
| ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกของผู้เยาว์ได้หรือไม่ โดยไม่ต้องขออนุญาตศาล และการขายดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายเพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์ และปัญหาสำคัญว่าการขายทรัพย์มรดกดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 หรือไม่ คดีนี้เกิดขึ้นจากกรณีที่ผู้จัดการมรดกได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกเพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท ต่อมาทายาทบางส่วนฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินโดยอ้างว่าผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก เปรียบเทียบกับอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายครอบครัว รวมทั้งพิจารณาว่าการซื้อขายดังกล่าวเป็นการกระทำโดยสุจริต เปิดเผย และเพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือไม่ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์มรดก เนื่องจากศาลฎีกาได้วางหลักชัดเจนว่า หากทรัพย์สินยังเป็นทรัพย์มรดกและอยู่ภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดก การดำเนินการเพื่อรวบรวม แปลงสภาพ หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกย่อมอยู่ภายใต้อำนาจตามกฎหมายมรดก มิใช่เป็นกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 อีกทั้งยังสะท้อนหลักเรื่องความสุจริตในการจัดการกองมรดก และการคุ้มครองความมั่นคงแห่งนิติกรรมของบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตอีกด้วย สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เริ่มต้นจากกรณีที่นายประชาถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2517 โดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาของนายประชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งขอให้ตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชา และศาลแพ่งได้มีคำสั่งแต่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 เพื่อทำหน้าที่รวบรวมและจัดการทรัพย์มรดกของนายประชาเพื่อนำไปแบ่งปันแก่ทายาทตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 นายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกได้ขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาในโฉนดเลขที่ 4134 ให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 500,000 บาท โดยมีการจดทะเบียนซื้อขายอย่างเปิดเผย มีพยานรู้เห็นในการทำสัญญา และมีการบันทึกข้อความในท้ายสัญญาว่าการขายดังกล่าวมีความจำเป็นเพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาทของนายประชา ภายหลังโจทก์ทั้งห้าได้ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าการขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์กระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล อีกทั้งโจทก์ที่ 1 อ้างว่าไม่ได้รู้เห็นหรือยินยอมต่อการขาย และไม่เคยได้รับเงินจากการขายที่ดินดังกล่าว โจทก์ทั้งห้ายังขอให้จำเลยทั้งหลายไปดำเนินการจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งห้าในฐานะทายาท และหากไม่สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์ได้ก็ขอให้ขายทอดตลาดแบ่งเงินตามส่วน รวมทั้งเรียกค่าเสียหายจำนวน 239,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ต่อสู้คดีว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการซื้อขายโดยสุจริต มีการชำระราคาจริง และเป็นการดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท โดยก่อนการซื้อขายได้มีการพูดคุยปรึกษากับโจทก์ที่ 1 แล้ว อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ยังเป็นผู้ร้องขอให้ตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเอง แสดงถึงการไว้วางใจให้นายปลิวดำเนินการเกี่ยวกับกองมรดก คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า การขายที่ดินดังกล่าวเป็นการกระทำของผู้จัดการมรดกซึ่งอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมรดก มิใช่กรณีผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 อีกทั้งพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยเปิดเผย สุจริต และมีค่าตอบแทนจริง จึงพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาท และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยสุจริต ไม่มีการฉ้อฉลหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดก จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาวางประเด็นสำคัญไว้ 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก การโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนของเจ้ามรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ประเด็นที่สอง การที่ผู้จัดการมรดกขายทรัพย์มรดกซึ่งมีส่วนของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการกระทำที่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 หรือไม่ ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่า การดำเนินการของนายปลิวอยู่ในฐานะ “ผู้จัดการมรดก” ตามกฎหมายมรดก หรืออยู่ในฐานะ “ผู้ใช้อำนาจปกครอง” ตามกฎหมายครอบครัว เพราะหากเป็นกรณีผู้ใช้อำนาจปกครอง การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ย่อมต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามมาตรา 1574 แต่หากเป็นการจัดการทรัพย์มรดกภายใต้อำนาจของผู้จัดการมรดก ก็ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติเรื่องมรดกเป็นสำคัญ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับอำนาจของผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หลังจากนายประชาถึงแก่ความตายแล้ว ทรัพย์สินทั้งหมดของนายประชาย่อมกลายเป็นทรัพย์มรดก และเมื่อศาลแพ่งมีคำสั่งแต่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดก นายปลิวจึงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการรวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเอง แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ไว้วางใจให้นายปลิวดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของนายประชา และการที่โจทก์ที่ 1 รีบดำเนินการตั้งผู้จัดการมรดกหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไม่นาน ย่อมสะท้อนถึงเจตนาที่ต้องการให้มีการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยรวดเร็ว ศาลยังพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์ในการซื้อขายที่ดินว่า เป็นการซื้อขายโดยเปิดเผย มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มีพยานรู้เห็น มีการกำหนดราคาซื้อขายจำนวน 500,000 บาท ซึ่งตรงกับราคาที่ระบุไว้ในคำสั่งศาลขณะแต่งตั้งผู้จัดการมรดก และในท้ายสัญญาซื้อขายยังมีการบันทึกไว้อย่างชัดแจ้งว่าการขายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท นอกจากนี้ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยังเบิกความสอดคล้องกันว่า ก่อนมีการซื้อขาย นายปลิวได้พาโจทก์ที่ 1 ไปพูดคุยเรื่องการขายที่ดินกับจำเลยที่ 2 ที่บ้านของจำเลยที่ 2 ศาลจึงเห็นว่าโจทก์ที่ 1 น่าจะทราบเรื่องการซื้อขายมาก่อน มิใช่ไม่รู้เห็นดังที่กล่าวอ้าง ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงรับฟังว่า การซื้อขายที่ดินดังกล่าวเป็นการดำเนินการโดยสุจริต เปิดเผย มีค่าตอบแทนจริง และมิได้มีลักษณะเป็นการฉ้อฉลหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดก การตีความมาตรา 1574 กับอำนาจผู้จัดการมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่าง “ผู้จัดการมรดก” กับ “ผู้ใช้อำนาจปกครอง” โจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทมีส่วนของผู้เยาว์รวมอยู่ด้วย ดังนั้นการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์จึงต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 หากไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินพิพาทยังคงเป็น “ทรัพย์มรดก” ของนายประชา และยังอยู่ระหว่างการจัดการแบ่งปันโดยผู้จัดการมรดก การดำเนินการของนายปลิวจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดก มิใช่การที่ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์โดยตรง ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อทรัพย์ยังเป็นทรัพย์มรดกและยังอยู่ในกระบวนการจัดการกองมรดก อำนาจในการจัดการทรัพย์ดังกล่าวย่อมเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง ไม่อยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1574 กล่าวอีกนัยหนึ่ง มาตรา 1574 ใช้บังคับกับกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปทำนิติกรรมโดยตรง แต่คดีนี้ทรัพย์สินยังเป็นทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในอำนาจการจัดการของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก จึงไม่จำต้องขออนุญาตศาลก่อนขาย แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “สถานะของทรัพย์” และ “ฐานอำนาจของผู้กระทำการ” เป็นสำคัญ กล่าวคือ หากทรัพย์ยังอยู่ในกองมรดกและผู้กระทำการใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก การดำเนินการย่อมต้องพิจารณาตามกฎหมายมรดก มิใช่ตามบทบัญญัติเรื่องอำนาจปกครองผู้เยาว์ หลักเรื่องความสุจริตและการคุ้มครองความมั่นคงแห่งนิติกรรม ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับหลักความสุจริตของคู่กรณี โดยเห็นว่าการซื้อขายครั้งนี้มิใช่การโอนทรัพย์โดยปกปิดหรือฉ้อฉล แต่เป็นการซื้อขายโดยเปิดเผย มีค่าตอบแทนจริง มีการจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ และมีพยานหลักฐานรองรับชัดเจน จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ซื้อจึงอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต และเชื่อโดยสุจริตว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกดังกล่าว การคุ้มครองความมั่นคงแห่งนิติกรรมและความเชื่อถือในการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ศาลรับรองความสมบูรณ์ของการซื้อขายครั้งนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสองว่า การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกระหว่างนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการอธิบายขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดก และความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายมรดกกับกฎหมายว่าด้วยอำนาจปกครองผู้เยาว์ โดยศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า หากทรัพย์สินยังเป็นทรัพย์มรดกและอยู่ระหว่างการจัดการแบ่งปัน ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวภายใต้บทบัญญัติเรื่องมรดก มิใช่เป็นกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองกระทำการแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 กำหนดให้ผู้จัดการมรดกมีอำนาจและหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไปเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกและทายาททั้งหมด ขณะที่มาตรา 1736 วรรคสอง ให้อำนาจผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท การขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการกองมรดกได้ หากเป็นการกระทำโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันทรัพย์ ในทางกลับกัน มาตรา 1574 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์จากการที่ผู้ใช้อำนาจปกครองอาจนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปจำหน่าย จ่าย โอน หรือก่อภาระโดยไม่จำเป็นหรือไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ จึงกำหนดให้การทำนิติกรรมบางประเภทต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน โดยเฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแยกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แม้ในกองมรดกจะมีทายาทเป็นผู้เยาว์ แต่หากทรัพย์ดังกล่าวยังไม่ถูกแบ่งออกมาเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์ ทรัพย์นั้นก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดกภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดกอยู่ มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เยาว์โดยสมบูรณ์ แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า “ฐานอำนาจตามกฎหมาย” ของผู้กระทำการมีผลต่อการใช้บทกฎหมาย กล่าวคือ หากบุคคลใช้อำนาจในฐานะผู้จัดการมรดก การกระทำย่อมต้องพิจารณาตามกฎหมายมรดก แต่หากใช้อำนาจในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครอง จึงจะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 1574 อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเรื่องความสุจริตและวัตถุประสงค์ของการขายทรัพย์ โดยพิจารณาว่าการขายเกิดขึ้นเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก อีกทั้งราคาซื้อขายยังสอดคล้องกับราคาที่ระบุไว้ในคำสั่งศาล มีการซื้อขายเปิดเผย มีพยานรู้เห็น และมีการชำระเงินจริง จึงไม่อาจถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักกฎหมายมรดกที่มุ่งให้การจัดการกองมรดกสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความมั่นคงในการทำธุรกรรม หากตีความว่าการขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์ทุกกรณีต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 1574 ก็อาจทำให้การจัดการมรดกเกิดความล่าช้าและกระทบต่อการแบ่งปันทรัพย์แก่ทายาททั้งหมด วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่คดีนี้วางหลักไว้ แนวคำพิพากษานี้วางหลักสำคัญหลายประการเกี่ยวกับกฎหมายมรดกและกฎหมายครอบครัว ดังนี้ ประการแรก ศาลฎีกายืนยันว่าผู้จัดการมรดกมีสถานะเป็นผู้แทนของกองมรดกและทายาททั้งหมด มิใช่ผู้แทนเฉพาะผู้เยาว์ ดังนั้นการใช้อำนาจจัดการทรัพย์มรดกจึงเป็นอำนาจตามกฎหมายมรดกโดยตรง ประการที่สอง ศาลให้ความสำคัญกับลักษณะของทรัพย์สินว่า ยังเป็น “ทรัพย์มรดก” หรือได้แยกออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของทายาทแล้ว หากยังไม่แบ่งมรดก ทรัพย์ดังกล่าวยังอยู่ภายใต้อำนาจของผู้จัดการมรดก ประการที่สาม ศาลวางหลักว่าการขายทรัพย์มรดกไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายเสมอไป หากเป็นการดำเนินการโดยสุจริต เพื่อประโยชน์ของกองมรดก และเพื่อให้เกิดการแบ่งปันทรัพย์แก่ทายาท ประการที่สี่ ศาลคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต โดยเฉพาะกรณีมีการซื้อขายเปิดเผย มีการจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ และผู้ซื้อเชื่อโดยสุจริตว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมากสำหรับคดีเกี่ยวกับผู้จัดการมรดก การขายทรัพย์มรดก การแบ่งปันทรัพย์ระหว่างทายาท และข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิของผู้เยาว์ในกองมรดก เพราะเป็นแนววินิจฉัยที่อธิบายความแตกต่างระหว่าง “อำนาจผู้จัดการมรดก” กับ “อำนาจผู้ใช้อำนาจปกครอง” ได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า นายปลิวได้รับการแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายประชาโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการซื้อขายโดยเปิดเผย สุจริต และมีค่าตอบแทนจริง อีกทั้งมิใช่กรณีผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 จึงไม่จำเป็นต้องขออนุญาตศาลก่อน พิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์ทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 100,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การขายที่ดินพิพาทเป็นการกระทำภายใต้อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก มิใช่การจำหน่ายทรัพย์ของผู้เยาว์โดยผู้ใช้อำนาจปกครอง อีกทั้งข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าการซื้อขายกระทำโดยสุจริต เปิดเผย และมีการชำระราคากันจริง ไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดก จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทยังเป็นทรัพย์มรดกของนายประชาและอยู่ภายใต้การจัดการของนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง การขายที่ดินเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทจึงเป็นอำนาจของผู้จัดการมรดกโดยตรง มิใช่กรณีผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 อีกทั้งพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าการซื้อขายกระทำโดยสุจริต เปิดเผย และไม่มีการฉ้อฉลหลอกลวง การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า “อำนาจของผู้จัดการมรดก” เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นโดยตรงตามกฎหมายมรดก เพื่อให้สามารถรวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้จัดการมรดกจึงมิได้มีฐานะเป็นเพียงตัวแทนของทายาทแต่ละคน หากแต่เป็นผู้แทนของกองมรดกทั้งหมด การดำเนินการใดเกี่ยวกับทรัพย์มรดกจึงต้องพิจารณาจากสถานะของทรัพย์และฐานอำนาจของผู้กระทำเป็นสำคัญ แม้ในกองมรดกจะมีทายาทเป็นผู้เยาว์ แต่หากทรัพย์ยังมิได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์ ทรัพย์ดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้อำนาจจัดการของผู้จัดการมรดก ไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดตามมาตรา 1574 ซึ่งใช้บังคับเฉพาะกรณีผู้ใช้อำนาจปกครองนำทรัพย์สินของผู้เยาว์ไปทำนิติกรรมโดยตรงเท่านั้น คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำหลักความสุจริตในการจัดการกองมรดก โดยศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์แห่งคดีว่าการขายทรัพย์กระทำโดยเปิดเผย มีค่าตอบแทนจริง มีพยานหลักฐานรองรับ และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก การกระทำดังกล่าวจึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังสะท้อนหลักความมั่นคงแห่งนิติกรรมและการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต เพราะหากผู้ซื้อได้ทำธุรกรรมโดยเปิดเผย ชำระราคาจริง และเชื่อโดยสุจริตว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมาย การซื้อขายย่อมได้รับความคุ้มครอง มิอาจถูกเพิกถอนโดยง่ายเพียงเพราะภายหลังทายาทบางส่วนไม่พอใจการจัดการทรัพย์มรดกดังกล่าว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า การขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์โดยผู้จัดการมรดก เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายมรดก หรือเป็นการทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 ซึ่งต้องขออนุญาตศาลก่อน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทรัพย์ยังเป็นทรัพย์มรดกและอยู่ระหว่างการจัดการแบ่งปัน ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 1574 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง การขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันจึงเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หากดำเนินการโดยสุจริตและเพื่อประโยชน์ของกองมรดก การซื้อขายย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย 2. ทรัพย์มรดกไม่ใช่ทรัพย์ส่วนตัวของผู้เยาว์โดยทันที แม้ในกองมรดกจะมีผู้เยาว์เป็นทายาท แต่ตราบใดที่ทรัพย์ยังไม่ได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน ทรัพย์นั้นยังคงเป็นทรัพย์มรดกภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดก มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เยาว์ที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของมาตรา 1574 เรื่องการขออนุญาตศาลก่อนขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ แยกอธิบายหลักกฎหมายตามกฎหมายและมาตรา 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 มาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยกำหนดข้อจำกัดต่อผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำนิติกรรมบางประเภทแทนผู้เยาว์ โดยเฉพาะนิติกรรมที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพย์สินของผู้เยาว์ในระยะยาว เช่น การขาย แลกเปลี่ยน ให้ เช่า จำนอง หรือก่อภาระติดพันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์ กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เพื่อให้ศาลทำหน้าที่ตรวจสอบว่านิติกรรมนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์จริงหรือไม่ เจตนารมณ์สำคัญของมาตรานี้ คือ การป้องกันมิให้ผู้ใช้อำนาจปกครองใช้อำนาจโดยมิชอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยขาดความระมัดระวัง เพราะผู้เยาว์ยังไม่มีความสามารถเต็มที่ในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง กฎหมายจึงกำหนดกลไกควบคุมผ่านการอนุญาตของศาล อย่างไรก็ตาม คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในกองมรดกจะมีผู้เยาว์เป็นทายาท แต่ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่อยู่ภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดก มิใช่ทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เยาว์โดยตรง การขายทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ใช่การที่ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 แต่เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก ศาลจึงวางหลักว่า มาตรา 1574 ไม่อาจนำมาใช้บังคับกับกรณีนี้ได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การใช้มาตรา 1574 ต้องพิจารณาให้ชัดเจนก่อนว่า บุคคลที่ดำเนินการใช้อำนาจในฐานะใด และทรัพย์นั้นมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร หากทรัพย์ยังอยู่ในกองมรดกและยังมิได้แบ่งออกเป็นส่วนเฉพาะของผู้เยาว์ อำนาจในการจัดการย่อมเป็นของผู้จัดการมรดก มิใช่อำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครอง 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1711 มาตรา 1711 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการตั้งผู้จัดการมรดก โดยกฎหมายกำหนดให้ศาลมีอำนาจแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเมื่อมีเหตุจำเป็น เพื่อให้มีบุคคลเข้ามาดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกแทนกองมรดกและทายาททั้งหลาย โดยเฉพาะกรณีที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยไม่มีพินัยกรรม หรือมีทรัพย์สินจำนวนมากซึ่งจำเป็นต้องมีผู้รับผิดชอบในการรวบรวม ดูแล และแบ่งปัน ผู้จัดการมรดกจึงมีฐานะเป็นบุคคลที่กฎหมายรับรองให้มีอำนาจดำเนินการแทนกองมรดก มิใช่ตัวแทนเฉพาะของทายาทคนใดคนหนึ่ง และเมื่อศาลมีคำสั่งแต่งตั้งแล้ว อำนาจของผู้จัดการมรดกย่อมเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ร้องขอต่อศาลให้แต่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเอง จึงสะท้อนว่าโจทก์ที่ 1 ไว้วางใจให้นายปลิวจัดการกองมรดกแทนทายาททั้งหมด การที่ต่อมาผู้จัดการมรดกดำเนินการขายทรัพย์มรดกเพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาทจึงเป็นการใช้อำนาจภายในขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมาย หลักสำคัญของมาตรา 1711 คือ การทำให้กองมรดกสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีระบบหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย และป้องกันปัญหาความขัดแย้งระหว่างทายาทหลายฝ่าย โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งออกจากกันอย่างชัดเจน 3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 มาตรา 1719 เป็นบทบัญญัติหลักเกี่ยวกับอำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โดยกำหนดให้ผู้จัดการมรดกมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไป เพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาททั้งหมด อำนาจดังกล่าวรวมถึงการรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้สิน ดำเนินคดีแทนกองมรดก และดำเนินการที่จำเป็นเพื่อให้เกิดการแบ่งปันทรัพย์มรดกได้อย่างเรียบร้อย ศาลฎีกานำมาตรา 1719 มาใช้วินิจฉัยโดยเห็นว่า การขายที่ดินพิพาทของนายปลิวเป็นการกระทำภายใต้อำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เนื่องจากทรัพย์ดังกล่าวยังเป็นทรัพย์มรดกของนายประชา และการขายมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก มาตรานี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้จัดการมรดกสามารถบริหารจัดการทรัพย์มรดกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะหากจำกัดอำนาจมากเกินไป การจัดการกองมรดกอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์มรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่จำเป็นต้องจำหน่ายเพื่อแบ่งเงินให้แก่ทายาท แนววินิจฉัยในคดีนี้จึงสะท้อนว่า อำนาจของผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 ครอบคลุมถึงการขายทรัพย์มรดกได้ หากเป็นการดำเนินการโดยสุจริต เปิดเผย และเพื่อประโยชน์ของกองมรดกโดยแท้จริง 4. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1722 มาตรา 1722 เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดในการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดก โดยเฉพาะกรณีที่ผู้จัดการมรดกอาจมีส่วนได้เสียขัดกันกับกองมรดกหรือทายาท กฎหมายจึงมุ่งป้องกันมิให้ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวจนเกิดความเสียหายแก่กองมรดก ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบว่า นายปลิวมีพฤติการณ์ฉ้อฉลหรือมีส่วนได้เสียอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดกหรือไม่ ซึ่งศาลรับฟังว่า การขายที่ดินเป็นไปโดยเปิดเผย มีค่าตอบแทนจริง มีพยานหลักฐานรองรับ และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท มิได้ปรากฏว่านายปลิวได้รับประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ หลักสำคัญของมาตรา 1722 คือ การควบคุมไม่ให้ผู้จัดการมรดกใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือใช้อำนาจโดยไม่สุจริต เพราะแม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดก แต่ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและคำนึงถึงผลประโยชน์ของทายาททุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม แนวคำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นว่า ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมของการจัดการมรดกเป็นสำคัญ หากไม่ปรากฏการฉ้อฉลหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ การดำเนินการของผู้จัดการมรดกย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
5. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1736 วรรคสอง มาตรา 1736 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาท โดยกำหนดให้ผู้จัดการมรดกต้องดำเนินการจัดแบ่งทรัพย์สินของกองมรดกให้แก่ทายาทตามส่วนสิทธิของแต่ละคน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขายที่ดินพิพาทของนายปลิวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1736 วรรคสอง เพราะผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ทำให้ทรัพย์มรดกสามารถแบ่งปันแก่ทายาทได้จริง ในบางกรณีการจำหน่ายทรัพย์สินแล้วนำเงินมาแบ่งจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพแห่งทรัพย์ มาตรานี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้การแบ่งปันทรัพย์มรดกเกิดขึ้นได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีที่ทรัพย์มรดกเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้โดยสะดวก การขายทรัพย์แล้วแบ่งเงินจึงอาจเป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่าการแบ่งทรัพย์โดยตรง คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ยืนยันว่า ผู้จัดการมรดกสามารถขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันแก่ทายาทได้ หากเป็นการดำเนินการโดยสุจริต เปิดเผย และอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายมรดก คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้จัดการมรดกสามารถขายทรัพย์มรดกที่มีส่วนของผู้เยาว์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตศาลจริงหรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายในเรื่องนี้ต้องพิจารณาก่อนว่า ทรัพย์สินดังกล่าวยังคงมีสถานะเป็น “ทรัพย์มรดก” ที่อยู่ระหว่างการจัดการของผู้จัดการมรดก หรือได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์แล้ว หากทรัพย์ยังเป็นทรัพย์มรดกและอยู่ภายใต้อำนาจของผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง เพื่อรวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทได้ การขายทรัพย์มรดกในกรณีเช่นนี้จึงไม่ใช่การที่ผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์โดยตรง และไม่อยู่ภายใต้ข้อบังคับของมาตรา 1574 ที่กำหนดให้ต้องขออนุญาตศาลก่อน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของผู้จัดการมรดกต้องกระทำโดยสุจริต เปิดเผย มีเหตุผลรองรับ และมุ่งประโยชน์แก่กองมรดกโดยแท้จริง หากปรากฏว่ามีการฉ้อฉลหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว การกระทำนั้นอาจถูกเพิกถอนหรือฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้ในภายหลัง 2 คำถาม ทรัพย์มรดกของผู้ตายถือเป็นทรัพย์สินของผู้เยาว์ทันทีหลังเจ้ามรดกเสียชีวิตหรือไม่ คำตอบ แม้ผู้เยาว์จะมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก แต่ทรัพย์สินของเจ้ามรดกหลังความตายยังคงมีสถานะเป็น “กองมรดก” จนกว่าจะมีการแบ่งปันทรัพย์สินกันโดยสมบูรณ์ กล่าวคือ ทายาทยังมิได้รับกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนในทรัพย์แต่ละรายการโดยทันที ทรัพย์ทั้งหมดจึงยังอยู่ภายใต้การจัดการของผู้จัดการมรดกหรืออยู่ในสภาพกรรมสิทธิ์รวมของทายาททั้งหลาย หลักนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะส่งผลต่ออำนาจในการจัดการทรัพย์ หากทรัพย์ยังไม่ถูกแบ่ง ผู้จัดการมรดกย่อมมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์นั้นเพื่อประโยชน์ของกองมรดกได้ แตกต่างจากกรณีที่ทรัพย์ได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์แล้ว ซึ่งหากผู้ใช้อำนาจปกครองจะขายหรือทำนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของผู้เยาว์โดยตรง ย่อมต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 1574 ก่อนเสมอ แนวคำพิพากษานี้จึงยืนยันว่าการพิจารณาสถานะของทรัพย์เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและสิทธิของผู้เยาว์ 3 คำถาม ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกได้ทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ แม้กฎหมายจะให้อำนาจผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดกตามมาตรา 1719 และมาตรา 1736 วรรคสอง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้จัดการมรดกจะสามารถขายทรัพย์มรดกได้โดยไม่มีขอบเขต ผู้จัดการมรดกต้องใช้อำนาจภายในวัตถุประสงค์ของการจัดการกองมรดก กล่าวคือ ต้องดำเนินการเพื่อประโยชน์ของกองมรดกและทายาททั้งหมด มิใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน การขายทรัพย์ต้องกระทำโดยสุจริต เปิดเผย มีค่าตอบแทนเหมาะสม และมีเหตุจำเป็นหรือมีเหตุผลรองรับ เช่น เพื่อแบ่งเงินแก่ทายาท ชำระหนี้ของกองมรดก หรือจัดการทรัพย์ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้โดยสะดวก หากผู้จัดการมรดกใช้อำนาจโดยมิชอบ เช่น ขายทรัพย์ในราคาต่ำผิดปกติ ปกปิดข้อมูล หรือสมคบกับบุคคลอื่นเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ทายาทย่อมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการกระทำหรือเรียกค่าเสียหายได้ ดังนั้น แม้กฎหมายจะให้อำนาจผู้จัดการมรดกค่อนข้างกว้าง แต่ก็อยู่ภายใต้หลักความสุจริตและหน้าที่ต้องรักษาประโยชน์ของกองมรดกเป็นสำคัญ 4 คำถาม หากทายาทบางคนไม่ยินยอมให้ขายทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกยังสามารถขายได้หรือไม่ คำตอบ หลักทั่วไป ผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ของกองมรดกโดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนในทุกกรณี เพราะผู้จัดการมรดกมีสถานะเป็นผู้แทนของกองมรดก มิใช่ตัวแทนเฉพาะของทายาทคนใดคนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากการขายทรัพย์มีลักษณะผิดปกติ ขาดเหตุผล หรือกระทบสิทธิของทายาทอย่างไม่เป็นธรรม ทายาทที่เสียหายย่อมมีสิทธิคัดค้านและนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ ในคดีตัวอย่าง ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ว่าการขายเกิดขึ้นโดยเปิดเผย มีราคาซื้อขายชัดเจน มีพยานรู้เห็น และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท อีกทั้งโจทก์ที่ 1 ยังเป็นผู้ขอให้แต่งตั้งผู้จัดการมรดกเอง ศาลจึงรับฟังว่าการขายดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกและชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น การที่ทายาทบางคนไม่เห็นด้วยจึงไม่ทำให้การซื้อขายตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ หากไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำโดยทุจริตหรือใช้อำนาจเกินขอบเขต 5 คำถาม ผู้ซื้อทรัพย์มรดกจากผู้จัดการมรดกจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ หากผู้ซื้อทำสัญญาซื้อขายกับผู้จัดการมรดกโดยสุจริต เชื่อโดยสุจริตว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมาย และการซื้อขายกระทำโดยเปิดเผย มีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่และมีการชำระราคาจริง ผู้ซื้อย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หลักนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของนิติกรรมและความเชื่อถือในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ เพราะหากบุคคลภายนอกไม่สามารถเชื่อถืออำนาจของผู้จัดการมรดกได้ การจัดการกองมรดกจะเกิดความยุ่งยากและส่งผลกระทบต่อระบบกฎหมายโดยรวม อย่างไรก็ตาม ความคุ้มครองดังกล่าวย่อมเกิดขึ้นต่อเมื่อผู้ซื้อไม่มีส่วนร่วมในการฉ้อฉลหรือรู้เห็นถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบของผู้จัดการมรดก หากปรากฏว่าผู้ซื้อสมคบหรือรับโอนทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าการขายไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ซื้ออาจไม่ได้รับความคุ้มครองและอาจถูกฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ คดีนี้ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่าการซื้อขายเป็นไปโดยเปิดเผย มีพยานรู้เห็น และมีค่าตอบแทนจริง จึงถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับโอนโดยสุจริต 6 คำถาม หากผู้จัดการมรดกขายทรัพย์แล้วไม่นำเงินมาแบ่งแก่ทายาท ทายาทมีสิทธิอย่างไร คำตอบ แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจขายทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ในการจัดการกองมรดก แต่ผู้จัดการมรดกยังมีหน้าที่ต้องดำเนินการด้วยความสุจริตและต้องรับผิดชอบต่อทายาททุกคน หากขายทรัพย์แล้วไม่นำเงินเข้าสู่กองมรดก ไม่นำไปแบ่งแก่ทายาท หรือยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อประโยชน์ส่วนตน ทายาทผู้เสียหายย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกบัญชีทรัพย์มรดก ขอถอดถอนผู้จัดการมรดก หรือเรียกค่าเสียหายได้ ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีว่า ผู้จัดการมรดกได้ปฏิบัติหน้าที่ตามสมควรหรือไม่ ในคดีตัวอย่าง ศาลรับฟังว่า การขายที่ดินมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินมาแบ่งปันแก่ทายาท และไม่ปรากฏว่านายปลิวมีส่วนได้เสียหรือกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดก จึงถือว่าการใช้อำนาจเป็นไปโดยชอบ อย่างไรก็ตาม หากมีหลักฐานว่าผู้จัดการมรดกทุจริตหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว ผลทางกฎหมายย่อมแตกต่างออกไป และผู้จัดการมรดกอาจต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและอาจมีผลทางอาญาได้ในบางกรณี 7 คำถาม เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าคดีนี้ไม่อยู่ภายใต้มาตรา 1574 เรื่องการขออนุญาตศาล คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาว่า จุดสำคัญของคดีมิได้อยู่ที่การมีผู้เยาว์เป็นทายาทเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาว่า “ผู้ใด” เป็นผู้ใช้อำนาจ และ “ทรัพย์” นั้นมีสถานะอย่างไรในทางกฎหมาย คดีนี้ทรัพย์ที่ขายยังคงเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกและยังไม่ได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วนของผู้เยาว์ การดำเนินการขายจึงเป็นการใช้อำนาจของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก มิใช่การที่ผู้ใช้อำนาจปกครองนำทรัพย์ของผู้เยาว์ไปขายโดยตรง มาตรา 1574 จึงไม่อาจนำมาใช้บังคับได้ ศาลยังพิจารณาประกอบว่าการขายเป็นไปโดยสุจริต เปิดเผย และมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปแบ่งปันแก่ทายาท มิได้เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของผู้จัดการมรดก แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะช่วยแยกขอบเขตระหว่างกฎหมายมรดกกับกฎหมายครอบครัว และทำให้เกิดความชัดเจนว่า ไม่ใช่ทุกกรณีที่มีผู้เยาว์เกี่ยวข้องจะต้องขออนุญาตศาลตามมาตรา 1574 เสมอไป 8 คำถาม คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติเกี่ยวกับผู้จัดการมรดกอย่างไร คำตอบ คดีนี้ถือเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับอำนาจของผู้จัดการมรดก เพราะศาลฎีกาได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้จัดการมรดกมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ในการจัดการและแบ่งปันแก่ทายาทได้ แม้ในกองมรดกจะมีผู้เยาว์เป็นทายาทก็ตาม ตราบใดที่ทรัพย์ยังไม่ได้แบ่งออกเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะส่วน การดำเนินการย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายมรดก มิใช่กฎหมายว่าด้วยอำนาจปกครองผู้เยาว์ แนววินิจฉัยนี้ช่วยสร้างความชัดเจนในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดก และช่วยคุ้มครองความมั่นคงของนิติกรรมระหว่างผู้จัดการมรดกกับบุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริต อีกทั้งยังเป็นหลักสำคัญสำหรับการตีความบทบัญญัติเรื่องผู้จัดการมรดกในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณีที่ต้องจำหน่ายทรัพย์เพื่อแบ่งปันแก่ทายาทหรือจัดการกองมรดกให้เสร็จสิ้นอย่างมีประสิทธิภาพ คดีนี้จึงมักถูกอ้างอิงในข้อพิพาทเกี่ยวกับการขายทรัพย์มรดก สิทธิของผู้เยาว์ และขอบเขตอำนาจของผู้จัดการมรดกอยู่เสมอ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 21793/2556 โจทก์ที่ 1 ขอให้ ป. เป็นผู้จัดการมรดกของ ช. สามีตน ศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้ง ป. เป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรม ป. มีหน้าที่รวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันระหว่างทายาท เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2517 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้ง ป. เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 โดยโจทก์ที่ 1 ร้องขอต่อศาล แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ประสงค์จะตั้งผู้จัดการมรดกโดยเร็วเพื่อนำทรัพย์มรดกของ ป. มาแบ่งปันกันระหว่างทายาท ป. ขายที่ดินเฉพาะส่วนของ ช. ในโฉนดเลขที่ 4134 ให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ยืนยันว่าก่อนที่จะตกลงซื้อขายที่ดิน ป. พาโจทก์ที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 2 ที่บ้านปรึกษาระหว่างพี่น้องในเรื่องการขายที่ดิน น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 ทราบถึงเรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่าง ป. กับจำเลยที่ 2 ก่อนแล้ว การขายที่ดินเฉพาะส่วนของ ช. ในที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ทำการซื้อขายโดยเปิดเผย สุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยมีการซื้อขายในราคา 500,000 บาท เท่ากับราคาที่ได้ระบุเอาไว้ในคำสั่งของศาลแพ่งขณะตั้ง ป. เป็นผู้จัดการมรดกและมีพยานรู้เห็นในการทำสัญญาสองคน ทั้งในท้ายสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วนตามเอกสารหมาย ล.2 ป. ยังให้ถ้อยคำตามที่มีการบันทึกไว้ด้วยว่า ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. มีความจำเป็นขายที่ดินส่วนนี้เพื่อนำเงินไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของ ช. เป็นความจริง เห็นได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยสุจริตปราศจากการฉ้อฉลหลอกลวง และ ป. มิได้มีส่วนได้เสียกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดกแต่ประการใด ป. ขายที่ดินเฉพาะส่วนของ ช. ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 และ พ. ผู้เยาว์ให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของ ช. จึงตกอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป. ที่จะต้องจัดการแบ่งปันแก่ทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ที่จะต้องขออนุญาตจากศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 แต่อย่างใด การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของ ช. ระหว่าง ป. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ช. กับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ตำบลบางบอน อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี (กรุงเทพมหานคร) ระหว่างนายปลิว ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชา กับจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสี่ไปจดทะเบียนแบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวโดยให้โจทก์ทั้งห้ามีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม 1 ใน 5 ส่วน หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากการแบ่งที่ดินไม่อาจตกลงกันได้ให้ประมูลขายหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งตามส่วน และหากไม่สามารถแบ่งกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ทั้งห้าได้ให้จำเลยที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายปลิว ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งห้า 239,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นสั่งรับฟ้องของโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ไม่รับฟ้องของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 เนื่องจากไม่ปรากฏข้อโต้แย้งสิทธิ จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งห้าใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 โดยกำหนดค่าทนายความคนละ 100,000 บาท โจทก์ทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งห้าว่า การทำนิติกรรมโอนที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายประชาระหว่างนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชากับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ว่า หลังจากนายประชาถึงแก่ความตายแล้วโจทก์ที่ 1 ได้ขอให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชา หลังจากศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกแล้วนายปลิวไม่เคยแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของนายประชา โจทก์ที่ 1 ทราบว่าเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 นายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชาโอนขายที่ดินตามโฉนดเลขที่ 4134 บางส่วนของนายประชาให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 500,000 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ได้รู้เห็นยินยอม ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลและไม่เคยได้รับเงินจากนายปลิว ต่อมามีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินดังกล่าวโดยนายปลิว จำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายปรีชาได้ไปคนละเท่า ๆ กัน คงเหลือที่ดินอยู่อีก 7 ไร่เศษ มีชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับนายปรีชาโดยส่วนของนายปลิว จำเลยที่ 3 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในฐานะผู้จัดการมรดก ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบโต้แย้งว่า หลังจากศาลได้มีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชาแล้ว นายปลิวได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 เฉพาะส่วนของนายประชาให้จำเลยที่ 2 ในราคา 500,000 บาท โดยนายปลิวบอกว่าจะนำเงินที่ขายได้ไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายประชา มีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานการจดทะเบียนขายที่ดินเฉพาะส่วน เป็นการซื้อขายโดยสุจริตและชำระราคากันจริง โจทก์ที่ 1 เป็นผู้ขอร้องให้ขายที่ดินมรดกของนายประชาอ้างว่าต้องนำเงินไปค้าขายและใช้จ่ายในครอบครัว ก่อนซื้อขายมีการปรึกษากับโจทก์ที่ 1 ถึงเรื่องของการขายที่ดินส่วนของนายประชาด้วย เหตุที่จำเลยที่ 2 รับซื้อไว้เนื่องจากเห็นว่าเป็นมรดกของบิดาหากให้คนอื่นซื้อไปแล้วจะลำบาก ในวันจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโจทก์ที่ 1 ไปที่สำนักงานที่ดินด้วย เห็นว่านายประชาผู้ตายซึ่งเป็นสามีโจทก์ที่ 1 มีพี่น้องหลายคนการที่โจทก์ที่ 1 ขอให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกของนายประชาสามีตนนั้นแสดงว่าโจทก์ที่ 1 ไว้เนื้อเชื่อใจนายปลิวให้จัดการมรดกของนายประชาและต่อมาศาลแพ่งได้มีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกไม่มีพินัยกรรมของนายประชาตามสำเนาคำสั่งศาลแพ่ง หน้าที่ของนายปลิวผู้จัดการมรดกเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ มาตรา 1736 วรรคสอง กล่าวคือมีหน้าที่หลักในการรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างทายาท นายประชาเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2517 ศาลแพ่งมีคำสั่งตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 โดยโจทก์ที่ 1 ร้องขอต่อศาลให้นายปลิวเป็นผู้จัดการมรดก แสดงว่าโจทก์ที่ 1 ประสงค์จะตั้งผู้จัดการมรดกของนายประชาโดยเร็ว ทั้งนี้เพื่อนำทรัพย์มรดกของนายประชามาแบ่งปันกันระหว่างทายาท นายปลิวผู้จัดการมรดกของนายประชาขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาในโฉนดเลขที่ 4134 ให้จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2518 หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกไม่กี่เดือน โจทก์ที่ 1 จะอ้างว่าไม่ทราบเรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่างนายปลิวกับจำเลยที่ 2 ดูจะขาดเหตุผล จำเลยที่ 2 และที่ 3 ก็เบิกความยืนยันว่าก่อนที่จะตกลงซื้อขายที่ดินนายปลิวพาโจทก์ที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 2 ที่บ้านปรึกษาระหว่างพี่น้องในเรื่องการขายที่ดิน น่าเชื่อว่าโจทก์ที่ 1 ทราบถึงเรื่องการซื้อขายที่ดินระหว่างนายปลิวกับจำเลยที่ 2 ก่อนแล้ว การขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาในที่ดินโฉนดเลขที่ 4134 ทำการซื้อขายโดยเปิดเผย สุจริตและเสียค่าตอบแทนโดยมีการซื้อขายในราคา 500,000 บาท เท่ากับราคาที่ได้ระบุเอาไว้ในคำสั่งของศาลแพ่งขณะตั้งนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกและมีพยานรู้เห็นในการทำสัญญาสองคน ทั้งในท้ายสัญญาขายที่ดินเฉพาะส่วน นายปลิวยังให้ถ้อยคำตามที่มีการบันทึกไว้ด้วยว่านายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชามีความจำเป็นขายที่ดินส่วนนี้เพื่อนำเงินไปแบ่งปันให้แก่ทายาทของนายประชาเป็นความจริง ซึ่งจะเห็นได้ว่าการซื้อขายเป็นไปโดยสุจริตปราศจากการฉ้อฉลหลอกลวง และนายปลิวมิได้มีส่วนได้เสียกระทำการอันเป็นปฏิปักษ์แก่กองมรดกแต่ประการใด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า การที่นายปลิวขายที่ดินเฉพาะส่วนของนายประชาซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนของโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 5 และนายพรพจน์ผู้เยาว์ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของนายประชามีนายปลิวเป็นผู้จัดการมรดกที่ดินพิพาทจึงตกอยู่ในอำนาจหน้าที่ของนายปลิวผู้จัดการมรดกที่จะต้องจัดการแบ่งปันแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และ 1736 วรรคสอง ไม่ใช่เรื่องผู้ใช้อำนาจปกครองทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ที่จะต้องขออนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 แต่อย่างใด พยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งห้า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การทำนิติกรรมโอนขายที่ดินเฉพาะส่วนที่เป็นมรดกของนายประชาระหว่างนายปลิวในฐานะผู้จัดการมรดกของนายประชากับจำเลยที่ 2 มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งห้าฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|



