
| ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยไม่รับรองให้อุทธรณ์ก่อนมีผลอย่างไร ศาลอุทธรณ์ต้องยกอุทธรณ์หรือเพิกถอนคำสั่งเพื่อให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ โดยเฉพาะกรณีที่กฎหมายกำหนดให้การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจะกระทำได้ต่อเมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้เท่านั้น ประเด็นสำคัญของคดีไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของข้อพิพาทเรื่องการขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ หากแต่อยู่ที่ความชอบด้วยกฎหมายของขั้นตอนการรับอุทธรณ์ เมื่อจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์พร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งเพียงว่า สั่งในอุทธรณ์แล้ว และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ต่อไปโดยมิได้วินิจฉัยว่าจะรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์เสียก่อน จึงเกิดปัญหาว่าคำสั่งดังกล่าวมีผลเป็นการไม่รับรองให้อุทธรณ์หรือเป็นเพียงความผิดพลาดในกระบวนพิจารณา ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวเป็นเพียงการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิใช่การมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ จึงยังไม่อาจถือได้ว่าการอุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่รับขึ้นมาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แนวทางที่ถูกต้องคือเพิกถอนกระบวนพิจารณาในส่วนที่ผิดระเบียบและส่งเรื่องกลับไปให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์เสียใหม่ให้ถูกต้องก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ต่อไป ทั้งหมดเป็นการตอกย้ำหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มุ่งให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย โดยยืนยันว่าความผิดพลาดของศาลในเรื่องขั้นตอนซึ่งยังสามารถแก้ไขได้ ไม่ควรส่งผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความเกินสมควร และต้องแก้ไขให้ถูกต้องตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้ สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 พร้อมส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย รวมทั้งขอให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาทโดยสมบูรณ์ ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินทั้งสองแปลง พร้อมให้ส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ และกำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากที่ดินพิพาทเสร็จสิ้น ทั้งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ต่อมาจำเลยอุทธรณ์คำพิพากษา และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย พร้อมคืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้เป็นพับ ก่อนที่จำเลยจะได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อศาลฎีกาในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความชอบด้วยกระบวนพิจารณาในการรับอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย แม้คดีจะเริ่มต้นจากการฟ้องขับไล่ออกจากอสังหาริมทรัพย์ แต่ประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมิใช่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดิน หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินกระบวนพิจารณา กล่าวคือ เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์แล้ว ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งในคำร้องเพียงว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยโดยมิได้มีคำสั่งรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์เสียก่อน จึงเกิดปัญหาว่าคำสั่งดังกล่าวจะถือได้หรือไม่ว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจไม่รับรองให้อุทธรณ์แล้ว หรือเป็นเพียงความผิดพลาดในกระบวนพิจารณาซึ่งยังสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามกฎหมาย อันเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ทั้งหมด เหตุผลที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงเป็นคดีที่กฎหมายจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ดังนั้น เมื่อจำเลยได้ยื่นคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์พร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นย่อมมีหน้าที่ต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่าจะรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพียงว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" ก่อนจะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย และตลอดกระบวนการดังกล่าวไม่มีข้อความใดแสดงให้เห็นว่าผู้พิพากษาได้พิจารณาและมีคำสั่งรับรองว่าคดีมีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดแจ้ง ศาลฎีกาวางหลักว่าความผิดพลาดดังกล่าวเป็นการผิดระเบียบ มิใช่การไม่รับรองให้อุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์ หากแต่กลับสั่งรับอุทธรณ์ไปก่อนนั้น แม้จะไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่เป็นเพียงการมีคำสั่งโดยผิดหลงและเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความยุติธรรม จึงมีลักษณะเป็นการผิดระเบียบในการพิจารณาคดี มิใช่การใช้ดุลพินิจมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้จึงยังไม่อาจถือได้ว่าคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ของจำเลยได้รับการวินิจฉัยแล้ว หรือถือได้ว่าการรับอุทธรณ์เป็นการรับขึ้นมาโดยไม่ชอบตามกฎหมาย เพราะขั้นตอนสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ผู้พิพากษาต้องวินิจฉัยก่อนนั้นยังมิได้เกิดขึ้นเลย การแก้ไขจึงต้องย้อนกลับไปยังจุดที่เกิดความผิดพลาด เพื่อให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้ครบถ้วนเสียก่อน แล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ต่อไป วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การวางหลักเกี่ยวกับผลของการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะมิได้มีคำสั่งรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ก่อนมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ซึ่งไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย แต่การกระทำดังกล่าวมิใช่การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์แล้ว หากเป็นเพียงการละเลยขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดและมีคำสั่งไปโดยผิดหลง จึงยังไม่อาจตีความว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์แล้ว การตีความเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากถือว่าผู้พิพากษามีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ ย่อมส่งผลให้สิทธิในการอุทธรณ์ของคู่ความสิ้นสุดลงทันที ทั้งที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้พิพากษายังมิได้วินิจฉัยคำร้องดังกล่าวเลย ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับเนื้อหาของคำสั่งมากกว่าการสันนิษฐานจากพฤติการณ์ โดยถือว่าการที่ไม่มีคำสั่งรับรองหรือไม่รับรองโดยชัดแจ้ง ย่อมหมายความว่าขั้นตอนดังกล่าวยังไม่เสร็จสิ้น และต้องดำเนินการให้ครบถ้วนเสียก่อนจึงจะดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ต่อไปได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ จากเหตุผลของศาลฎีกาแสดงให้เห็นว่าบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นต้องรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ก่อน มิได้เป็นเพียงพิธีการทางเทคนิค แต่เป็นกลไกที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อควบคุมการอุทธรณ์ในคดีที่กฎหมายจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง การดำเนินการดังกล่าวจึงเป็นขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนก่อนที่อุทธรณ์จะเข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว ศาลฎีกาก็มิได้ถือว่าความบกพร่องนั้นทำให้คู่ความต้องสูญเสียสิทธิในการอุทธรณ์ หากแต่ถือว่าเป็นความผิดพลาดของกระบวนพิจารณาซึ่งสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งให้การดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของคู่ความ มิให้คู่ความได้รับผลเสียจากความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของศาล หากยังสามารถแก้ไขให้กลับเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ เหตุที่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยกอุทธรณ์ของจำเลยทั้งที่ยังไม่มีการดำเนินขั้นตอนรับรองให้อุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อน ทั้งที่ข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นมิใช่ผลจากการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เกิดจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ก่อนสั่งรับอุทธรณ์ การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์จึงตั้งอยู่บนกระบวนพิจารณาที่ไม่สมบูรณ์ เมื่อความผิดพลาดดังกล่าวเป็นเพียงการผิดระเบียบในการพิจารณา ศาลอุทธรณ์จึงควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาในส่วนที่ไม่ชอบและให้ศาลชั้นต้นดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเสียใหม่ มากกว่าการพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย การวินิจฉัยของศาลฎีกาจึงเป็นการแก้ไขความผิดพลาดของกระบวนพิจารณาให้กลับเข้าสู่ลำดับขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด โดยมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินของคู่ความแต่อย่างใด หลักกฎหมายที่ได้รับจากคำพิพากษานี้ คำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า หากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โดยยังมิได้มีคำสั่งรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมไม่อาจถือว่าผู้พิพากษาได้มีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์โดยปริยาย และไม่อาจถือได้ว่าการรับอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นเหตุให้สิทธิของคู่ความสิ้นสุดลงทันที ความบกพร่องดังกล่าวเป็นเพียงการผิดระเบียบในการพิจารณาคดีอันเกิดจากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความยุติธรรม วิธีการแก้ไขที่ถูกต้องจึงต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น แล้วส่งเรื่องกลับไปให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นวินิจฉัยคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ให้ถูกต้องเสียก่อน เมื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวแล้ว จึงดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ต่อไปตามลำดับ ขั้นตอนเช่นนี้เป็นการรักษาทั้งความถูกต้องของกระบวนพิจารณาและสิทธิของคู่ความให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ทุกประการ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 และให้ส่งมอบที่ดินคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย พร้อมกำหนดให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาทแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย พร้อมให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้เป็นพับ โดยมิได้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่เกิดจากการที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นยังมิได้มีคำสั่งรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์ก่อนสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์และคำสั่งรับอุทธรณ์ลงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ทั้งหมด พร้อมให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องและสำนวนไปยังผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีเพื่อพิจารณาว่าจะรับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ แล้วจึงดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ทั้งให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิจารณาเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วแต่กรณี สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า ขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อรับรองสิทธิในการอุทธรณ์มิใช่เพียงพิธีการ หากเป็นเงื่อนไขที่ศาลต้องปฏิบัติให้ครบถ้วนก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โดยยังมิได้วินิจฉัยคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อข้อบกพร่องดังกล่าวเกิดจากการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล มิใช่ความบกพร่องของคู่ความ ศาลย่อมต้องแก้ไขโดยเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและให้ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง แทนที่จะปล่อยให้คู่ความสูญเสียสิทธิในการอุทธรณ์เพราะความผิดพลาดของศาล หลักที่ศาลฎีกาวางไว้จึงเป็นการสร้างดุลยภาพระหว่างการเคร่งครัดต่อบทบัญญัติของกฎหมายกับการคุ้มครองสิทธิของคู่ความ โดยยืนยันว่าการรักษาความยุติธรรมในกระบวนพิจารณาย่อมมีความสำคัญควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย และเมื่อความผิดพลาดยังสามารถแก้ไขได้ ศาลต้องเลือกวิธีที่ทำให้กระบวนพิจารณากลับคืนสู่ความถูกต้องตามกฎหมายมากกว่าการตัดสิทธิของคู่ความโดยอาศัยความบกพร่องทางกระบวนพิจารณาที่เกิดจากศาลเอง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์โดยยังมิได้มีคำสั่งรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด จะถือว่าเป็นการไม่รับรองให้อุทธรณ์แล้วหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าวเป็นเพียงการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ มิใช่การมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ จึงต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ให้ถูกต้องก่อนดำเนินการต่อไป สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป การรับรองให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 หลักกฎหมายกำหนดว่า ในคดีที่กฎหมายจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นต้องพิจารณาและมีคำสั่งรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ก่อน จึงจะดำเนินกระบวนการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ การมีคำสั่งรับอุทธรณ์โดยยังมิได้วินิจฉัยคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ ไม่อาจถือว่าเป็นการไม่รับรองให้อุทธรณ์โดยปริยาย การผิดระเบียบในการพิจารณาคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความยุติธรรม แม้จะเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากเป็นเพียงความผิดหลงในการดำเนินกระบวนพิจารณา ศาลต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและให้ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง มิใช่ถือว่าคู่ความเสียสิทธิในกระบวนพิจารณาไปแล้ว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยยังไม่ได้มีคำสั่งรับรองให้อุทธรณ์ ถือว่าเป็นการไม่รับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ คำตอบ ไม่ถือว่าเป็นการไม่รับรองให้อุทธรณ์ เพราะการรับรองให้อุทธรณ์เป็นดุลพินิจที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นต้องพิจารณาและมีคำสั่งโดยชัดแจ้งตามที่กฎหมายกำหนด หากข้อเท็จจริงปรากฏเพียงว่าผู้พิพากษามีคำสั่งในคำร้องว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" และต่อมามีคำสั่งรับอุทธรณ์โดยมิได้มีข้อความใดระบุว่าคดีมีเหตุอันควรอุทธรณ์หรือมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ ย่อมไม่อาจตีความว่าผู้พิพากษาได้ใช้ดุลพินิจไม่รับรองให้อุทธรณ์แล้ว การสันนิษฐานเช่นนั้นจะทำให้คู่ความเสียสิทธิในการอุทธรณ์ทั้งที่ผู้พิพากษายังมิได้วินิจฉัยคำร้องตามที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาจึงวางหลักว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียงความผิดพลาดในการดำเนินกระบวนพิจารณา มิใช่การมีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์ ผลคือกระบวนพิจารณาในส่วนที่ผิดระเบียบต้องถูกเพิกถอนและดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นต้องพิจารณาคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์เสียก่อน แล้วจึงดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ในลำดับต่อไป ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติและคุ้มครองสิทธิของคู่ความอย่างครบถ้วน 2 คำถาม การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบแตกต่างจากการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบจนเสียสิทธิอย่างไร คำตอบ หลักสำคัญของคดีนี้แสดงให้เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบมิได้หมายความว่ากระบวนพิจารณาทั้งหมดเป็นโมฆะหรือทำให้คู่ความเสียสิทธิในทันที หากความผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากการที่ศาลมิได้ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปด้วยความยุติธรรม และยังสามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนเฉพาะกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นและให้ดำเนินการใหม่ โดยไม่กระทบต่อสิทธิของคู่ความเกินความจำเป็น ในคดีนี้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้วินิจฉัยคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ก่อนสั่งรับอุทธรณ์ แม้จะเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเพียงการสั่งโดยผิดหลง มิใช่การใช้ดุลพินิจวินิจฉัยคำร้องแล้ว จึงต้องย้อนกลับไปดำเนินกระบวนพิจารณาให้ครบถ้วนแทนที่จะถือว่าจำเลยหมดสิทธิอุทธรณ์ หลักดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมุ่งรักษาทั้งความถูกต้องของกระบวนพิจารณาและความเป็นธรรมแก่คู่ความควบคู่กัน 3 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลย แต่ให้ส่งสำนวนกลับไปยังศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในคดีนี้มิใช่เกิดจากการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แต่เกิดจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือ จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ครบถ้วนแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งเพียงว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" และสั่งรับอุทธรณ์โดยมิได้วินิจฉัยว่าจะรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์เสียก่อน จึงทำให้ขั้นตอนสำคัญที่กฎหมายกำหนดไว้ยังไม่เสร็จสิ้น เมื่อความผิดพลาดดังกล่าวเกิดจากกระบวนพิจารณาของศาล มิใช่ความบกพร่องของคู่ความ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการแก้ไขที่ถูกต้องต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาเฉพาะส่วนที่ผิดระเบียบ แล้วส่งคำร้องพร้อมสำนวนกลับไปให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์เสียใหม่ เมื่อมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวแล้ว จึงดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ตามลำดับขั้นตอนของกฎหมายต่อไป วิธีการดังกล่าวเป็นการรักษาความถูกต้องของกระบวนพิจารณาและคุ้มครองสิทธิของคู่ความไปพร้อมกัน โดยไม่ทำให้คู่ความเสียสิทธิจากความผิดพลาดของศาลเอง 4 คำถาม คดีฟ้องขับไล่ทุกคดีสามารถอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้หรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป เพราะคดีฟ้องขับไล่บางประเภทอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ดังเช่นคดีนี้ซึ่งเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่มีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท จึงเป็นคดีที่กฎหมายกำหนดห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะทำความเห็นแย้งไว้หรือรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ดังนั้น การยื่นอุทธรณ์เพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอ หากคู่ความประสงค์จะอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องยื่นคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์พร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ และผู้พิพากษาศาลชั้นต้นต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวก่อน จึงจะสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ได้ หลักเกณฑ์นี้เป็นมาตรการที่กฎหมายกำหนดขึ้นเพื่อจำกัดการอุทธรณ์ในคดีบางประเภท พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการอุทธรณ์ได้เมื่อเห็นว่ามีเหตุอันสมควรอย่างแท้จริง 5 คำถาม คำพิพากษานี้ให้หลักกฎหมายสำคัญอะไรแก่ผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายและคู่ความ คำตอบ คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า ศาลต้องแยกให้ออกระหว่างการมีคำสั่งวินิจฉัยคำร้องกับการละเลยไม่ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย หากผู้พิพากษายังมิได้พิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ ย่อมไม่อาจถือว่าผู้พิพากษาได้มีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์แล้ว และไม่อาจนำผลเสียจากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าวไปตกแก่คู่ความ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีแพ่ง เพราะทำให้เห็นว่าศาลต้องให้ความสำคัญกับความถูกต้องของกระบวนพิจารณาควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิของคู่ความ เมื่อพบว่าความผิดพลาดเกิดจากการดำเนินงานของศาลเอง แนวทางที่เหมาะสมคือการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและดำเนินการใหม่ให้ถูกต้อง มิใช่การวินิจฉัยตัดสิทธิของคู่ความโดยอาศัยข้อบกพร่องทางกระบวนพิจารณาที่คู่ความมิได้เป็นผู้ก่อให้เกิด แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นหลักประกันสำคัญของความเป็นธรรมในการดำเนินคดีตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง มีหลักการรองรับกรณีที่ศาลหรือผู้พิพากษามิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายในส่วนที่มุ่งหมายให้การดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปด้วยความยุติธรรม โดยความผิดพลาดดังกล่าวเรียกว่า การผิดระเบียบในการพิจารณา ซึ่งมิได้หมายความว่ากระบวนพิจารณาทั้งหมดจะตกเป็นโมฆะหรือคู่ความต้องเสียสิทธิในทันที แต่ศาลมีอำนาจเพิกถอนเฉพาะกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบและสั่งให้ดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้องครบถ้วน พร้อมทั้งคุ้มครองสิทธิของคู่ความมิให้ได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดของศาล ในคดีนี้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์ก่อนมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นเพียงการผิดระเบียบในการพิจารณา ไม่ใช่การวินิจฉัยคำร้องโดยสมบูรณ์ ผลทางกฎหมายจึงต้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาในส่วนที่ผิดระเบียบ และให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องก่อนดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ต่อไป หลักกฎหมายนี้สะท้อนว่ามาตรา 27 วรรคหนึ่ง มุ่งแก้ไขความบกพร่องของกระบวนพิจารณาโดยรักษาทั้งความถูกต้องของกฎหมายและความเป็นธรรมแก่คู่ความ มิใช่มุ่งลงโทษคู่ความจากข้อผิดพลาดของศาล ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 มาตรา 224 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอุทธรณ์ในคดีที่กฎหมายจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง โดยกำหนดว่าในคดีบางประเภท คู่ความจะอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ต่อเมื่อผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ และเมื่อคู่ความประสงค์จะขอรับรองให้อุทธรณ์ ต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เพื่อส่งให้ผู้พิพากษาผู้พิจารณาคดีเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์ ขั้นตอนดังกล่าวเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องดำเนินการให้ครบถ้วนก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะพิจารณาคดีได้ ในคดีนี้จำเลยได้ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายครบถ้วนแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นกลับมิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องดังกล่าวก่อนสั่งรับอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการรับอุทธรณ์เช่นนั้นไม่เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ก็ยังไม่อาจถือว่าผู้พิพากษาได้มีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์แล้ว เพราะยังไม่มีการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยคำร้องอย่างชัดแจ้ง ผลที่ถูกต้องจึงต้องย้อนกลับไปให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ก่อน แล้วจึงดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ต่อไป หลักกฎหมายนี้แสดงให้เห็นว่ามาตรา 224 มีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการอุทธรณ์ในคดีที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งรับรองว่าการจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและเงื่อนไขที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างครบถ้วนเท่านั้น บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเกี่ยวกับการอุทธรณ์ในคดีที่กฎหมายจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง โดยศาลฎีกายืนยันว่า เมื่อคู่ความได้ยื่นคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์พร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นย่อมมีหน้าที่ต้องพิจารณาและมีคำสั่งว่าจะรับรองหรือไม่รับรองให้อุทธรณ์เสียก่อน หากผู้พิพากษายังมิได้วินิจฉัยคำร้องดังกล่าว แต่กลับมีคำสั่งรับอุทธรณ์ทันที ย่อมไม่อาจถือได้ว่าได้มีคำสั่งไม่รับรองให้อุทธรณ์โดยปริยาย เพราะการใช้ดุลพินิจของศาลต้องปรากฏอย่างชัดแจ้ง มิใช่อาศัยการตีความจากการมีคำสั่งในขั้นตอนอื่นของกระบวนพิจารณา ศาลฎีกายังได้วางหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า ความผิดพลาดที่เกิดจากการที่ศาลมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ควรส่งผลให้คู่ความต้องสูญเสียสิทธิในทางคดี หากข้อบกพร่องดังกล่าวยังสามารถแก้ไขได้ การดำเนินการที่ถูกต้องคือเพิกถอนเฉพาะกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ แล้วให้ดำเนินการใหม่ให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย มิใช่ยุติสิทธิของคู่ความโดยอาศัยความผิดพลาดของศาลเอง หลักการนี้สะท้อนแนวคิดพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มุ่งรักษาทั้งความถูกต้องของกระบวนพิจารณาและความเป็นธรรมในการอำนวยความยุติธรรมควบคู่กัน ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้พิพากษา ทนายความ และผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย ในการตรวจสอบว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาเกี่ยวกับการรับรองให้อุทธรณ์ได้ดำเนินไปครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติหรือไม่ เพราะแม้การรับอุทธรณ์จะเกิดขึ้นแล้ว หากยังขาดขั้นตอนการพิจารณาคำร้องขอรับรองให้อุทธรณ์ กระบวนพิจารณาดังกล่าวก็ยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และต้องได้รับการแก้ไขก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยคดีต่อไป แนววินิจฉัยนี้จึงช่วยสร้างความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมาย ลดความคลาดเคลื่อนในการดำเนินกระบวนพิจารณา และคุ้มครองสิทธิของคู่ความมิให้ได้รับผลกระทบจากข้อผิดพลาดที่มิได้เกิดจากการกระทำของตนเอง อันเป็นหลักประกันสำคัญของกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง เป็นธรรม และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างแท้จริง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8421/2568 ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ของจำเลยว่า สั่งในอุทธรณ์แล้ว และมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยในอุทธรณ์ โดยหาได้มีข้อความใดที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งรับรองว่าคดีของจำเลยมีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้เลย แม้เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แต่ก็เป็นการสั่งไปโดยผิดหลงของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม เป็นการผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เสียให้ถูกต้อง กรณียังไม่อาจที่จะให้ถือว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 พร้อมส่งมอบที่ดินคืนให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 4,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินแล้วเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้ขับไล่จำเลยและบริวารพร้อมขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2202 และที่ดินโฉนดเลขที่ 171890 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวคืนแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 1,500 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทแล้วเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นสั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงของจำเลยเพียงว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" ถือว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นพิจารณาไม่รับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท ห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง เว้นแต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้ทำความเห็นแย้งไว้หรือได้รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง และการขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้ ให้ผู้อุทธรณ์ยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษาพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น เมื่อศาลได้รับคำร้องเช่นว่านั้น ให้ศาลส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวเพื่อพิจารณารับรอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ครั้นจำเลยยื่นอุทธรณ์โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 จำเลยก็ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในส่วนที่เป็นการอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้พร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น อันเป็นการปฏิบัติครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม แล้ว จึงชอบที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะพึงมีคำสั่งให้ถูกต้องเสียก่อนว่าจะรับรองให้จำเลยอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ แต่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งในคำร้องขอให้รับรองอุทธรณ์ของจำเลยว่า "สั่งในอุทธรณ์แล้ว" และมีคำสั่งในอุทธรณ์ว่า "จำเลยยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาที่ศาลสั่ง รับอุทธรณ์ของจำเลย สำเนาให้โจทก์แก้ภายใน 15 วัน นับแต่ได้รับอุทธรณ์ ให้จำเลยนำส่งโดยเจ้าพนักงานศาล การส่งหากไม่พบหรือไม่มีผู้รับแทนโดยชอบให้ปิดได้ หากส่งไม่ได้ให้จำเลยแถลงภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" โดยก่อนที่จะมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลย หาได้มีข้อความใดที่ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งรับรองว่าคดีของจำเลยมีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้เลย แม้เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสาม แต่ก็เป็นเพียงการมีคำสั่งไปโดยผิดหลงของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม เป็นการผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคหนึ่ง จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดและให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่เสียให้ถูกต้อง กรณียังไม่อาจที่จะให้ถือว่าผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์ของจำเลยแล้วมีคำสั่งไม่รับรองให้จำเลยอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อันจะมีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยเป็นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์โดยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยมานั้นเป็นการไม่ชอบ ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ได้สั่งในคำร้องขอให้รับรองให้อุทธรณ์และในอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 เสียทั้งหมด ให้ศาลชั้นต้นส่งคำร้องพร้อมด้วยสำนวนความไปยังผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นเพื่อพิจารณาว่าจะรับรองให้อุทธรณ์หรือไม่ แล้วจึงดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของจำเลยต่อไป คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาแก่จำเลย ส่วนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิจารณาเมื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วแต่กรณี
|




