
| สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดขึ้นเพราะขาดการแสดงเจตนาโดยชอบ, (ฎีกาที่ 3233/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่ม กรณีผู้เอาประกันป่วยด้วยโรคทางสมองหลายประการจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และมีข้อสงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่าขาดสติสัมปชัญญะและความสามารถในการรับรู้ การลงเพียงลายนิ้วมือในใบสมัครโดยไม่มีพยานรับรองสองคนจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดขึ้น และทายาทไม่อาจอาศัยสัญญาดังกล่าวเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันชีวิตได้ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. การลงลายพิมพ์นิ้วมือในใบสมัครประกันชีวิตกลุ่ม โดยไม่มีพยานรับรองสองคน จะถือเป็นการแสดงเจตนาโดยชอบด้วยกฎหมายได้หรือไม่ 2. ผู้เอาประกันที่ป่วยด้วยโรคทางสมองรุนแรงจนกระทบสติสัมปชัญญะ จะมีความสามารถในการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตตามกฎหมายหรือไม่ 3. เมื่อศาลวินิจฉัยว่าสัญญาประกันชีวิตกลุ่มไม่เกิดขึ้น ทายาทโดยธรรมยังมีสิทธิฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันชีวิตได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับความสมบูรณ์ของการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่ม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เอาประกันป่วยโรคทางสมองรุนแรงจนมีเหตุสงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่าไม่สามารถรับรู้และตัดสินใจได้ตามปกติ อีกทั้งใบสมัครมีเพียงลายนิ้วมือโดยไม่มีพยานรับรองสองคน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและถือไม่ได้ว่ามีการแสดงเจตนา สัญญาประกันชีวิตกลุ่มจึงไม่เกิดขึ้น ทายาทจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญา มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง (กรณีการลงลายพิมพ์นิ้วมือแทนลายมือชื่อ ต้องมีพยานรับรองสองคน มิฉะนั้นถือว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อโดยชอบ) key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การแสดงเจตนาไม่สมบูรณ์ หัวใจคือศาลไม่เชื่อว่าผู้เอาประกันมีเจตนารมณ์แท้จริงในการเข้าทำประกัน เพราะสภาพป่วยเกี่ยวกับสมองกระทบการรับรู้ และพยานฝ่ายโจทก์เบิกความมีพิรุธ 2. ลายพิมพ์นิ้วมือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใบสมัครมีเพียงลายนิ้วมือ แต่ไม่มีพยานลงชื่อรับรอง 2 คนตาม ป.พ.พ. มาตรา 9 วรรคสอง จึงเท่ากับไม่มีการลงลายมือชื่อโดยชอบ 3. สติสัมปชัญญะและความสามารถในการรับรู้ ศาลใช้พยานแพทย์และประวัติการรักษาชี้ว่าผู้เอาประกันเป็นผู้ป่วยช่วยเหลือตนเองไม่ได้ และโรคกระทบสมอง ทำให้ยากจะรับฟังว่ารับรู้และตัดสินใจทำสัญญาได้จริง 4. สัญญาประกันชีวิตกลุ่มไม่เกิดขึ้น เมื่อถือไม่ได้ว่ามีการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา สัญญาประกันชีวิตกลุ่มระหว่างผู้เอาประกันกับบริษัทประกันย่อม “ไม่เกิด” ตั้งแต่ต้น ไม่ก่อสิทธิหน้าที่ตามสัญญา 5. ทายาทไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมตามสัญญา เมื่อสัญญาไม่เกิดขึ้น ทายาทจึงไม่อาจอาศัยสัญญาประกันชีวิตกลุ่มเป็นฐานสิทธิในการฟ้องให้บริษัทประกันชำระค่าสินไหมทดแทนได้ สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายดำรง ผู้ถึงแก่ความตาย ได้ฟ้องขอให้จำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิต รับผิดชำระเงินตามกรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่มรวมเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท โดยอ้างว่านายดำรงได้สมัครเข้าร่วมโครงการประกันชีวิตกลุ่มหลายโครงการก่อนถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายดำรงป่วยเป็นโรคก้านสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง และโรคพาร์กินสันมาเป็นเวลาหลายปีก่อนสมัครทำประกัน และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แพทย์ผู้รักษาเบิกความว่าโรคดังกล่าวส่งผลให้ผู้ป่วยสูญเสียการทรงตัว เดินลำบาก มีอาการอ่อนแรง และมีปัญหาในการรับรู้ ซึ่งโดยสภาพถือเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ใบสมัครประกันชีวิตกลุ่มที่อ้างว่านายดำรงเป็นผู้ทำ ปรากฏเพียงลายพิมพ์นิ้วมือ โดยไม่มีลายมือชื่อของผู้เอาประกัน และไม่มีพยานรับรองสองคนตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งคำเบิกความของบุตรซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับการสมัครประกันมีความขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญ คำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยร่วมรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์บางส่วน โดยเห็นว่าสัญญาประกันชีวิตกลุ่มมีผลใช้บังคับ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้คำพิพากษาเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย แต่ยังคงให้จำเลยร่วมรับผิด โดยเห็นว่านายดำรงสมัครเข้าร่วมโครงการและมีกรมธรรม์คุ้มครอง คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยโดยให้ความสำคัญกับประเด็นการแสดงเจตนาและความสามารถในการทำสัญญาเป็นหลัก ศาลเห็นว่าเมื่อพิจารณาประวัติการรักษาและคำเบิกความของแพทย์แล้ว นายดำรงมีอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับสมองซึ่งกระทบต่อสติสัมปชัญญะและการรับรู้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อประกอบกับข้อพิรุธจากคำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ และข้อเท็จจริงที่ใบสมัครมีเพียงลายพิมพ์นิ้วมือโดยไม่มีพยานรับรองสองคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง ศาลจึงวินิจฉัยว่าไม่อาจถือได้ว่านายดำรงได้แสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่มโดยแท้จริง ผลทางกฎหมายคือ สัญญาประกันชีวิตกลุ่มระหว่างนายดำรงกับจำเลยร่วมไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เมื่อไม่มีสัญญา ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามสัญญา ทายาทจึงไม่มีอำนาจฟ้องบริษัทประกันชีวิต ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ทั้งหมด สรุปข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษานี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2568 วางหลักสำคัญว่า การทำสัญญาประกันชีวิตต้องอาศัยการแสดงเจตนาโดยสมัครใจและมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ การลงลายนิ้วมือแทนลายมือชื่อโดยไม่มีพยานรับรองตามกฎหมาย ไม่อาจถือเป็นการแสดงเจตนาได้ นอกจากนี้ ศาลยังย้ำว่าศาลต้องพิจารณาสภาพร่างกายและจิตใจของผู้เอาประกันในขณะทำสัญญาอย่างเคร่งครัด หากปรากฏว่าผู้เอาประกันไม่สามารถรับรู้หรือเข้าใจผลทางกฎหมายของการทำสัญญาได้ สัญญานั้นย่อมไม่เกิดขึ้น และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ทายาทหรือบุคคลภายนอกในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีประกันชีวิต โดยเฉพาะกรณีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคร้ายแรง และเป็นแนวทางให้บริษัทประกันชีวิตต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการรับประกันและจัดทำเอกสารให้ถูกต้องตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3233/2568 ด. ป่วยเป็นโรคก้านสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมองและโรคพาร์กินสัน โดยเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องมานานหลายปีก่อนสมัครเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วม ซึ่งในส่วนนี้ได้ความเพิ่มเติมจากแพทย์ประจำโรงพยาบาล ส. ที่ ด. เข้ารับการรักษาว่า โรคก้านสมองฝ่อหรือโรคก้านสมองเสื่อมจะมีอาการล้มบ่อย สูญเสียการทรงตัว โรคหลอดเลือดสมองจะมีอาการหลายอย่างขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ลักษณะอาการอ่อนแรง มีปัญหาในการพูดหรือปัญหาในการรับรู้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นจุดใดในบริเวณสมอง ส่วนโรคพาร์กินสันจะมีอาการมือสั่นและเดินลำบากซึ่งเกิดจากสารเคมีภายในสมองที่สร้างลดลงอย่างผิดปกติ และเมื่อประเมินประวัติการรักษาแล้ว พยานเห็นว่า ด. มีลักษณะเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งเมื่อพิจารณาคำเบิกความของแพทย์ประกอบประวัติการรักษาดังกล่าวแล้วเห็นได้ว่า นอกจาก ด. จะมีอาการป่วยจนไม่สามารถที่จะช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว ยังเป็นโรคที่ล้วนเกี่ยวกับสมองซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะและการรับรู้อย่างมีนัยสำคัญจึงยากที่จะเชื่อว่าในการสมัครเข้าทำประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วมนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงของ ด. ทั้งโจทก์ที่ 4 บุตรของ ด. เองก็ได้เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ด. สนใจทำประกันชีวิตกลุ่มจึงให้โจทก์ที่ 4 จัดการพิมพ์ลายนิ้วมือ ด. ลงในเอกสารคำขอประกันชีวิตกลุ่มแล้วนำไปส่งให้แก่จำเลย แต่ต่อมากลับเบิกความตอบทนายจำเลยร่วมถามค้านว่า โจทก์ที่ 4 ไม่ได้สอบถาม ด. ว่าจะทำประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยหรือจำเลยร่วมหรือไม่ โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาโจทก์ที่ 4 มอบหมายให้โจทก์ที่ 4 นำใบสมัครดังกล่าวไปติดต่อกับจำเลย ซึ่งขณะนั้นเอกสารดังกล่าวมีลายพิมพ์นิ้วมือของ ด. ปรากฏอยู่แล้ว โจทก์ที่ 4 ไม่ได้เป็นผู้จัดทำใบสมัครทำประกันชีวิตกลุ่มและไม่ทราบว่าพี่น้องคนใดหรือมารดาเป็นผู้จัดทำ จึงเป็นการที่พยานเบิกความกลับไปกลับมาขัดแย้งกัน เป็นข้อพิรุธแสดงให้เห็นว่าพยานมิได้เบิกความตามความจริงอย่างตรงไปตรงมา เมื่อโจทก์ทั้งสี่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่า ด. รับรู้ เข้าใจและประสงค์จะทำประกันชีวิตกลุ่มกับจำเลยร่วมกับทั้งใบสมัครก็ปรากฏแต่เพียงลายพิมพ์นิ้วมือที่โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าเป็นลายพิมพ์นิ้วหัวแม่มือข้างขวาของ ด. โดยไม่ปรากฏว่ามีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน ซึ่งไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 9 วรรคสอง จึงเท่ากับว่า ด. ไม่ได้ลงลายมือชื่อในใบสมัครทำประกันชีวิตกลุ่มดังกล่าว และกรณีถือไม่ได้ว่า ด. มีการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา ดังนั้น สัญญาประกันชีวิตกลุ่มระหว่าง ด. กับจำเลยร่วมจึงไม่เกิดขึ้น โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยร่วมให้รับผิดตามสัญญาประกันชีวิตกลุ่มตามฟ้องได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า สัญญาประกันชีวิตกลุ่มมีผลใช้บังคับ และเห็นว่าจำเลยร่วมซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิตต้องรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามทุนประกันให้แก่โจทก์ทั้งสี่เป็นเงิน 2,231,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ฟ้อง โดยยกฟ้องจำเลยซึ่งเป็นเพียงผู้ประสานงานระหว่างสมาชิกกับบริษัทประกัน 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยให้จำเลยร่วมรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามทุนประกันเช่นเดิม แต่ปรับอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ภายหลังวันฟ้อง ส่วนคำวินิจฉัยให้จำเลยร่วมต้องรับผิดนั้นยังคงยืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่า ผู้เอาประกันป่วยด้วยโรคทางสมองจนมีเหตุสงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่าไม่สามารถแสดงเจตนาได้โดยแท้จริง อีกทั้งใบสมัครมีเพียงลายนิ้วมือโดยไม่มีพยานรับรองตามกฎหมาย สัญญาประกันชีวิตกลุ่มจึงไม่เกิดขึ้น โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องให้บริษัทประกันรับผิด และให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด
บทความวิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา กรณีสัญญาประกันชีวิตกลุ่มไม่เกิดขึ้นเนื่องจากขาดการแสดงเจตนาโดยชอบ 1. สรุปข้อเท็จจริงและสรุปย่อคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายดำรง ผู้ถึงแก่ความตาย ได้ฟ้องขอให้จำเลยและจำเลยร่วมซึ่งเป็นบริษัทประกันชีวิต รับผิดชำระค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันชีวิตกลุ่ม รวมเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่านายดำรงได้สมัครเข้าร่วมโครงการประกันชีวิตกลุ่มหลายโครงการก่อนถึงแก่ความตาย ข้อเท็จจริงปรากฏว่านายดำรงป่วยเป็นโรคก้านสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง และโรคพาร์กินสัน มาเป็นเวลาหลายปีก่อนสมัครทำประกัน และต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง แพทย์ผู้รักษาเบิกความว่าโรคดังกล่าวส่งผลให้มีอาการเดินลำบาก สูญเสียการทรงตัว มีปัญหาการรับรู้ และเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ การสมัครประกันชีวิตกลุ่มปรากฏว่าใบสมัครมีเพียงลายพิมพ์นิ้วมือของผู้เอาประกัน โดยไม่มีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน อีกทั้งคำเบิกความของบุตรผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารมีความขัดแย้งกันในสาระสำคัญ เป็นข้อพิรุธที่ทำให้ศาลไม่อาจรับฟังได้ว่าผู้เอาประกันมีเจตนารมณ์แท้จริงในการเข้าทำสัญญา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าสัญญาประกันชีวิตกลุ่มมีผลใช้บังคับ และให้บริษัทประกันชีวิตรับผิดชำระค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า จากสภาพการเจ็บป่วยที่กระทบต่อสติสัมปชัญญะ ประกอบกับการลงลายพิมพ์นิ้วมือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง จึงถือไม่ได้ว่ามีการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา สัญญาประกันชีวิตกลุ่มจึงไม่เกิดขึ้น และทายาทไม่มีอำนาจฟ้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด 2. สรุปหลักกฎหมายที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกานี้ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักกฎหมายสำคัญว่าการทำสัญญาเป็นนิติกรรมที่ต้องอาศัยการแสดงเจตนาโดยสมัครใจและมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ หากปรากฏว่าผู้แสดงเจตนามีสภาพทางร่างกายหรือจิตใจที่กระทบต่อความสามารถในการรับรู้และตัดสินใจ ศาลย่อมต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่ามีการแสดงเจตนาโดยแท้จริงหรือไม่ อีกประการหนึ่ง ศาลฎีกาได้วางหลักชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนลายมือชื่อ โดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่าการลงลายพิมพ์นิ้วมือต้องมีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน มิฉะนั้นถือว่าไม่ได้ลงลายมือชื่อโดยชอบ เมื่อใบสมัครประกันชีวิตไม่เป็นไปตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงไม่อาจถือเป็นการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญาได้ นอกจากนี้ คำพิพากษายังชี้ให้เห็นว่าการที่บริษัทประกันเคยจ่ายค่าสินไหมทดแทนในบางโครงการ ไม่อาจใช้เป็นเหตุยืนยันความสมบูรณ์ของสัญญาในโครงการอื่นได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าการแสดงเจตนาไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น 3. แนวบรรทัดฐานที่ศาลฎีกาวางเป็นหลักให้นักกฎหมายศึกษา คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางบรรทัดฐานสำคัญหลายประการที่นักกฎหมายควรศึกษาและนำไปใช้เป็นแนวทาง ประการแรก ศาลเน้นให้ความสำคัญกับ “สภาพบุคคลของผู้แสดงเจตนา” มากกว่ารูปแบบทางเอกสารเพียงอย่างเดียว แม้จะมีเอกสารการสมัครหรือการดำเนินการทางธุรกิจ แต่หากสภาพผู้เอาประกันไม่สามารถรับรู้และตัดสินใจได้อย่างแท้จริง สัญญาย่อมไม่เกิด ประการที่สอง ศาลยืนยันการตีความบทบัญญัติเรื่องการลงลายพิมพ์นิ้วมืออย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการอาศัยช่องว่างทางเอกสารมาผูกพันบุคคลที่อาจไม่สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ ประการที่สาม คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญต่อคดีประกันชีวิตกลุ่ม โดยเฉพาะกรณีผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคร้ายแรง บริษัทประกันและผู้เกี่ยวข้องต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดในการตรวจสอบทั้งสภาพร่างกาย สติสัมปชัญญะ และความถูกต้องของเอกสาร มิฉะนั้นอาจทำให้สัญญาไม่เกิดและไม่ก่อความคุ้มครองตามที่คาดหมาย โดยสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นแนวคำวินิจฉัยที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในการย้ำหลักความสมบูรณ์ของการแสดงเจตนา และเป็นแนวทางให้ทั้งนักกฎหมายและผู้ประกอบธุรกิจประกันชีวิตตระหนักถึงความสำคัญของนิติกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายอย่างแท้จริง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ผู้เอาประกันชีวิตกลุ่มซึ่งป่วยด้วยโรคก้านสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง และโรคพาร์กินสันมาเป็นเวลานานก่อนสมัครทำประกันชีวิตกลุ่ม และมีข้อเท็จจริงว่าต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หากปรากฏว่าใบสมัครประกันมีเพียงลายพิมพ์นิ้วมือของผู้เอาประกัน โดยไม่มีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน และมีคำเบิกความของบุตรผู้เกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารที่กลับไปกลับมาเช่นนี้ จะถือได้หรือไม่ว่าผู้เอาประกันได้แสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่มโดยแท้จริง และสัญญาประกันชีวิตกลุ่มดังกล่าวเกิดขึ้นสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ การทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่มเป็นการทำนิติกรรมซึ่งต้องอาศัยการแสดงเจตนาของคู่สัญญาโดยสมัครใจและมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เอาประกันป่วยด้วยโรคทางสมองหลายประการ ซึ่งโดยสภาพอาจส่งผลกระทบต่อการรับรู้ ความเข้าใจ และการตัดสินใจ ประกอบกับคำเบิกความของแพทย์ผู้รักษาซึ่งเห็นว่าผู้เอาประกันเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ย่อมเป็นเหตุอันมีน้ำหนักให้สงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่าผู้เอาประกันมีสติสัมปชัญญะเพียงพอในการแสดงเจตนาหรือไม่ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อใบสมัครประกันปรากฏเพียงลายพิมพ์นิ้วมือโดยไม่มีพยานลงลายมือชื่อรับรองสองคน อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 วรรคสอง จึงต้องถือว่าเป็นการไม่ได้ลงลายมือชื่อโดยชอบ และไม่อาจรับฟังได้ว่ามีการแสดงเจตนาเข้าทำสัญญา เมื่อพิจารณารวมกับข้อพิรุธจากคำเบิกความของบุตรซึ่งกลับไปกลับมาในสาระสำคัญ จึงฟังไม่ได้ว่าผู้เอาประกันรับรู้ เข้าใจ และประสงค์จะทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่มโดยแท้จริง สัญญาประกันชีวิตกลุ่มจึงไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ข้อ 2. กรณีที่บริษัทประกันชีวิตกลุ่มเคยจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์บางโครงการให้แก่ผู้รับประโยชน์ไปแล้ว แต่ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทนในโครงการอื่น โดยอ้างว่าผู้เอาประกันขาดคุณสมบัติด้านสุขภาพและไม่สามารถแสดงเจตนาได้โดยสมบูรณ์ ศาลจะสามารถนำการจ่ายค่าสินไหมบางส่วนมาใช้เป็นเหตุยืนยันว่ามีสัญญาประกันชีวิตกลุ่มเกิดขึ้นสมบูรณ์ในทุกโครงการหรือไม่ และมีผลอย่างไรต่อการพิจารณาคดี ธงคำตอบ การที่บริษัทประกันชีวิตจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์บางโครงการ ไม่อาจถือเป็นข้อยืนยันโดยเด็ดขาดว่าสัญญาประกันชีวิตกลุ่มในทุกโครงการเกิดขึ้นสมบูรณ์ตามกฎหมาย เนื่องจากการพิจารณาความสมบูรณ์ของสัญญาต้องพิจารณาจากการแสดงเจตนาของผู้เอาประกันเป็นสำคัญ หากปรากฏว่าผู้เอาประกันขาดสติสัมปชัญญะหรือมีเหตุสงสัยอย่างมีนัยสำคัญว่าขาดความสามารถในการรับรู้และตัดสินใจ การแสดงเจตนานั้นย่อมไม่สมบูรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะมีการจ่ายค่าสินไหมบางโครงการไปแล้ว แต่เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏชัดว่าผู้เอาประกันมีสภาพป่วยเกี่ยวกับสมองอย่างรุนแรง และเอกสารการสมัครทำประกันไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจ่ายค่าสินไหมบางส่วนไม่อาจแก้ไขข้อบกพร่องเรื่องการแสดงเจตนาได้ สัญญาประกันชีวิตกลุ่มในส่วนที่พิพาทจึงถือว่าไม่เกิดขึ้น และไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามสัญญาแก่ทายาท ข้อ 3. เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประกันชีวิตกลุ่มไม่เกิดขึ้นเนื่องจากผู้เอาประกันไม่ได้แสดงเจตนาโดยชอบด้วยกฎหมาย ทายาทโดยธรรมของผู้เอาประกันจะยังมีอำนาจฟ้องบริษัทประกันชีวิตให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ได้หรือไม่ และเหตุใดศาลจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด ธงคำตอบ สิทธิของทายาทในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันชีวิตเป็นสิทธิที่อาศัยอยู่บนฐานของสัญญาประกันชีวิต หากสัญญาดังกล่าวไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาแก่คู่สัญญาหรือบุคคลภายนอก เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้เอาประกันไม่ได้แสดงเจตนาเข้าทำสัญญาประกันชีวิตกลุ่มโดยแท้จริง เนื่องจากสภาพป่วยที่กระทบต่อสติสัมปชัญญะ และใบสมัครไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 9 วรรคสอง สัญญาประกันชีวิตกลุ่มจึงไม่เกิดขึ้น ผลทางกฎหมายคือ ทายาทซึ่งอ้างสิทธิในฐานะผู้มีส่วนได้เสียจากสัญญา ไม่อาจใช้สัญญาที่ไม่เกิดขึ้นเป็นฐานในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันชีวิตได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่ทั้งหมด และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ |




