
| การขายทอดตลาดจำนองและดอกเบี้ย,บังคับจำนอง, มาตรา 729/1,(ฎีกา 3881/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางสัญญากู้ยืมเงินและสิทธิบังคับจำนองเมื่อผู้จำนองมีหนังสือแจ้งให้ผู้รับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามมาตรา 729/1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการไม่ดำเนินการขายทอดตลาดภายในหนึ่งปีมีผลทำให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปี แม้ผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับหนี้ในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ตามจำนองตามกรอบมาตรา 702 และมาตรา 728 ทั้งยังวินิจฉัยถึงขอบเขตของหนี้ถึงกำหนดชำระและผลของหนังสือบอกกล่าวเมื่อหนี้ผิดนัดตามสัญญากู้ยืมเงิน โดยศาลได้แก้คำพิพากษาศาลล่างเพื่อให้คงเพียงสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้รับจำนองได้รับหนังสือแจ้ง คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 การที่ผู้จำนองมีหนังสือแจ้งให้ผู้รับจำนองขายทอดตลาด ย่อมเป็นบทบังคับให้ต้องดำเนินการภายในหนึ่งปีเพียงวิธีเดียวหรือไม่ 2 การฟ้องคดีของผู้รับจำนองภายในหนึ่งปีภายหลังได้รับหนังสือแจ้ง จะถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดตามกฎหมายได้เพียงใด 3 ผู้รับจำนองซึ่งมิได้ขายทอดตลาดภายในกำหนดหนึ่งปี ยังมีสิทธิเรียกดอกเบี้ยส่วนที่เกิดพ้นหนึ่งปีจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความสิทธิและหน้าที่ของผู้รับจำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 ว่าการที่ผู้จำนองมีหนังสือแจ้งให้ผู้รับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์จำนองนั้น เป็นบทบังคับที่ทำให้ผู้รับจำนองต้องดำเนินการภายในหนึ่งปีหรือไม่ และผลของการไม่ขายทอดตลาดภายในระยะเวลาดังกล่าวมีผลให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้ผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง แต่หากไม่ได้ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี ผู้จำนองย่อมพ้นจากดอกเบี้ยส่วนที่เกินหนึ่งปีตามมาตรา 729/1 วรรคสอง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ มาตรา 729/1 มาตรา 728 และมาตรา 702 วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายหลักเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของคู่สัญญาในสัญญาจำนอง key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. มาตรา 729/1 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิผู้จำนองแจ้งให้ผู้รับจำนองขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องศาล และกำหนดว่าผู้รับจำนองต้องขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี หากไม่ทำ ผู้จำนองพ้นจากดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปี 2. หนี้ถึงกำหนดชำระ หมายถึงหนี้ที่กำหนดไว้ตามสัญญา ไม่เกี่ยวกับความพร้อมของเจ้าหนี้ในการใช้สิทธิเรียกร้อง ศาลตีความว่าการผิดนัดตามงวดที่กำหนดถือว่าเป็นหนี้ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 3. การฟ้องคดีไม่ใช่การขายทอดตลาด ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าการยื่นฟ้องไม่ถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดตามกฎหมาย จึงไม่เป็นการนับว่าได้ดำเนินการภายในหนึ่งปี 4. สิทธิของผู้รับจำนองตามมาตรา 728 และมาตรา 702 แม้ได้รับหนังสือแจ้ง ผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ทั้งในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง แต่ต้องเคารพข้อจำกัดของมาตรา 729/1 ว่าด้วยดอกเบี้ย 5. พ้นจากดอกเบี้ยเกินหนึ่งปี เป็นผลทางกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้ หากผู้รับจำนองไม่ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี ผู้จำนองย่อมพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และภาระติดพันอื่นที่เกิดขึ้นหลังพ้นกำหนดหนึ่งปี สรุปข้อเท็จจริง จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับโจทก์รวมสามประเภท ได้แก่ สินเชื่อบ้าน ก สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก พร้อมจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 เพื่อเป็นประกันหนี้ จำเลยชำระหนี้งวดสุดท้ายในช่วงเดือนมิถุนายน 2562 หลังจากนั้นไม่ชำระต่อไป หนี้จึงถึงกำหนดชำระตามงวดในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 และ 31 กรกฎาคม 2562 ต่อมา จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองรวม 3 ครั้ง โดยมีหนังสือครั้งสุดท้ายลงวันที่ 22 สิงหาคม 2562 ซึ่งโจทก์ได้รับเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน พร้อมดอกเบี้ย และขอให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ หากเงินไม่พอให้ยึดทรัพย์อื่นของจำเลยเพิ่มเติม จำเลยให้การปฏิเสธ ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยสิทธิตามมาตรา 729/1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องและยกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ จ ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ ศาลอนุญาต คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ การที่จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดตามมาตรา 729/1 เป็นบทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดภายในหนึ่งปีเพียงวิธีเดียวหรือไม่ และการไม่ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปีมีผลประการใด ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 729/1 เป็นบทบัญญัติที่มอบสิทธิให้ผู้จำนองแจ้งเป็นหนังสือแก่ผู้รับจำนองเพื่อให้ดำเนินการขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดี แต่ไม่ได้ตัดสิทธิผู้รับจำนองในการฟ้องบังคับหนี้ในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามมาตรา 702 วรรคสอง และมาตรา 728 อย่างไรก็ดี หากผู้รับจำนองได้รับหนังสือแจ้งและมิได้ดำเนินการขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี ผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีตามที่บัญญัติในวรรคสองของมาตรา 729/1 ในคดีนี้ โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งวันที่ 23 สิงหาคม 2562 แต่ไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี แม้ได้ฟ้องคดีแต่การฟ้องคดีมิใช่ขั้นตอนขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือว่าเป็นการดำเนินการภายในกำหนดดังกล่าว จึงวินิจฉัยให้จำเลยพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่เกินหนึ่งปีนับจากวันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การขยายความประเด็นกฎหมายสำคัญ 1 หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 ศาลฎีกายืนยันว่า “หนี้ที่ถึงกำหนดชำระ” หมายถึงหนี้ที่คู่สัญญาตกลงในสัญญาว่าจะต้องชำระเมื่อใด ไม่เกี่ยวว่าผู้รับจำนองจะใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ จึงถือเกณฑ์ “กำหนดงวดชำระจริงตามสัญญา” 2 สิทธิและหน้าที่ของผู้รับจำนอง ผู้รับจำนองเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิบังคับทรัพย์ก่อนเจ้าหนี้สามัญ แต่หากได้รับหนังสือแจ้งแล้วไม่ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี ย่อมเสียสิทธิเรียกดอกเบี้ยส่วนเกินหนึ่งปี 3 การฟ้องคดีไม่ใช่การขายทอดตลาด การยื่นฟ้องเป็นการใช้สิทธิเรียกร้อง ไม่ใช่การดำเนินการขายทอดตลาดตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง 4 ผลของการไม่ขายทอดตลาดภายในกำหนด ดอกเบี้ย ค่าสินไหม และภาระติดพันที่เกิดหลังพ้นกำหนดหนึ่งปี ถือว่าผู้จำนองพ้นจากความรับผิด ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า เมื่อผู้จำนองใช้สิทธิตามมาตรา 729/1 ผู้รับจำนองต้องปฏิบัติภายในกำหนดหนึ่งปีอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นจะสูญเสียสิทธิได้รับดอกเบี้ยส่วนที่ค้างชำระเกินหนึ่งปี แม้ยังมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองและฟ้องหนี้สามัญก็ตาม ผู้รับจำนองจึงควรดำเนินการขายทอดตลาดทันทีเพื่อปกป้องสิทธิของตน IRAC Issue ผู้รับจำนองได้รับหนังสือแจ้งให้ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามมาตรา 729/1 แล้ว หากไม่ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่เกินหนึ่งปีหรือไม่ และการฟ้องคดีถือเป็นการขายทอดตลาดหรือไม่ Rule มาตรา 729/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง ว่าด้วยสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง มาตรา 728 ว่าด้วยสิทธิฟ้องบังคับจำนอง กฎหมายกำหนดว่า หากผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และภาระติดพันที่เกิดพ้นกำหนดดังกล่าว Application ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ขายทอดตลาดวันที่ 22 สิงหาคม 2562 โจทก์ได้รับวันที่ 23 สิงหาคม 2562 แต่ไม่ได้ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี มีเพียงการฟ้องคดี ซึ่งศาลเห็นว่าการฟ้องคดีมิใช่การขายทอดตลาดตามกฎหมาย แม้โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองและสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้สามัญ แต่ไม่อาจเรียกดอกเบี้ยเกินหนึ่งปีได้ Conclusion ผู้รับจำนองไม่อาจเรียกดอกเบี้ยค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง คือ วันที่ 23 สิงหาคม 2562 และการฟ้องคดีไม่ถือเป็นการขายทอดตลาด จึงไม่มีผลต่อการนับระยะเวลาหนึ่งปีตามมาตรา 729/1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568 หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญา และถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้าน ก.จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้ถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ถ้าจำเลยไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบหรือไม่ไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองนำเงินชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 ถ้าเหลือให้คืนจำเลย ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่า ที่จำเลยมีหนังสือแจ้งขอให้โจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 หรือไม่ และโจทก์ต้องดำเนินการตามนั้นหรือไม่ สละประเด็นที่เหลือตามคำให้การและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้กับโจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์รวม 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. และจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล รวม 3 ครั้ง คือวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 22 สิงหาคม 2562 คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 นั้นเป็นบทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง โดยให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์ และมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นทั้งเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และฟ้องบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองได้ ส่วนมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้จำนองแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองเพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล และผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ไม่มีผลลบล้างหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการใช้สิทธิเรียกร้องทั้งในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และขณะเดียวกันโจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง และชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องบังคับจำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 ได้ด้วย แม้จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 แล้ว ก็หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และบังคับจำนองดังที่จำเลยฎีกาไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า โจทก์ยังไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เพราะจำเลยผิดนัดชำระหนี้ยังไม่เกิน 3 เดือน ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 นั้น เห็นว่า หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน และถึงกำหนดเวลาชำระแล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 เป็นเพียงข้อตกลงกำหนดระยะเวลาที่โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ หาได้เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาชำระหนี้ไม่ เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้ง 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. กำหนดชำระเป็นรายงวด รวม 360 งวด, 180 งวด และ 60 งวด ตามลำดับ โดยกำหนด 1 เดือน ต่อ 1 งวด ชำระงวดแรกในวันสุดท้ายของเดือนนับแต่เดือนที่มีการรับเงินกู้ไป และงวดต่อ ๆ ไปชำระทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ถึงกำหนดชำระ และปรากฏว่า สินเชื่อบ้าน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น หนี้เงินกู้สินเชื่อบ้าน ก. จึงถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. ถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องถึงกำหนดชำระทั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว วันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 729/1 โจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 จึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง ที่บัญญัติให้กรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่จำเลยในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นที่เป็นหนี้สามัญยังคงต้องรับผิดชำระหนี้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นผลให้คดีในส่วนของการบังคับจำนองต้องแยกความรับผิดจากหนี้สามัญโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาจำนองและดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเท่านั้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ตามข้อตกลงในสัญญาจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยในส่วนที่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่อาจได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ในกรณีบุริมสิทธิจำนองให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามสัญญากู้ยืมแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่ตกลง ให้จำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนอง และหากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์อื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำมาชำระหนี้ ยกฟ้องแย้งของจำเลย 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งในส่วนฟ้องเดิมและส่วนฟ้องแย้ง 3 ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้ในประเด็นดอกเบี้ย โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปีนับแต่ได้รับหนังสือแจ้งตามมาตรา 729/1 จึงมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินหนึ่งปี และแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะส่วนนี้ ส่วนอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลล่าง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินสามประเภทกับโจทก์และจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันหนี้ แต่ภายหลังจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามงวดที่กำหนดแล้วมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาลตามมาตรา 729/1 อยู่หลายครั้ง ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าการมีหนังสือแจ้งดังกล่าวมีผลผูกพันให้โจทก์ต้องขายทอดตลาดโดยไม่มีข้อยกเว้นหรือไม่ และจำเลยจะสามารถใช้หนังสือแจ้งดังกล่าวเป็นเหตุให้หลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยทั้งหมดหรือไม่ ธงคำตอบ ตามข้อเท็จจริง หนี้กู้ยืมเงินทั้งสามประเภทถึงกำหนดชำระตามงวดที่กำหนดในสัญญาแล้ว การที่จำเลยออกหนังสือแจ้งให้โจทก์ขายทอดตลาดจึงถือเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง ทำให้โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่บทบัญญัติดังกล่าวไม่ได้ลบล้างสิทธิของโจทก์ในการฟ้องบังคับหนี้ในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามมาตรา 702 วรรคสอง และมาตรา 728 เพียงแต่หากโจทก์ไม่ได้ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี จำเลยย่อมพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ย ค่าสินไหมทดแทน และภาระติดพันที่เกิดขึ้นหลังพ้นกำหนดหนึ่งปีตามมาตรา 729/1 วรรคสอง ไม่ใช่พ้นจากดอกเบี้ยทั้งหมด ข้อ 2 ในเมื่อโจทก์ได้รับหนังสือแจ้งให้ขายทอดตลาดจากจำเลยเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี หากโจทก์เลือกที่จะฟ้องคดีแทนการขายทอดตลาด การฟ้องคดีดังกล่าวจะถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ และหากไม่ถือเป็นการขายทอดตลาด จำเลยจะพ้นจากความรับผิดอย่างไรบ้าง ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยเด็ดขาดว่าการฟ้องคดีของโจทก์แม้กระทำภายในหนึ่งปีหลังจากได้รับหนังสือแจ้ง แต่ไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เพราะการฟ้องคดีเป็นเพียงขั้นตอนการใช้สิทธิเรียกร้องตามสัญญา มิใช่ขั้นตอนของการขายทอดตลาดซึ่งต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี ด้วยเหตุนี้เมื่อโจทก์ไม่ได้ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี จำเลยในฐานะผู้จำนองจึงพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ยังไม่พ้นจากหนี้เงินต้นหรือดอกเบี้ยที่ไม่เกินหนึ่งปี ส่วนสิทธิของโจทก์ในการฟ้องบังคับจำนองหรือฟ้องหนี้สามัญยังคงอยู่ตามหลักกฎหมายจำนอง ข้อ 3 เมื่อสัญญากู้ยืมเงินของทั้งสามประเภทกำหนดให้มีการชำระทุกงวดตามวันสุดท้ายของเดือน การที่จำเลยไม่ชำระงวดหลังสุดในวันที่กำหนดถือเป็นหนี้ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 แล้วหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อสัญญากู้กำหนดว่าผู้ให้กู้จะใช้สิทธิเรียกร้องได้เมื่อผิดนัดเกินสามเดือน การกำหนดระยะเวลาในสัญญาดังกล่าวมีผลเปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาชำระหนี้ตามกฎหมายหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาให้เหตุผลชัดเจนว่าหนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึงหนี้ที่คู่สัญญากำหนดวันชำระไว้ตามสัญญา เมื่อถึงกำหนดวันชำระงวดแล้วลูกหนี้ไม่ชำระ ย่อมถือว่าหนี้ถึงกำหนดทันที แม้สัญญาจะกำหนดว่าเจ้าหนี้จะเรียกร้องได้เมื่อผิดนัดเกินสามเดือนก็ตาม ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเพียงข้อตกลงกำหนดเวลาที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้อง ไม่ใช่การเลื่อนหรือแก้ไขกำหนดเวลาชำระหนี้ ดังนั้นหนี้ของจำเลยจึงถึงกำหนดชำระตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2562 และ 31 กรกฎาคม 2562 แล้ว และหนังสือแจ้งของจำเลยซึ่งออกหลังจากนั้นจึงมีผลตามกฎหมาย ข้อ 4 ในเมื่อโจทก์เป็นทั้งเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง เมื่อจำเลยปฏิเสธการชำระหนี้และแจ้งให้โจทก์ขายทอดตลาดตามมาตรา 729/1 โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับหนี้ตามสัญญาและบังคับจำนองควบคู่กันไปได้หรือไม่ หรือถูกจำกัดให้ต้องดำเนินการขายทอดตลาดเพียงวิธีเดียวตามหนังสือแจ้งของจำเลย ธงคำตอบ ศาลฎีกายืนยันว่ามาตรา 729/1 วรรคหนึ่งเป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิผู้จำนองมากกว่าการจำกัดสิทธิของผู้รับจำนอง จึงไม่ใช่บทบัญญัติที่ลบล้างหรือจำกัดสิทธิของโจทก์ในฐานะเจ้าหนี้สามัญตามสัญญาและเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามมาตรา 702 วรรคสอง และมาตรา 728 โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับชำระหนี้ตามสัญญาและฟ้องบังคับจำนองได้ตามปกติ การที่จำเลยแจ้งให้ขายทอดตลาดเป็นเพียงการเปิดช่องให้โจทก์ขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้อง ไม่ใช่การปิดช่องทางการฟ้องคดี อย่างไรก็ดี หากโจทก์ไม่ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี จำเลยย่อมพ้นจากดอกเบี้ยส่วนที่เกินหนึ่งปีตามมาตรา 729/1 วรรคสอง ข้อ 5 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนให้โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยทั้งหมดตามที่ฟ้อง แม้ว่าบางส่วนของดอกเบี้ยนั้นจะเกิดขึ้นเกินหนึ่งปีนับแต่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การที่ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาด้วยเหตุว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่ และเพราะเหตุใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นดอกเบี้ยที่ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับไม่เกินหนึ่งปีหลังได้รับหนังสือแจ้งเป็นบทบังคับที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเกี่ยวกับความชัดเจนในสิทธิและหน้าที่ของเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามระบบประกันหนี้จำนอง จึงอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142 (5) ซึ่งศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้ฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ไม่ได้ขายทอดตลาดภายในหนึ่งปี ศาลฎีกาจึงแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เสียใหม่ให้โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 เท่านั้น เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติมาตรา 729/1 วรรคสอง |




