ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกของผู้เยาว์ได้หรือไม่ โดยไม่ต้องขออนุญาตศาล และการขายดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายเพียงใด

ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกของผู้เยาว์ได้หรือไม่, การขายทรัพย์มรดกต้องขออนุญาตศาลหรือไม่, ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายที่ดินมรดก, การจัดการทรัพย์มรดกตามมาตรา 1719, การแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1736 วรรคสอง, ผู้ใช้อำนาจปกครองกับผู้จัดการมรดกแตกต่างกันอย่างไร, การขายที่ดินมรดกโดยสุจริต, การโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดก, ผู้เยาว์ในกองมรดก, ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดก, อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก, ทรัพย์มรดกของผู้ตาย, นิติกรรมขายมรดก 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์ และปัญหาสำคัญว่าการขายทรัพย์มรดกดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 หรือไม่ คดีนี้เกิดขึ้นจากกรณีที่ผู้จัดการมรดกได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกเพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท ต่อมาทายาทบางส่วนฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินโดยอ้างว่าผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก เปรียบเทียบกับอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายครอบครัว รวมทั้งพิจารณาว่าการซื้อขายดังกล่าวเป็นการกระทำโดยสุจริต เปิดเผย และเพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือไม่

คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดก เนื่องจากศาลฎีกาได้วางหลักชัดเจนว่า หากทรัพย์สินยังเป็นทรัพย์มรดกและอยู่ภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดก การดำเนินการเพื่อรวบรวม แปลงสภาพ หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกย่อมอยู่ภายใต้อำนาจตามกฎหมายมรดก มิใช่เป็นกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 อีกทั้งยังสะท้อนหลักเรื่องความสุจริตในการจัดการกองมรดก และการคุ้มครองความมั่นคงแห่งนิติกรรมของบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตอีกด้วย 

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เริ่มต้นจากกรณีที่นายประชาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2517 โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของนายประชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้ตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชา และศาลแพ่งได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 เพื่อทำหน้าที่รวบรวมและจัดการทรัพย์มรดกของนายประชาเพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทตามกฎหมาย

ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 นายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาในโฉนดเลขที่ 4134 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 500,000 บาท โดยมีการจดทะเบียนซื้อขายอย่างเปิดเผย มีพยานรู้เห็นในการทำสัญญา และมีการบันทึกข้อความในท้ายสัญญาว่าการขายดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาทของนายประชา

ภายหลังโจทก์ทั้งห้าได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าการขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์กระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล อีกทั้งโจทก์ที่ 1 อ้างว่าไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอมต่อการขาย และไม่เคยได้รับเงินจากการขายที่ดินดังกล่าว

โจทก์ทั้งห้ายังขอให้จำเลยทั้งหลายไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งห้าในฐานะทายาท และหากไม่สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์ได้ก็ขอให้ขายทอดตลาดแบ่งเงินตามส่วน รวมทั้งเรียกค่าเสียหายจำนวน 239,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ต่อสู้คดีว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการซื้อขายโดยสุจริต มีการชำระราคาจริง และเป็นการดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท โดยก่อนการซื้อขายได้มีการพูดคุยปรึกษากับโจทก์ที่ 1 แล้ว อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ยังเป็นผู้ร้องขอให้ตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเอง แสดงถึงการไว้วางใจให้นายปลิวดำเนินการเกี่ยวกับกองมรดก

คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การขายที่ดินดังกล่าวเป็นการกระทำของผู้จัดการมรดกซึ่งอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมรดก มิใช่กรณีผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 อีกทั้งพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยเปิดเผย สุจริต และมีค่าตอบแทนจริง จึงพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยสุจริต ไม่มีการฉ้อฉลหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดก จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย

ศาลฎีกาวางประเด็นสำคัญไว้ 2 ประเด็น คือ

ประเด็นแรก การโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่

ประเด็นที่สอง การที่ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกซึ่งมีส่วนของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการกระทำที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 หรือไม่

ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่า การดำเนินการของนายปลิวอยู่ในฐานะ “ผู้จัดการมรดก” ตามกฎหมายมรดก หรืออยู่ในฐานะ “ผู้ใช้อำนาจปกครอง” ตามกฎหมายครอบครัว เพราะหากเป็นกรณีผู้ใช้อำนาจปกครอง การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ย่อมต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามมาตรา 1574 แต่หากเป็นการจัดการทรัพย์มรดกภายใต้อำนาจของผู้จัดการมรดก ก็ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติเรื่องมรดกเป็นสำคัญ 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับอำนาจของผู้จัดการมรดก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจากนายประชาถึงแก่ความตายแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดของนายประชาย่อมกลายเป็นทรัพย์มรดก และเมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งแต่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดก นายปลิวจึงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเอง แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ไว้วางใจให้นายปลิวดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายประชา และการที่โจทก์ที่ 1 รีบดำเนินการตั้งผู้จัดการมรดกหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไม่นาน ย่อมสะท้อนถึงเจตนาที่ต้องการให้มีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยรวดเร็ว

ศาลยังพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ในการซื้อขายที่ดินว่า เป็นการซื้อขายโดยเปิดเผย มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มีพยานรู้เห็น มีการกำหนดราคาซื้อขายจำนวน 500,000 บาท ซึ่งตรงกับราคาที่ระบุไว้ในคำสั่งศาลขณะแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และในท้ายสัญญาซื้อขายยังมีการบันทึกไว้อย่างชัดแจ้งว่าการขายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท

นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังเบิกความสอดคล้องกันว่า ก่อนมีการซื้อขาย นายปลิวได้พาโจทก์ที่ 1 ไปพูดคุยเรื่องการขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ที่ 1 น่าจะทราบเรื่องการซื้อขายมาก่อน มิใช่ไม่รู้เห็นดังที่กล่าวอ้าง

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงรับฟังว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยสุจริต เปิดเผย มีค่าตอบแทนจริง และมิได้มีลักษณะเป็นการฉ้อฉลหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดก

การตีความมาตรา 1574 กับอำนาจผู้จัดการมรดก

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่าง “ผู้จัดการมรดก” กับ “ผู้ใช้อำนาจปกครอง”

โจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทมีส่วนของผู้เยาว์รวมอยู่ด้วย ดังนั้นการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์จึงต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 หากไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็น “ทรัพย์มรดก” ของนายประชา และยังอยู่ระหว่างการจัดการแบ่งปันโดยผู้จัดการมรดก การดำเนินการของนายปลิวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดก มิใช่การที่ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์โดยตรง

ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อทรัพย์ยังเป็นทรัพย์มรดกและยังอยู่ในกระบวนการจัดการกองมรดก อำนาจในการจัดการทรัพย์ดังกล่าวย่อมเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง ไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1574

กล่าวอีกนัยหนึ่ง มาตรา 1574 ใช้บังคับกับกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปทำนิติกรรมโดยตรง แต่คดีนี้ทรัพย์สินยังเป็นทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในอำนาจการจัดการของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก จึงไม่จำต้องขออนุญาตศาลก่อนขาย

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “สถานะของทรัพย์” และ “ฐานอำนาจของผู้กระทำการ” เป็นสำคัญ กล่าวคือ หากทรัพย์ยังอยู่ในกองมรดกและผู้กระทำการใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก การดำเนินการย่อมต้องพิจารณาตามกฎหมายมรดก มิใช่ตามบทบัญญัติเรื่องอำนาจปกครองผู้เยาว์

หลักเรื่องความสุจริตและการคุ้มครองความมั่นคงแห่งนิติกรรม

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับหลักความสุจริตของคู่กรณี โดยเห็นว่าการซื้อขายครั้งนี้มิใช่การโอนทรัพย์โดยปกปิดหรือฉ้อฉล แต่เป็นการซื้อขายโดยเปิดเผย มีค่าตอบแทนจริง มีการจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ และมีพยานหลักฐานรองรับชัดเจน

จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อจึงอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต และเชื่อโดยสุจริตว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกดังกล่าว การคุ้มครองความมั่นคงแห่งนิติกรรมและความเชื่อถือในการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ศาลรับรองความสมบูรณ์ของการซื้อขายครั้งนี้

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองว่า การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกระหว่างนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น 

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการอธิบายขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก และความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายมรดกกับกฎหมายว่าด้วยอำนาจปกครองผู้เยาว์ โดยศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากทรัพย์สินยังเป็นทรัพย์มรดกและอยู่ระหว่างการจัดการแบ่งปัน ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวภายใต้บทบัญญัติเรื่องมรดก มิใช่เป็นกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองกระทำการแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 กำหนดให้ผู้จัดการมรดกมีอำนาจและหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไปเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาททั้งหมด ขณะที่มาตรา 1736 วรรคสอง ให้อำนาจผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท การขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการกองมรดกได้ หากเป็นการกระทำโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันทรัพย์

ในทางกลับกัน มาตรา 1574 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์จากการที่ผู้ใช้อำนาจปกครองอาจนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปจำหน่าย จ่าย โอน หรือก่อภาระโดยไม่จำเป็นหรือไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ จึงกำหนดให้การทำนิติกรรมบางประเภทต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน โดยเฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแยกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ในกองมรดกจะมีทายาทเป็นผู้เยาว์ แต่หากทรัพย์ดังกล่าวยังไม่ถูกแบ่งออกมาเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์ ทรัพย์นั้นก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดกอยู่ มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เยาว์โดยสมบูรณ์

แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า “ฐานอำนาจตามกฎหมาย” ของผู้กระทำการมีผลต่อการใช้บทกฎหมาย กล่าวคือ หากบุคคลใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก การกระทำย่อมต้องพิจารณาตามกฎหมายมรดก แต่หากใช้อำนาจในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครอง จึงจะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 1574

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเรื่องความสุจริตและวัตถุประสงค์ของการขายทรัพย์ โดยพิจารณาว่าการขายเกิดขึ้นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก อีกทั้งราคาซื้อขายยังสอดคล้องกับราคาที่ระบุไว้ในคำสั่งศาล มีการซื้อขายเปิดเผย มีพยานรู้เห็น และมีการชำระเงินจริง จึงไม่อาจถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักกฎหมายมรดกที่มุ่งให้การจัดการกองมรดกสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความมั่นคงในการทำธุรกรรม หากตีความว่าการขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์ทุกกรณีต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 1574 ก็อาจทำให้การจัดการมรดกเกิดความล่าช้าและกระทบต่อการแบ่งปันทรัพย์แก่ทายาททั้งหมด

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่คดีนี้วางหลักไว้

แนวคำพิพากษานี้วางหลักสำคัญหลายประการเกี่ยวกับกฎหมายมรดกและกฎหมายครอบครัว ดังนี้

ประการแรก ศาลฎีกายืนยันว่าผู้จัดการมรดกมีสถานะเป็นผู้แทนของกองมรดกและทายาททั้งหมด มิใช่ผู้แทนเฉพาะผู้เยาว์ ดังนั้นการใช้อำนาจจัดการทรัพย์มรดกจึงเป็นอำนาจตามกฎหมายมรดกโดยตรง

ประการที่สอง ศาลให้ความสำคัญกับลักษณะของทรัพย์สินว่า ยังเป็น “ทรัพย์มรดก” หรือได้แยกออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของทายาทแล้ว หากยังไม่แบ่งมรดก ทรัพย์ดังกล่าวยังอยู่ภายใต้อำนาจของผู้จัดการมรดก

ประการที่สาม ศาลวางหลักว่าการขายทรัพย์มรดกไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายเสมอไป หากเป็นการดำเนินการโดยสุจริต เพื่อประโยชน์ของกองมรดก และเพื่อให้เกิดการแบ่งปันทรัพย์แก่ทายาท

ประการที่สี่ ศาลคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต โดยเฉพาะกรณีมีการซื้อขายเปิดเผย มีการจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ และผู้ซื้อเชื่อโดยสุจริตว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย

แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมากสำหรับคดีเกี่ยวกับผู้จัดการมรดก การขายทรัพย์มรดก การแบ่งปันทรัพย์ระหว่างทายาท และข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของผู้เยาว์ในกองมรดก เพราะเป็นแนววินิจฉัยที่อธิบายความแตกต่างระหว่าง “อำนาจผู้จัดการมรดก” กับ “อำนาจผู้ใช้อำนาจปกครอง” ได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า นายปลิวได้รับการแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายประชาโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการซื้อขายโดยเปิดเผย สุจริต และมีค่าตอบแทนจริง อีกทั้งมิใช่กรณีผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตศาลก่อน พิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 100,000 บาท

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การขายที่ดินพิพาทเป็นการกระทำภายใต้อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก มิใช่การจำหน่ายทรัพย์ของผู้เยาว์โดยผู้ใช้อำนาจปกครอง อีกทั้งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการซื้อขายกระทำโดยสุจริต เปิดเผย และมีการชำระราคากันจริง ไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดก จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทยังเป็นทรัพย์มรดกของนายประชาและอยู่ภายใต้การจัดการของนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง การขายที่ดินเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทจึงเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดกโดยตรง มิใช่กรณีผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 อีกทั้งพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าการซื้อขายกระทำโดยสุจริต เปิดเผย และไม่มีการฉ้อฉลหลอกลวง การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า “อำนาจของผู้จัดการมรดก” เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยตรงตามกฎหมายมรดก เพื่อให้สามารถรวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้จัดการมรดกจึงมิได้มีฐานะเป็นเพียงตัวแทนของทายาทแต่ละคน หากแต่เป็นผู้แทนของกองมรดกทั้งหมด การดำเนินการใดเกี่ยวกับทรัพย์มรดกจึงต้องพิจารณาจากสถานะของทรัพย์และฐานอำนาจของผู้กระทำเป็นสำคัญ

แม้ในกองมรดกจะมีทายาทเป็นผู้เยาว์ แต่หากทรัพย์ยังมิได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์ ทรัพย์ดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้อำนาจจัดการของผู้จัดการมรดก ไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามมาตรา 1574 ซึ่งใช้บังคับเฉพาะกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปทำนิติกรรมโดยตรงเท่านั้น

คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำหลักความสุจริตในการจัดการกองมรดก โดยศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์แห่งคดีว่าการขายทรัพย์กระทำโดยเปิดเผย มีค่าตอบแทนจริง มีพยานหลักฐานรองรับ และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก การกระทำดังกล่าวจึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย

ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังสะท้อนหลักความมั่นคงแห่งนิติกรรมและการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต เพราะหากผู้ซื้อได้ทำธุรกรรมโดยเปิดเผย ชำระราคาจริง และเชื่อโดยสุจริตว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมาย การซื้อขายย่อมได้รับความคุ้มครอง มิอาจถูกเพิกถอนโดยง่ายเพียงเพราะภายหลังทายาทบางส่วนไม่พอใจการจัดการทรัพย์มรดกดังกล่าว

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า การขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์โดยผู้จัดการมรดก เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายมรดก หรือเป็นการทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 ซึ่งต้องขออนุญาตศาลก่อน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทรัพย์ยังเป็นทรัพย์มรดกและอยู่ระหว่างการจัดการแบ่งปัน ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 1574

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง การขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันจึงเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หากดำเนินการโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์ของกองมรดก การซื้อขายย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

2. ทรัพย์มรดกไม่ใช่ทรัพย์ส่วนตัวของผู้เยาว์โดยทันที

แม้ในกองมรดกจะมีผู้เยาว์เป็นทายาท แต่ตราบใดที่ทรัพย์ยังไม่ได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน ทรัพย์นั้นยังคงเป็นทรัพย์มรดกภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดก มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เยาว์ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 1574 เรื่องการขออนุญาตศาลก่อนขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ 

แยกอธิบายหลักกฎหมายตามกฎหมายและมาตรา

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574

มาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยกำหนดข้อจำกัดต่อผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำนิติกรรมบางประเภทแทนผู้เยาว์ โดยเฉพาะนิติกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพย์สินของผู้เยาว์ในระยะยาว เช่น การขาย แลกเปลี่ยน ให้ เช่า จำนอง หรือก่อภาระติดพันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เพื่อให้ศาลทำหน้าที่ตรวจสอบว่านิติกรรมนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์จริงหรือไม่

เจตนารมณ์สำคัญของมาตรานี้ คือ การป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจปกครองใช้อำนาจโดยมิชอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยขาดความระมัดระวัง เพราะผู้เยาว์ยังไม่มีความสามารถเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง กฎหมายจึงกำหนดกลไกควบคุมผ่านการอนุญาตของศาล

อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในกองมรดกจะมีผู้เยาว์เป็นทายาท แต่ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่อยู่ภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดก มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เยาว์โดยตรง การขายทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ใช่การที่ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 แต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก ศาลจึงวางหลักว่า มาตรา 1574 ไม่อาจนำมาใช้บังคับกับกรณีนี้ได้

แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การใช้มาตรา 1574 ต้องพิจารณาให้ชัดเจนก่อนว่า บุคคลที่ดำเนินการใช้อำนาจในฐานะใด และทรัพย์นั้นมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร หากทรัพย์ยังอยู่ในกองมรดกและยังมิได้แบ่งออกเป็นส่วนเฉพาะของผู้เยาว์ อำนาจในการจัดการย่อมเป็นของผู้จัดการมรดก มิใช่อำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครอง

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711

มาตรา 1711 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการตั้งผู้จัดการมรดก โดยกฎหมายกำหนดให้ศาลมีอำนาจแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเมื่อมีเหตุจำเป็น เพื่อให้มีบุคคลเข้ามาดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกแทนกองมรดกและทายาททั้งหลาย โดยเฉพาะกรณีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่มีพินัยกรรม หรือมีทรัพย์สินจำนวนมากซึ่งจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบในการรวบรวม ดูแล และแบ่งปัน

ผู้จัดการมรดกจึงมีฐานะเป็นบุคคลที่กฎหมายรับรองให้มีอำนาจดำเนินการแทนกองมรดก มิใช่ตัวแทนเฉพาะของทายาทคนใดคนหนึ่ง และเมื่อศาลมีคำสั่งแต่งตั้งแล้ว อำนาจของผู้จัดการมรดกย่อมเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย

ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ร้องขอต่อศาลให้แต่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเอง จึงสะท้อนว่าโจทก์ที่ 1 ไว้วางใจให้นายปลิวจัดการกองมรดกแทนทายาททั้งหมด การที่ต่อมาผู้จัดการมรดกดำเนินการขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงเป็นการใช้อำนาจภายในขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมาย

หลักสำคัญของมาตรา 1711 คือ การทำให้กองมรดกสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีระบบหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และป้องกันปัญหาความขัดแย้งระหว่างทายาทหลายฝ่าย โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งออกจากกันอย่างชัดเจน

3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719

มาตรา 1719 เป็นบทบัญญัติหลักเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โดยกำหนดให้ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไป เพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาททั้งหมด อำนาจดังกล่าวรวมถึงการรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้สิน ดำเนินคดีแทนกองมรดก และดำเนินการที่จำเป็นเพื่อให้เกิดการแบ่งปันทรัพย์มรดกได้อย่างเรียบร้อย

ศาลฎีกานำมาตรา 1719 มาใช้วินิจฉัยโดยเห็นว่า การขายที่ดินพิพาทของนายปลิวเป็นการกระทำภายใต้อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เนื่องจากทรัพย์ดังกล่าวยังเป็นทรัพย์มรดกของนายประชา และการขายมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก

มาตรานี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้จัดการมรดกสามารถบริหารจัดการทรัพย์มรดกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากจำกัดอำนาจมากเกินไป การจัดการกองมรดกอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์มรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่จำเป็นต้องจำหน่ายเพื่อแบ่งเงินให้แก่ทายาท

แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงสะท้อนว่า อำนาจของผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 ครอบคลุมถึงการขายทรัพย์มรดกได้ หากเป็นการดำเนินการโดยสุจริต เปิดเผย และเพื่อประโยชน์ของกองมรดกโดยแท้จริง

4. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722

มาตรา 1722 เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดในการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดก โดยเฉพาะกรณีที่ผู้จัดการมรดกอาจมีส่วนได้เสียขัดกันกับกองมรดกหรือทายาท กฎหมายจึงมุ่งป้องกันมิให้ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวจนเกิดความเสียหายแก่กองมรดก

ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบว่า นายปลิวมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหรือมีส่วนได้เสียอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดกหรือไม่ ซึ่งศาลรับฟังว่า การขายที่ดินเป็นไปโดยเปิดเผย มีค่าตอบแทนจริง มีพยานหลักฐานรองรับ และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท มิได้ปรากฏว่านายปลิวได้รับประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ

หลักสำคัญของมาตรา 1722 คือ การควบคุมไม่ให้ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือใช้อำนาจโดยไม่สุจริต เพราะแม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดก แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทายาททุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม

แนวคำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมของการจัดการมรดกเป็นสำคัญ หากไม่ปรากฏการฉ้อฉลหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ การดำเนินการของผู้จัดการมรดกย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย


5. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคสอง

มาตรา 1736 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท โดยกำหนดให้ผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการจัดแบ่งทรัพย์สินของกองมรดกให้แก่ทายาทตามส่วนสิทธิของแต่ละคน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขายที่ดินพิพาทของนายปลิวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1736 วรรคสอง เพราะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ทำให้ทรัพย์มรดกสามารถแบ่งปันแก่ทายาทได้จริง ในบางกรณีการจำหน่ายทรัพย์สินแล้วนำเงินมาแบ่งจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแห่งทรัพย์

มาตรานี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์มรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้โดยสะดวก การขายทรัพย์แล้วแบ่งเงินจึงอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการแบ่งทรัพย์โดยตรง

คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ยืนยันว่า ผู้จัดการมรดกสามารถขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันแก่ทายาทได้ หากเป็นการดำเนินการโดยสุจริต เปิดเผย และอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมรดก 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ผู้จัดการมรดกสามารถขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลจริงหรือไม่

คำตอบ

หลักกฎหมายในเรื่องนี้ต้องพิจารณาก่อนว่า ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็น “ทรัพย์มรดก” ที่อยู่ระหว่างการจัดการของผู้จัดการมรดก หรือได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์แล้ว หากทรัพย์ยังเป็นทรัพย์มรดกและอยู่ภายใต้อำนาจของผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง เพื่อรวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทได้ การขายทรัพย์มรดกในกรณีเช่นนี้จึงไม่ใช่การที่ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์โดยตรง และไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของมาตรา 1574 ที่กำหนดให้ต้องขออนุญาตศาลก่อน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของผู้จัดการมรดกต้องกระทำโดยสุจริต เปิดเผย มีเหตุผลรองรับ และมุ่งประโยชน์แก่กองมรดกโดยแท้จริง หากปรากฏว่ามีการฉ้อฉลหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว การกระทำนั้นอาจถูกเพิกถอนหรือฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ในภายหลัง 

2 คำถาม ทรัพย์มรดกของผู้ตายถือเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ทันทีหลังเจ้ามรดกเสียชีวิตหรือไม่

คำตอบ

แม้ผู้เยาว์จะมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก แต่ทรัพย์สินของเจ้ามรดกหลังความตายยังคงมีสถานะเป็น “กองมรดก” จนกว่าจะมีการแบ่งปันทรัพย์สินกันโดยสมบูรณ์ กล่าวคือ ทายาทยังมิได้รับกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในทรัพย์แต่ละรายการโดยทันที ทรัพย์ทั้งหมดจึงยังอยู่ภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดกหรืออยู่ในสภาพกรรมสิทธิ์รวมของทายาททั้งหลาย หลักนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะส่งผลต่ออำนาจในการจัดการทรัพย์ หากทรัพย์ยังไม่ถูกแบ่ง ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์นั้นเพื่อประโยชน์ของกองมรดกได้ แตกต่างจากกรณีที่ทรัพย์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์แล้ว ซึ่งหากผู้ใช้อำนาจปกครองจะขายหรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์โดยตรง ย่อมต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 1574 ก่อนเสมอ แนวคำพิพากษานี้จึงยืนยันว่าการพิจารณาสถานะของทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและสิทธิของผู้เยาว์ 

3 คำถาม ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกได้ทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

แม้กฎหมายจะให้อำนาจผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้จัดการมรดกจะสามารถขายทรัพย์มรดกได้โดยไม่มีขอบเขต ผู้จัดการมรดกต้องใช้อำนาจภายในวัตถุประสงค์ของการจัดการกองมรดก กล่าวคือ ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาททั้งหมด มิใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การขายทรัพย์ต้องกระทำโดยสุจริต เปิดเผย มีค่าตอบแทนเหมาะสม และมีเหตุจำเป็นหรือมีเหตุผลรองรับ เช่น เพื่อแบ่งเงินแก่ทายาท ชำระหนี้ของกองมรดก หรือจัดการทรัพย์ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้โดยสะดวก หากผู้จัดการมรดกใช้อำนาจโดยมิชอบ เช่น ขายทรัพย์ในราคาต่ำผิดปกติ ปกปิดข้อมูล หรือสมคบกับบุคคลอื่นเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ทายาทย่อมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการกระทำหรือเรียกค่าเสียหายได้ ดังนั้น แม้กฎหมายจะให้อำนาจผู้จัดการมรดกค่อนข้างกว้าง แต่ก็อยู่ภายใต้หลักความสุจริตและหน้าที่ต้องรักษาประโยชน์ของกองมรดกเป็นสำคัญ 

4 คำถาม หากทายาทบางคนไม่ยินยอมให้ขายทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกยังสามารถขายได้หรือไม่

คำตอบ

หลักทั่วไป ผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของกองมรดกโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนในทุกกรณี เพราะผู้จัดการมรดกมีสถานะเป็นผู้แทนของกองมรดก มิใช่ตัวแทนเฉพาะของทายาทคนใดคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากการขายทรัพย์มีลักษณะผิดปกติ ขาดเหตุผล หรือกระทบสิทธิของทายาทอย่างไม่เป็นธรรม ทายาทที่เสียหายย่อมมีสิทธิคัดค้านและนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ ในคดีตัวอย่าง ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ว่าการขายเกิดขึ้นโดยเปิดเผย มีราคาซื้อขายชัดเจน มีพยานรู้เห็น และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ยังเป็นผู้ขอให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกเอง ศาลจึงรับฟังว่าการขายดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ทายาทบางคนไม่เห็นด้วยจึงไม่ทำให้การซื้อขายตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หากไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำโดยทุจริตหรือใช้อำนาจเกินขอบเขต 

5 คำถาม ผู้ซื้อทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่

คำตอบ

หากผู้ซื้อทำสัญญาซื้อขายกับผู้จัดการมรดกโดยสุจริต เชื่อโดยสุจริตว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมาย และการซื้อขายกระทำโดยเปิดเผย มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และมีการชำระราคาจริง ผู้ซื้อย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หลักนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของนิติกรรมและความเชื่อถือในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เพราะหากบุคคลภายนอกไม่สามารถเชื่อถืออำนาจของผู้จัดการมรดกได้ การจัดการกองมรดกจะเกิดความยุ่งยากและส่งผลกระทบต่อระบบกฎหมายโดยรวม อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้ซื้อไม่มีส่วนร่วมในการฉ้อฉลหรือรู้เห็นถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้จัดการมรดก หากปรากฏว่าผู้ซื้อสมคบหรือรับโอนทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าการขายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ซื้ออาจไม่ได้รับความคุ้มครองและอาจถูกฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ คดีนี้ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าการซื้อขายเป็นไปโดยเปิดเผย มีพยานรู้เห็น และมีค่าตอบแทนจริง จึงถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนโดยสุจริต 

6 คำถาม หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์แล้วไม่นำเงินมาแบ่งแก่ทายาท ทายาทมีสิทธิอย่างไร

คำตอบ

แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ในการจัดการกองมรดก แต่ผู้จัดการมรดกยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการด้วยความสุจริตและต้องรับผิดชอบต่อทายาททุกคน หากขายทรัพย์แล้วไม่นำเงินเข้าสู่กองมรดก ไม่นำไปแบ่งแก่ทายาท หรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อประโยชน์ส่วนตน ทายาทผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกบัญชีทรัพย์มรดก ขอถอดถอนผู้จัดการมรดก หรือเรียกค่าเสียหายได้ ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีว่า ผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรหรือไม่ ในคดีตัวอย่าง ศาลรับฟังว่า การขายที่ดินมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท และไม่ปรากฏว่านายปลิวมีส่วนได้เสียหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดก จึงถือว่าการใช้อำนาจเป็นไปโดยชอบ อย่างไรก็ตาม หากมีหลักฐานว่าผู้จัดการมรดกทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ผลทางกฎหมายย่อมแตกต่างออกไป และผู้จัดการมรดกอาจต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาจมีผลทางอาญาได้ในบางกรณี 

7 คำถาม เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ภายใต้มาตรา 1574 เรื่องการขออนุญาตศาล

คำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาว่า จุดสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่การมีผู้เยาว์เป็นทายาทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่า “ผู้ใด” เป็นผู้ใช้อำนาจ และ “ทรัพย์” นั้นมีสถานะอย่างไรในทางกฎหมาย คดีนี้ทรัพย์ที่ขายยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกและยังไม่ได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์ การดำเนินการขายจึงเป็นการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก มิใช่การที่ผู้ใช้อำนาจปกครองนำทรัพย์ของผู้เยาว์ไปขายโดยตรง มาตรา 1574 จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับได้ ศาลยังพิจารณาประกอบว่าการขายเป็นไปโดยสุจริต เปิดเผย และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท มิได้เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะช่วยแยกขอบเขตระหว่างกฎหมายมรดกกับกฎหมายครอบครัว และทำให้เกิดความชัดเจนว่า ไม่ใช่ทุกกรณีที่มีผู้เยาว์เกี่ยวข้องจะต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 1574 เสมอไป 

8 คำถาม คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติเกี่ยวกับผู้จัดการมรดกอย่างไร

คำตอบ

คดีนี้ถือเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับอำนาจของผู้จัดการมรดก เพราะศาลฎีกาได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ในการจัดการและแบ่งปันแก่ทายาทได้ แม้ในกองมรดกจะมีผู้เยาว์เป็นทายาทก็ตาม ตราบใดที่ทรัพย์ยังไม่ได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน การดำเนินการย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายมรดก มิใช่กฎหมายว่าด้วยอำนาจปกครองผู้เยาว์ แนววินิจฉัยนี้ช่วยสร้างความชัดเจนในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดก และช่วยคุ้มครองความมั่นคงของนิติกรรมระหว่างผู้จัดการมรดกกับบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต อีกทั้งยังเป็นหลักสำคัญสำหรับการตีความบทบัญญัติเรื่องผู้จัดการมรดกในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องจำหน่ายทรัพย์เพื่อแบ่งปันแก่ทายาทหรือจัดการกองมรดกให้เสร็จสิ้นอย่างมีประสิทธิภาพ คดีนี้จึงมักถูกอ้างอิงในข้อพิพาทเกี่ยวกับการขายทรัพย์มรดก สิทธิของผู้เยาว์ และขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกอยู่เสมอ 

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21793/2556 

โจทก์ที่ 1 ขอให้ ป. เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. สามีตน ศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้ง ป. เป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรม ป. มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันระหว่างทายาท เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2517 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้ง ป. เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 โดยโจทก์ที่ 1 ร้องขอต่อศาล แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ประสงค์จะตั้งผู้จัดการมรดกโดยเร็วเพื่อนำทรัพย์มรดกของ ป. มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ป. ขายที่ดินเฉพาะส่วนของ ช. ในโฉนดเลขที่ 4134 ให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันว่าก่อนที่จะตกลงซื้อขายที่ดิน ป. พาโจทก์ที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 2 ที่บ้านปรึกษาระหว่างพี่น้องในเรื่องการขายที่ดิน น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 ทราบถึงเรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่าง ป. กับจำเลยที่ 2 ก่อนแล้ว การขายที่ดินเฉพาะส่วนของ ช. ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ทำการซื้อขายโดยเปิดเผย สุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยมีการซื้อขายในราคา 500,000 บาท เท่ากับราคาที่ได้ระบุเอาไว้ในคำสั่งของศาลแพ่งขณะตั้ง ป. เป็นผู้จัดการมรดกและมีพยานรู้เห็นในการทำสัญญาสองคน ทั้งในท้ายสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนตามเอกสารหมาย ล.2 ป. ยังให้ถ้อยคำตามที่มีการบันทึกไว้ด้วยว่า ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. มีความจำเป็นขายที่ดินส่วนนี้เพื่อนำเงินไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของ ช. เป็นความจริง เห็นได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยสุจริตปราศจากการฉ้อฉลหลอกลวง และ ป. มิได้มีส่วนได้เสียกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดกแต่ประการใด

ป. ขายที่ดินเฉพาะส่วนของ ช. ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และ พ. ผู้เยาว์ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ช. จึงตกอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป. ที่จะต้องจัดการแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ที่จะต้องขออนุญาตจากศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 แต่อย่างใด การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของ ช. ระหว่าง ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. กับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) ระหว่างนายปลิว ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชา กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวโดยให้โจทก์ทั้งห้ามีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 5 ส่วน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากการแบ่งที่ดินไม่อาจตกลงกันได้ให้ประมูลขายหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งตามส่วน และหากไม่สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งห้าได้ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลิว ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้า 239,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไม่รับฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 เนื่องจากไม่ปรากฏข้อโต้แย้งสิทธิ

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 100,000 บาท

โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า การทำนิติกรรมโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายประชาระหว่างนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชากับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า หลังจากนายประชาถึงแก่ความตายแล้วโจทก์ที่ 1 ได้ขอให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชา หลังจากศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกแล้วนายปลิวไม่เคยแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของนายประชา โจทก์ที่ 1 ทราบว่าเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 นายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชาโอนขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 4134 บางส่วนของนายประชาให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 500,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นยินยอม ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลและไม่เคยได้รับเงินจากนายปลิว ต่อมามีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวโดยนายปลิว จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายปรีชาได้ไปคนละเท่า ๆ กัน คงเหลือที่ดินอยู่อีก 7 ไร่เศษ มีชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายปรีชาโดยส่วนของนายปลิว จำเลยที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดก ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบโต้แย้งว่า หลังจากศาลได้มีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชาแล้ว นายปลิวได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 เฉพาะส่วนของนายประชาให้จำเลยที่ 2 ในราคา 500,000 บาท โดยนายปลิวบอกว่าจะนำเงินที่ขายได้ไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายประชา มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานการจดทะเบียนขายที่ดินเฉพาะส่วน เป็นการซื้อขายโดยสุจริตและชำระราคากันจริง โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขอร้องให้ขายที่ดินมรดกของนายประชาอ้างว่าต้องนำเงินไปค้าขายและใช้จ่ายในครอบครัว ก่อนซื้อขายมีการปรึกษากับโจทก์ที่ 1 ถึงเรื่องของการขายที่ดินส่วนของนายประชาด้วย เหตุที่จำเลยที่ 2 รับซื้อไว้เนื่องจากเห็นว่าเป็นมรดกของบิดาหากให้คนอื่นซื้อไปแล้วจะลำบาก ในวันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโจทก์ที่ 1 ไปที่สำนักงานที่ดินด้วย เห็นว่านายประชาผู้ตายซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ 1 มีพี่น้องหลายคนการที่โจทก์ที่ 1 ขอให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชาสามีตนนั้นแสดงว่าโจทก์ที่ 1 ไว้เนื้อเชื่อใจนายปลิวให้จัดการมรดกของนายประชาและต่อมาศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของนายประชาตามสำเนาคำสั่งศาลแพ่ง หน้าที่ของนายปลิวผู้จัดการมรดกเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ มาตรา 1736 วรรคสอง กล่าวคือมีหน้าที่หลักในการรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท นายประชาเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2517 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 โดยโจทก์ที่ 1 ร้องขอต่อศาลให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ประสงค์จะตั้งผู้จัดการมรดกของนายประชาโดยเร็ว ทั้งนี้เพื่อนำทรัพย์มรดกของนายประชามาแบ่งปันกันระหว่างทายาท นายปลิวผู้จัดการมรดกของนายประชาขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาในโฉนดเลขที่ 4134 ให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกไม่กี่เดือน โจทก์ที่ 1 จะอ้างว่าไม่ทราบเรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่างนายปลิวกับจำเลยที่ 2 ดูจะขาดเหตุผล จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เบิกความยืนยันว่าก่อนที่จะตกลงซื้อขายที่ดินนายปลิวพาโจทก์ที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 2 ที่บ้านปรึกษาระหว่างพี่น้องในเรื่องการขายที่ดิน น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 ทราบถึงเรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่างนายปลิวกับจำเลยที่ 2 ก่อนแล้ว การขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาในที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ทำการซื้อขายโดยเปิดเผย สุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยมีการซื้อขายในราคา 500,000 บาท เท่ากับราคาที่ได้ระบุเอาไว้ในคำสั่งของศาลแพ่งขณะตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกและมีพยานรู้เห็นในการทำสัญญาสองคน ทั้งในท้ายสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วน นายปลิวยังให้ถ้อยคำตามที่มีการบันทึกไว้ด้วยว่านายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชามีความจำเป็นขายที่ดินส่วนนี้เพื่อนำเงินไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายประชาเป็นความจริง ซึ่งจะเห็นได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยสุจริตปราศจากการฉ้อฉลหลอกลวง และนายปลิวมิได้มีส่วนได้เสียกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดกแต่ประการใด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การที่นายปลิวขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนของโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 5 และนายพรพจน์ผู้เยาว์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายประชามีนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายปลิวผู้จัดการมรดกที่จะต้องจัดการแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ที่จะต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 แต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายประชาระหว่างนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชากับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ผู้จัดการมรดกขายที่ดินที่มีส่วนของผู้เยาว์ได้จริงหรือ โดยไม่ต้องขออนุญาตศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากที่ดินยังเป็น “ทรัพย์มรดก” และอยู่ระหว่างการจัดการของผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจขายทรัพย์ดังกล่าวเพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาทได้ตามกฎหมาย คดีนี้ศาลเห็นว่า การซื้อขายเป็นไปโดยเปิดเผย สุจริต มีค่าตอบแทนจริง และผู้จัดการมรดกมิได้กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดก จึงไม่ใช่กรณีผู้ใช้อำนาจปกครองขายทรัพย์ผู้เยาว์ที่ต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 1574 แม้มีผู้เยาว์เป็นทายาท แต่ตราบใดที่ทรัพย์ยังไม่ได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน ทรัพย์นั้นยังอยู่ภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก 




นิติกรรม

ผู้แทนโดยชอบธรรมทำข้อตกลงแบ่งมรดกแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตศาล เป็นโมฆะหรือไม่ และผู้ใดมีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างเพิกถอนการแบ่งทรัพย์มรดกได้ตามกฎหมาย
ผู้เยาว์ทำสัญญาจะขายที่ดินแล้วเป็นโมฆะ ผู้ซื้อมีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนหรือไม่ และคดีอยู่ในอำนาจศาลใด
ผู้เยาว์อายุ 19 ปีที่นับถือศาสนาอิสลามต้องขออนุญาตศาลก่อนโอนที่ดินหรือไม่ หลักกฎหมายเรื่องบรรลุนิติภาวะและการคุ้มครองผู้เยาว์
ขายทรัพย์สินของผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาลหรือไม่ บุคคลภายนอกมีสิทธิคัดค้านการขายทรัพย์ของผู้เยาว์ได้เพียงใด
สัญญาโมฆะย้อนหลังส่งผลอย่างไรต่อผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำต้องรับผิดหรือหลุดพ้นจากหนี้ตามกฎหมายค้ำประกันและนิติกรรม
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการโอนมรดกและข้อห้ามตามกฎหมายแพ่งอย่างละเอียด
โอนเงินผ่านไลน์แต่ไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ศาลวินิจฉัยอย่างไร หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์กับสัญญากู้เงินตามกฎหมายแพ่ง
สัญญากู้เงินของผู้ให้กู้ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีผลบังคับหรือไม่–ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและการเรียกคืนเงินต้น
เปลี่ยนเจ้าหนี้ในสัญญากู้และจำนอง ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้อง
การแปลเจตนาให้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์ห้างหุ้นส่วนครอบครัว
การขายทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถและผลของการให้สัตยาบันนิติกรรม
นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุด การจดทะเบียนขายกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลในคดีครอบครัวและบังคับคดีทรัพย์สินของคู่สมรส
อำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิ และขอบเขตการทำนิติกรรม
สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)
สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดเพราะลายนิ้วมือไม่ถูกต้อง ทายาทฟ้องค่าสินไหมได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนเรื่องเจตนาและเอกสารไม่สมบูรณ์
สัญญาก่อสร้างเลิกกันโดยปริยายต้องคืนอะไรบ้าง? หักกลบลบหนี้ได้หรือไม่ และผู้ว่าจ้างยังเรียกค่าเสียหายได้ไหมตามกฎหมาย
โอนที่ดินเพราะถูกหลอกลวงถือเป็นโมฆะหรือไม่? เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ได้ไหมเมื่อรู้ว่ามีข้อพิพาท และเจ้าของเดิมมีสิทธิขอคืนอย่างไร
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและขายต่อได้เพียงใด การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
ที่ดินหน้าอาคารในโครงการจัดสรรถือเป็นทางสาธารณะหรือไม่? วิเคราะห์คดีเพิกถอนโอนที่ดินและผลของนิติกรรมโมฆะตามกฎหมาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
การขายที่ดินของผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาลหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 อย่างไร
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
ผู้ใช้อำนาจปกครองสละมรดกแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตศาล มีผลผูกพันหรือไม่ และผู้จัดการมรดกมีสิทธิโอนทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ตนเองได้เพียงใด
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้