ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้แทนโดยชอบธรรมทำข้อตกลงแบ่งมรดกแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตศาล เป็นโมฆะหรือไม่ และผู้ใดมีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างเพิกถอนการแบ่งทรัพย์มรดกได้ตามกฎหมาย

ผู้จัดการมรดกมีอำนาจแบ่งปันทรัพย์มรดกเพียงใด, ข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกมีผลผูกพันทายาทหรือไม่, ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาแทนผู้เยาว์ได้หรือไม่, แบ่งมรดกโดยไม่ได้รับอนุญาตศาลเป็นโมฆะหรือไม่, สิทธิของผู้เยาว์ในการคัดค้านนิติกรรม, บุคคลภายนอกมีสิทธิอ้างโมฆะกรรมหรือไม่, ผลทางกฎหมายของมาตรา 1574 วรรคสิบสอง, การคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ตามกฎหมาย, อำนาจผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719, ความคุ้มครองบุคคลภายนอกตามมาตรา 1724, มรดกตกทอดแก่ผู้สืบสิทธิ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้จัดการมรดกในการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก ผลผูกพันของข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่จัดทำขึ้นระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้มีสิทธิรับมรดก รวมถึงปัญหาสำคัญว่าการที่ผู้แทนโดยชอบธรรมทำข้อตกลงแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามกฎหมาย จะทำให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือไม่ และบุคคลใดมีสิทธิยกเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างได้

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก โดยภายหลังจากมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทรายหนึ่งถึงแก่ความตาย สิทธิในมรดกส่วนของทายาทผู้นั้นจึงตกทอดแก่ภริยาและบุตร ต่อมาผู้จัดการมรดกได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก โดยกำหนดให้ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทสายดังกล่าว จนนำมาสู่ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับผลผูกพันของข้อตกลงดังกล่าวและสิทธิในการขอเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก

ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกตามกฎหมายมรดก ความคุ้มครองบุคคลภายนอกตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตลอดจนเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองผู้เยาว์ โดยชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างนิติกรรมที่เป็นโมฆะกับนิติกรรมที่มีผลเพียงไม่ผูกพันบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการจัดการมรดกและการดำเนินการแทนผู้เยาว์ในทางปฏิบัติ

ข้อเท็จจริงของคดีและลำดับเหตุการณ์ที่นำไปสู่ข้อพิพาท

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่มีชื่อของนายวิสุทธิ์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงซึ่งเป็นบิดามารดา โดยศาลรับฟังว่านายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงในที่ดินพิพาทตลอดมา นายวิสุทธิ์จึงไม่มีอำนาจที่จะทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้แก่บุคคลอื่นได้ การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 จึงไม่สมบูรณ์ และเมื่อเจ้าของที่แท้จริงทั้งสองถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงกลายเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกทุกคน รวมทั้งนายวิสุทธิ์ด้วย 

ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ศาลได้มีคำสั่งแต่งตั้งนางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์ให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของเจ้ามรดกทั้งสอง ผู้จัดการมรดกทั้งสองจึงมีฐานะเป็นผู้แทนตามกฎหมายของกองมรดกและของทายาทในการรวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดกตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ 

ต่อมาหลังจากศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว นายวิสุทธิ์ซึ่งเป็นทายาทคนหนึ่งของเจ้ามรดกได้ถึงแก่ความตาย สิทธิในทรัพย์มรดกที่นายวิสุทธิ์ได้รับจากเจ้ามรดกจึงตกทอดไปยังทายาทของนายวิสุทธิ์ ได้แก่ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตร และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา ทำให้จำเลยทั้งสองเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกส่วนที่ตกทอดแก่นายวิสุทธิ์ แม้ว่าจำเลยทั้งสองจะมิใช่ทายาทโดยตรงของเจ้ามรดกก็ตาม 

ภายหลังการเสียชีวิตของนายวิสุทธิ์ ผู้จัดการมรดกทั้งสองได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก โดยเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2545 ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้แทนของทายาทสายนายวิสุทธิ์ โดยมีการกำหนดไว้ในข้อตกลงว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 73 ตำบลเมืองพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทของนายวิสุทธิ์ และในวันทำข้อตกลงดังกล่าว ผู้จัดการมรดกได้ส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่ฝ่ายทายาทของนายวิสุทธิ์แล้วด้วย 

ต่อมาภายหลังเกิดข้อพิพาทขึ้น โจทก์เห็นว่าการจัดทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย โดยอ้างเหตุหลายประการ ได้แก่ จำเลยทั้งสองมิใช่ทายาทของเจ้ามรดกโดยตรง การทำข้อตกลงดังกล่าวมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ และจำเลยที่ 2 ได้ลงนามแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามกฎหมาย จึงเห็นว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวตกเป็นโมฆะและไม่มีผลใช้บังคับ 

ด้วยเหตุนี้ โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนและการรับโอนที่ดินพิพาทที่ได้โอนให้แก่จำเลยที่ 1 และขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิสุทธิ์ หรือในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวกลับคืนสู่กองทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก หากไม่ดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลย 

จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้คดี โดยยืนยันว่าบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นการกระทำภายในขอบอำนาจของผู้จัดการมรดกที่กฎหมายรับรอง และมีผลผูกพันทายาททุกคนของเจ้ามรดก จึงไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนการแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือเพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทตามที่โจทก์ร้องขอ 

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงเกิดประเด็นข้อพิพาทสำคัญหลายประการ ได้แก่ ผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกในลักษณะดังกล่าวหรือไม่ ข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกมีผลผูกพันทายาททั้งหมดหรือไม่ จำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมทำข้อตกลงแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลมีผลทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่ และบุคคลใดเป็นผู้มีสิทธิยกความไม่สมบูรณ์ของนิติกรรมดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างต่อศาลได้ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาได้นำมาวินิจฉัยในคดีนี้ 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์ได้รับการแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายยี่ม้วยและนางเสียมเกียง จึงมีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีสิทธิหน้าที่ดำเนินการอันจำเป็นเพื่อจัดการกองมรดก รวบรวมทรัพย์มรดก ตลอดจนแบ่งปันทรัพย์มรดกแก่ทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ผู้จัดการมรดกจึงมิได้เป็นเพียงผู้ดูแลทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้แทนตามกฎหมายของทายาทในการดำเนินกิจการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกด้วย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 เป็นการดำเนินการภายหลังการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกโดยชอบ และไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำการโดยมิชอบ กระทำผิดหน้าที่ หรือกระทำเกินขอบอำนาจที่กฎหมายกำหนด การทำข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการกระทำภายในอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมาย ถือเป็นการดำเนินกิจการเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามอำนาจที่ได้รับมอบหมายจากกฎหมายโดยตรง 

ศาลฎีกาจึงเห็นว่าบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวเป็นผลของการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของผู้จัดการมรดก และมีผลผูกพันต่อทายาทของเจ้ามรดกทุกคน ไม่ว่าทายาทรายนั้นจะเป็นผู้ลงนามในข้อตกลงด้วยตนเองหรือไม่ก็ตาม เพราะผู้จัดการมรดกทำหน้าที่แทนกองมรดกและแทนทายาททุกคนในการจัดการมรดกตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ 

จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1724 หรือไม่

โจทก์ฎีกาว่าจำเลยทั้งสองมิใช่บุคคลภายนอกตามกฎหมาย เพราะเกี่ยวข้องกับการรับมรดกและเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยตรง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับข้อโต้แย้งดังกล่าว โดยวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองมิใช่ทายาทของเจ้ามรดกโดยตรง และมิใช่ทายาทผู้เข้ารับมรดกแทนที่เจ้ามรดกเช่นเดียวกับทายาทคนอื่น ๆ แต่เป็นเพียงทายาทของนายวิสุทธิ์ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกอีกทอดหนึ่งเท่านั้น 

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สิทธิของจำเลยทั้งสองมิได้เกิดขึ้นโดยตรงจากความเป็นทายาทของเจ้ามรดก แต่เกิดขึ้นจากการที่นายวิสุทธิ์ได้รับสิทธิในมรดกของเจ้ามรดกก่อน แล้วเมื่อภายหลังนายวิสุทธิ์ถึงแก่ความตาย สิทธิที่นายวิสุทธิ์มีอยู่จึงตกทอดมาสู่จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทของนายวิสุทธิ์ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1724 และสามารถอาศัยผลแห่งการกระทำของผู้จัดการมรดกซึ่งได้ดำเนินการภายในขอบอำนาจหน้าที่ของตนได้โดยชอบด้วยกฎหมาย 

การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมทำข้อตกลงแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดประการหนึ่งของคดีนี้คือ ขณะทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก จำเลยที่ 2 ได้ลงนามแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ โดยมิได้ขออนุญาตศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) โจทก์จึงอ้างว่าบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะทั้งหมด และสามารถเพิกถอนได้ทั้งฉบับ 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกจะมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่อาจกระทำแทนผู้เยาว์ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อนก็ตาม แต่การขออนุญาตศาลมิใช่แบบของนิติกรรม และกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่าหากฝ่าฝืนแล้วนิติกรรมจะตกเป็นโมฆะ ดังนั้น การฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) จึงไม่อาจตีความได้โดยอัตโนมัติว่านิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะกรรม 

ศาลฎีกาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายที่กำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรมต้องขออนุญาตศาลก่อนทำนิติกรรมบางประเภทนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลทำหน้าที่กำกับดูแลและคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ ป้องกันมิให้ผู้แทนโดยชอบธรรมดำเนินการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ กฎหมายจึงมุ่งคุ้มครองผู้เยาว์เป็นสำคัญ มิได้มุ่งทำลายนิติกรรมทั้งหมดให้ตกเป็นโมฆะในทุกกรณีที่มีการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว 

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกมิได้ตกเป็นโมฆะกรรม และไม่อาจถือได้ว่าไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น เพียงแต่มีผลในลักษณะไม่ผูกพันผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุคคลที่กฎหมายมุ่งให้ความคุ้มครองเท่านั้น 

ใครเป็นผู้มีสิทธิยกความไม่ผูกพันของนิติกรรมขึ้นกล่าวอ้าง

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่เป็นโมฆะ ปัญหาต่อมาคือบุคคลใดจะมีสิทธิยกการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ขึ้นกล่าวอ้างได้ ศาลฎีกาวางหลักว่า หากนิติกรรมเป็นโมฆะตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง บุคคลผู้มีส่วนได้เสียย่อมสามารถยกความเสียเปล่าของนิติกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ แต่เมื่อคดีนี้ศาลวินิจฉัยแล้วว่านิติกรรมมิได้เป็นโมฆะ ผลทางกฎหมายจึงแตกต่างออกไป 

ในกรณีนี้ ผลของการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) มีเพียงทำให้นิติกรรมไม่ผูกพันผู้เยาว์เท่านั้น สิทธิที่จะอ้างความไม่ผูกพันดังกล่าวจึงเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์ผู้ซึ่งกฎหมายมุ่งคุ้มครอง มิใช่สิทธิของบุคคลอื่นที่จะหยิบยกขึ้นอ้างแทนได้ ดังนั้น จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์เท่านั้นที่มีสิทธิอ้างว่าตนไม่ผูกพันตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและมิใช่ผู้เยาว์ที่ได้รับความคุ้มครองจากบทบัญญัติดังกล่าว ย่อมไม่มีสิทธิยกการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อเพิกถอนบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกได้ 

จากเหตุผลทั้งหมดดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และเห็นพ้องด้วยกับผลแห่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ยกฟ้องโจทก์ จึงพิพากษายืนตามศาลล่าง พร้อมกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ 

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้ถือเป็นคำพิพากษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมายมรดกและกฎหมายครอบครัว เนื่องจากศาลฎีกาได้วางหลักเกี่ยวกับอำนาจของผู้จัดการมรดก ผลผูกพันของการแบ่งปันทรัพย์มรดก ความคุ้มครองบุคคลภายนอก และขอบเขตการคุ้มครองผู้เยาว์เอาไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะการตีความผลทางกฎหมายของการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะเกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์และผลของนิติกรรมนั้นต่อบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยตรง 

หลักกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสถานะของผู้จัดการมรดกว่าเป็นผู้แทนตามกฎหมายของกองมรดกและของทายาททั้งหลายในการจัดการทรัพย์มรดก เมื่อศาลมีคำสั่งแต่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว บุคคลดังกล่าวย่อมมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้ และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามส่วนที่กฎหมายกำหนด อำนาจดังกล่าวไม่ได้เกิดจากความยินยอมของทายาทแต่ละคน แต่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายและคำสั่งศาล ดังนั้นการกระทำใด ๆ ที่อยู่ภายในขอบเขตแห่งการจัดการมรดกย่อมมีผลผูกพันต่อทายาททั้งหลาย แม้ทายาทบางคนจะมิได้เข้าร่วมทำข้อตกลงด้วยตนเองก็ตาม 

แนวคิดดังกล่าวมีรากฐานอยู่บนหลักความจำเป็นในการบริหารกองมรดก หากกฎหมายกำหนดให้ผู้จัดการมรดกต้องได้รับความยินยอมจากทายาททุกคนก่อนดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกทุกครั้ง การจัดการมรดกจำนวนมากจะไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีที่มีทายาทจำนวนมากหรือมีทายาทบางรายถึงแก่ความตายระหว่างกระบวนการจัดการมรดก ดังนั้นกฎหมายจึงให้อำนาจผู้จัดการมรดกทำการแทนทายาทเพื่อให้การจัดการมรดกสามารถดำเนินต่อไปได้จนเสร็จสิ้น 

หลักความคุ้มครองบุคคลภายนอกตามมาตรา 1724

อีกประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาวางหลักไว้คือการคุ้มครองบุคคลภายนอกที่ได้กระทำการหรือได้รับสิทธิโดยสุจริตจากการดำเนินการของผู้จัดการมรดก ภายใต้แนวคิดว่าบุคคลภายนอกย่อมมีสิทธิไว้วางใจในการกระทำของผู้จัดการมรดกซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยศาลและมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หากภายหลังเปิดโอกาสให้ทายาทย้อนกลับมาปฏิเสธการกระทำทุกอย่างของผู้จัดการมรดกได้โดยง่าย ความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์ย่อมเสียหายและกระทบต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกโดยรวม 

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองมิใช่ทายาทของเจ้ามรดกโดยตรง แต่เป็นเพียงทายาทของนายวิสุทธิ์ซึ่งเป็นทายาทอีกทอดหนึ่งของเจ้ามรดก สิทธิของจำเลยทั้งสองจึงเกิดขึ้นจากมรดกของนายวิสุทธิ์ มิใช่จากสถานะทายาทโดยตรงของเจ้ามรดก ศาลจึงถือว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1724 และสามารถอาศัยผลของการดำเนินการโดยชอบของผู้จัดการมรดกได้ 

เจตนารมณ์ของมาตรา 1574 (12) และการคุ้มครองผู้เยาว์

ประเด็นที่สำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความมาตรา 1574 (12) ศาลฎีกาได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดแบบของนิติกรรม แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์โดยให้ศาลทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบการกระทำของผู้แทนโดยชอบธรรมในกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์สำคัญของผู้เยาว์ 

ศาลฎีกามองว่าหากกฎหมายต้องการให้นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด กฎหมายย่อมต้องบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง แต่เมื่อกฎหมายมิได้กำหนดเช่นนั้น การตีความว่านิติกรรมตกเป็นโมฆะทั้งหมดจึงเป็นการขยายผลของกฎหมายเกินกว่าที่กฎหมายมุ่งหมายไว้ เจตนารมณ์ที่แท้จริงคือการปกป้องผู้เยาว์ มิใช่การล้มล้างนิติกรรมทั้งหมดและกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับนิติกรรมนั้น 

หลักคิดดังกล่าวสะท้อนแนวทางการตีความกฎหมายที่เน้นสาระสำคัญมากกว่ารูปแบบ กล่าวคือ ศาลพิจารณาว่ากฎหมายต้องการคุ้มครองใครและคุ้มครองเพื่ออะไร เมื่อพบว่ากฎหมายมุ่งคุ้มครองผู้เยาว์ ศาลจึงจำกัดผลของการฝ่าฝืนให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เยาว์เท่านั้น มิใช่ขยายผลไปสู่บุคคลอื่นที่กฎหมายมิได้มุ่งหมายจะคุ้มครอง 

ความแตกต่างระหว่างนิติกรรมที่เป็นโมฆะกับนิติกรรมที่ไม่ผูกพันบุคคลที่กฎหมายคุ้มครอง

คำพิพากษานี้ยังมีคุณค่าในเชิงหลักกฎหมายทั่วไป เพราะศาลฎีกาได้แยกความแตกต่างระหว่างคำว่า “โมฆะ” กับ “ไม่ผูกพัน” เอาไว้อย่างชัดเจน นิติกรรมที่เป็นโมฆะย่อมเสียเปล่ามาตั้งแต่ต้น ไม่มีผลทางกฎหมาย และผู้มีส่วนได้เสียสามารถยกขึ้นกล่าวอ้างได้ทุกเมื่อ แต่กรณีที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองบุคคลเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้เยาว์ ผลของการฝ่าฝืนอาจมีเพียงทำให้นิติกรรมไม่ผูกพันบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองเท่านั้น โดยนิติกรรมยังคงมีผลอยู่สำหรับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง 

ด้วยเหตุนี้ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่เป็นโมฆะ ผลจึงแตกต่างจากกรณีโมฆะกรรมอย่างสิ้นเชิง เพราะสิทธิในการคัดค้านหรือปฏิเสธความผูกพันย่อมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์ มิใช่สิทธิของบุคคลภายนอกที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อล้มล้างนิติกรรมดังกล่าว 

อำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองตามมาตรา 142 (5)

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาก็ยังหยิบยกประเด็นเรื่องผลทางกฎหมายของมาตรา 1574 (12) ขึ้นวินิจฉัยเอง เนื่องจากเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลมีอำนาจยกขึ้นพิจารณาได้เองตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนบทบาทของศาลฎีกาในฐานะศาลสูงสุดที่มีหน้าที่รักษาความถูกต้องของหลักกฎหมายและความเป็นเอกภาพของการตีความกฎหมายทั่วประเทศ แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้โดยตรง แต่หากประเด็นนั้นเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือระบบกฎหมายโดยรวม ศาลย่อมมีอำนาจและหน้าที่ที่จะวินิจฉัยเพื่อวางบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ถูกต้องได้ 

กล่าวโดยสรุป คดีนี้วางหลักกฎหมายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ผู้จัดการมรดกมีอำนาจแบ่งปันทรัพย์มรดกภายในขอบเขตหน้าที่ของตน การกระทำดังกล่าวย่อมผูกพันทายาททั้งหมด บุคคลภายนอกที่ได้รับสิทธิโดยชอบย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ไม่ทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ และสิทธิในการอ้างความไม่ผูกพันดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์เท่านั้น บุคคลภายนอกไม่มีสิทธิหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างแทนผู้เยาว์ได้ อันเป็นหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาใช้เป็นเหตุผลสำคัญในการพิพากษายืนยกฟ้องโจทก์ในคดีนี้ 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าการโอนที่ดินพิพาทและการจัดทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกที่โจทก์โต้แย้งนั้น ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะเพิกถอนตามที่โจทก์ร้องขอ โดยเห็นว่าการดำเนินการของผู้จัดการมรดกเป็นไปภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการโอนที่ดินหรือให้โอนทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดก จึงพิพากษายกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์

เมื่อโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วเห็นพ้องกับผลแห่งคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุเพียงพอที่จะขอเพิกถอนการแบ่งปันทรัพย์มรดกหรือการโอนที่ดินพิพาท แม้ศาลอุทธรณ์จะมีความเห็นในบางประเด็นแตกต่างจากศาลฎีกาในภายหลังเกี่ยวกับผลของการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) แต่ผลสุดท้ายยังคงเห็นว่าคดีของโจทก์ไม่มีมูลเพียงพอที่จะได้รับการคุ้มครองตามคำฟ้อง จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้จัดการมรดกมีอำนาจตามกฎหมายในการทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก และการกระทำดังกล่าวอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 1719 และมาตรา 1724 จึงมีผลผูกพันทายาททั้งหมดของเจ้ามรดก นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ส่วนการที่จำเลยที่ 2 ทำข้อตกลงแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 1574 (12) นั้น ไม่ทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเท่านั้น สิทธิในการยกข้อต่อสู้ดังกล่าวจึงเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์ ไม่ใช่สิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และพิพากษายืนตามผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่าผู้จัดการมรดกมิใช่เพียงผู้ดูแลทรัพย์สินของเจ้ามรดก แต่เป็นผู้แทนตามกฎหมายของกองมรดกและของทายาทในการดำเนินการอันจำเป็นเพื่อรวบรวม จัดการ และแบ่งปันทรัพย์มรดก การกระทำที่อยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายย่อมมีผลผูกพันทายาททุกคน แม้ทายาทบางรายจะมิได้เข้าร่วมทำข้อตกลงด้วยตนเองก็ตาม 

หลักกฎหมายที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การฝ่าฝืนบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองผู้เยาว์ไม่ได้มีผลทำให้นิติกรรมทุกกรณีตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ ศาลต้องพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายประกอบด้วยว่า กฎหมายมุ่งคุ้มครองบุคคลใดและต้องการคุ้มครองในลักษณะใด หากบทบัญญัตินั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ ผลของการฝ่าฝืนย่อมควรจำกัดอยู่เฉพาะการคุ้มครองผู้เยาว์ มิใช่ขยายผลไปสู่การล้มล้างนิติกรรมทั้งหมดจนกระทบต่อสิทธิของบุคคลอื่นที่กฎหมายมิได้มุ่งหมายจะคุ้มครอง 

คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำความแตกต่างระหว่าง “โมฆะกรรม” กับ “นิติกรรมที่ไม่ผูกพันบุคคลบางคน” ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกฎหมายแพ่ง เพราะหากนิติกรรมเป็นโมฆะ ผู้มีส่วนได้เสียย่อมสามารถยกขึ้นกล่าวอ้างได้โดยทั่วไป แต่หากกฎหมายให้สิทธิยกข้อต่อสู้แก่บุคคลเฉพาะกลุ่ม เช่น ผู้เยาว์ สิทธิดังกล่าวย่อมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเท่านั้น บุคคลภายนอกไม่อาจอาศัยบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนเองได้ 

อีกประเด็นที่มีคุณค่าในเชิงบรรทัดฐานกฎหมายคือ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความมั่นคงแน่นอนของการจัดการมรดกและความเชื่อมั่นของบุคคลภายนอกต่อการกระทำของผู้จัดการมรดก หากเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นสามารถเพิกถอนการกระทำของผู้จัดการมรดกได้โดยง่าย ย่อมส่งผลกระทบต่อความแน่นอนของนิติสัมพันธ์และก่อให้เกิดความไม่มั่นคงในการจัดการทรัพย์มรดกโดยรวม หลักการคุ้มครองบุคคลภายนอกตามมาตรา 1724 จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิของทายาทกับความมั่นคงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกองมรดก 

โดยสรุป คดีนี้วางหลักกฎหมายสำคัญว่า การกระทำของผู้จัดการมรดกที่อยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามกฎหมายย่อมผูกพันทายาททุกคน การฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ไม่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ และสิทธิในการอ้างความไม่ผูกพันดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์เท่านั้น อันเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการมรดก การคุ้มครองผู้เยาว์ และการตีความผลของนิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) นั้น มีผลทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่ และบุคคลใดมีสิทธิยกการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างได้ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ไม่ได้ทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้เป็นโมฆะกรรม และบทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์เป็นสำคัญ นิติกรรมจึงมีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเท่านั้น ไม่ใช่โมฆะกรรมที่บุคคลผู้มีส่วนได้เสียทุกคนสามารถยกขึ้นกล่าวอ้างได้ 

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ผู้จัดการมรดกที่ได้รับแต่งตั้งโดยศาลมีอำนาจตามกฎหมายในการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดกตามมาตรา 1719 และมาตรา 1724 เมื่อการแบ่งปันทรัพย์มรดกเป็นไปภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่และไม่ปรากฏว่ามีการกระทำโดยมิชอบ บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกย่อมมีผลผูกพันทายาททั้งหมดของเจ้ามรดก และบุคคลภายนอกที่ได้รับสิทธิโดยชอบจากการดำเนินการของผู้จัดการมรดกย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเช่นกัน 

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12)

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือดำเนินนิติกรรมบางประเภทแทนผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ มิใช่เพื่อกำหนดแบบของนิติกรรม ดังนั้นการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์เท่านั้น 

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1724

เป็นบทบัญญัติที่กำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการจัดการและแบ่งปันทรัพย์มรดก รวมถึงรับรองผลแห่งการกระทำของผู้จัดการมรดกที่ได้ดำเนินการภายในขอบเขตอำนาจตามกฎหมาย ศาลฎีกาใช้บทบัญญัติดังกล่าวเป็นฐานสำคัญในการวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกมีผลผูกพันทายาททั้งหมดของเจ้ามรดก และบุคคลภายนอกที่ได้รับสิทธิโดยชอบย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี

ผู้จัดการมรดกมีอำนาจแบ่งปันทรัพย์มรดก

แก่นสำคัญประการแรกของคดีนี้คือ การรับรองอำนาจของผู้จัดการมรดกในการดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกแทนทายาททั้งหลาย เมื่อการดำเนินการเป็นไปภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและไม่ปรากฏว่ามีการกระทำโดยมิชอบ ผลของการแบ่งปันทรัพย์มรดกย่อมมีผลผูกพันทายาททั้งหมดของเจ้ามรดก และได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายมรดก 

การฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ไม่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ

แก่นสำคัญประการที่สองของคดีนี้คือ การวางหลักว่าการที่ผู้แทนโดยชอบธรรมทำข้อตกลงแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล มิได้ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะกรรมโดยอัตโนมัติ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง สิทธิในการยกข้อต่อสู้ดังกล่าวจึงเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์ ไม่ใช่สิทธิของบุคคลภายนอกที่จะนำมาใช้เพื่อล้มล้างนิติกรรมดังกล่าวได้ 

อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดีนี้แยกตามบทบัญญัติของกฎหมาย

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

มาตรา 172 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกี่ยวกับโมฆะกรรม โดยรับรองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียในการยกความเสียเปล่าของโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ หลักสำคัญของบทบัญญัตินี้คือ เมื่อนิติกรรมใดตกเป็นโมฆะแล้ว นิติกรรมนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายมาตั้งแต่ต้น เสมือนไม่เคยเกิดนิติกรรมดังกล่าวขึ้นเลย และผู้มีส่วนได้เสียทุกคนสามารถหยิบยกความเป็นโมฆะขึ้นต่อสู้หรือกล่าวอ้างต่อศาลได้โดยไม่จำกัดว่าเป็นคู่สัญญาหรือบุคคลภายนอก อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกมิได้เป็นโมฆะกรรม จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ผลทางกฎหมายจึงแตกต่างจากกรณีโมฆะกรรมโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ เมื่อไม่เป็นโมฆะ บุคคลผู้มีส่วนได้เสียทั่วไปย่อมไม่สามารถยกความเสียเปล่าของนิติกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ศาลจึงใช้บทบัญญัตินี้เป็นหลักในการอธิบายให้เห็นความแตกต่างระหว่างกรณีที่นิติกรรมเป็นโมฆะกับกรณีที่นิติกรรมยังมีผลอยู่แต่ไม่ผูกพันบุคคลบางคนที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเท่านั้น 

ข้อ 2 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12)

มาตรา 1574 (12) เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ โดยกำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่สามารถทำสัญญาประนีประนอมยอมความหรือดำเนินนิติกรรมบางประเภทเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อน หลักการสำคัญของบทบัญญัตินี้อยู่ที่การให้ศาลเข้ามาตรวจสอบความเหมาะสมของนิติกรรมก่อนมีผล เพื่อป้องกันมิให้ผู้แทนโดยชอบธรรมใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ ศาลฎีกาได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า บทบัญญัตินี้มิใช่บทบัญญัติว่าด้วยแบบของนิติกรรม และกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่าการฝ่าฝืนจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ ดังนั้นแม้จำเลยที่ 2 จะลงนามในบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก็ตาม ผลทางกฎหมายมิใช่การทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะทั้งหมด แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเท่านั้น หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าศาลพิจารณาเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาแต่เพียงตัวบทโดยเคร่งครัดจนเกินสมควร 

ข้อ 3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719

มาตรา 1719 เป็นบทบัญญัติพื้นฐานเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก โดยกำหนดให้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการกิจการทั้งหลายอันจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งกองมรดก รวมทั้งรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้ และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับบทบัญญัติดังกล่าวเป็นอย่างมาก โดยวินิจฉัยว่าผู้จัดการมรดกซึ่งได้รับแต่งตั้งโดยศาลย่อมมีอำนาจตามกฎหมายในการทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกกับผู้มีสิทธิรับมรดก และเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำโดยมิชอบ กระทำผิดหน้าที่ หรือกระทำเกินขอบเขตอำนาจ การดำเนินการดังกล่าวย่อมถือเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 1719 โดยชอบ ส่งผลให้บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกมีผลผูกพันต่อทายาททั้งหลายของเจ้ามรดก หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้จัดการมรดกมีฐานะเป็นกลไกสำคัญของกฎหมายในการทำให้การแบ่งมรดกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความแน่นอนในทางกฎหมาย 

ข้อ 4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1724

มาตรา 1724 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองผลแห่งการกระทำของผู้จัดการมรดกและสร้างความมั่นคงให้แก่บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับการจัดการมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองมิใช่ทายาทโดยตรงของเจ้ามรดก แต่เป็นเพียงทายาทของนายวิสุทธิ์ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกอีกทอดหนึ่ง สิทธิของจำเลยทั้งสองจึงเกิดขึ้นจากสิทธิในมรดกของนายวิสุทธิ์ ไม่ใช่จากฐานะทายาทของเจ้ามรดกโดยตรง ศาลจึงถือว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1724 เมื่อผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่โดยชอบแล้ว ผลแห่งการกระทำนั้นย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หลักการนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงแน่นอนของการจัดการมรดก เพราะช่วยป้องกันไม่ให้มีการโต้แย้งหรือเพิกถอนการกระทำของผู้จัดการมรดกโดยง่ายภายหลังจากที่ได้มีการดำเนินการไปแล้วโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย 

ข้อ 5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

มาตรา 142 (5) เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลในการยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างหรือฎีกาก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาเรื่องผลทางกฎหมายของการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) เป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้เยาว์และผลของนิติกรรม จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ หลักการนี้สะท้อนบทบาทของศาลฎีกาในการรักษาความถูกต้องของการใช้กฎหมายและการวางบรรทัดฐานทางกฎหมายให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการตีความและบังคับใช้กฎหมายต่อไปในอนาคต 

โดยสรุป บทบัญญัติทั้งห้ามาตราดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิดในคดีนี้ กล่าวคือ มาตรา 1719 และมาตรา 1724 ใช้รับรองอำนาจและผลของการกระทำของผู้จัดการมรดก มาตรา 1574 (12) ใช้กำหนดขอบเขตการกระทำของผู้แทนโดยชอบธรรมแทนผู้เยาว์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ใช้อธิบายผลทางกฎหมายของโมฆะกรรมและแยกความแตกต่างจากกรณีที่นิติกรรมไม่ผูกพันผู้เยาว์ ส่วนมาตรา 142 (5) เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกายกปัญหากฎหมายสำคัญขึ้นวินิจฉัยเองได้ จนนำไปสู่การวางหลักกฎหมายสำคัญว่า การฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ไม่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ผู้ซึ่งกฎหมายมุ่งคุ้มครองเท่านั้น และบุคคลภายนอกไม่มีสิทธิยกเหตุดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างแทนผู้เยาว์ได้ 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม ผู้จัดการมรดกมีอำนาจทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกแทนทายาทได้หรือไม่

คำตอบ ผู้จัดการมรดกที่ได้รับแต่งตั้งโดยศาลมีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายในการจัดการทรัพย์มรดก รวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้ และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามสิทธิของแต่ละคน การดำเนินการดังกล่าวเป็นหน้าที่โดยตรงตามกฎหมาย ไม่ได้เกิดจากการมอบอำนาจของทายาทรายใดรายหนึ่ง ดังนั้นหากผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่และไม่ปรากฏว่ามีการกระทำโดยมิชอบหรือเกินอำนาจ การทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกย่อมมีผลผูกพันต่อทายาททุกคนของเจ้ามรดก คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดกภายในอำนาจตามกฎหมาย จึงทำให้บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกมีผลผูกพันทายาททั้งหมดของเจ้ามรดก รวมทั้งผู้ที่มิได้เป็นผู้ลงนามในบันทึกดังกล่าวด้วย 

2. คำถาม ทายาทของทายาทถือเป็นทายาทของเจ้ามรดกโดยตรงหรือไม่

คำตอบ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกความแตกต่างระหว่างทายาทของเจ้ามรดกกับทายาทของทายาทไว้อย่างชัดเจน โดยเห็นว่าจำเลยทั้งสองมิใช่ทายาทโดยตรงของเจ้ามรดก แต่เป็นเพียงทายาทของนายวิสุทธิ์ซึ่งเป็นทายาทของเจ้ามรดกอีกทอดหนึ่ง สิทธิที่จำเลยทั้งสองได้รับจึงเป็นสิทธิที่ตกทอดมาจากนายวิสุทธิ์ มิใช่สิทธิที่ได้รับโดยตรงจากเจ้ามรดก ด้วยเหตุนี้ศาลจึงถือว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และได้รับความคุ้มครองจากผลของการกระทำที่ผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่โดยชอบ หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการพิจารณาสถานะทางกฎหมายของผู้รับสิทธิในมรดกหลายทอด และมีผลโดยตรงต่อการวินิจฉัยเรื่องผลผูกพันของการแบ่งปันทรัพย์มรดก 

3. คำถาม ผู้แทนโดยชอบธรรมทำข้อตกลงแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล นิติกรรมเป็นโมฆะหรือไม่

คำตอบ ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะทำข้อตกลงที่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 1574 (12) ก็ตาม แต่มิได้มีผลทำให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ เนื่องจากการขออนุญาตศาลมิใช่แบบของนิติกรรม และกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่าการฝ่าฝืนบทบัญญัตินี้จะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ ศาลจึงพิจารณาจากเจตนารมณ์ของกฎหมายเป็นสำคัญ และเห็นว่าบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์ มิใช่เพื่อทำลายนิติกรรมทั้งหมด ดังนั้นผลทางกฎหมายจึงมีเพียงทำให้นิติกรรมไม่ผูกพันผู้เยาว์เท่านั้น แต่ยังคงมีผลใช้บังคับต่อบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องตามกฎหมาย 

4. คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ไม่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ

คำตอบ ศาลฎีกาอธิบายว่า การตีความผลของการฝ่าฝืนกฎหมายจะต้องพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของบทบัญญัตินั้นประกอบด้วย มาตรา 1574 (12) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลทำหน้าที่กำกับดูแลผลประโยชน์ของผู้เยาว์ และตรวจสอบว่าผู้แทนโดยชอบธรรมได้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์อย่างแท้จริงหรือไม่ มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดรูปแบบของนิติกรรมหรือเพื่อทำให้นิติกรรมที่ฝ่าฝืนตกเป็นโมฆะในทุกกรณี เมื่อกฎหมายมิได้บัญญัติผลแห่งความเป็นโมฆะไว้อย่างชัดแจ้ง ศาลจึงไม่อาจขยายผลของกฎหมายไปไกลเกินกว่าที่กฎหมายมุ่งหมายได้ ผลของการฝ่าฝืนจึงถูกจำกัดไว้เพียงการคุ้มครองผู้เยาว์ผู้เป็นบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองเป็นพิเศษเท่านั้น 

5. คำถาม หากนิติกรรมไม่เป็นโมฆะ ใครมีสิทธิยกการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ขึ้นกล่าวอ้างได้

คำตอบ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่านิติกรรมดังกล่าวไม่เป็นโมฆะ ผลทางกฎหมายจึงแตกต่างจากกรณีโมฆะกรรมโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ สิทธิในการอ้างความไม่ผูกพันของนิติกรรมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ผู้เยาว์จึงเป็นผู้มีสิทธิยกการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อไม่ให้ตนต้องผูกพันตามนิติกรรมนั้นได้ ส่วนบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้เยาว์และมิใช่ผู้ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ย่อมไม่มีสิทธิอาศัยบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง คดีนี้ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกไม่มีสิทธิยกเหตุแห่งการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ขึ้นกล่าวอ้างเพื่อขอเพิกถอนบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก 

6. คำถาม บุคคลภายนอกได้รับความคุ้มครองจากการกระทำของผู้จัดการมรดกอย่างไร

คำตอบ กฎหมายมรดกให้ความสำคัญกับความมั่นคงแน่นอนของการจัดการทรัพย์มรดก หากบุคคลภายนอกไม่สามารถไว้วางใจการกระทำของผู้จัดการมรดกที่ได้รับแต่งตั้งโดยศาลได้ ย่อมทำให้การจัดการมรดกและการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องเกิดความไม่แน่นอนอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุนี้กฎหมายจึงรับรองผลของการกระทำที่ผู้จัดการมรดกได้ดำเนินการภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่โดยชอบ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทั้งสองอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่ได้รับสิทธิสืบเนื่องมาจากนายวิสุทธิ์ และเมื่อผู้จัดการมรดกได้ทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกโดยชอบแล้ว จำเลยทั้งสองย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่อาจถูกตัดสิทธิจากการกระทำที่ได้เกิดขึ้นโดยชอบดังกล่าวได้ 

7. คำถาม ศาลฎีกาสามารถยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่

คำตอบ โดยหลักแล้วศาลจะวินิจฉัยตามประเด็นที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กัน แต่สำหรับปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอ้าง ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาเรื่องผลทางกฎหมายของการฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) เป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลักการคุ้มครองผู้เยาว์และผลของนิติกรรม จึงถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกาโดยตรงก็ตาม 

8. คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้จากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การแยกความแตกต่างระหว่างนิติกรรมที่เป็นโมฆะกับนิติกรรมที่มีผลเพียงไม่ผูกพันบุคคลที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ศาลฎีกาวางหลักว่า การฝ่าฝืนมาตรา 1574 (12) ไม่ได้ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆะ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์เท่านั้น ส่งผลให้สิทธิในการคัดค้านหรือปฏิเสธความผูกพันเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เยาว์ มิใช่สิทธิของบุคคลภายนอก นอกจากนี้คดียังยืนยันหลักสำคัญว่าผู้จัดการมรดกที่ได้รับแต่งตั้งโดยศาลมีอำนาจแบ่งปันทรัพย์มรดกภายในขอบเขตหน้าที่ตามกฎหมาย และผลแห่งการกระทำดังกล่าวย่อมผูกพันทายาททั้งหมด รวมถึงได้รับความคุ้มครองต่อบุคคลภายนอกที่ได้รับสิทธิโดยชอบจากการจัดการมรดกนั้นด้วย 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6838/2555 

หลังจากที่ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ว. ทายาทคนหนึ่งของเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของ ว. จึงตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิชั้นบุตรและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา หลังจากนั้นได้มีการทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าที่ดินพิพาทซึ่งเป็นมรดกของเจ้ามรดกให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาท ว. ซึ่งในวันที่ทำบันทึกแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำโดยมิชอบหรือทำผิดหน้าที่หรือทำเกินอำนาจหน้าที่ผู้จัดการมรดกแต่ประการใด จึงเป็นสิทธิของผู้จัดการมรดกที่จะกระทำได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่าผู้จัดการมรดกทำกิจการในขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมายเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1724 บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงมีผลผูกพันทายาททั้งหมดของเจ้ามรดก รวมทั้งโจทก์ด้วย จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นทายาทของเจ้ามรดกทั้งไม่ใช่ทายาทผู้เข้ารับมรดกแทนที่ ว. เป็นเพียงทายาทของ ว. ซึ่งมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกที่ตกได้แก่ ว. เท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1724

แม้บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกจะมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) ที่ผู้แทนโดยชอบธรรมจะกระทำแทนผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาต และจำเลยที่ 2 ได้กระทำบันทึกดังกล่าวแทนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรผู้เยาว์โดยไม่ได้ขออนุญาตศาลอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่การขออนุญาตศาลหรือไม่ ไม่ใช่แบบของนิติกรรมและกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นโมฆะกรรม ทั้งการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 ไม่ได้ เว้นแต่ศาลอนุญาตนั้น เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ศาลเป็นผู้กำกับดูแลผลประโยชน์ส่วนได้เสียของผู้เยาว์ โดยดูแลให้ผู้แทนโดยชอบธรรมปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์อย่างถูกต้องแท้จริงเท่านั้น นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ถึงขนาดตกเป็นโมฆะกรรม คงมีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ที่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองเท่านั้น ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) เมื่อบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ตกเป็นโมฆะอันจะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดก็สามารถยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่จะยกการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเพื่อมิให้ตนต้องผูกพันตามบันทึกดังกล่าวได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อเพิกถอนบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวได้

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการทำนิติกรรมการโอนและการรับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 73 ตำบลเมืองพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ที่โอนให้แก่จำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายวิสุทธิ์หรือในฐานะผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 โอนโฉนดที่ดินดังกล่าวให้แก่กองทรัพย์สินของนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียง หากจำเลยที่ 2 ไม่ดำเนินการขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยไม่มีคู่ความโต้แย้งคัดค้านว่า นายวิสุทธิ์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแทนนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงบิดามารดา นายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตลอดมา นายวิสุทธิ์ไม่อาจทำนิติกรรมโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทไม่สมบูรณ์ เมื่อนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทย่อมเป็นทรัพย์มรดกของนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงซึ่งตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของบุคคลทั้งสองรวมทั้งนายวิสุทธิ์ซึ่งเป็นบุตรชายด้วย คดีมีปัญหาวินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์มรดก ระหว่างนางสาววนิดา และนางสาวจุไรรัตน์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงกับจำเลยที่ 2 ผูกพันทายาทของเจ้ามรดกหรือไม่ เห็นว่า นางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์ เป็นผู้จัดการมรดกของนายยี่ม้วยกับนางเสียมเกียงตามคำสั่งศาล นางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์จึงเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 นางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์จึงมีหน้าที่กระทำการอันจำเป็นเพื่อรวบรวมทรัพย์มรดกเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท ในฐานะผู้แทนตามกฎหมายของทายาทในการจัดการทรัพย์มรดกและแบ่งปันทรัพย์มรดก ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจากศาลมีคำสั่งตั้งนางสาววนิดาและนางสาวจุไรรัตน์เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว นายวิสุทธิ์ทายาทคนหนึ่งของเจ้ามรดกได้ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของนายวิสุทธิ์จึงตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทผู้สืบสิทธิชั้นบุตรและจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา หลังจากนั้นได้มีการทำข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2545 ตามบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก ซึ่งข้อ 4 กำหนดว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 73 เลขที่ดิน 155 ตำบลเมืองพล อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นที่ดินพิพาท เป็นมรดกของเจ้ามรดกให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทนายวิสุทธิ์ ซึ่งในวันที่ทำบันทึกนี้ผู้จัดการมรดกได้มอบโฉนดที่ดินพิพาทให้แก่ทายาทนายวิสุทธิ์รับไปเรียบร้อยแล้ว การทำบันทึกแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวไม่ปรากฏว่าผู้จัดการมรดกกระทำโดยมิชอบหรือทำผิดหน้าที่หรือทำเกินอำนาจหน้าที่ผู้จัดการมรดกแต่ประการใดจึงเป็นสิทธิของผู้จัดการมรดกที่จะกระทำได้ตามกฎหมายถือได้ว่าผู้จัดการมรดกทำกิจการในขอบอำนาจที่ได้รับมอบหมายเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1724 บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงมีผลผูกพันทายาททั้งหมดของเจ้ามรดก รวมทั้งโจทก์ด้วย ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช่บุคคลภายนอกที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1724 และบันทึกดังกล่าวเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ตกลงแบ่งมรดกกันระหว่างทายาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 ซึ่งทายาทต้องลงลายมือชื่อเองจึงจะผูกพันทายาทได้นั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นทายาทของเจ้ามรดก ทั้งไม่ใช่ทายาทผู้เข้ารับมรดกแทนที่นายวิสุทธิ์ จำเลยทั้งสองเป็นเพียงทายาทของนายวิสุทธิ์ซึ่งมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกที่ตกได้แก่นายวิสุทธิ์เท่านั้น จำเลยทั้งสองจึงอยู่ในฐานะบุคคลภายนอกตามบทบัญญัติดังกล่าว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก เป็นโมฆะกรรมเพราะทำขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาว่า ขณะทำบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก นั้น จำเลยที่ 2 ยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายวิสุทธิ์ แต่จำเลยที่ 2 ทำบันทึกดังกล่าวแทนบุตรผู้เยาว์ 3 คน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ด้วย โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ขออนุญาตศาล จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตรา 1574 (12) มีผลให้บันทึกที่ทำขึ้นตกเป็นโมฆะทั้งหมดเนื่องจากจำนวนผู้ได้รับส่วนแบ่งมรดกและจำนวนทรัพย์มรดกที่ได้รับส่วนแบ่งเกี่ยวพันกันแบ่งแยกไม่ได้ เห็นว่า แม้บันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดก จะมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 1574 (12) ที่ผู้แทนโดยชอบธรรมจะกระทำแทนผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตและจำเลยที่ 2 ได้กระทำบันทึกดังกล่าวแทนบุตรผู้เยาว์โดยไม่ได้ขออนุญาตศาลอันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติดังกล่าวก็ตาม แต่การขออนุญาตศาลหรือไม่ไม่ใช่แบบของนิติกรรมและกฎหมายก็มิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งว่าให้นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวเป็นโมฆะกรรม ทั้งการที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้แทนโดยชอบธรรมทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 ไม่ได้ เว้นแต่ศาลอนุญาตนั้น เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ประสงค์ให้ศาลเป็นผู้กำกับดูแลผลประโยชน์ส่วนได้เสียของผู้เยาว์ โดยดูแลให้ผู้แทนโดยชอบธรรมปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์อย่างถูกต้องแท้จริงเท่านั้น นิติกรรมที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวจึงไม่ถึงขนาดตกเป็นโมฆะกรรม คงมีผลเพียงไม่ผูกพันผู้เยาว์ที่บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวมุ่งประสงค์ที่จะคุ้มครองเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่า บันทึกข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย แม้ปัญหานี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 เมื่อวินิจฉัยว่าบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่เป็นโมฆะแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะทั้งหมดหรือบางส่วนอีกต่อไป และเมื่อบันทึกดังกล่าวไม่ตกเป็นโมฆะอันจะทำให้ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดก็สามารถยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ตามบทบัญญัติ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่มีผลเพียงไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์เพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว จึงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 เท่านั้นที่ยกการฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเพื่อมิให้ตนต้องผูกพันตามบันทึกดังกล่าวได้ ดังนั้น โจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกย่อมไม่มีสิทธิที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างเพื่อเพิกถอนบันทึกข้อตกลงแบ่งปันทรัพย์มรดกได้ ส่วนฎีกาของโจทก์ที่ว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยในประเด็นอายุความและการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนเจ้ามรดกตาม คำแก้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า เป็นข้อฎีกาที่ไม่มีผลเปลี่ยนแปลง คำพิพากษาจึงไม่เป็นสาระแก่คดี ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




นิติกรรม

ผู้จัดการมรดกมีอำนาจขายทรัพย์มรดกของผู้เยาว์ได้หรือไม่ โดยไม่ต้องขออนุญาตศาล และการขายดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายเพียงใด
ผู้เยาว์ทำสัญญาจะขายที่ดินแล้วเป็นโมฆะ ผู้ซื้อมีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนหรือไม่ และคดีอยู่ในอำนาจศาลใด
ผู้เยาว์อายุ 19 ปีที่นับถือศาสนาอิสลามต้องขออนุญาตศาลก่อนโอนที่ดินหรือไม่ หลักกฎหมายเรื่องบรรลุนิติภาวะและการคุ้มครองผู้เยาว์
ขายทรัพย์สินของผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาลหรือไม่ บุคคลภายนอกมีสิทธิคัดค้านการขายทรัพย์ของผู้เยาว์ได้เพียงใด
สัญญาโมฆะย้อนหลังส่งผลอย่างไรต่อผู้ค้ำประกัน ผู้ค้ำต้องรับผิดหรือหลุดพ้นจากหนี้ตามกฎหมายค้ำประกันและนิติกรรม
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการโอนมรดกและข้อห้ามตามกฎหมายแพ่งอย่างละเอียด
โอนเงินผ่านไลน์แต่ไม่มีข้อความว่ากู้ยืม ศาลวินิจฉัยอย่างไร หลักฐานอิเล็กทรอนิกส์กับสัญญากู้เงินตามกฎหมายแพ่ง
สัญญากู้เงินของผู้ให้กู้ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย มีผลบังคับหรือไม่–ความสมบูรณ์ของสัญญากู้เงินและการเรียกคืนเงินต้น
เปลี่ยนเจ้าหนี้ในสัญญากู้และจำนอง ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่หรือโอนสิทธิเรียกร้อง
การแปลเจตนาให้ที่ดินเป็นสินส่วนตัวและทรัพย์ห้างหุ้นส่วนครอบครัว
การขายทรัพย์สินของคนไร้ความสามารถและผลของการให้สัตยาบันนิติกรรม
นิติกรรมอำพรางการให้ห้องชุด การจดทะเบียนขายกับเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี
เพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลในคดีครอบครัวและบังคับคดีทรัพย์สินของคู่สมรส
อำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลของสมาคมและมูลนิธิ และขอบเขตการทำนิติกรรม
สัญญาเลิก เบี้ยปรับ และสิทธิค่าควรค่าแห่งงาน(ฎีกา 4330/2554)
สัญญาประกันชีวิตไม่เกิดเพราะลายนิ้วมือไม่ถูกต้อง ทายาทฟ้องค่าสินไหมได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนเรื่องเจตนาและเอกสารไม่สมบูรณ์
สัญญาก่อสร้างเลิกกันโดยปริยายต้องคืนอะไรบ้าง? หักกลบลบหนี้ได้หรือไม่ และผู้ว่าจ้างยังเรียกค่าเสียหายได้ไหมตามกฎหมาย
โอนที่ดินเพราะถูกหลอกลวงถือเป็นโมฆะหรือไม่? เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ได้ไหมเมื่อรู้ว่ามีข้อพิพาท และเจ้าของเดิมมีสิทธิขอคืนอย่างไร
สัญญาเช่าโรงงาน โมฆียะ สำคัญผิด & ค่าเสียหาย(ฎีกา 7019/2567)
โมฆียะบันทึกข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ & กลฉ้อฉล (ฎีกา 1406-1407/2567)
คดีสัญญาซื้อขายหน่วยลงทุน-พัฒนาที่ดิน,ลาภมิควรได้, โมฆะ,(ฎีกา 2358/2567)
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉล & สิทธิผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง (ฎีกา 3107/2568)
เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินฉ้อฉล & หนี้เช่าซื้อ, เจ้าหนี้เสียเปรียบ (ฎีกา 1383/2568)
คดีแพ่งเรื่องสิทธิไถ่ถอนจำนอง, การยอมรับโดยปริยายในคดีจำนอง-ฎีกา 3553/2568
โมฆะการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ประกันชีวิต(ฎีกา 1/2568)
การเปลี่ยนผู้รับประโยชน์กรมธรรม์ประกันชีวิตโดยผู้อนุบาล ขัดต่อเจตนาผู้เอาประกัน โมฆะเพราะไม่ได้รับอนุญาตศาล(ฎีกาที่ 1/2568)
จำนองที่ดินเฉพาะส่วน และสิทธิของเจ้าของรวม,จำนอง, เจ้าของรวม, มาตรา 1361, (ฎีกาที่ 5423/2553)
คดีผู้บริโภค กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ การให้การไม่ชัดแจ้ง และการห้ามอุทธรณ์
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้ตนเองและขายต่อได้เพียงใด การเพิกถอนการจดทะเบียนเมื่อผู้รับโอนไม่สุจริต
(ฎ.432-433/2567) เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดิน ปลอมแปลงหนังสือมอบอำนาจ และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
ฎีกาที่ 7639/2560 : คดีเพิกถอนการขายที่ดินพิพาท ระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส และปัญหาอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4084/2567 ผลของการบอกล้างโมฆียะกรรมและการชดใช้ค่าเสียหายจากค่าเสื่อมราคา
ที่ดินหน้าอาคารในโครงการจัดสรรถือเป็นทางสาธารณะหรือไม่? วิเคราะห์คดีเพิกถอนโอนที่ดินและผลของนิติกรรมโมฆะตามกฎหมาย
การโอนสิทธิเรียกร้องและสิทธิฟ้องลูกหนี้ตามสัญญาซื้อขาย(ฎีกาที่ 6557/2567)
การปล่อยกู้โดยคิดดอกเบี้ยเกินอัตราและผลของโมฆะกรรมตามกฎหมาย(ฎีกาที่ 6901/2567)
ส่งมอบรถหลักประกันไม่ใช่การชำระหนี้แทนเงินกู้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 656(ฎีกาที่ 6964/2567)
สิทธิในสัญญาเช่าซื้อกับการตกทอดทางมรดก: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1366/2516
ผู้อนุบาลและคนไร้ความสามารถ, สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์เป็นโมฆียะ, การบอกล้างโมฆียะกรรม
เพิกถอนนิติกรรมวิกลจริต, การบอกล้างโมฆียกรรม, นิติกรรมของผู้ป่วยจิตเวช, โมฆียกรรมกลายเป็นโมฆะ
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด, การขยายเวลาชำระหนี้, ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ค้ำประกัน
คดีเลิกสัญญาก่อสร้าง, สิทธิในเบี้ยปรับตามกฎหมาย, เบี้ยปรับในสัญญาก่อสร้าง
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย, รถสูญหาย, ถูกเพลิงไหม, การละทิ้งความครอบครองรถยนต์
คดีเกี่ยวกับการบุกรุกป่าสงวน, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินรัฐ, สิทธิการครอบครองที่ดินชั่วคราว
กฎหมายกู้ยืมเงิน, หลักฐานการกู้ยืมเงิน, ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, การกู้ยืมเงินในไลน์และเฟสบุค
การขายที่ดินของผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาลหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ตามมาตรา 1574 อย่างไร
หลักฐานการกู้ยืมเงิน, การลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืม, การพิสูจน์การชำระหนี้
คดีผู้บริโภค, การใช้สิทธิไม่สุจริต, ความสุจริตในการชำระหนี้, มาตรฐานทางการค้า
สัญญาประนีประนอมยอมความ, การรังวัดที่ดินแนวเขต, อำนาจฟ้อง,
สัญญานายหน้าและค่านายหน้า, กฎหมายลาภมิควรได้, การบอกเลิกสัญญานายหน้าโดยไม่สุจริต
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ, นิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
กู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสือ,สัญญาค้ำประกัน(ฎีกา 1263/2567)
ผู้ใช้อำนาจปกครองสละมรดกแทนผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตศาล มีผลผูกพันหรือไม่ และผู้จัดการมรดกมีสิทธิโอนทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ตนเองได้เพียงใด
การทำนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์
หนังสือสัญญากู้เงินตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์
การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150
ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยไม่ต้องคำนึงว่าจะมีเจ้าหนี้อื่นมาขอเฉลี่ยหนี้
สัญญาเช่าที่ดินซึ่งเป็นเจ้าของรวม
การโอนที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนเป็นโมฆะ
สิทธิบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด
คำสั่งงดสืบพยานจำเลย
สัญญาจะซื้อจะขายมีผลอย่างไรกับสัญญาซื้อขาย
หนังสือมอบอำนาจ พิมพ์ลายนิ้วมือ
กฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยฝ่าฝืนเป็นโมฆะ | ดอกเบี้ยผิดนัด
สิทธิของผู้รับจำนองเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้เรียกว่า"บุริมสิทธิ"
สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีเจตนาแท้จริงให้ผูกพันกัน
ความรับผิดในคดีแพ่งต้องอาศัยมูลมาจากการกระทำความผิดในทางอาญา
นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย, ฝ่าฝืนกฎหมาย
อำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการจำหน่ายที่ดินเพื่อชำระเป็นเงินให้คนต่างด้าว
ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมให้สินสมรสเมื่อผู้ให้ตายแล้วไม่ต้องฟ้องผู้จัดการมรดกก็ได้
ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส
การขายอสังหาริมทรัพย์ของบุตรผู้เยาว์จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน
ผลของการบอกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม
นิติกรรมอำพรางคู่กรณีต้องแสดงเจตนาทำนิติกรรมขึ้นสองนิติกรรม
องค์ประกอบของนิติกรรม
สัญญารับเหมาก่อสร้างเลิกกัน คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม
สัญญาซื้อขายที่ดินเป็นนิติกรรมอำพรางการกู้ยืมเงิน
ทำสัญญากู้ยืมเงินในฐานะผู้แทนของสมาคมไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัว
แม้ดอกเบี้ยเป็นโมฆะแต่ยังต้องรับผิดต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยผิดนัด
ข้อตกลงให้ผู้ซื้อทรัพย์เป็นผู้ชำระค่าภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
ขายที่ดินห้ามโอนภายใน 10 ปีเป็นการสละการครอบครอง
สิทธิได้รับค่าตอบแทนก่อนบอกเลิกสัญญาตัวแทนประกันชีวิต
ฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาประกันชีวิต-อ้างถูกฉ้อฉลให้ทำสัญญา
ผู้รับประกันภัยได้รับประกันวินาศภัยไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ
ลูกหนี้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินอัตราเป็นโมฆะต้องนำมาหักเป็นต้นเงิน
สัญญาเช่าบ้านภายหลังการซื้อขาย
ผู้จะขายไม่ได้รับใบอนุญาตให้จัดสรรที่ดินผู้จะซื้อไม่รู้สัญญาไม่เป็นโมฆะ
ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาขายไม้มรดกส่วนของผู้เยาว์-ไม่ต้องขออนุญาตศาลก่อน
คู่สัญญามีอำนาจฟ้องให้โอนทรัพย์สินให้บุตรได้