องซ้ำ หลักนี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความแน่นอนและป้องกันการใช้สิทธิในทางที่ไม่เหมาะสม
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2252/2559 จ. เคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์อ้างเหตุว่า ที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของ จ. โดยซื้อมาจาก ส. แต่ใส่ชื่อ อ. บิดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่ จ. นำสืบฟังไม่ได้ว่า จ. เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด ถือว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่า จ. มิใช่เจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือ จ. และโจทก์รวมทั้งผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของ จ. ในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขัดทรัพย์คดีนี้อ้างเหตุว่า จ. เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทโดยซื้อมาจาก ส. แต่ใส่ชื่อ อ. ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนอีกย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 23,355,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 22,982,875 บาท นับแต่วันที่ 12 มีนาคม 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 7 เมษายน 2536) ต้องไม่เกิน 255,015 บาท และให้ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 12648 ตำบลพระโขนง อำเภอพระโขนง กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 126 ตารางวา ซึ่งมีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้อื่นพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การขอให้ยกคำร้องขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองคดีขัดกัน ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะให้ถือเอาตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 146 พิพากษากลับ ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้น ยกอุทธรณ์ผู้ร้องทั้งสาม ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งสำนวนคดีนี้และสำนวนที่เกี่ยวข้องไปศาลฎีกา เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่ผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ ศาลฎีกามีคำสั่งว่า แม้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องทั้งสามกล่าวอ้างในคดีหลังได้วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนายจำเริญ แต่โจทก์มิใช่คู่ความในคดีนี้ดังกล่าว คำพิพากษาในคดีหลังจึงไม่ผูกพันโจทก์ เมื่อผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นคู่ความในคดีนี้เป็นผู้สืบสิทธิของนายจำเริญ ผู้ร้องทั้งสามจึงไม่ใช่บุคคลภายนอกคดีที่จะอ้างคำพิพากษาคดีหลังเพื่อพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์และนายจำเริญได้ ผู้ร้องทั้งสามต้องผูกพันผลตามคำพิพากษาในคดีนี้ที่ว่า ที่ดินพิพาทมิใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของนายจำเริญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งและวรรคสอง (2) กรณีมิใช่คำพิพากษาศาลฎีกาขัดกัน จึงคืนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาต่อไปตามรูปคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องทั้งสามว่า คำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้องทั้งสามเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่ เห็นว่า นายจำเริญเคยยื่นคำร้องขัดทรัพย์โดยอ้างเหตุว่าที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึดเป็นกรรมสิทธิ์ของนายจำเริญโดยซื้อมาจากนายสุรพล แต่จดทะเบียนใส่ชื่อนายอุดม บิดาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน โจทก์ให้การว่า นายจำเริญมิได้เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด ที่ดินและบ้านดังกล่าวเป็นของนายอุดม นายจำเริญอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านโดยอาศัยสิทธิของนายอุดม คดีถึงที่สุดโดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานที่นายจำเริญนำสืบฟังไม่ได้ว่านายจำเริญมิใช่เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด นายจำเริญเข้าอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านโดยอาศัยสิทธิของนายอุดมผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านดังกล่าวตามคำพิพากษาศาลฎีกา ถือได้ว่าศาลฎีกาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้วว่านายจำเริญมิใช่เจ้าของที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึด ผลของคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความคือนายจำเริญและโจทก์ รวมทั้งผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสิทธิของนายจำเริญในฐานะทายาทผู้รับพินัยกรรม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องทั้งสามจะโต้เถียงเป็นอย่างอื่นว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของนายอุดมอีกหาได้ไม่ แม้คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6663/2546 ในคดีหลังได้วินิจฉัยว่า นายจำเริญเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท แต่ศาลฎีกามีคำสั่งชี้ขาดคดีแล้วว่า โจทก์มิใช่คู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหลังจึงไม่ผูกพันโจทก์ ดังนั้น การที่ผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขัดทรัพย์เป็นคดีนี้ โดยอ้างเหตุเป็นอย่างเดียวกันว่านายจำเริญเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทโดยซื้อมาจากนายสุรพล แต่จดทะเบียนใส่ชื่อนายอุดมถือกรรมสิทธิ์ไว้แทนอีก ย่อมเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องทั้งสามจึงเป็นฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสามนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของผู้ร้องทั้งสามที่ว่า ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินและบ้านพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลาเกินกว่าสิบปีแล้ว ผู้ร้องทั้งสามจึงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินและบ้านพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 นั้น เห็นว่า ผู้ร้องทั้งสามตั้งประเด็นในคำร้องว่า นายจำเริญได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินและบ้านพิพาทให้แก่ผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ไม่อาจนำยึดที่ดินและบ้านดังกล่าวอันเป็นการโต้แย้งสิทธิของผู้ร้องทั้งสามได้ ไม่มีประเด็นว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามโดยการครอบครองปรปักษ์หรือไม่ ฎีกาของผู้ร้องทั้งสามในข้อนี้จึงเป็นเรื่องนอกคำร้องนอกประเด็น และถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง เดิม ซึ่งใช้บังคับขณะยื่นฟ้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องทั้งสามอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|



