
| ศาลสั่งปิดหมายแต่เจ้าหน้าที่นำหมายใส่ตู้รับจดหมาย การส่งหมายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่
บทนำ คำถามสำคัญในทางปฏิบัติของการดำเนินคดีคือ เมื่อศาลมีคำสั่งให้ส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดแก่คู่ความโดยวิธี “ปิดหมาย” เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายจะนำเอกสารดังกล่าวไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายแทนการนำไปปิดไว้ในที่เปิดเผยได้หรือไม่ และหากดำเนินการเช่นนั้นแล้วจะถือว่าการส่งหมายมีผลโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ประเด็นนี้มีความสำคัญโดยตรงต่อสิทธิของคู่ความ เพราะวัตถุประสงค์ของการส่งหมายมิใช่เพียงการนำเอกสารไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องดำเนินการตามวิธีที่ศาลมีคำสั่ง เพื่อให้ผู้ถูกส่งหมายมีโอกาสทราบว่ามีคำร้องหรือหมายนัดจากศาลและสามารถเข้ามาใช้สิทธิในกระบวนพิจารณาได้ ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดไต่สวนแก่ผู้คัดค้านที่ ๑ โดยวิธีปิดหมาย แต่เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายกลับนำเอกสารไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายบริเวณชั้นล่างของอาคาร ทั้งที่ห้องพักของผู้คัดค้านที่ ๑ อยู่ชั้นที่ ๕ ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการปิดหมายตามคำสั่งศาลหรือไม่ และหากเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ศาลมีอำนาจเพิกถอนและให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ได้หรือไม่ สาระสำคัญที่สุดของคดี เมื่อศาลมีคำสั่งให้ “ปิดหมาย” เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามวิธีที่ศาลสั่ง โดยการปิดหมายต้องเป็นการปิดไว้ในที่เปิดเผย แลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกส่งหมายทราบว่ามีเอกสารหรือหมายจากศาล การนำหมายไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายแทนจึงมิใช่การปิดหมายตามคำสั่งศาล และถือว่าการส่งหมายนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากความผิดระเบียบดังกล่าวทำให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่ขั้นตอนการส่งหมาย แล้วให้ส่งหมายและดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยถูกต้องได้ คำถามที่น่าสนใจ 1. ศาลสั่งให้ปิดหมาย แต่เจ้าหน้าที่นำหมายใส่ตู้รับจดหมาย ถือว่าส่งหมายโดยชอบหรือไม่ 2. การปิดหมายที่ถูกต้องต้องดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ผู้ถูกส่งหมายมีโอกาสทราบถึงหมายศาล 3. หากการส่งหมายไม่ชอบ ศาลสามารถเพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้ดำเนินการใหม่ได้หรือไม่ 4. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งหมาย ผู้ร้องยื่นคำแถลงขอให้ศาลอนุญาตส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดไต่สวนแก่ผู้คัดค้านที่ ๑ โดยวิธีปิดหมาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามที่ผู้ร้องขอ เมื่อศาลมีคำสั่งเช่นนั้น วิธีการส่งหมายที่ได้รับอนุญาตจึงเป็นการ “ปิดหมาย” แต่เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายมิได้นำสำเนาคำร้องและหมายนัดไปปิดตามคำสั่ง กลับนำเอกสารดังกล่าวไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายบริเวณชั้นล่างของอาคาร ขณะที่ห้องพักของผู้คัดค้านที่ ๑ อยู่บริเวณชั้นที่ ๕ ของอาคาร นอกจากปัญหาเกี่ยวกับวิธีการส่งหมายแล้ว ยังมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในคดี กล่าวคือ บิดาของผู้ร้องเป็นพี่ชายของมารดาผู้คัดค้านที่ ๑ ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๑ จึงมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกัน ศาลฎีกานำพฤติการณ์ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่าไม่ทราบที่อยู่ที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ ๑ และนำที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรมาใช้ในการส่งหมาย โดยเห็นว่าข้ออ้างดังกล่าวไม่มีเหตุผลอันสมควร และมีพฤติการณ์ในลักษณะมุ่งมิให้ผู้คัดค้านที่ ๑ ทราบเรื่องและเข้ามาคัดค้านในคดี 2. คำวินิจฉัยเรื่องการปิดหมายและการใส่หมายในตู้รับจดหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยถึงความหมายของคำว่า “ปิดหมาย” โดยพิจารณาว่า ไม่ว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวจะเป็นภูมิลำเนาของผู้คัดค้านที่ ๑ หรือไม่ การปิดหมายมีความหมายในตัวว่าต้องนำหมายไปปิดไว้ในที่เปิดเผย แลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อให้ผู้ถูกปิดหมายมีโอกาสทราบว่ามีคำร้องและหมายนัดจากศาล สาระสำคัญจึงมิได้อยู่เพียงว่ามีการนำเอกสารไปถึงอาคารหรือสถานที่ที่ใช้ส่งหมายแล้วหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติตามวิธีที่ศาลมีคำสั่งหรือไม่ เมื่อศาลสั่งให้ปิดหมาย เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการในลักษณะของการปิดหมาย ไม่อาจเปลี่ยนวิธีการเป็นการนำเอกสารไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายได้ การนำสำเนาคำร้องและหมายนัดไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายบริเวณชั้นล่างของอาคารแทนการปิดหมาย จึงเป็นการดำเนินการขัดต่อคำสั่งศาล และการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดแก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ต้องถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นความสำคัญของวิธีการปิดหมายว่า ต้องดำเนินการในลักษณะที่ทำให้หมายอยู่ในที่เปิดเผยและสามารถแลเห็นได้ชัดและง่าย เพราะวัตถุประสงค์สำคัญคือการเปิดโอกาสให้ผู้ถูกส่งหมายทราบว่ามีกระบวนพิจารณาของศาลที่เกี่ยวข้องกับตน ดังนั้น ในกรณีที่ศาลอนุญาตให้ปิดหมาย การนำหมายไป “ใส่” หรือ “หย่อน” ลงในตู้รับจดหมายจึงไม่อาจถือเป็นการปิดหมายตามคำสั่งศาลได้ และเป็นการส่งหมายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 3. การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและกำหนด ๘ วัน นอกจากปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของการส่งหมายแล้ว คดียังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๒ ยกข้อต่อสู้ว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเกินกำหนดระยะเวลา ๘ วัน ศาลฎีกาวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นเองว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเกิดขึ้น และความผิดระเบียบนั้นทำให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม การที่ศาลสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจของศาลเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แม้เรื่องจะเริ่มต้นจากการที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของศาลที่จะใช้อำนาจของตนเองเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการส่งหมายที่ไม่ชอบ ให้ดำเนินการส่งหมายใหม่โดยถูกต้อง และดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามกฎหมายได้ หลักกฎหมายในส่วนนี้มีความสัมพันธ์โดยตรงกับหลักความยุติธรรมในกระบวนพิจารณา กล่าวคือ เมื่อจุดเริ่มต้นของกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับคู่ความฝ่ายหนึ่งเกิดจากการส่งหมายที่ไม่ชอบ และความผิดระเบียบนั้นทำให้บุคคลดังกล่าวไม่มีโอกาสทราบถึงกระบวนพิจารณา ศาลย่อมสามารถแก้ไขความผิดระเบียบโดยเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ได้รับผลกระทบและให้ดำเนินการใหม่โดยถูกต้อง 4. วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ หลักสำคัญประการแรกคือ การส่งหมายต้องเป็นไปตามวิธีที่ศาลมีคำสั่ง เมื่อศาลอนุญาตให้ใช้วิธีปิดหมาย เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายจึงไม่มีอำนาจเปลี่ยนวิธีการดังกล่าวเป็นการนำหมายใส่ตู้รับจดหมาย เพราะลักษณะของการกระทำทั้งสองแตกต่างกันในสาระสำคัญ การปิดหมายต้องทำให้เอกสารอยู่ในที่เปิดเผย แลเห็นได้ชัดและง่าย ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้ผู้ถูกส่งหมายมีโอกาสทราบถึงคำร้องและหมายนัดจากศาล หากนำเอกสารเข้าไปไว้ในตู้รับจดหมาย ย่อมมิใช่ลักษณะของการปิดไว้ในที่เปิดเผยตามความหมายของการปิดหมายที่ศาลฎีกาวางหลักไว้ หลักสำคัญประการที่สองคือ ความผิดพลาดในการส่งหมายอาจมิใช่เพียงข้อบกพร่องทางรูปแบบ หากความผิดพลาดนั้นส่งผลต่อโอกาสของคู่ความในการทราบถึงคดีและเข้ามาใช้สิทธิในกระบวนพิจารณา ความผิดระเบียบดังกล่าวย่อมเกี่ยวข้องโดยตรงกับความยุติธรรมในการดำเนินคดี หลักสำคัญประการที่สามคือ อำนาจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อศาลไต่สวนแล้วเห็นเองว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและทำให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลสามารถใช้อำนาจของตนแก้ไขความผิดระเบียบนั้นได้ แม้เรื่องจะเริ่มต้นจากคำร้องของคู่ความก็ตาม แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงเชื่อมโยงหลักสองประการเข้าด้วยกัน คือ ความเคร่งครัดในการปฏิบัติตามคำสั่งเกี่ยวกับการส่งหมาย และอำนาจของศาลในการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเมื่อความผิดนั้นกระทบต่อความยุติธรรมของกระบวนพิจารณา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบซึ่งทำให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม และใช้อำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่ขั้นตอนการส่งหมายที่ไม่ชอบ ให้ดำเนินการส่งหมายใหม่และดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ 2. ศาลอุทธรณ์ ข้อความที่กำหนดมาไม่ได้ระบุรายละเอียดผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไว้ จึงไม่อาจระบุผลคำพิพากษาเพิ่มเติมได้ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการนำสำเนาคำร้องและหมายนัดไปใส่ตู้รับจดหมายแทนการปิดหมายเป็นการขัดต่อคำสั่งศาล การส่งหมายจึงไม่ชอบ และเมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่ากระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบทำให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลย่อมมีอำนาจตามมาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การส่งหมายเป็นขั้นตอนสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิของคู่ความในการรับทราบและเข้าร่วมกระบวนพิจารณา เมื่อศาลกำหนดวิธีส่งหมายไว้โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายต้องปฏิบัติตามวิธีนั้นโดยเคร่งครัด การเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินการจาก “ปิดหมาย” เป็น “ใส่หมายในตู้รับจดหมาย” มิใช่เพียงความแตกต่างในรายละเอียด แต่เป็นการไม่ปฏิบัติตามวิธีที่ศาลมีคำสั่ง การปิดหมายต้องมีลักษณะเปิดเผย แลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อให้ผู้ถูกส่งหมายมีโอกาสทราบถึงหมายศาล หากวิธีการที่ใช้ไม่เป็นไปตามลักษณะดังกล่าวและขัดต่อคำสั่งศาล การส่งหมายนั้นย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อความผิดระเบียบในการส่งหมายส่งผลให้กระบวนพิจารณาไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลย่อมมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ที่จะเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่ขั้นตอนการส่งหมาย และให้ดำเนินการใหม่โดยถูกต้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า เมื่อศาลมีคำสั่งให้ “ปิดหมาย” การที่เจ้าหน้าที่นำหมายไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายแทน จะถือว่าเป็นการส่งหมายโดยชอบหรือไม่ และหากการส่งหมายไม่ชอบจนทำให้กระบวนพิจารณาไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลจะมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวได้หรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ในเรื่องอำนาจของศาลในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ ๒ ข้อความ 1. ปิดหมาย เมื่อศาลสั่งให้ปิดหมาย ต้องดำเนินการโดยนำหมายไปปิดไว้ในที่เปิดเผย แลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อให้ผู้ถูกส่งหมายมีโอกาสทราบว่ามีหมายจากศาล การนำหมายใส่ตู้รับจดหมายแทนไม่ถือเป็นการปิดหมายตามคำสั่งศาล 2. เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เมื่อการส่งหมายไม่ชอบและทำให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและให้ดำเนินการใหม่โดยถูกต้องได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ศาลสั่งให้ปิดหมาย แต่เจ้าหน้าที่นำหมายใส่ตู้รับจดหมาย ถือว่าส่งหมายถูกต้องหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือว่าเป็นการปิดหมายตามคำสั่งศาล เพราะการปิดหมายต้องนำหมายไปปิดไว้ในที่เปิดเผย แลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อให้ผู้ถูกส่งหมายมีโอกาสทราบว่ามีหมายจากศาล การนำหมายไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายแทนการปิดหมายจึงเป็นการดำเนินการขัดต่อคำสั่งศาล และถือว่าการส่งหมายนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2. คำถาม เหตุใดการใส่หมายในตู้รับจดหมายจึงไม่ถือเป็นการปิดหมาย คำตอบ เพราะลักษณะสำคัญของการปิดหมายคือการนำหมายไปปิดไว้ในที่เปิดเผยและแลเห็นได้ชัดและง่าย การนำหมายเข้าไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายจึงแตกต่างจากวิธีการปิดหมายตามคำสั่งศาล และไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการปิดหมายที่ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ถูกส่งหมายทราบว่ามีคำร้องหรือหมายนัดจากศาล 3. คำถาม หากส่งหมายไม่ชอบ สามารถขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ คำตอบ หากการส่งหมายที่ไม่ชอบก่อให้เกิดกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและทำให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่ขั้นตอนการส่งหมาย แล้วให้ดำเนินการส่งหมายและกระบวนพิจารณาใหม่โดยถูกต้องได้ 4. คำถาม ถ้ามีการยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาเกิน ๘ วัน ศาลยังสามารถเพิกถอนได้หรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้มีการยกข้อต่อสู้ว่าผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องเกินกำหนด ๘ วัน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นเองว่ามีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและทำให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม การเพิกถอนดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจของศาลเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง แม้เรื่องจะเริ่มจากคำร้องของผู้คัดค้านที่ ๑ ก็ไม่ตัดอำนาจของศาลในการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๓๓๒/๒๕๖๒ ข้อเท็จจริงและปัญหาเรื่องการปิดหมาย ผู้ร้องยื่นคำแถลงขอให้ศาลอนุญาตให้ส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดไต่สวนแก่ผู้คัดค้านที่ ๑ โดยวิธี ปิดหมาย และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตตามขอ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายมิได้ดำเนินการโดยวิธีปิดหมายตามคำสั่งศาล แต่กลับนำสำเนาคำร้องและหมายนัดไต่สวนไป ใส่ไว้ในตู้รับจดหมายบริเวณชั้นล่างของอาคาร ทั้งที่ห้องพักของผู้คัดค้านที่ ๑ อยู่บริเวณชั้นที่ ๕ ของอาคาร ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ว่าบ้านเลขที่ดังกล่าวจะเป็นภูมิลำเนาของผู้คัดค้านที่ ๑ หรือไม่ก็ตาม การ “ปิดหมาย” มีความหมายในตัวว่าต้องนำหมายไปปิดไว้ในที่เปิดเผย แลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อให้ผู้ถูกส่งหมายมีโอกาสทราบว่ามีคำร้องและหมายนัดจากศาล การที่เจ้าหน้าที่นำสำเนาคำร้องและหมายนัดไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายแทนการปิดหมายตามที่ศาลมีคำสั่ง จึงเป็นการดำเนินการ ขัดต่อคำสั่งศาล และถือว่าการส่งสำเนาคำร้องและหมายนัดแก่ผู้คัดค้านที่ ๑ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พฤติการณ์เกี่ยวกับการส่งหมาย ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า บิดาของผู้ร้องเป็นพี่ชายของมารดาผู้คัดค้านที่ ๑ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๑ มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกัน ศาลฎีกาจึงพิจารณาประกอบพฤติการณ์ดังกล่าวว่า ข้ออ้างของผู้ร้องที่ว่าไม่ทราบที่อยู่ที่แท้จริงของผู้คัดค้านที่ ๑ และนำที่อยู่ตามทะเบียนราษฎรมาใช้ในการส่งหมายนั้นไม่มีเหตุผลอันสมควร และมีพฤติการณ์ในลักษณะมุ่งมิให้ผู้คัดค้านที่ ๑ ทราบเรื่องและเข้ามาคัดค้านในคดี ประเด็นการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๒๗ ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ ๒ ยกข้อต่อสู้ว่า ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ เกินกำหนดระยะเวลา ๘ วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ศาลฎีกาวินิจฉัยในสาระสำคัญว่า เมื่อศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนแล้วเห็นเองว่า มีกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบเกิดขึ้น และความผิดระเบียบนั้นทำให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม การที่ศาลสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาดังกล่าวย่อมเป็น การใช้อำนาจของศาลเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้เรื่องจะเริ่มต้นขึ้นจากการที่ผู้คัดค้านที่ ๑ ยื่นคำร้องขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ก็ไม่เป็นการตัดอำนาจของศาลที่จะใช้อำนาจของตนเองเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าว ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณา ตั้งแต่ขั้นตอนการส่งหมายที่ไม่ชอบ และให้ดำเนินการส่งหมายใหม่โดยถูกต้อง ตลอดจนดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตามกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญจากคำพิพากษา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๓๓๒/๒๕๖๒ วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการส่งหมายและการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบไว้ ๒ ประการ คือ ๑. การปิดหมายต้องดำเนินการตามวิธีที่ศาลสั่ง เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ “ปิดหมาย” เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายต้องนำหมายไปปิดไว้ในที่เปิดเผย แลเห็นได้ชัดและง่าย เพื่อให้ผู้ถูกส่งหมายมีโอกาสทราบว่ามีหมายจากศาล การนำหมายไป ใส่หรือหย่อนลงในตู้รับจดหมาย มิใช่การปิดหมายตามคำสั่งศาล และถือเป็นการส่งหมายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ๒. ศาลมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ หากการส่งหมายที่ไม่ชอบทำให้คู่ความไม่มีโอกาสทราบถึงกระบวนพิจารณาและส่งผลให้การดำเนินคดีไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลสามารถใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ วรรคหนึ่ง เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่ขั้นตอนการส่งหมาย และให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่โดยชอบได้ สรุป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๓๓๒/๒๕๖๒ จึงวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อศาลสั่งให้ปิดหมาย การที่เจ้าหน้าที่ผู้ส่งหมายนำหมายไปใส่ไว้ในตู้รับจดหมายแทนการปิดหมาย ย่อมไม่เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งศาล และการส่งหมายนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากการส่งหมายดังกล่าวเป็นเหตุให้ผู้ถูกส่งหมายไม่ทราบถึงคดีหรือไม่มีโอกาสเข้ามาดำเนินกระบวนพิจารณา ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ และให้ดำเนินการส่งหมายรวมทั้งกระบวนพิจารณาที่เกี่ยวข้องใหม่โดยถูกต้องได้ หลักที่นำไปใช้อ้างอิงได้โดยตรง: “ศาลสั่งให้ปิดหมาย แต่เจ้าหน้าที่นำหมายไปใส่ในตู้รับจดหมาย ไม่ถือเป็นการปิดหมายตามคำสั่งศาล การส่งหมายดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
|



