ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การแปลเจตนาให้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์ห้างหุ้นส่วนครอบครัว

การให้ที่ดินแก่ภริยาเป็นสินส่วนตัวโดยพฤติการณ์แห่งคดี, การแปลเจตนาจากหนังสือสัญญาให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา, ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรสหรือไม่, สถานะทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน, สิทธิบุคคลภายนอกต่อทรัพย์ห้างหุ้นส่วนสามัญ, การใส่ชื่อร่วมในโฉนดที่ดินโดยไม่มีความยินยอมหุ้นส่วน, ความแตกต่างระหว่างทรัพย์ส่วนตัวกับทรัพย์กงสีครอบครัว, การใช้ที่ดินเป็นหลักประกันหนี้กิจการครอบครัว, ความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างคู่สมรสกับผลทางกฎหมาย,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสถานะของที่ดินจำนวนมากซึ่งได้มาในระหว่างสมรสว่าเป็น “สินสมรส” หรือเป็น “สินส่วนตัว” ของภริยา รวมทั้งประเด็นสำคัญว่าทรัพย์สินซึ่งได้มาจากกิจการครอบครัวที่มีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนนั้น บุคคลภายนอกซึ่งเป็นคู่สมรสจะมีสิทธิเรียกร้องให้ใส่ชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมได้หรือไม่

สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การแปลเจตนาแห่งหนังสือสัญญาให้ที่ดินระหว่างสามีภริยา โดยแม้มิได้ระบุชัดว่าเป็นสินส่วนตัว แต่เมื่อพิจารณาประกอบพฤติการณ์แห่งกรณี โดยเฉพาะเหตุที่สามีมีภริยาใหม่และยกที่ดินให้ภริยาเดิมเพื่อยุติปัญหาครอบครัว ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการให้โดยเด็ดขาดเป็นสินส่วนตัวของภริยา อีกทั้งในส่วนที่ดินอีกจำนวนมากซึ่งได้มาจากกิจการร้านวัสดุก่อสร้างของครอบครัวภริยา ศาลได้วินิจฉัยว่ากิจการดังกล่าวมีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ทรัพย์สินที่ได้มาจึงเป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน มิใช่ของภริยาโดยลำพัง ส่งผลให้สามีในฐานะบุคคลภายนอกไม่อาจขอใส่ชื่อร่วมในโฉนดได้

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในเรื่องการแยกสินส่วนตัวออกจากสินสมรส การแปลเจตนาจากเอกสารประกอบพฤติการณ์ และขอบเขตสิทธิของคู่สมรสต่อทรัพย์สินที่เกี่ยวพันกับกิจการครอบครัวในลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญ

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้เริ่มจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการ “ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมร่วมกับจำเลย” ในที่ดินตามฟ้องรวม 93 แปลง โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส และหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วม “1 ใน 10 ส่วน” ของที่ดินตามฟ้อง (ยกเว้นบางแปลง) แล้วโจทก์และจำเลยฎีกา ระหว่างพิจารณาศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลอนุญาตให้ทายาทเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า โจทก์และจำเลยสมรสกันตามกฎหมาย ต่อมามีการแยกกันอยู่โดยไม่ได้หย่าขาด ระหว่างสมรสปรากฏว่ามีที่ดินจำนวนมากที่ออกโฉนดในชื่อจำเลยและได้มาภายหลังสมรส ประเด็นหลักของคดีจึงอยู่ที่ (ก) ที่ดินบางส่วนที่โจทก์ทำ “หนังสือสัญญาให้ที่ดิน” แก่จำเลยเป็นสินสมรสหรือเป็นสินส่วนตัวของภริยา และ (ข) ที่ดินส่วนใหญ่ที่จำเลยได้มาจากกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างของครอบครัวจำเลยนั้น เป็นทรัพย์ของจำเลยโดยลำพังหรือเป็นทรัพย์ของกิจการครอบครัวในลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญ

สำหรับที่ดิน 8 แปลง (ปัจจุบันเหลือ 6 แปลง) มีเอกสารสำคัญเป็น “หนังสือสัญญาให้ที่ดิน” ระบุสาระว่า ผู้ให้ยอมยกที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับโดยเด็ดขาด เป็นการยกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเพราะเป็นสามีภริยา โจทก์นำสืบว่ามิได้ระบุให้เป็นสินส่วนตัว จึงควรเป็นสินสมรสหรืออย่างน้อยโจทก์ควรมีสิทธิใส่ชื่อร่วมภายหลัง ขณะที่จำเลยนำสืบว่าที่ดินดังกล่าวให้เพื่อยุติปัญหาที่โจทก์ไปมีภริยาใหม่ และเป็นที่ดินที่ครอบครัวโจทก์จัดหาไว้เพื่อจำเลยตั้งแต่เดิม

ส่วนที่ดินอีก 87 แปลง โจทก์อ้างเพียงว่าได้มาในระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส แต่จำเลยนำสืบว่าได้มาจากกิจการร้านวัสดุก่อสร้าง “มัทนพาณิชย์” ซึ่งเป็นกิจการของมารดาและพี่น้องร่วมกันดำเนินการ รายได้ของกิจการถูกนำไปซื้อที่ดินหรือได้ที่ดินจากลูกหนี้ตีใช้หนี้ค่าวัสดุก่อสร้าง และที่ดินหลายแปลงถูกนำไปจำนองเป็นหลักประกันหนี้ของกิจการหรือภาระของสมาชิกครอบครัว แสดงถึงการเป็นทรัพย์เพื่อกิจการร่วมของครอบครัว มิใช่ทรัพย์ของจำเลยโดยส่วนตัว

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาแยกวินิจฉัยเป็น 2 กลุ่มทรัพย์อย่างชัดเจน และวางหลักเกณฑ์คนละชุดต่อกัน

1 ประเด็นที่ 1: ที่ดินที่มี “หนังสือสัญญาให้ที่ดิน” ระหว่างสามีภริยา เป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้หนังสือสัญญาให้ที่ดินจะมิได้ระบุไว้โดยตรงว่าให้เป็นสินส่วนตัวของภริยา แต่เมื่อพิจารณาถ้อยคำในเอกสารประกอบพฤติการณ์แห่งคดี เหตุที่ให้ทรัพย์ และการปฏิบัติภายหลังการให้ทรัพย์ ย่อมแปลเจตนาได้ว่าผู้ให้ประสงค์ให้โดยเด็ดขาดเป็นสินส่วนตัวของภริยา

สาระสำคัญอยู่ที่ “เหตุและวัตถุประสงค์ของการให้” กล่าวคือ โจทก์ให้ที่ดินเพื่อตอบแทนหรือเพื่อให้จำเลยยุติปัญหาที่โจทก์ไปมีภริยาอีกคนหนึ่ง เป็นการจัดความสัมพันธ์ในครอบครัวและยุติข้อขัดแย้ง โดยการโอนให้เป็นการเด็ดขาด อีกทั้งภายหลังจำเลยและครอบครัวได้ใช้ประโยชน์อาศัยอยู่และปลูกสร้างเพิ่มเติมโดยต่อเนื่อง โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์คัดค้านหรือทักท้วง จึงยิ่งสนับสนุนว่าการให้เป็นการตัดขาดความเป็นเจ้าของของโจทก์ และทรัพย์ส่วนนี้มิใช่สินสมรส

ผลของการวินิจฉัยข้อนี้คือ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินส่วนนี้ เพราะทรัพย์ตกเป็นสินส่วนตัวของภริยาโดยเด็ดขาดแล้ว

2 ประเด็นที่ 2: ที่ดินอีก 87 แปลงที่ได้มาจากกิจการครอบครัว เป็นทรัพย์ของจำเลย หรือเป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนสามัญ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จากพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและเอกสาร โดยเฉพาะข้อเท็จจริงว่ากิจการร้านมัทนพาณิชย์เป็นกิจการของมารดาและพี่น้องร่วมกันดำเนินกิจการ มีการนำรายได้ร่วมกันไปซื้อทรัพย์ และมีการนำที่ดินไปเป็นหลักประกันหนี้ของกิจการหรือภาระผูกพันของสมาชิกครอบครัว ย่อมรับฟังได้ว่ากิจการดังกล่าวเข้าลักษณะ “ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน” ซึ่งมีความประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่จะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น

เมื่อกิจการเข้าลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญ ทรัพย์สินที่ได้มาจากกิจการดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน มิใช่ทรัพย์ของจำเลยโดยลำพัง แม้ชื่อในโฉนดจะเป็นของจำเลยก็ตาม ก็เป็นเพียงการถือกรรมสิทธิ์แทนกิจการหรือแทนหุ้นส่วนทั้งหลาย

ศาลฎีกายังย้ำหลักสำคัญว่า โจทก์เป็น “บุคคลภายนอก” ของห้างหุ้นส่วนสามัญ การที่โจทก์จะขอใส่ชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน ซึ่งจำเลยถือแทนห้างหุ้นส่วน เท่ากับเป็นการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนหรือเข้ามามีส่วนในทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนโดยปริยาย ซึ่งทำไม่ได้หากไม่ได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทั้งหมดตามกฎหมาย

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่วินิจฉัยให้โจทก์มีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมบางส่วน และเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่ดิน 87 แปลงเช่นกัน

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลใช้และเหตุผล

คำพิพากษานี้สะท้อน “โครงสร้างการพิสูจน์สิทธิในทรัพย์” 2 ชั้น ได้แก่

(1) ชั้นการตีความนิติกรรมและเจตนาในเอกสาร (กรณีหนังสือให้ที่ดิน) และ

(2) ชั้นการจำแนกฐานะทรัพย์ตามแหล่งที่มาและความสัมพันธ์ทางกฎหมายของกิจการ (กรณีทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนสามัญ)

ในส่วนที่ 1 ศาลถือหลักว่าเอกสารเป็นจุดเริ่มต้น แต่ “ไม่ใช่จุดจบ” การวินิจฉัยต้องพิจารณาถ้อยคำในเอกสารร่วมกับเหตุแห่งการทำนิติกรรมและพฤติการณ์ภายหลัง เพื่อแปลเจตนาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางสังคมและความมุ่งหมายของคู่กรณี เมื่อปรากฏเหตุชัดว่าให้ทรัพย์เพื่อยุติปัญหาครอบครัวจากการมีภริยาใหม่ และให้โดยเด็ดขาด จึงเข้าได้กับการให้เป็นสินส่วนตัวของภริยา แม้มิได้เขียนคำว่า “สินส่วนตัว” ลงไปในหนังสือ

ในส่วนที่ 2 ศาลใช้หลัก “ทรัพย์ของกิจการร่วม” คือ หากทรัพย์ได้มาจากเงินทุนและการประกอบกิจการร่วมกันของหลายคนโดยมุ่งแบ่งปันกำไร ก็เข้าลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญ ทรัพย์ที่ซื้อหรือได้มาเพื่อกิจการย่อมเป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน การที่ชื่อทรัพย์ไปอยู่กับคนหนึ่งเป็นเพียงรูปแบบการถือแทน ไม่เปลี่ยนสาระว่าเป็นทรัพย์ร่วมของหุ้นส่วนตามสภาพแท้จริง

อธิบายเจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง

1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยสินส่วนตัว/สินสมรส (กรอบคิดมาตรา 1474 และหลักการ)

เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวในส่วนทรัพย์สิน มุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมระหว่างคู่สมรส โดยกำหนดให้ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสโดยทั่วไปเป็นสินสมรสเพื่อเป็นฐานทรัพย์ร่วม แต่ขณะเดียวกันก็ยอมรับว่าทรัพย์บางประเภทต้องแยกเป็นสินส่วนตัวเพื่อคงความเป็นเจ้าของเฉพาะบุคคล เช่น ทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรส หรือได้มาโดยเฉพาะตัว หรือได้มาโดยการให้ที่มีเจตนาให้เฉพาะเป็นสินส่วนตัว

คดีนี้ศาลใช้แนวคิดเจตนารมณ์ดังกล่าว โดยถือว่า “การให้ระหว่างสามีภริยา” หากพฤติการณ์ชี้ชัดว่าให้เพื่อแยกตัดขาดสิทธิของผู้ให้ และให้แก่ฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ ย่อมเป็นสินส่วนตัวได้ เพราะมุ่งหมายให้ผู้รับมีสิทธิเด็ดขาดไม่ต้องถูกดึงกลับเข้าฐานทรัพย์ร่วมภายหลัง

2 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยห้างหุ้นส่วนสามัญ (มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025)

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติเรื่องห้างหุ้นส่วนสามัญ คือรองรับ “ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” ที่เกิดจากการร่วมลงทุนหรือร่วมแรงทำกิจการของหลายคน โดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งนิติบุคคล หากมีข้อตกลงร่วมกันทำกิจการเพื่อหวังแบ่งปันกำไร ก็ถือว่าเกิดห้างหุ้นส่วนขึ้นตามกฎหมายได้

คดีนี้ศาลชี้ให้เห็นว่ากิจการร้านวัสดุก่อสร้างที่ครอบครัวร่วมกันทำ โดยมีมารดาและพี่น้องร่วมแรงร่วมทุนและมีความมุ่งหมายแบ่งปันผลประโยชน์ ย่อมเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ แม้ไม่จดทะเบียนและไม่เรียกตนเองว่า “หุ้นส่วน” ก็ตาม เพราะกฎหมายดูจากสภาพข้อเท็จจริงและความมุ่งหมายแท้จริง

3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1040 (หลักห้ามรับหุ้นส่วนใหม่โดยปราศจากความยินยอม)

เจตนารมณ์ของมาตรา 1040 มุ่งคุ้มครอง “ความไว้วางใจ” ระหว่างหุ้นส่วน ซึ่งเป็นหัวใจของห้างหุ้นส่วนแบบไม่เป็นนิติบุคคล หุ้นส่วนต้องเชื่อใจกันในเรื่องการจัดการ การรับความเสี่ยง และการแบ่งปันผลประโยชน์ ดังนั้นการรับบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นหุ้นส่วนหรือให้มีส่วนในทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน จึงต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทั้งหมด

เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมาฟ้องขอใส่ชื่อร่วมในโฉนดที่ดินที่จำเลยถือแทนห้างหุ้นส่วน ผลทางกฎหมายย่อมเทียบได้กับการทำให้โจทก์ “มีส่วน” ในทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน ซึ่งกระทบสิทธิและความสัมพันธ์ของหุ้นส่วนคนอื่นโดยตรง หากไม่มีความยินยอมจากหุ้นส่วนทั้งหมด ย่อมขัดต่อมาตรา 1040 และขัดต่อเจตนารมณ์ของระบบห้างหุ้นส่วน

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

คำพิพากษานี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยของศาลฎีกาใน 2 กลุ่มหลักการที่พบได้ต่อเนื่องในคำพิพากษาหลายฉบับ ได้แก่

(1) หลักการแปลเจตนานิติกรรมให้สอดคล้องพฤติการณ์

ศาลฎีกามักยืนยันว่า การตีความเอกสารต้องอ่านร่วมกับเหตุแห่งการทำนิติกรรม พฤติการณ์แวดล้อม และการปฏิบัติภายหลัง ไม่ใช่ดูถ้อยคำโดด ๆ โดยเฉพาะในกรณีการให้ทรัพย์ระหว่างคู่สมรส หากข้อเท็จจริงชี้ว่าให้เพื่อ “ตัดปัญหา” หรือ “จัดความสัมพันธ์” ให้ฝ่ายรับถือครองโดยเด็ดขาด ศาลย่อมรับฟังเป็นสินส่วนตัวได้ แม้ไม่เขียนถ้อยคำทางเทคนิคไว้

(2) หลักการจำแนกทรัพย์ของกิจการร่วม/กงสี กับทรัพย์ส่วนบุคคล

ศาลฎีกามักถือ “สภาพแท้จริงของแหล่งที่มา” เป็นตัวชี้ขาด ไม่ใช่เพียงชื่อในเอกสารสิทธิ หากทรัพย์ได้มาจากกิจการร่วมของครอบครัว มีการร่วมลงทุนร่วมแรง และใช้ทรัพย์เพื่อประกันหนี้ของกิจการหรือใช้ในกิจการอย่างต่อเนื่อง ก็มีน้ำหนักให้เชื่อว่าเป็นทรัพย์ของกิจการหรือห้างหุ้นส่วน แม้จะให้บุคคลหนึ่งถือชื่อแทนเพื่อความสะดวกก็ตาม และเมื่อเป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน บุคคลภายนอกไม่อาจยกเอาสถานะคู่สมรสมา “ขอใส่ชื่อร่วม” โดยตัดตอนสิทธิของหุ้นส่วนคนอื่นได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งหมด เห็นว่าที่ดินพิพาทมิใช่สินสมรสของโจทก์และจำเลย ทั้งในส่วนที่มีหนังสือสัญญาให้และส่วนที่ได้มาจากกิจการร้านมัทนพาณิชย์ โดยให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย กำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 5

พิพากษาแก้ ให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในฐานะมีกรรมสิทธิ์ร่วม 1 ใน 10 ส่วนของที่ดินตามฟ้อง (ยกเว้นบางแปลง) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด โดยวินิจฉัยว่าที่ดิน 8 แปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยจากการให้โดยเด็ดขาด และที่ดินอีก 87 แปลงเป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนสามัญในครอบครัว มิใช่ทรัพย์ของจำเลยโดยลำพัง โจทก์ในฐานะบุคคลภายนอกจึงไม่มีสิทธิขอใส่ชื่อร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญในเชิงโครงสร้างกฎหมายทรัพย์สินครอบครัวและกฎหมายห้างหุ้นส่วน ดังต่อไปนี้

ประการแรก การจำแนก “สินส่วนตัว” กับ “สินสมรส” มิได้พิจารณาเพียงถ้อยคำในเอกสาร หากต้องแปลเจตนาจากข้อความในสัญญาประกอบพฤติการณ์แห่งกรณี โดยเฉพาะเหตุแห่งการให้ทรัพย์และการปฏิบัติภายหลัง หากปรากฏว่าเป็นการให้โดยมุ่งหมายตัดสิทธิของผู้ให้และให้ผู้รับถือครองโดยเด็ดขาด ย่อมเข้าเกณฑ์สินส่วนตัว แม้เอกสารมิได้ระบุคำว่า “สินส่วนตัว” ไว้อย่างชัดแจ้ง

ประการที่สอง การถือชื่อในโฉนดมิใช่ข้อยุติเด็ดขาดว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของโดยสาระ หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์ได้มาจากกิจการร่วมของหลายคนที่มีลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ทรัพย์ดังกล่าวย่อมเป็นของห้างหุ้นส่วนตามสภาพกฎหมาย มิใช่ของบุคคลผู้ถือชื่อโดยลำพัง

ประการที่สาม คู่สมรสแม้มีสถานะทางกฎหมายพิเศษในเรื่องสินสมรส ก็ไม่อาจขยายสิทธิเข้าไปในทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนสามัญ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางธุรกิจระหว่างบุคคลหลายคนที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความไว้วางใจร่วมกัน การรับบุคคลภายนอกเข้าเป็นหุ้นส่วนหรือให้มีส่วนในทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทั้งหมด มิฉะนั้นย่อมขัดต่อหลักการตามกฎหมาย

ประการที่สี่ คดีนี้สะท้อนหลัก “สาระเหนือรูปแบบ” กล่าวคือ ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเชิงเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ที่แท้จริงมากกว่ารูปแบบเอกสารหรือชื่อในทะเบียนที่ดิน อันเป็นแนววินิจฉัยที่สอดคล้องกับความเป็นธรรมในทางปฏิบัติ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็น “สินสมรส” ที่คู่สมรสมีสิทธิเรียกร้องให้ใส่ชื่อเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ หรือเป็น “สินส่วนตัว/ทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนสามัญ (กงสีครอบครัว)” ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิเข้าไปอ้างกรรมสิทธิ์ร่วม โดยศาลฎีกาวางหลักว่า (1) การให้ที่ดินระหว่างสามีภริยาแม้ไม่ระบุว่าเป็นสินส่วนตัว แต่หากพฤติการณ์ชี้ชัดว่าให้โดยเด็ดขาดเพื่อยุติปัญหาครอบครัว ย่อมแปลเจตนาให้เป็นสินส่วนตัวของภริยา และ (2) ที่ดินที่ได้มาจากกิจการครอบครัวซึ่งเข้าลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน เป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน บุคคลภายนอก (แม้เป็นคู่สมรส) จะขอใส่ชื่อร่วมย่อมเท่ากับเข้ามาเป็นหุ้นส่วนโดยไม่มีความยินยอมจากหุ้นส่วนทั้งหมด ทำไม่ได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ป.พ.พ. มาตรา 1474 (สินส่วนตัว)

 “แปลเจตนาให้เป็นสินส่วนตัวของภริยา”

ขยายประเด็นสั้น ๆ: แม้หนังสือสัญญาให้ที่ดินจะไม่ได้ระบุคำว่า “สินส่วนตัว” ไว้ชัด แต่ศาลพิจารณาเหตุแห่งการให้และพฤติการณ์ภายหลัง (ให้เพื่อยุติปัญหาการมีภริยาใหม่ และภริยากับครอบครัวใช้ประโยชน์ต่อเนื่องโดยไม่มีการโต้แย้ง) จึงตีความว่าเป็นการให้โดยเด็ดขาดเป็นสินส่วนตัวของภริยา ทำให้สามีไม่มีสิทธิกลับมาขอใส่ชื่อร่วมในภายหลัง

2. ป.พ.พ. มาตรา 1012, 1025 และ 1040 (ห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน/ห้ามรับหุ้นส่วนใหม่)

 “ทรัพย์กงสีเป็นทรัพย์ห้างหุ้นส่วน บุคคลภายนอกใส่ชื่อร่วมไม่ได้”

ขยายประเด็นสั้น ๆ: เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่ากิจการของครอบครัวจำเลยมีลักษณะร่วมลงทุนร่วมทำเพื่อแบ่งปันกำไร จึงเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน ทรัพย์ที่ได้มาจากกิจการ (รวมทั้งที่ดินที่ถือชื่อจำเลย) เป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วน มิใช่ทรัพย์ของจำเลยโดยลำพัง คู่สมรสอีกฝ่ายซึ่งเป็น “บุคคลภายนอก” จะฟ้องขอใส่ชื่อร่วมย่อมมีผลเท่ากับเข้ามาเป็นหุ้นส่วน ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทั้งหมดตามมาตรา 1040 จึงทำไม่ได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การให้ที่ดินระหว่างสามีภริยา หากไม่ระบุว่าเป็นสินส่วนตัว จะถือเป็นสินสมรสเสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป ศาลต้องพิจารณาเจตนาแห่งการให้จากถ้อยคำในเอกสารประกอบพฤติการณ์แห่งคดี หากปรากฏว่าให้โดยเด็ดขาดเพื่อให้ผู้รับถือครองเฉพาะตน ย่อมถือเป็นสินส่วนตัวได้

2. หากทรัพย์ได้มาในระหว่างสมรส จะเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักทรัพย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส แต่หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นได้มาจากกิจการร่วมของบุคคลอื่นหรือเข้าลักษณะทรัพย์เฉพาะตัว ก็อาจไม่ใช่สินสมรส

3. ชื่อในโฉนดที่ดินเป็นข้อยุติเด็ดขาดหรือไม่ว่าเป็นเจ้าของ

คำตอบ

ไม่ใช่ข้อยุติเด็ดขาด หากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่าผู้ถือชื่อถือแทนบุคคลอื่นหรือแทนกิจการร่วม ศาลอาจวินิจฉัยตามสภาพแท้จริงของความสัมพันธ์ทางกฎหมาย

4. ห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียนเกิดขึ้นได้อย่างไร

คำตอบ

เกิดขึ้นเมื่อบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงร่วมกันทำกิจการเพื่อแบ่งปันกำไร แม้ไม่จดทะเบียนหรือไม่เรียกตนเองว่าหุ้นส่วน แต่หากพฤติการณ์เข้าองค์ประกอบตามกฎหมายก็ถือว่าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

5. บุคคลภายนอกสามารถขอใส่ชื่อร่วมในทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทั้งหมด เพราะการใส่ชื่อร่วมย่อมมีผลเทียบเท่าการรับเข้าเป็นหุ้นส่วน ซึ่งต้องอาศัยความยินยอมร่วมกัน

6. การนำทรัพย์ไปจำนองเพื่อประกันหนี้ของกิจการ มีผลอย่างไรต่อสถานะทรัพย์

คำตอบ

เป็นพฤติการณ์สำคัญที่แสดงว่าทรัพย์ถูกใช้เพื่อกิจการร่วม อันสนับสนุนว่าทรัพย์เป็นของกิจการหรือห้างหุ้นส่วน มิใช่ของบุคคลโดยลำพัง

7. คู่สมรสที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจการครอบครัว จะอ้างสิทธิในทรัพย์ของกิจการได้หรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาเป็นกรณี หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนสามัญที่ตนมิได้เป็นหุ้นส่วน ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องให้ใส่ชื่อร่วม

8. การแปลเจตนาในนิติกรรมมีหลักอย่างไร

คำตอบ

ต้องพิจารณาถ้อยคำในเอกสารประกอบพฤติการณ์แห่งกรณี วัตถุประสงค์ของคู่กรณี และการปฏิบัติภายหลัง เพื่อให้ได้ความหมายที่สอดคล้องกับเจตนาแท้จริง มิใช่ยึดถือตัวอักษรอย่างเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว

9. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติ

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันหลักการแยกสินส่วนตัวออกจากสินสมรสโดยพิจารณาเจตนาแท้จริง และวางแนวชัดเจนว่าทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนสามัญในครอบครัวไม่อาจถูกดึงเข้าสู่ฐานทรัพย์ร่วมของคู่สมรสโดยปราศจากความยินยอมของหุ้นส่วนทั้งหมด

10. หากคู่สมรสถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดี จะดำเนินคดีอย่างไร

คำตอบ

ทายาทสามารถร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้มรณะได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เพื่อดำเนินคดีต่อไปจนถึงที่สุด

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14005/2558 

ตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินระบุว่า ผู้ให้ยอมยกที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับโดยเด็ดขาดนับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป เป็นการยกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเพราะเป็นสามีภริยา แม้หนังสือดังกล่าวจะไม่ได้ระบุไว้ชัดว่าให้เป็นสินส่วนตัว แต่การที่โจทก์ยกที่ดิน 8 แปลง ดังกล่าวให้จำเลยก็เพื่อตอบแทนการที่จำเลยยอมยุติปัญหาที่โจทก์ไปมีภริยาอีกคนหนึ่ง จึงแปลเจตนาจากข้อความในเอกสารตามพฤติการณ์แห่งกรณีได้ว่า โจทก์ได้ให้เป็นสินส่วนตัวของภริยาเด็ดขาดแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ที่ภายหลังจำเลยและครอบครัวจำเลยได้ใช้ประโยชน์โดยอาศัยอยู่บนที่ดินดังกล่าวเรื่อยมาและมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นเพิ่มเติมโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีการโต้แย้งแต่อย่างใด ที่ดิน 8 แปลง นี้ไม่ใช่สินสมรส โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย

การที่จำเลยและครอบครัวของจำเลยร่วมดำเนินกิจการของร้าน ม. เพื่อกระทำกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างร่วมกันก่อนที่จะมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ซึ่งมีความประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่จะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน โดยมีสมาชิกในครอบครัวของจำเลยทุกคนเป็นหุ้นส่วน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 การที่โจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจะขอใส่ชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน 87 แปลง ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แทนห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น เท่ากับเป็นการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนซึ่งไม่อาจกระทำได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1040 เมื่อกรณีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญมิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอใส่ชื่อร่วมได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลย “กึ่งหนึ่ง” ในที่ดิน 93 แปลง และหากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องและให้โจทก์รับผิดค่าฤชาธรรมเนียม (ค่าทนายความ 50,000 บาท) โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้ ให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วม 1 ใน 10 ส่วนของที่ดินตามฟ้อง ยกเว้นโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189 และ 8190 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ ทั้งสองฝ่ายฎีกา ระหว่างพิจารณาศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลอนุญาตให้ทายาทเข้าแทนที่ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 43

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์จำเลยสมรสกันเมื่อ 7 พฤศจิกายน 2503 ต่อมาปี 2533 แยกกันอยู่โดยไม่หย่า ที่ดินพิพาทแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ (1) ที่ดิน 8 แปลง (เหลือ 6 แปลง) ซึ่งโจทก์ทำหนังสือสัญญาให้แก่จำเลยในปี 2515 แม้ไม่ระบุว่าเป็นสินส่วนตัว แต่พฤติการณ์ชี้ว่าให้เพื่อตอบแทนการที่จำเลยยอมยุติปัญหาเรื่องโจทก์มีภริยาใหม่ และจำเลยกับครอบครัวใช้ประโยชน์ต่อเนื่องโดยโจทก์ไม่โต้แย้ง จึงแปลเจตนาได้ว่าเป็น “สินส่วนตัวของภริยา” โจทก์ไม่มีสิทธิขอใส่ชื่อร่วม (2) ที่ดินอีก 87 แปลง จำเลยนำสืบว่าได้มาจากกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างของครอบครัวและทรัพย์ถูกใช้เป็นหลักประกันหนี้ของกิจการ ศาลเห็นว่ากิจการดังกล่าวเข้าลักษณะห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1012 ประกอบ 1025 ทรัพย์จึงเป็นของห้างหุ้นส่วน มิใช่ของจำเลยโดยลำพัง โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกจะขอใส่ชื่อร่วมย่อมเท่ากับเข้ามาเป็นหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากหุ้นส่วนทั้งหมด อันทำไม่ได้ตามมาตรา 1040 ศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ภาค 5 และพิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยดำเนินการใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมร่วมกับจำเลยด้วยกึ่งหนึ่งในที่ดินทั้ง 93 แปลง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมกับจำเลยในฐานะมีกรรมสิทธิ์ร่วม 1 ใน 10 ส่วนของที่ดินตามฟ้อง ยกเว้นที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 1888, 1889 และ 8190 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาอนุญาตให้นางบังอร และนายปณัยพล เข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้มรณะ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 43

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2503 โจทก์จำเลยสมรสกันตามกฎหมาย ต่อมาปี 2533 โจทก์จำเลยแยกกันอยู่โดยมิได้หย่าขาดจากกัน ระหว่างสมรสจำเลยได้มาซึ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189, 8190, 9708, 12040, 12041, 12042, 12043, 12044, 12045, 12046, 12047, 12048, 12555, 17663, 9746, 28989, 28990, 28991, 28992, 28993, 28994, 28995, 28996, 28997, 28998, 28999 ถึง 29026, 38284, 38285, 38286 ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9331, 10203, 11251, 11252, 11254 และ 10202 ตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5349 ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3512, 3565, 3567, 8985 ตำบลไชยสถาน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 5654, 6127, 6128, 7829, 5630, 7772, 5605, 52382, 53398, 53399, 53400, 65411 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 1483, 1579, 8296, 11933, 19439 ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ และที่ดินโฉนดเลขที่ 519, 22214, 22215, 22220 ตำบลสันพระเนตร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า ที่ดินตามฟ้องเป็นสินสมรสหรือไม่ โจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่า ปี 2515 โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189 และ 8190 ให้จำเลย เพราะโจทก์ไปมีภริยาใหม่ 1 คน และมีบุตรกับภริยาใหม่อีก 1 คน จำเลยเกรงว่าโจทก์จะนำที่ดินไปยกให้แก่บุตรกับภริยาใหม่ โจทก์ยกที่ดินดังกล่าวให้จำเลยโดยไม่ได้ระบุให้เป็นสินส่วนตัว ต่อมาโจทก์มีบุตรกับภริยาใหม่อีก 2 คน ปลายปี 2519 จึงจดทะเบียนสมรสกับภริยาใหม่ แต่หลังจากนั้นไม่ถึง 1 ปี ก็จดทะเบียนหย่า โจทก์ให้ภริยาใหม่กู้ยืมเงินไปทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เมื่อมีกำไรก็นำเงินมาใช้คืนโจทก์ เดิมจำเลยมีร้านมัทนพาณิชย์ ค้าขายเล็กๆน้อยๆ โจทก์แนะนำให้จำเลยเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าหลายชนิด โดยโจทก์ให้เงินจำเลยบ้าง กู้เงินมาให้จำเลยบ้าง เพื่อทำการค้า ปี 2509 จำเลยซื้อที่ดิน 1 แปลง ที่ถนนช้างม่อย ปี 2511 ได้ก่อสร้างอาคารบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด บนที่ดินดังกล่าว เป็นอาคาร 5 ชั้น ชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 4 ให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าเดือนละ 70,000 ถึง 100,000 บาท โดยจำเลยเป็นผู้เก็บค่าเช่า ที่ดิน 9 โฉนด บนถนนห้วยแก้วเป็นทรัพย์สินของโจทก์ซื้อมาตั้งแต่ปี 2502 ปลูกบ้านให้ชาวต่างประเทศเช่า ต่อมาปี 2515 โอนให้จำเลยและให้จำเลยเก็บค่าเช่า ปี 2512 โจทก์ จำเลยและญาติของจำเลยร่วมกันก่อตั้งบริษัทเหมืองแร่แม่อาว จำกัด แต่ปี 2525 ได้ให้ผู้อื่นเช่าไป ในการทำธุรกิจของทั้งสองบริษัทจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เป็นการส่วนตัวบ้าง บริษัทหรือจำเลยกู้เงินธนาคารโดยโจทก์ค้ำประกันบ้าง รายได้จากการทำธุรกิจนำไปซื้อที่ดินหลายแปลง ปี 2530 ได้จดทะเบียนเลิกบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด แต่จำเลยยังครอบครองและเก็บค่าเช่า ฝ่ายจำเลยมีตัวจำเลยเบิกความว่า จำเลยเกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ บิดาจำเลยเป็นคนจีนเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าชาย ปี 2495 จำเลยใช้เงินทุนของครอบครัวซึ่งมีมาแต่เดิม เปิดร้านค้าวัสดุก่อสร้างชื่อร้านมัทนพาณิชย์ ขอจดทะเบียนพาณิชย์ในปี 2496 แต่จดทะเบียนได้ในปี 2499 ร้านมีกิจการดีมาก ปี 2513 จึงจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ต่อมาปลูกสร้างอาคารมัทนพาณิชย์บนถนนช้างม่อย แล้วย้ายบริษัทไปอยู่ที่ทำการแห่งใหม่ และทยอยขายอาคารเดิมไป โจทก์มีชื่อร่วมเป็นผู้ก่อการและถือหุ้นบริษัท แต่ไม่ได้นำเงินมาลงทุน บริษัทมัทนพาณิชย์หยุดกิจการในปี 2527 นอกจากนั้นจำเลยตั้งบริษัทเหมืองแร่แม่อาว จำกัด มีชื่อโจทก์เป็นผู้ร่วมก่อการแต่ไม่ได้นำเงินมาลงทุน ขณะนี้หยุดกิจการแล้ว แต่ยังไม่ได้เลิกบริษัท เมื่อโจทก์จำเลยตกลงสมรสกัน บิดาโจทก์ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8183 ถึง 8190 รวม 8 แปลง ให้จำเลยแต่ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ ปัจจุบันเหลือ 6 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189 และ 8190 จำเลยปลูกบ้านบนที่ดินดังกล่าวโดยใช้วัสดุก่อสร้างจากร้านมัทนพาณิชย์ โจทก์ช่วยค่าก่อสร้างบ้าง ปลูกบ้านเสร็จปี 2503 ก่อนการสมรสไม่นาน ปี 2504 โจทก์จำเลยเริ่มทะเลาะกัน โจทก์ต้องคดีอาญาหายไป 3 ปี จากนั้นโจทก์ก่อตั้งบริษัทเติมเอ็นจีเนียริ่ง จำกัด ที่กรุงเทพมหานคร และได้เลขานุการเป็นภริยาใหม่ จำเลยบอกว่าโจทก์จะยกที่ดิน 8 แปลง ให้ใครไม่ได้ ต้องยกให้จำเลย โจทก์จึงทำสัญญาให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลย ปี 2508 จำเลยใช้เงินของร้านมัทนพาณิชย์ซื้อที่ดินข้างเคียงอีก 11 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 9708, 12040 ถึง 12048 และ 12550 โจทก์ไม่เคยช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลย เมื่อบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด ขาดเงิน จำเลยต้องกู้ยืมเงินจากโจทก์ตามสัญญากู้ยืม โจทก์อ้างว่าต่างคนต่างทำกิจการของตัวเองต้องรับผิดชอบตัวเอง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 9746 พระสังฆราชคริสต์โดยนางละม่อม ซึ่งถือกรรมสิทธิ์แทนโอนให้จำเลยเพื่อตีใช้หนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อเชื่อติดต่อกันเรื่อยมาตั้งแต่จำเลยสมรสกับโจทก์ ต่อมาจำเลยแบ่งเป็นแปลงย่อยคือ โฉนดที่ดินเลขที่ 28989 ถึง 29026 วันที่ 12 เมษายน 2524 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 38284 ถึง 38286 เพื่อให้ที่ดินแปลงอื่นของจำเลยมีทางออกสู่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 9331, 11251, 11252 และ 11254 จำเลยได้มาก่อนมีการออกโฉนดหลายปี ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 11252, 11254 และ 10203 ถูกเวนคืนไปทำถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 5349 นายสมบูรณ์ โอนตีใช้หนี้ค่าซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านมัทนพาณิชย์เมื่อปี 2508 ปี 2513 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3512, 3513 และ 3516 แล้วรวมโฉนดเป็นโฉนดเลขที่ 3512 ปี 2520 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3567 ปี 2525 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 3565 ปี 2513 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 8985 สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 5654, 6126 ถึง 6128, 7829, 5630, 7772 และ 5605 จำเลยซื้อมาระหว่างปี 2509 ถึง 2512 ตามสัญญาขายที่ดิน 7 ฉบับ ที่ดินโฉนดเลขที่ 52382, 53398 ถึง 53400 แบ่งแยกมาจากที่ดินแปลงอื่นที่จำเลยซื้อจากนางบุ่ง ที่ดินโฉนดเลขที่ 1483 เป็นการรวมโฉนดที่ดิน 10 แปลง เข้าด้วยกัน ต่อมานำมาแบ่งแยกโฉนด หลังจากนั้นที่ดินโฉนดเลขที่ 1483 และ 19439 ถูกเวนคืน คงเหลือที่ดินโฉนดเลขที่ 1579 และ 8296 ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 11933 คือสถานที่ตั้งร้านมัทนพาณิชย์เดิม ที่ดินโฉนดเลขที่ 519 จำเลยซื้อมาตั้งแต่ปี 2512 แล้วนำมาแบ่งแยกเป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 22214, 22215 และ 22220 ปัจจุบันที่ดินโฉนดเลขที่ 519 ถูกเวนคืนเกือบทั้งแปลง ที่ดินดังกล่าวทั้งหมดจำเลยได้มาจากการที่ลูกหนี้ตีใช้หนี้ค่าวัสดุก่อสร้างที่ซื้อจากร้านมัทนพาณิชย์บ้าง จำเลยใช้เงินของร้านมัทนพาณิชย์ซื้อมาบ้าง โดยโจทก์ไม่ได้ร่วมซื้อ และจำเลยไม่ต้องขอความยินยอมจากโจทก์จึงเป็นที่ดินของกงสีระหว่างจำเลย มารดาและพี่น้องของจำเลย แต่การขายที่ดินบางครั้งให้โจทก์ลงลายมือชื่อลอยไว้ในหนังสือยินยอมบางครั้งจำเลยนำที่ดินไปจำนองธนาคารเอาเงินมาหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายของร้านมัทนพาณิชย์ บ้านเลขที่ 44 ต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 35/2 จำเลยอาศัยอยู่กับครอบครัว ปี 2520 โจทก์ย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาแต่ไม่ได้เข้าอยู่อาศัย เมื่อจำเลยทราบว่าโจทก์มีภริยาใหม่ จำเลยไม่ได้ขอหย่าเพราะเกรงจะเสียชื่อเสียง แต่เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ จำเลยจึงฟ้องหย่าในปี 2533 แต่ต่อมาขอถอนฟ้อง นางวันเพ็ญ เบิกความว่า พยานรู้จักมารดาจำเลยตั้งแต่ปี 2483 จำเลยช่วยมารดาค้าขาย เมื่อจำเลยอายุ 20 ปี ได้เปิดร้านมัทนพาณิชย์ มารดาจำเลยกับบุตรทุกคนร่วมกันดำเนินกิจการร้านต่อมาตั้งเป็นบริษัท เมื่อจำเลยสมรส พยานเคยพบสามีจำเลยครั้งเดียวที่ร้านมัทนพาณิชย์ นายนิยม เบิกความว่า เดิมร้านขายอาหารเป็นชื่อมารดาจำเลย ต่อมามารดาจำเลยเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างใช้ชื่อมัทนพาณิชย์ ปี 2497 พยานเริ่มรับเหมาก่อสร้างซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านนี้ พยานไม่เคยพบโจทก์ ไม่เคยเห็นโจทก์มาช่วยจำเลยค้าขาย พันเอกพิเศษสกุล เบิกความว่า พยานรับราชการทหารที่จังหวัดเชียงใหม่ตั้งแต่ปี 2501 ถึง 2536 ปี 2534 เป็นนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่เรื่อยมา พยานรู้จักจำเลยตั้งแต่ปี 2501 โดยซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านของจำเลยไปใช้ในราชการ เห็นจำเลยกับพี่น้องทำการค้าอยู่ด้วยกัน นางจิราพร น้องสาวของจำเลยเบิกความว่า เดิมบิดาตัดเย็บเสื้อผ้า มารดาขายอาหาร ปี 2495 มารดาเห็นว่าจังหวัดเชียงใหม่กำลังมีการก่อสร้างมากมายจึงตั้งร้านขายวัสดุก่อสร้างชื่อร้านมัทนพาณิชย์โดยมารดาและบุตรทุกคนช่วยกันค้าขาย เหตุที่ใช้ชื่อจำเลยเป็นชื่อร้านเพราะจำเลยค้าขายคล่องและพี่น้องเชื่อใจ เงินฝากในธนาคารเป็นของครอบครัวแต่ให้จำเลยเบิกถอนได้คนเดียว ปี 2513 จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทประกอบกิจการเรื่อยมากระทั่งหยุดกิจการปี 2527 และพี่น้องทั้งหมดมาเปิดบริษัทใหม่ชื่อบริษัทมัทนพาณิชย์เชียงใหม่ จำกัด หลังจากจำเลยสมรสกับโจทก์ โจทก์ไม่เคยมาช่วยกิจการของร้าน โจทก์มาเชียงใหม่ในวันเสาร์และวันอาทิตย์ จำเลยไม่เคยไปอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ที่ดินทั้งหมดเป็นของครอบครัวเพียงใส่ชื่อจำเลยไว้เท่านั้น นายประโยชน์ น้องชายจำเลยเบิกความว่า มารดาจำเลยมีบุตร 4 คน จำเลยเป็นบุตรคนที่ 2 เดิมมารดาเปิดร้านขายอาหาร ปี 2495 มารดาเห็นว่าการค้าวัสดุก่อสร้างจะไปได้ดีจึงเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างชื่อร้านมัทนพาณิชย์ ซึ่งเป็นกิจการของครอบครัว บุตรทุกคนช่วยกันค้าขายโดยไม่ได้รับเงินเดือน แต่ส่วนใหญ่จำเลยดูแลกิจการแทนมารดา เมื่อก่อตั้งเป็นบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด มีผู้ถือหุ้น 7 คน แต่ทุกคนไม่ได้นำเงินมาลงทุนเพียงใส่ชื่อให้ครบตามกฎหมายเท่านั้น ปี 2512 ถึง 2513 ครอบครัวขายกิจการไปทำเหมืองแร่ชื่อบริษัทเหมืองแร่แม่อาว จำกัด โดยใช้เงินทุนของครอบครัว จำเลยให้พยานไปดูแลกิจการบริษัทดังกล่าวถึงปี 2515 พยานจึงไปตั้งบริษัทของตัวเอง ที่ดินที่มีชื่อจำเลยทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของครอบครัว โจทก์ทำงานที่กรุงเทพมหานครไม่เคยมาช่วยกิจการของครอบครัว เห็นว่า ครอบครัวของจำเลยเป็นครอบครัวคนจีน ปี 2495 จำเลยอายุประมาณ 20 ปี เปิดกิจการร้านมัทนพาณิชย์เพื่อค้าวัสดุก่อสร้าง ยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ในปี 2496 ระบุว่าเริ่มต้นกิจการวันที่ 13 กรกฎาคม 2496 ขณะนั้นจำเลยอายุยังน้อยไม่มีเงินทุนเป็นของตัวเอง ได้ความจากนางจิราพรน้องสาวจำเลยและนายประโยชน์ น้องชายจำเลยว่า มารดาเห็นว่าจังหวัดเชียงใหม่กำลังมีการก่อสร้างมากมายจึงตั้งร้านขายวัสดุก่อสร้างชื่อร้านมัทนพาณิชย์ เหตุที่ใช้ชื่อจำเลยเป็นชื่อร้านเพราะจำเลยค้าขายคล่องและพี่น้องเชื่อใจ มารดาและบุตรทุกคนช่วยกันทำการค้าโดยไม่ได้รับเงินเดือน สอดคล้องกับคำเบิกความของนางผ่องศรีและนางวันเพ็ญ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกับมารดาจำเลยว่า เดิมมารดาจำเลยทำร้านขายอาหาร ต่อมาเปิดร้านมัทนพาณิชย์ขายวัสดุก่อสร้าง โดยมารดาจำเลยกับบุตรทุกคนร่วมกันดำเนินกิจการ แสดงว่ากิจการร้านมัทนพาณิชย์เป็นของครอบครัวฝ่ายจำเลย ไม่ใช่ของจำเลยคนเดียว จำเลยเป็นเพียงผู้บริหารหลัก รายได้ของร้านนำมาใช้จ่ายในครอบครัว เช่น ส่งนายประโยชน์ไปศึกษาต่อต่างประเทศ โจทก์เพิ่งสมรสกับจำเลยในปี 2503 แต่โจทก์ยังคงทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานครไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของร้านมัทนพาณิชย์เจือสมกับคำพยานโจทก์คือนายเพียงและหม่อมราชวงศ์อดุลย์กิติ์ที่เบิกความยืนยันว่า พบโจทก์บางครั้งเฉพาะช่วงวันเสาร์และวันอาทิตย์ที่ร้านมัทนพาณิชย์ ยิ่งกว่านั้นตัวโจทก์เองเบิกความว่า ในการประกอบธุรกิจของจำเลยหากจำเลยต้องการเงินหมุนเวียน โจทก์ให้จำเลยกู้ยืมเงินบ้าง หรือค้ำประกันเงินกู้ให้จำเลยบ้างแต่จำเลยต้องชำระคืนจนครบถ้วนสอดคล้องกับบันทึกการยืมเงินและสัญญากู้เงิน แสดงว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์จำเลยในด้านธุรกิจและด้านการเงินเป็นความสัมพันธ์อย่างคู่สัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่ความสัมพันธ์อย่างสามีภริยาหรือบุคคลในครอบครัว ทำให้เชื่อได้ว่าโจทก์ไม่มีส่วนใดๆ ในกิจการของร้านมัทนพาณิชย์และทรัพย์สินของครอบครัวจำเลย

สำหรับที่ดิน 8 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 8183 ถึง 8190 ซึ่งปัจจุบันเหลือ 6 แปลง คือที่ดินโฉนดเลขที่ 8183, 8184, 8185, 8188, 8189 และ 8190 โจทก์ซื้อมาตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2502 ก่อนสมรสกับจำเลย แต่ต่อมาปรากฏว่าวันที่ 31 กรกฎาคม 2515 โจทก์ยกให้จำลย ตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดินรวม 8 โฉนด แม้ระบุว่า ยกให้พร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเพราะเป็นสามีกับภริยา โจทก์ก็เบิกความว่ายกให้จำเลยเพราะโจทก์ไปมีภริยาใหม่และมีบุตรกับภริยาใหม่ 2 คน จำเลยเกรงว่าโจทก์จะนำที่ดินไปยกให้แก่บุตรของภริยาใหม่ สอดคล้องกับทางนำสืบของจำเลยว่า จำเลยห้ามโจทก์ยกที่ดินดังกล่าวให้คนอื่น ต้องยกให้จำเลยเท่านั้นเพราะที่ดินดังกล่าวบิดาโจทก์ซื้อให้จำเลยก่อนโจทก์จำเลยสมรสกัน แต่ให้ใส่ชื่อโจทก์ไว้ เห็นว่า ตามสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดิน มีข้อสัญญาระบุว่า ผู้ให้ยอมยกที่ดินทั้งแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่ผู้รับโดยเด็ดขาดนับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป เป็นการยกให้โดยเสน่หาไม่มีค่าตอบแทนเพราะเป็นสามีกับภริยา แม้หนังสือยกให้ซึ่งสามีให้ทรัพย์สินแก่ภริยาดังกล่าว จะมิได้ระบุไว้ชัดว่าให้เป็นสินส่วนตัวก็ตาม แต่การที่โจทก์ยกที่ดิน 8 แปลง ดังกล่าวให้จำเลยก็เพื่อตอบแทนการที่จำเลยยอมยุติปัญหาที่โจทก์ไปมีภริยาอีกคนหนึ่ง จึงแปลเจตนาจากข้อความในเอกสารตามพฤติการณ์แห่งกรณีได้ว่า โจทก์ได้ให้เป็นสินส่วนตัวของภริยาเด็ดขาดแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์ที่ภายหลังโจทก์ยกที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว จำเลยและครอบครัวจำเลยได้ใช้ประโยชน์โดยอาศัยอยู่บนที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา และมีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างอื่นเพิ่มเติมโดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้มีการโต้แย้งแต่อย่างใด เมื่อที่ดิน 8 แปลงนี้ไม่ใช่สินสมรส โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมด้วย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ในที่ดินส่วนนี้จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่ดินอีก 87 แปลง โจทก์นำสืบเพียงว่า จำเลยได้มาระหว่างสมรสกับโจทก์ย่อมเป็นสินสมรส ฝ่ายจำเลยนำสืบว่า ที่ดินทั้งหมดจำเลยได้มาจากการที่ลูกหนี้ตีใช้หนี้ค่าซื้อวัสดุก่อสร้างจากร้านมัทนพาณิชย์บ้าง และจำเลยใช้เงินของร้านมัทนพาณิชย์ซื้อมาบ้าง เห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดิน มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยได้มาหลังจากที่จำเลยสมรสกับโจทก์และก่อนที่บริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด หยุดกิจการในปี 2527 นอกจากบางแปลงแบ่งแยกจากโฉนดเดิมแล้วออกโฉนดใหม่หลังปี 2527 จำเลยทราบรายละเอียดที่ดินแต่ละแปลงว่าแปลงใดได้มาโดยการซื้อ แปลงใดได้มาโดยการตีใช้หนี้แต่ทำเป็นสัญญาซื้อขาย แปลงใดมีการรวมโฉนด แปลงใดมีการแบ่งแยกโฉนด แปลงใดมีการจำนอง แปลงใดไถ่จำนองแล้ว ในขณะที่โจทก์ไม่สามารถเบิกความในรายละเอียดดังกล่าว แสดงว่าจำเลยเป็นผู้จัดการทรัพย์สินที่ดินโดยโจทก์ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม ยิ่งกว่านั้นเมื่อพิจารณาสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน 2 โฉนด โฉนดเลขที่ 1579 และ 8296 ระบุว่า จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้เบิกเงินเกินบัญชีของบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน 2 โฉนด ที่ดินโฉนดเลขที่ 1579 และ 8296 ระบุว่าจำนองเพื่อเป็นประกันหนี้เงินที่นางสาวจิราภรณ์ มีต่อบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน 2 โฉนด โฉนดเลขที่ 5654 และ 5605 ระบุว่า จำนองเพื่อเป็นประกันหนี้ของบริษัทมัทนพาณิชย์ จำกัด สำเนาหนังสือสัญญาจำนองกรรมสิทธิ์ที่ดิน 10 โฉนด ระบุว่าจำนองเพื่อออกหนังสือค้ำประกันบริษัทมัทนพาณิชย์ ต่อบริษัทชลประทานซีเมนต์ จำกัด และสำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน 4 แปลง ระบุว่า จำนองเพื่อประกันหนี้จ่ายเงินตามใบเสร็จรับเงินที่ธนาคารค้ำประกันร้านมัทนพาณิชย์ไว้ต่อบริษัทปูนซีเมนต์ไทย จำกัด พยานเอกสารเหล่านี้แสดงว่าที่ดินเหล่านั้นถูกนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ที่นำมาใช้จ่ายในการจัดหาวัสดุก่อสร้างมาขายในร้านมัทนพาณิชย์ แม้ร้านจะชื่อเดียวกับจำเลยและจำเลยเป็นหลักในการทำธุรกิจ แต่ก็เป็นกิจการที่ครอบครัวของจำเลยนำเงินของครอบครัวมาลงทุนและพี่น้องคนอื่นก็เข้าร่วมดำเนินกิจการด้วยโดยไม่เคยขอแบ่งแยกหรือขอใส่ชื่อร่วมในชื่อร้านหรือในโฉนดที่ดิน ร้านและทรัพย์สินต่างๆ รวมทั้งที่ดินพิพาท จึงไม่ใช่ของจำเลย แต่เป็นของครอบครัวจำเลยที่จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนเท่านั้น การที่จำเลยและครอบครัวของจำเลยร่วมดำเนินกิจการของร้านมัทนาพาณิชย์ เพื่อกระทำกิจการค้าขายวัสดุก่อสร้างร่วมกันก่อนที่จะมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดใน ปี 2513 ซึ่งมีความประสงค์จะแบ่งปันกำไรที่จะพึงได้จากกิจการที่ทำนั้น เข้าลักษณะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่ได้จดทะเบียน โดยมีสมาชิกในครอบครัวของจำเลยทุกคนเป็นหุ้นส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012 ประกอบมาตรา 1025 การที่โจทก์ผู้เป็นบุคคลภายนอกห้างหุ้นส่วนสามัญดังกล่าวจะขอใส่ชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน 87 แปลง ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์แทนห้างหุ้นส่วนสามัญนั้นเท่ากับเป็นการเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนหมดทุกคนซึ่งไม่อาจกระทำได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1040 เมื่อกรณีฟังได้ว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนสามัญ มิใช่ของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอใส่ชื่อร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า จำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของ 1 ใน 5 ส่วน และให้โจทก์ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วม 1 ใน 10 ส่วน ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่ให้ยกฟ้องโจทก์เสียทั้งหมด ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นให้ยกฟ้องโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ 




นิติกรรม

สัญญากู้เงินของผู้ให้กู้ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีผลบังคับหรือไม่–ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและการเรียกคืนเงินต้น article
เปลี่ยนเจ้าหนี้ในสัญญากู้และจำนอง ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้อง article
การขายทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถและผลของการให้สัตยาบันนิติกรรม
นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุด การจดทะเบียนขายกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลในคดีครอบครัวและบังคับคดีทรัพย์สินของคู่สมรส
อำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิ และขอบเขตการทำนิติกรรม
สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)
สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดขึ้นเพราะขาดการแสดงเจตนาโดยชอบ, (ฎีกาที่ 3233/2568)
ข้อพิพาทงานก่อสร้าง เลิกสัญญาโดยปริยายและการคืนฐานะเดิม,ป.พ.พ. มาตรา 391,(ฎีกา 315/2567)
บอกล้างโมฆียะกรรม & เพิกถอนยึดทรัพย์ กลฉ้อฉล, ฉ้อโกง, (ฎีกา 5398/2567)
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7504/2567 : คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568: เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินมรดกที่ไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5661/2567: การสละที่ดินโครงการเป็นทางสาธารณะ และผลทางกฎหมายของการโอนขาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
สิทธิทายาท, สละมรดกผู้เยาว์, เพิกถอนโอนที่ดิน(ฎีกา 1649/2567)
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้