
| ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองได้หรือไม่ เมื่อทรัพย์จำนองถูกศาลสั่งให้ตกเป็นของกองทุนจากคดียาเสพติด หลักกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิจำนอง การริบทรัพย์ และการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้รับจำนองในการบังคับจำนองทรัพย์สินที่ภายหลังถูกศาลอาญามีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่า สิทธิจำนองซึ่งได้เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายและจดทะเบียนไว้ก่อนนั้น จะยังคงได้รับความคุ้มครองหรือไม่เมื่อทรัพย์สินมิได้เป็นของผู้จำนองอีกต่อไป ศาลฎีกาได้อธิบายลักษณะของสิทธิจำนองในฐานะทรัพยสิทธิที่ติดอยู่กับตัวทรัพย์ อันเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้อย่างชัดเจน รวมทั้งวินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายแพ่งกับกฎหมายเกี่ยวกับการริบทรัพย์ในคดียาเสพติด ตลอดจนหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน การตีความกฎหมายที่จำกัดสิทธิของบุคคล และภาระการพิสูจน์เกี่ยวกับข้อกล่าวอ้างว่านิติกรรมเป็นการแสดงเจตนาลวง นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับการส่งมอบเงินกู้และผลของการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชนและศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง จึงนับเป็นคำพิพากษาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจหลักกฎหมายว่าด้วยสิทธิจำนอง การริบทรัพย์ และการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้รับจำนอง สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1,298,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจำนวน 742,000 บาท และนำที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ขอให้บังคับยึดทรัพย์จำนองซึ่งต่อมาจำเลยที่ 2 ได้รับโอนมาตามคำสั่งศาลออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้ครบถ้วน ขณะที่จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าคดีไม่อาจบังคับจำนองได้เนื่องจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างได้ถูกศาลอาญามีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ก่อนการจดทะเบียนจำนอง เจ้าพนักงานตำรวจได้จับกุมจำเลยที่ 1 ในคดียาเสพติด จากนั้นโจทก์จึงรับจดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อประกันหนี้เงินกู้ ต่อมาพนักงานเจ้าหน้าที่มีคำสั่งยึดและอายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 รวมถึงที่ดินแปลงพิพาท และศาลอาญามีคำสั่งให้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นของกองทุนตามกฎหมาย คดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นสำนักงานที่เกี่ยวข้องได้มีหนังสือแจ้งให้ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน โจทก์จึงมอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนองไปยังกองทุน แต่ไม่ได้รับการชำระหนี้ จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดีจึงมิใช่อยู่ที่การมีอยู่ของสัญญาจำนองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพิจารณาว่า เมื่อทรัพย์จำนองถูกศาลสั่งให้ตกเป็นของกองทุนแล้ว สิทธิของผู้รับจำนองที่ได้จดทะเบียนไว้โดยชอบก่อนหน้านั้นยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งต้องวินิจฉัยว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองเป็นนิติกรรมที่ทำขึ้นโดยสุจริตหรือเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยึดและริบทรัพย์ อีกทั้งยังต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนเงินที่มีการส่งมอบจริงและผลของการเรียกดอกเบี้ยตามสัญญาว่าเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยอย่างละเอียดในคดีนี้ คำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับอำนาจฟ้องบังคับจำนอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับจำนองมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทหรือไม่ โดยศาลเห็นว่า สิทธิจำนองเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นต่อเมื่อผู้จำนองนำทรัพย์สินมาตราไว้เป็นประกันแก่ผู้รับจำนอง และได้ทำเป็นหนังสือพร้อมจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด เมื่อการจำนองเกิดขึ้นโดยถูกต้องแล้ว ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ และสิทธิดังกล่าวไม่สิ้นสุดลงเพียงเพราะกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โอนไปยังบุคคลอื่นภายหลัง เนื่องจากสิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิที่ติดอยู่กับตัวทรัพย์ ผู้รับจำนองจึงสามารถติดตามบังคับจำนองจากผู้รับโอนทรัพย์ได้ไม่ว่าทรัพย์จะถูกโอนไปกี่ทอดก็ตาม ศาลฎีกาอธิบายต่อไปว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายที่กำหนดให้ผู้รับจำนองมีสิทธิเหนือเจ้าหนี้สามัญและได้รับความคุ้มครองแม้มีการโอนทรัพย์สิน ก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ที่นำเงินของตนไปให้บุคคลอื่นกู้ยืม โดยมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ ผู้รับจำนองย่อมสามารถเชื่อมั่นได้ว่าหากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ก็ยังมีสิทธิบังคับเอากับทรัพย์สินที่จำนองไว้ได้ อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนและการใช้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจตามวัตถุประสงค์ของระบบกฎหมายจำนอง นอกจากนี้ กฎหมายยังรับรองให้สิทธิจำนองมีลำดับก่อนทรัพยสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังโดยผู้รับจำนองมิได้ยินยอม และกำหนดลำดับผู้รับจำนองหลายรายตามวันและเวลาที่จดทะเบียนไว้อย่างชัดเจน จึงสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิจำนองเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ความคุ้มครองอย่างเข้มแข็ง ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้หนี้ที่จำนองเป็นประกันจะขาดอายุความแล้ว สิทธิในการบังคับจำนองก็ยังคงอยู่ และการเพิกถอนความสมบูรณ์ของการจำนองย่อมกระทำได้เฉพาะในกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้ เช่น นิติกรรมเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน หรือผู้จำนองมิใช่เจ้าของทรัพย์สินที่นำมาจำนองเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงในคดีมิได้ปรากฏว่าการจำนองตกอยู่ในกรณีดังกล่าว สิทธิจำนองของโจทก์จึงยังคงมีผลตามกฎหมายและได้รับความคุ้มครองเช่นเดิม สำหรับประเด็นที่จำเลยที่ 2 อ้างว่า เมื่อศาลอาญามีคำสั่งให้ริบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุนแล้ว โจทก์ไม่อาจฟ้องบังคับจำนองได้อีกนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย โดยอธิบายว่า การจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งเป็นทรัพย์สินของเอกชน และสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ การจำกัดสิทธิจะกระทำได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น เมื่อพิจารณาบทบัญญัติเกี่ยวกับกองทุนตามกฎหมายเดิมและตามประมวลกฎหมายยาเสพติดแล้ว ไม่ปรากฏบทบัญญัติใดที่ตัดสิทธิของผู้รับจำนองหรือกำหนดให้สิทธิจำนองที่เกิดขึ้นโดยชอบต้องระงับลงเพราะเหตุที่ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน กฎหมายเพียงกำหนดให้เงินและทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน และกำหนดหลักเกณฑ์ในการบริหาร จัดการ และแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวเท่านั้น มิได้บัญญัติให้กองทุนได้รับทรัพย์สินโดยปลอดจากภาระผูกพันที่มีอยู่ก่อน ศาลฎีกายังอธิบายว่า กองทุนตามกฎหมายมีฐานะเป็นผู้ถือครองเงินและทรัพย์สินที่อาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากการบริหารจัดการทรัพย์สิน จึงย่อมมีทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ที่มีนิติสัมพันธ์กับกองทุน รวมถึงผู้ที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินซึ่งกองทุนได้รับมา หากทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายอยู่ กองทุนย่อมต้องรับภาระดังกล่าวต่อไป การที่กฎหมายใช้ถ้อยคำว่าให้ทรัพย์สิน "ตกเป็นของกองทุน" ย่อมมีความหมายแตกต่างจากการกำหนดให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" และแม้ในกรณีที่ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน ก็มิได้หมายความว่ารัฐจะพ้นจากภาระผูกพันตามกฎหมายที่มีอยู่เดิมเสมอไป ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อว่า บทบัญญัติที่ห้ามยึดทรัพย์สินของแผ่นดินมิได้มีความหมายว่ารัฐหรือหน่วยงานของรัฐไม่ต้องรับผิดในภาระผูกพันที่ติดอยู่กับทรัพย์สินนั้น การตีความกฎหมายในลักษณะที่ทำให้สิทธิของผู้รับจำนองซึ่งกฎหมายรับรองไว้อย่างชัดแจ้งต้องสิ้นสุดลง ย่อมเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจรองรับ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน ดังนั้น แม้ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นทรัพย์จำนองจะถูกศาลอาญามีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุนแล้วก็ตาม สิทธิจำนองของโจทก์ยังคงมีผลตามกฎหมาย และโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองคดีนี้ได้ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว และรับฟังฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ การวินิจฉัยเกี่ยวกับการแสดงเจตนาลวงและความสมบูรณ์ของสัญญากู้ยืมกับสัญญาจำนอง ภายหลังจากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองแล้ว ศาลได้พิจารณาต่อไปว่า การทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในคดียาเสพติดตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 และต่อมาอีกประมาณหกเดือน คือวันที่ 16 สิงหาคม 2556 จึงได้จดทะเบียนจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์เพื่อประกันการกู้ยืมเงิน ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 อ้างว่าการกู้ยืมและการจำนองเป็นนิติกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ทรัพย์สินถูกดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด มิใช่การกู้ยืมเงินที่เกิดขึ้นโดยแท้จริง ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานของโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์มีพยานยืนยันว่าประกอบธุรกิจปล่อยเงินกู้เป็นปกติ และการที่จำเลยที่ 1 มากู้ยืมเงินก็เกิดจากการแนะนำของนายหน้า โดยทั้งโจทก์และนายหน้าต่างเบิกความสอดคล้องกันถึงขั้นตอนการติดต่อ การส่งข้อมูลที่ดินผ่านแอปพลิเคชันไลน์ การตรวจสอบสถานที่จริง การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และการพิจารณาความคุ้มค่าของหลักประกันก่อนอนุมัติเงินกู้ นอกจากนี้ โจทก์ยังมีหลักฐานรายการเดินบัญชีธนาคารที่แสดงการถอนเงินในวันเดียวกับที่ทำสัญญากู้ยืมและจดทะเบียนจำนอง ซึ่งเป็นพยานหลักฐานสนับสนุนว่ามีการดำเนินธุรกรรมเกิดขึ้นจริง มิใช่เพียงการทำเอกสารขึ้นเพื่ออำพรางข้อเท็จจริง ส่วนพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตและสรุปจากพฤติการณ์หลายประการ เช่น การจำนองเกิดขึ้นภายหลังจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม โจทก์มิได้ตรวจสอบเหตุผลที่จำเลยต้องนำทรัพย์มาจำนอง ไม่ตรวจสอบสภาพทรัพย์สินก่อนปล่อยกู้ จำเลยที่ 1 เคยให้ถ้อยคำว่ามีทรัพย์สินจำนวนมาก การมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน การไม่มีหลักฐานส่งมอบเงินครบตามจำนวนที่ระบุในสัญญา และการปล่อยเวลาเนิ่นนานก่อนนำคดีมาฟ้อง อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าเหตุผลเหล่านี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐานและการคาดการณ์ มิใช่ข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้โดยตรงว่าคู่สัญญามีเจตนาสมรู้กันเพื่อแสดงเจตนาลวง ศาลอธิบายว่า การที่จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมมาก่อนแล้วจึงนำทรัพย์มาจำนอง มิได้ทำให้ต้องสันนิษฐานโดยอัตโนมัติว่าการจำนองเป็นนิติกรรมอำพราง เพราะก็อาจเป็นไปได้ว่าจำเลยที่ 1 จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อดำเนินการต่อสู้คดี การที่เคยกล่าวอ้างว่ามีทรัพย์สินจำนวนมากก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ว่าภายหลังจะไม่มีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงิน ส่วนการมอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนก็เป็นวิธีปฏิบัติที่กฎหมายมิได้ห้าม และพบเห็นได้โดยทั่วไปในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ อีกทั้งโจทก์ยังมีหลักฐานการถอนเงินจากบัญชีในวันเดียวกับการทำสัญญา ส่วนการที่ยังไม่รีบฟ้องคดีก็มีคำอธิบายสอดคล้องกับข้อเท็จจริงว่าโจทก์รอให้การดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมีความชัดเจนเสียก่อน จึงดำเนินการบอกกล่าวบังคับจำนองและนำคดีมาฟ้องในเวลาต่อมา ศาลฎีกายังนำหลักกฎหมายเรื่องการสันนิษฐานความสุจริตของบุคคลมาประกอบการวินิจฉัย โดยเห็นว่า กฎหมายกำหนดให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่าการกู้ยืมเงินและการจำนองเป็นการแสดงเจตนาลวง จำเลยที่ 2 ย่อมมีภาระต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวให้รับฟังได้ แต่เมื่อพยานหลักฐานที่นำสืบยังไม่เพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า ศาลจึงรับฟังว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นนิติกรรมที่เกิดขึ้นโดยแท้จริง มิใช่การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนตามที่จำเลยที่ 2 กล่าวอ้าง อย่างไรก็ตาม แม้ศาลฎีกาจะรับฟังว่าสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่ศาลยังตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนเงินที่มีการส่งมอบจริงตามสัญญากู้ยืมต่อไป เนื่องจากสัญญากู้ยืมเงินจะบริบูรณ์ต่อเมื่อมีการส่งมอบเงินที่กู้ยืมจริง เมื่อพิจารณาหลักฐานการถอนเงินจากบัญชีธนาคารแล้ว พบว่ามีการถอนเงินเพียง 600,000 บาท ในวันทำสัญญา ทั้งที่สัญญาระบุจำนวนเงินกู้ไว้ 742,000 บาท และโจทก์ไม่สามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ถอนเงินให้ครบตามจำนวนดังกล่าว ทั้งยังยอมรับว่ามีการหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ศาลจึงเห็นว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการส่งมอบเงินกู้จริงเพียง 600,000 บาท ส่วนเงินอีก 142,000 บาท เป็นการหักดอกเบี้ยไว้ก่อน ทำให้โดยรวมแล้วเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยในส่วนนั้นจึงตกเป็นโมฆะ และโจทก์มีสิทธิเรียกได้เพียงต้นเงินที่ส่งมอบจริงจำนวน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น โดยศาลเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้คู่ความมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นโดยตรง วิเคราะห์หลักกฎหมายและหลักการที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ คดีนี้สะท้อนให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญประการแรกว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิที่เกิดขึ้นโดยผลของกฎหมายเมื่อมีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยถูกต้อง สิทธิดังกล่าวมีลักษณะติดอยู่กับตัวทรัพย์ มิใช่ติดอยู่กับตัวเจ้าของทรัพย์ ดังนั้น แม้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะเปลี่ยนมือไปยังบุคคลอื่นภายหลัง หรือทรัพย์สินจะถูกโอนด้วยเหตุใดก็ตาม สิทธิของผู้รับจำนองก็ยังคงติดตามทรัพย์สินนั้นต่อไป เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้สิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลง หลักการนี้เป็นรากฐานสำคัญของระบบจำนอง เพราะทำให้ผู้รับจำนองสามารถเชื่อมั่นได้ว่าหลักประกันที่ได้รับจะยังคงมีผลตามกฎหมายตลอดระยะเวลาที่ภาระหนี้ยังไม่ระงับ ศาลฎีกาอธิบายว่า การให้ความคุ้มครองแก่สิทธิจำนองมิใช่เป็นเพียงการคุ้มครองผลประโยชน์ของเจ้าหนี้รายหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากผู้ให้กู้ย่อมมีความมั่นใจที่จะนำเงินทุนออกให้กู้เมื่อมีหลักประกันที่สามารถบังคับได้จริง ขณะเดียวกันผู้กู้ก็สามารถนำทรัพย์สินของตนมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อให้ได้รับเงินทุนไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินกิจการหรือประกอบอาชีพ กฎหมายจึงกำหนดลำดับสิทธิของผู้รับจำนองเหนือเจ้าหนี้สามัญ และรับรองสิทธิของผู้รับจำนองแม้ทรัพย์สินจะถูกโอนไปยังบุคคลภายนอกหรือมีทรัพยสิทธิอื่นเกิดขึ้นภายหลัง ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ในการสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบสินเชื่อและการหมุนเวียนของทรัพย์สินในทางเศรษฐกิจ หลักกฎหมายสำคัญอีกประการหนึ่งที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ คือ หลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของเอกชน ศาลเห็นว่า เมื่อสิทธิจำนองเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งที่กฎหมายรับรองไว้ การจำกัดหรือเพิกถอนสิทธิดังกล่าวย่อมกระทำได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น การที่กฎหมายเกี่ยวกับกองทุนกำหนดให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน มิได้มีบทบัญญัติใดตัดสิทธิของผู้รับจำนองที่เกิดขึ้นก่อน การตีความว่าการริบทรัพย์ทำให้สิทธิจำนองระงับไปโดยปริยาย จึงเป็นการขยายผลของกฎหมายไปในทางจำกัดสิทธิของเอกชนโดยไม่มีบทบัญญัติรองรับ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการที่ศาลใช้ในการตีความกฎหมายคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน ศาลฎีกายังวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การที่ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนมิได้ทำให้กองทุนได้รับทรัพย์สินโดยปลอดจากภาระผูกพันทุกประการ หากทรัพย์สินนั้นมีภาระผูกพันตามกฎหมายอยู่ก่อน กองทุนย่อมต้องรับภาระดังกล่าวต่อไป เพราะกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนกำหนดให้กองทุนมีทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่อผู้ที่มีนิติสัมพันธ์กับกองทุน รวมถึงบุคคลที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมา หลักการดังกล่าวทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงผู้ถือครองทรัพย์สินมิได้มีผลลบล้างสิทธิของบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติเป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง ในประเด็นเกี่ยวกับการกล่าวอ้างว่านิติกรรมเป็นการแสดงเจตนาลวง ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักภาระการพิสูจน์และหลักสันนิษฐานความสุจริตของบุคคล โดยเห็นว่า เมื่อฝ่ายหนึ่งกล่าวอ้างว่านิติกรรมไม่มีอยู่จริงหรือทำขึ้นเพื่ออำพรางข้อเท็จจริง ฝ่ายที่กล่าวอ้างย่อมต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาลเชื่อได้ การอาศัยเพียงข้อสงสัยหรือพฤติการณ์ที่อาจตีความได้หลายทางยังไม่เพียงพอที่จะลบล้างข้อสันนิษฐานว่าบุคคลกระทำการโดยสุจริต ดังนั้น หากคู่สัญญามีพยานหลักฐานแสดงถึงกระบวนการทำธุรกรรมตามปกติ และฝ่ายที่กล่าวอ้างไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่านิติกรรมเป็นการสมรู้กัน ศาลย่อมรับฟังว่านิติกรรมดังกล่าวมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย นอกจากนี้ ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นถึงหลักการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหนือรูปแบบของเอกสาร แม้สัญญากู้ยืมจะระบุจำนวนเงินไว้ 742,000 บาท แต่เมื่อหลักฐานเกี่ยวกับการส่งมอบเงินรับฟังได้ว่ามีการส่งมอบจริงเพียง 600,000 บาท ศาลก็ถือเอาจำนวนเงินที่มีการส่งมอบจริงเป็นหนี้ที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย และเมื่อปรากฏว่ามีการหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าจนทำให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต ดอกเบี้ยในส่วนนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นโดยตรง ศาลก็สามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงและการคุ้มครองความเป็นธรรมตามกฎหมายมากกว่าการยึดถือข้อความในเอกสารเพียงอย่างเดียว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้อัตราดอกเบี้ยปรับเปลี่ยนได้ตามกฎหมาย หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ พร้อมกำหนดให้จำเลยที่ 1 รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ศาลกำหนด 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 เนื่องจากเห็นว่าเมื่อศาลอาญามีคำสั่งให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตกเป็นของกองทุนแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์ของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป และเห็นว่าทรัพย์สินของแผ่นดินไม่อาจถูกยึดเพื่อบังคับคดีได้ ส่วนในความรับผิดของจำเลยที่ 1 ให้ชำระเงินจำนวน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายเช่นเดียวกับที่ศาลชั้นต้นกำหนด โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกินจำนวนที่โจทก์เรียกร้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้ทรัพย์จำนองจะถูกศาลอาญามีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุน สิทธิของผู้รับจำนองก็ยังไม่ระงับ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองได้ นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่าการกู้ยืมเงินและการจำนองมิได้เป็นการแสดงเจตนาลวง แต่เมื่อพิจารณาหลักฐานแล้วรับฟังได้ว่ามีการส่งมอบเงินกู้จริงเพียง 600,000 บาท ส่วนที่เกินเป็นการหักดอกเบี้ยล่วงหน้าอันมีผลเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกฎหมาย ดอกเบี้ยในส่วนนั้นจึงตกเป็นโมฆะ ศาลจึงให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระต้นเงินเพียง 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กฎหมายกำหนด และหากไม่ชำระหนี้ให้บังคับยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ พร้อมให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ตามที่ศาลกำหนด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิที่ติดอยู่กับตัวทรัพย์และได้รับความคุ้มครองโดยตรงตามกฎหมาย การที่ทรัพย์สินภายหลังถูกศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด มิได้ทำให้สิทธิของผู้รับจำนองที่เกิดขึ้นโดยชอบก่อนหน้านั้นระงับลง หากกฎหมายมิได้บัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง การตีความกฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนต้องกระทำโดยเคร่งครัดและต้องสอดคล้องกับหลักคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมาย ศาลยังยืนยันว่าผู้กล่าวอ้างว่านิติกรรมเป็นการแสดงเจตนาลวงย่อมมีภาระต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างนั้นให้รับฟังได้ ไม่อาจอาศัยเพียงข้อสงสัยหรือพฤติการณ์ที่คาดการณ์ได้หลายทางมาหักล้างข้อสันนิษฐานว่าบุคคลกระทำการโดยสุจริต อีกทั้งแม้นิติกรรมจะมีผลสมบูรณ์ ศาลยังมีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งมอบเงินกู้และการเรียกดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยไม่ยึดติดกับข้อความในสัญญา หากปรากฏว่ามีการหักดอกเบี้ยล่วงหน้าหรือเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมมีอำนาจตัดสิทธิในส่วนนั้นและกำหนดให้บังคับได้เฉพาะหนี้ที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นหลักประกันความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยของประชาชนในการทำธุรกรรมทางแพ่ง ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้รับจำนองซึ่งเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายและได้จดทะเบียนไว้ก่อนที่ทรัพย์สินจะถูกศาลอาญามีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด จะยังคงได้รับความคุ้มครองและสามารถฟ้องบังคับจำนองได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิที่ติดอยู่กับตัวทรัพย์ การที่ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนมิได้ทำให้สิทธิดังกล่าวระงับลง เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิของผู้รับจำนองไว้โดยชัดแจ้ง อีกทั้งศาลยังวินิจฉัยต่อไปว่า แม้สัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองจะมิใช่นิติกรรมอำพราง แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ามีการส่งมอบเงินกู้จริงเพียงบางส่วนและมีการหักดอกเบี้ยล่วงหน้าจนเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดให้เจ้าหนี้เรียกได้เฉพาะต้นเงินที่ส่งมอบจริงและดอกเบี้ยตามกฎหมายเท่านั้น สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิและยังคงติดอยู่กับทรัพย์แม้มีการโอนกรรมสิทธิ์ ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิจำนองที่เกิดขึ้นโดยการจดทะเบียนอย่างถูกต้องเป็นทรัพยสิทธิที่ติดอยู่กับตัวทรัพย์ ไม่ใช่สิทธิที่ผูกพันเฉพาะเจ้าของเดิมของทรัพย์ ดังนั้น แม้ที่ดินจะถูกศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุน สิทธิของผู้รับจำนองก็ยังคงอยู่ และผู้รับจำนองยังมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธิดังกล่าวระงับลงโดยเฉพาะ การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินและการห้ามตีความจำกัดสิทธิของผู้รับจำนองโดยไม่มีกฎหมายรองรับ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้รับจำนองได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การจำกัดสิทธิในทรัพย์สินจะกระทำได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น การที่กฎหมายกำหนดให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน มิได้หมายความว่าสิทธิของผู้รับจำนองที่เกิดขึ้นก่อนจะสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ อีกทั้งกองทุนยังต้องรับภาระผูกพันทางกฎหมายที่ติดอยู่กับทรัพย์สินนั้น หากกฎหมายมิได้บัญญัติยกเว้นไว้โดยชัดแจ้ง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม เมื่อที่ดินซึ่งจดทะเบียนจำนองไว้ถูกศาลอาญามีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้รับจำนองยังมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้รับจำนองยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองได้ หากสิทธิจำนองเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายและได้จดทะเบียนไว้ก่อน เพราะสิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิที่ติดอยู่กับตัวทรัพย์ มิใช่สิทธิที่ผูกพันเฉพาะตัวเจ้าของทรัพย์เท่านั้น แม้ภายหลังทรัพย์สินจะตกเป็นของกองทุนตามคำสั่งศาลอาญา สิทธิดังกล่าวก็ยังคงได้รับความคุ้มครอง เนื่องจากกฎหมายเกี่ยวกับกองทุนมิได้บัญญัติให้สิทธิของผู้รับจำนองระงับลงโดยอัตโนมัติ อีกทั้งหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินกำหนดว่า การจำกัดสิทธิของเอกชนจะกระทำได้เฉพาะเมื่อมีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งเท่านั้น ดังนั้น หากไม่มีกฎหมายที่ตัดสิทธิของผู้รับจำนองโดยตรง ผู้รับจำนองย่อมยังสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับจำนองและได้รับชำระหนี้จากทรัพย์จำนองตามลำดับสิทธิที่กฎหมายรับรองไว้ได้ 2 คำถาม การที่ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน หมายความว่าทรัพย์สินนั้นพ้นจากภาระผูกพันทางกฎหมายทั้งหมดแล้วหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่กฎหมายกำหนดให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน มิได้มีความหมายว่าทรัพย์สินนั้นจะหลุดพ้นจากภาระผูกพันที่มีอยู่ก่อนโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายกำหนดให้กองทุนมีทั้งสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้รับมา หากทรัพย์สินดังกล่าวยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายอยู่ กองทุนก็ยังต้องรับภาระนั้นต่อไป การตีความว่าทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนแล้วทำให้สิทธิของบุคคลภายนอกสิ้นสุดลงทันที ย่อมเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนโดยไม่มีบทบัญญัติรองรับ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการที่ศาลนำมาวินิจฉัยในคดีนี้ ดังนั้น การตกเป็นของกองทุนจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนผู้ถือครองทรัพย์สิน มิใช่การลบล้างสิทธิของบุคคลที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนหน้านั้น 3 คำถาม หากมีการกล่าวอ้างว่าสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองเป็นการแสดงเจตนาลวง ศาลจะใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณา คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ที่กล่าวอ้างว่านิติกรรมเป็นการแสดงเจตนาลวงย่อมมีภาระต้องพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างของตนให้ศาลเชื่อได้ การอาศัยเพียงข้อสงสัยหรือข้อสันนิษฐานจากพฤติการณ์บางประการยังไม่เพียงพอที่จะทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ เพราะกฎหมายสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต หากคู่สัญญามีพยานหลักฐานแสดงถึงการดำเนินธุรกรรมตามปกติ เช่น การมีนายหน้า การตรวจสอบหลักประกัน การถอนเงินจากบัญชี หรือการดำเนินการที่สอดคล้องกับการให้กู้ยืมจริง ขณะที่ฝ่ายผู้กล่าวอ้างไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่หนักแน่นมาหักล้างได้ ศาลย่อมรับฟังว่านิติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นโดยแท้จริงและมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย 4 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงลดจำนวนต้นเงินที่โจทก์มีสิทธิเรียกจาก 742,000 บาท เหลือ 600,000 บาท คำตอบ แม้ว่าสัญญากู้ยืมจะระบุจำนวนเงินไว้ 742,000 บาท แต่ศาลฎีกาตรวจสอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับการส่งมอบเงินแล้วพบว่า โจทก์มีหลักฐานการถอนเงินในวันทำสัญญาเพียง 600,000 บาท และไม่สามารถอธิบายได้อย่างมีเหตุผลว่ามีการส่งมอบเงินส่วนที่เหลือจริง อีกทั้งยังยอมรับว่ามีการหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้า ศาลจึงรับฟังว่ามีการส่งมอบเงินกู้จริงเพียง 600,000 บาท ส่วนที่เหลือเป็นการหักดอกเบี้ยล่วงหน้าอันทำให้เกิดการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต ดอกเบี้ยในส่วนนั้นจึงตกเป็นโมฆะ และโจทก์มีสิทธิเรียกได้เฉพาะต้นเงินที่ส่งมอบจริง พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น 5 คำถาม คดีนี้มีหลักกฎหมายสำคัญที่สามารถนำไปใช้กับคดีอื่นได้อย่างไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้คือ การยืนยันว่าการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้รับจำนองต้องเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายอย่างเคร่งครัด สิทธิจำนองที่เกิดขึ้นโดยชอบย่อมไม่ระงับเพียงเพราะทรัพย์สินเปลี่ยนผู้ถือครองหรือถูกโอนให้แก่กองทุน หากไม่มีกฎหมายบัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าวไว้โดยชัดแจ้ง นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่าศาลจะตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งมอบเงินกู้และการคิดดอกเบี้ยจากพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นจริง มิใช่ยึดถือข้อความในสัญญาเพียงอย่างเดียว และหากปรากฏว่ามีการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดให้เจ้าหนี้ได้รับเฉพาะสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นโดยตรงก็ตาม อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 มาตรา 702 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดลักษณะและผลของสิทธิจำนอง โดยกำหนดว่า สิทธิจำนองจะเกิดขึ้นเมื่อเจ้าของทรัพย์นำทรัพย์สินของตนตราไว้เป็นประกันแก่เจ้าหนี้เพื่อประกันการชำระหนี้ โดยผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ แม้ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินนั้นจะโอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วก็ตาม หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าสิทธิจำนองมิใช่สิทธิที่ผูกพันเฉพาะระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ แต่เป็นทรัพยสิทธิที่ติดอยู่กับตัวทรัพย์ ทำให้ผู้รับจำนองสามารถติดตามบังคับเอากับทรัพย์จำนองได้ไม่ว่าทรัพย์นั้นจะเปลี่ยนมือไปกี่ครั้ง หลักการนี้มีความสำคัญต่อระบบสินเชื่อและระบบเศรษฐกิจ เพราะทำให้ผู้ให้กู้เกิดความมั่นใจว่าหนี้ที่ให้กู้จะมีหลักประกันรองรับอย่างมั่นคง ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของเงินทุนและการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินในทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 702 มาเป็นหลักสำคัญในการวินิจฉัยว่า แม้ที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์จำนองจะถูกศาลอาญามีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด สิทธิของผู้รับจำนองก็ยังคงติดอยู่กับทรัพย์สินดังกล่าว เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติให้สิทธิจำนองระงับลง การเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงไม่มีผลทำให้ผู้รับจำนองสูญเสียสิทธิในการบังคับจำนอง ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองและมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้ทั่วไป อันเป็นการยืนยันหลักการคุ้มครองทรัพยสิทธิของผู้รับจำนองตามกฎหมายอย่างชัดเจน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 มาตรา 705 บัญญัติถึงกรณีที่ผู้จำนองมิใช่เจ้าของทรัพย์สินที่นำมาจำนอง ซึ่งมีผลให้การจำนองไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่ต้น เพราะบุคคลย่อมไม่อาจนำทรัพย์สินของผู้อื่นไปสร้างภาระผูกพันแก่เจ้าของทรัพย์ได้ หลักกฎหมายดังกล่าวเป็นการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์และสร้างความมั่นคงให้แก่ระบบนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ในคดีนี้ ศาลฎีกากล่าวถึงมาตรา 705 เพื่ออธิบายว่า การเพิกถอนหรือทำให้การจำนองไม่มีผลย่อมกระทำได้เฉพาะกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น ผู้จำนองมิใช่เจ้าของทรัพย์ หรือมีเหตุให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะตามบทบัญญัติว่าด้วยนิติกรรมเท่านั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของที่ดินในขณะจดทะเบียนจำนอง และการจำนองได้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างถูกต้อง จึงไม่มีเหตุให้ถือว่าการจำนองไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 705 แม้ภายหลังทรัพย์สินจะถูกศาลมีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุน สิทธิของผู้รับจำนองที่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ก่อนหน้านั้นก็ยังคงได้รับความคุ้มครองต่อไป ศาลจึงใช้มาตรานี้ประกอบการยืนยันว่าการจำนองในคดีมิได้เสียเปล่าหรือเป็นโมฆะแต่อย่างใด ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 714 มาตรา 714 กำหนดรูปแบบของการจำนองไว้อย่างเคร่งครัด โดยกำหนดว่าการจำนองต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงจะก่อให้เกิดสิทธิจำนองตามกฎหมาย การจดทะเบียนดังกล่าวเป็นการประกาศให้บุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นมีภาระจำนองอยู่หรือไม่ จึงเป็นหลักสำคัญในการสร้างความแน่นอนและความโปร่งใสในการทำธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิจำนองของโจทก์เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์เพราะมีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว เมื่อสิทธิจำนองเกิดขึ้นโดยชอบ กฎหมายย่อมให้ความคุ้มครองในฐานะทรัพยสิทธิ การที่ต่อมาทรัพย์สินจะถูกโอนหรือถูกศาลสั่งให้ตกเป็นของกองทุน ย่อมไม่มีผลทำให้สิทธิที่เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้วต้องสิ้นสุดลง เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง ศาลจึงใช้มาตรา 714 เป็นพื้นฐานในการรับรองความสมบูรณ์ของสิทธิจำนองและอำนาจฟ้องบังคับจำนองของโจทก์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 715 มาตรา 715 บัญญัติว่า ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้ รวมทั้งค่าอุปกรณ์ของหนี้ เช่น ดอกเบี้ยและสิทธิอื่นที่กฎหมายกำหนด หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้หลักประกันของเจ้าหนี้ครอบคลุมหนี้ทั้งหมดที่เกิดจากนิติสัมพันธ์เดียวกัน มิใช่จำกัดเฉพาะต้นเงินเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้รับจำนองสามารถได้รับชำระทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยที่กฎหมายรับรองจากทรัพย์สินที่จำนองได้อย่างครบถ้วน ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 715 มาอธิบายประกอบว่า สิทธิของผู้รับจำนองมิได้จำกัดอยู่เพียงการบังคับเอาต้นเงินจากทรัพย์จำนอง แต่ยังครอบคลุมดอกเบี้ยที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย อย่างไรก็ตาม ศาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งมอบเงินกู้และพบว่ามีการส่งมอบเงินจริงเพียง 600,000 บาท อีกทั้งโจทก์ยังหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าจนเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ดอกเบี้ยในส่วนนั้นจึงตกเป็นโมฆะ แม้ผู้รับจำนองจะมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามมาตรา 715 แต่สิทธิดังกล่าวต้องเป็นดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ศาลจึงกำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับเฉพาะต้นเงินที่ส่งมอบจริงพร้อมดอกเบี้ยผิดนัดตามอัตราที่กฎหมายบัญญัติ อันเป็นการใช้มาตรา 715 ควบคู่กับหลักกฎหมายเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของหนี้และข้อห้ามการเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 722 มาตรา 722 กำหนดหลักสำคัญเกี่ยวกับลำดับความคุ้มครองของสิทธิจำนอง โดยบัญญัติว่า หากภายหลังการจดทะเบียนจำนองมีการจดทะเบียนภาระจำยอมหรือทรัพยสิทธิอื่นโดยผู้รับจำนองมิได้ให้ความยินยอม สิทธิจำนองย่อมมีลำดับเหนือกว่าสิทธิดังกล่าว และหากสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังทำให้ผู้รับจำนองเสียประโยชน์ในการบังคับจำนอง ก็อาจถูกลบออกจากทะเบียนได้ หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายให้ความสำคัญกับผู้ที่จดทะเบียนสิทธิไว้ก่อน และมุ่งคุ้มครองความมั่นคงของหลักประกันมิให้ถูกกระทบจากสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลัง ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 722 มาอธิบายประกอบว่า สิทธิจำนองเป็นสิทธิที่กฎหมายรับรองให้มีความมั่นคงเหนือสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลัง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ผู้รับจำนองยังคงสามารถบังคับจำนองได้ แม้ภายหลังจะมีการเปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์สินหรือมีเหตุการณ์ทางกฎหมายเกิดขึ้นกับทรัพย์นั้น ศาลใช้มาตรานี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า เจตนารมณ์ของกฎหมายจำนองคือการรักษาความมั่นคงของสิทธิที่ได้จดทะเบียนไว้โดยสุจริต มิให้ถูกกระทบโดยง่ายจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 730 มาตรา 730 วางหลักเกี่ยวกับลำดับของผู้รับจำนองหลายราย โดยกำหนดให้ถือเอาวันและเวลาที่จดทะเบียนเป็นเกณฑ์ ผู้รับจำนองที่จดทะเบียนก่อนย่อมได้รับชำระหนี้ก่อนผู้รับจำนองที่จดทะเบียนภายหลัง หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนในระบบการใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน และทำให้บุคคลที่ตรวจสอบทะเบียนทรัพย์สินสามารถทราบลำดับสิทธิของเจ้าหนี้แต่ละรายได้อย่างชัดเจน ในคดีนี้ แม้จะมิใช่กรณีที่มีผู้รับจำนองหลายราย แต่ศาลฎีกาได้ยกมาตรา 730 มาอธิบายประกอบว่า กฎหมายจำนองให้ความสำคัญกับลำดับสิทธิของผู้รับจำนองตามการจดทะเบียน ซึ่งเป็นหลักเดียวกับการคุ้มครองสิทธิของโจทก์ในคดีนี้ กล่าวคือ เมื่อโจทก์ได้จดทะเบียนสิทธิจำนองโดยถูกต้องแล้ว สิทธิดังกล่าวย่อมได้รับความคุ้มครองตามลำดับที่กฎหมายกำหนด และไม่อาจถูกลดทอนลงเพราะเหตุที่ทรัพย์สินภายหลังตกเป็นของกองทุน หากไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธินั้นสิ้นสุดลงโดยชัดแจ้ง ศาลจึงใช้มาตรา 730 ประกอบการอธิบายโครงสร้างของระบบจำนองและหลักความมั่นคงของสิทธิในทรัพย์สินที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 มาตรา 745 เป็นบทบัญญัติที่รับรองความมั่นคงของสิทธิจำนองไว้โดยเฉพาะ โดยกำหนดว่า แม้หนี้ที่มีการจำนองเป็นประกันจะขาดอายุความแล้ว ผู้รับจำนองก็ยังมีสิทธิบังคับจำนองแก่ทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันได้ หลักกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิที่มีความเป็นอิสระจากอายุความของสิทธิเรียกร้องบางประการ และกฎหมายมุ่งคุ้มครองหลักประกันของเจ้าหนี้ให้ดำรงอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีเหตุให้สิทธิจำนองระงับตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลฎีกานำมาตรา 745 มาอธิบายว่า แม้กฎหมายยังรับรองให้ผู้รับจำนองสามารถบังคับจำนองได้เมื่อหนี้ขาดอายุความแล้ว ยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะตีความว่าการที่ทรัพย์สินภายหลังตกเป็นของกองทุนจะทำให้สิทธิจำนองซึ่งเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายระงับลงโดยอัตโนมัติ การเพิกถอนหรือทำให้สิทธิจำนองสิ้นผลย่อมกระทำได้เฉพาะในกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง เช่น การจำนองไม่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นหรือเป็นนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะเท่านั้น หลักการดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลใช้ประกอบการวินิจฉัยรับรองอำนาจฟ้องบังคับจำนองของโจทก์ และสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการรักษาความมั่นคงของระบบหลักประกันทางทรัพย์สินและความเชื่อมั่นของผู้ให้สินเชื่อในระบบกฎหมายแพ่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 มาตรา 1307 บัญญัติห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินของรัฐมิให้ถูกบังคับคดีในลักษณะเดียวกับทรัพย์สินของเอกชน อันเป็นหลักสำคัญของกฎหมายมหาชน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การห้ามยึดทรัพย์สินของแผ่นดินตามมาตรา 1307 มิได้หมายความว่ารัฐหรือหน่วยงานของรัฐจะพ้นจากความรับผิดในภาระผูกพันทางกฎหมายที่ติดอยู่กับทรัพย์สินนั้น หรือทำให้สิทธิของบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายระงับลงโดยอัตโนมัติ เพราะกฎหมายมิได้บัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อสิทธิของผู้รับจำนองได้รับการรับรองไว้โดยชัดแจ้งในบทบัญญัติว่าด้วยจำนอง และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติจำกัดสิทธิดังกล่าว การนำมาตรา 1307 มาตีความขยายผลจนทำให้ผู้รับจำนองหมดสิทธิฟ้องบังคับจำนอง ย่อมเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนโดยไม่มีบทบัญญัติรองรับ ซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินที่ศาลนำมาปรับใช้ในคดีนี้ ศาลจึงไม่เห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ และวางหลักว่า มาตรา 1307 ไม่ใช่บทบัญญัติที่ทำให้สิทธิจำนองซึ่งเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายต้องสิ้นสุดลงเพียงเพราะทรัพย์สินภายหลังตกเป็นของกองทุนหรือของรัฐ หากยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายอยู่ หน่วยงานของรัฐหรือกองทุนก็ยังต้องรับภาระดังกล่าวต่อไป ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 88 มาตรา 88 กำหนดองค์ประกอบของกองทุนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยบัญญัติให้กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนเดิม ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมาย รวมถึงผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินดังกล่าว และกำหนดว่าเงินและทรัพย์สินของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ศาลฎีกานำบทบัญญัตินี้มาวิเคราะห์ว่า แม้กฎหมายจะกำหนดให้ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุน แต่ก็มิได้บัญญัติให้กองทุนได้รับทรัพย์สินโดยปลอดจากสิทธิหรือภาระผูกพันของบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นก่อน อีกทั้งการที่กฎหมายแยกทรัพย์สินของกองทุนออกจากรายได้แผ่นดิน ยังแสดงให้เห็นว่ากองทุนมีฐานะทางกฎหมายเฉพาะในการถือครองและบริหารทรัพย์สิน มิใช่เป็นเพียงการรับโอนทรัพย์สินเข้าสู่ทรัพย์สินของแผ่นดินโดยปราศจากข้อผูกพันใด ๆ ศาลจึงวินิจฉัยว่า สิทธิของผู้รับจำนองซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ทรัพย์สินจะตกเป็นของกองทุนยังคงได้รับความคุ้มครอง และมาตรา 88 มิใช่บทบัญญัติที่ตัดสิทธิของผู้รับจำนองหรือทำให้สิทธิจำนองระงับลง การตีความกฎหมายจึงต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินและหลักการตีความกฎหมายที่จำกัดสิทธิของเอกชนอย่างเคร่งครัด ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 89 มาตรา 89 กำหนดวัตถุประสงค์และอำนาจของกองทุนตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยให้กองทุนมีหน้าที่บริหารจัดการทรัพย์สินและเงินของกองทุนเพื่อสนับสนุนการป้องกัน ปราบปราม บำบัดรักษา ฟื้นฟู และดำเนินภารกิจอื่นตามที่กฎหมายกำหนด บทบัญญัตินี้มุ่งกำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินของกองทุน มิใช่กำหนดผลทางกฎหมายให้สิทธิของบุคคลภายนอกที่มีอยู่ก่อนต้องสิ้นสุดลง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้กองทุนจะได้รับทรัพย์สินมาเพื่อดำเนินภารกิจตามกฎหมาย แต่กองทุนย่อมต้องรับโอนทรัพย์สินไปพร้อมกับสิทธิและภาระผูกพันที่ติดอยู่กับทรัพย์นั้น หากกฎหมายมิได้บัญญัติยกเว้นไว้โดยชัดแจ้ง สิทธิของผู้รับจำนองซึ่งเกิดขึ้นก่อนการตกเป็นของกองทุนจึงยังคงมีผลบังคับต่อไป และกองทุนไม่อาจอ้างเพียงสถานะของผู้ถือครองทรัพย์สินเพื่อปฏิเสธสิทธิของผู้รับจำนองได้ หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าบทบัญญัติว่าด้วยวัตถุประสงค์ของกองทุนไม่ใช่บทบัญญัติที่ใช้ลบล้างทรัพยสิทธิของเอกชน แต่เป็นเพียงบทกำหนดแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมาเท่านั้น ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 มาตรา 90 กำหนดโครงสร้างการบริหารกองทุนและการดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินของกองทุน โดยมุ่งหมายให้การบริหารจัดการทรัพย์สินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ศาลฎีกานำบทบัญญัตินี้มาประกอบการตีความร่วมกับมาตรา 88 และมาตรา 89 แล้วเห็นว่า แม้กฎหมายจะให้อำนาจกองทุนบริหารจัดการทรัพย์สินที่ได้รับมา แต่ก็ไม่มีข้อความใดบัญญัติให้กองทุนได้รับทรัพย์สินโดยปราศจากภาระผูกพันเดิม หรือให้สิทธิของเจ้าหนี้ผู้มีประกันต้องสิ้นสุดลง การตีความว่ากองทุนได้รับทรัพย์สินโดยปลอดจากสิทธิจำนองจึงเป็นการขยายผลของกฎหมายเกินกว่าถ้อยคำที่บัญญัติไว้ ศาลจึงวางหลักว่า อำนาจในการบริหารจัดการทรัพย์สินของกองทุนต้องอยู่ภายใต้สิทธิของบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนการโอนทรัพย์สิน และกองทุนย่อมต้องเคารพสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกับผู้ถือกรรมสิทธิ์รายอื่น พระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. 2559 มาตรา 3 มาตรา 3 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. 2559 เป็นบทนิยามที่กำหนดความหมายของคำสำคัญที่ใช้ในกฎหมาย รวมถึงความหมายของกองทุน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ศาลฎีกานำบทบัญญัติดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาฐานะทางกฎหมายของกองทุน และเห็นว่า กองทุนเป็นนิติบุคคลหรือองค์กรตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งมีหน้าที่บริหารทรัพย์สินตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย มิใช่บทบัญญัติที่สร้างเอกสิทธิ์เหนือสิทธิของบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ทรัพย์สินตกเป็นของกองทุนจึงเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงผู้ถือครองทรัพย์สินตามกฎหมาย มิได้ทำให้สิทธิของผู้รับจำนองหรือผู้ทรงสิทธิอื่นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นระงับลงโดยอัตโนมัติ ศาลจึงใช้บทนิยามดังกล่าวประกอบการตีความร่วมกับบทบัญญัติอื่นของกฎหมาย เพื่อยืนยันว่ากองทุนต้องรับทรัพย์สินพร้อมภาระผูกพันที่มีอยู่ก่อน เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่นโดยชัดแจ้ง พระราชบัญญัติจัดตั้งกองทุนป้องกัน ปราบปราม และแก้ไขปัญหายาเสพติด พ.ศ. 2559 มาตรา 21 มาตรา 21 บัญญัติให้กองทุนรับโอนสิทธิ หน้าที่ ทรัพย์สิน หนี้ และภาระผูกพันต่าง ๆ ของกองทุนเดิมมาเป็นของกองทุนที่จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัตินี้โดยผลของกฎหมาย ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับบทบัญญัตินี้เป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้อยคำของกฎหมายแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การรับโอนทรัพย์สินของกองทุนมิใช่การรับเฉพาะสิทธิหรือประโยชน์เท่านั้น แต่รวมถึงหน้าที่และภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นด้วย หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดพื้นฐานของกฎหมายแพ่งที่ว่า การเปลี่ยนตัวผู้ถือครองทรัพย์สินย่อมไม่ทำให้สิทธิของบุคคลภายนอกที่มีอยู่ก่อนสูญสิ้นไป หากกฎหมายมิได้บัญญัติไว้เป็นพิเศษ ดังนั้น เมื่อสิทธิจำนองของโจทก์เกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ก่อนที่ทรัพย์สินจะตกเป็นของกองทุน กองทุนย่อมต้องรับโอนทรัพย์สินพร้อมภาระจำนองดังกล่าว และไม่อาจปฏิเสธอำนาจฟ้องบังคับจำนองของผู้รับจำนองได้ ศาลจึงใช้มาตรา 21 เป็นบทบัญญัติสำคัญในการสนับสนุนข้อวินิจฉัยว่า กองทุนต้องรับผิดชอบต่อภาระผูกพันทางกฎหมายที่ติดอยู่กับทรัพย์สินที่รับโอนมา และสิทธิของผู้รับจำนองยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายต่อไป บทสรุป คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันหลักกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้รับจำนอง โดยศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิจำนองเป็นทรัพยสิทธิที่ติดอยู่กับตัวทรัพย์ มิใช่สิทธิที่ผูกพันเฉพาะตัวลูกหนี้หรือเจ้าของทรัพย์เดิม ดังนั้น แม้ภายหลังทรัพย์สินจะถูกศาลอาญามีคำสั่งให้ตกเป็นของกองทุนตามกฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด สิทธิของผู้รับจำนองซึ่งเกิดขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนหน้านั้นก็ยังคงได้รับความคุ้มครอง และยังสามารถใช้สิทธิฟ้องบังคับจำนองเพื่อให้ได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินดังกล่าวได้ หากไม่มีกฎหมายบัญญัติให้สิทธินั้นระงับลงโดยชัดแจ้ง หลักวินิจฉัยดังกล่าวตอกย้ำหลักความมั่นคงของระบบจำนอง ความเชื่อมั่นของระบบสินเชื่อ และหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของกฎหมายแพ่งไทย นอกจากประเด็นเรื่องสิทธิจำนองแล้ว คดียังแสดงให้เห็นหลักสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาข้อเท็จจริงของศาลว่า แม้คู่สัญญาจะทำสัญญากู้ยืมและสัญญาจำนองโดยถูกต้อง ศาลก็ยังมีอำนาจตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการส่งมอบเงินกู้และการเรียกดอกเบี้ยจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน หากพบว่ามีการส่งมอบเงินไม่ครบตามจำนวนที่ระบุในสัญญา หรือมีการหักดอกเบี้ยไว้ล่วงหน้าจนเป็นการเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต ศาลย่อมกำหนดให้เจ้าหนี้ได้รับสิทธิเท่าที่กฎหมายรับรองเท่านั้น หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายแพ่งมิได้ยึดถือเพียงข้อความในเอกสาร แต่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงและหลักความสุจริตในการทำธุรกรรม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่สัญญาทุกฝ่าย ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง สถาบันการเงิน ทนายความ นักกฎหมาย ผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทรัพย์สินที่ถูกยึดหรือถูกริบตามกฎหมายพิเศษ เพราะช่วยยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเกิดจากการโอน การตกทอดทางมรดก หรือการตกเป็นของรัฐหรือกองทุนตามกฎหมาย มิได้ทำให้ทรัพยสิทธิของผู้รับจำนองสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง อีกทั้งยังเป็นแนวทางสำคัญในการตีความกฎหมายว่า บทบัญญัติที่มีผลจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของเอกชนต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่อาจขยายความเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด อันเป็นหลักประกันสำคัญในการรักษาความแน่นอนของกฎหมาย ความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521/2569 สิทธิจำนองนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ และมาตรา 702 วรรคสอง ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่ วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ มีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 722 และมาตรา 730 ส่วนผู้กู้ยืมก็ได้เงินไปหมุนเวียนในทางเศรษฐกิจ อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทางทรัพย์สินและเกิดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น นอกจากนี้สิทธิจำนองย่อมไม่ตกไปจากการโอนทรัพย์ที่จำนอง และแม้หนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความไปแล้ว ตามมาตรา 745 ก็ยังให้บังคับจำนองได้ การเพิกถอนความสมบูรณ์ของนิติกรรมการจำนองจึงคงทำได้เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตาม ป.พ.พ. บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรม หรือหากผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง การจำนองย่อมไม่สมบูรณ์มาแต่แรกตามมาตรา 705 เมื่อการจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบุคคลในภาคเอกชน ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 37 บัญญัติรับรองสิทธิไว้ว่า การจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น แม้แต่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของด้วย ดังนั้น รัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมไม่อาจกระทำการใดให้มีผลกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจอย่างชัดเจนได้ เมื่อตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 กองทุนเกิดขึ้นโดยมาตรา 34 และมาตรา 35 ที่บัญญัติว่ากองทุนประกอบด้วย (1) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน... (2) ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ (3) ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล และ (4) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) และ (3) มาตรา 36 กองทุนให้เป็นของสำนักงาน ป.ป.ส. โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 37 การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบ แม้ พ.ร.บ.ดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดย พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 แต่ ป.ยาเสพติด มาตรา 88 ยังคงบัญญัติถึงสินทรัพย์ของกองทุนไว้ว่า "กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) เงินและทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 ...(5) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)" และวรรคสองบัญญัติว่า "เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" มาตรา 89 "ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส. วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินการของกองทุน...(2) การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการ และการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน (3) การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (4) ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนอื่นใดซึ่งจำเป็นต้องจ่ายแก่หน่วยงาน บุคคลภายนอก..." แสดงว่า ทรัพย์สินของกองทุนอาจงอกเงยหรือลดทอนลงได้ โดยการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ กองทุนจึงย่อมมีทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่อผู้ที่กองทุนมีนิติสัมพันธ์ด้วยและต่อผู้อื่นที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมาได้ ดังนั้น เงินและทรัพย์สินของกองทุนที่ได้รับมาโดยกฎหมาย หากยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายใด ๆ กองทุนก็ยังมีหน้าที่ความรับผิดตามกฎหมายนั้น ๆ ต่อไป การที่มาตรา 31 บัญญัติให้ทรัพย์สิน "ตกเป็นของกองทุน" ไม่ได้บัญญัติว่า "ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" จึงย่อมต่างจากให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" และแม้กระทั่งทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงที่ปรากฏในภายหลังไม่ได้ เมื่อสิทธิของผู้รับจำนอง มีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน และไม่มีกฎหมายใดออกมาในลักษณะจำกัดสิทธิดังกล่าว จึงไม่อาจตีความไปในทางจำกัดสิทธิได้ การที่มาตรา 1307 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดิน ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่" มิได้หมายความว่ารัฐไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันใด ๆ ในทรัพย์สินนั้น ๆ ดังนั้น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำนองคดีนี้ แม้คดีที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุนได้ถึงที่สุดแล้ว โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,298,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 742,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตำบลสามเสนนอก อำเภอห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้รับโอนมาตามคำสั่งศาลออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 742,000 บาท นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 742,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (วันที่ 9 สิงหาคม 2564) ต้องไม่เกิน 556,500 บาท ตามที่โจทก์ฟ้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคล จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ. 2519 มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 เจ้าพนักงานตำรวจร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 พร้อมกัญชา 600 ซอง กัญชาแห้ง 35 ซอง กัญชาอัดแท่ง 1 แท่ง ก้านกัญชา 2 ถุง และยางกัญชา 1 ก้อน กล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำผิดฐานผลิตกัญชา วันที่ 16 สิงหาคม 2556 โจทก์จดทะเบียนรับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจากจำเลยที่ 1 ระบุว่าเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน 742,000 บาท มีกำหนดไถ่ถอนภายใน 6 เดือน วันที่ 1 ตุลาคม 2556 เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดให้ตรวจสอบทรัพย์สินและมีคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ชั่วคราว 11 รายการ ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีมติให้อายัดทรัพย์สิน รวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 107 วันที่ 25 มีนาคม 2558 ศาลอาญามีคำสั่งให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 107 ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 27, 29 และ 31 คดีถึงที่สุดแล้ว วันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดมีหนังสือถึงโจทก์ขอดำเนินการให้ที่ดินตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 โจทก์มอบอำนาจให้นายวัชระ ทนายความจัดทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่กองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จำเลยทั้งสองได้รับแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับจำนองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ผู้รับจำนองฟ้องบังคับจำนองตามสิทธิจำนองที่การจำนองนั้นได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ สิทธิจำนองของผู้รับจำนองนั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 กำหนดว่า จะเกิดขึ้นเฉพาะต่อเมื่อผู้จำนองเอาทรัพย์สินตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และตามมาตรา 714 การตราไว้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยต้องบันทึกไว้ในทะเบียนซึ่งเป็นเอกสารมหาชนที่ประชาชนทั่วไปสามารถตรวจสอบได้ ผลของการตราไว้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งดังกล่าวนั้น มาตรา 702 วรรคสอง บัญญัติว่า "ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญ มิพักต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือหาไม่" สิทธิจำนองจึงเป็นทรัพยสิทธิ แม้มีการโอนทรัพย์จำนองไปยังบุคคลอื่นที่ไม่ใช่เจ้าของเดิม ทรัพยสิทธิของผู้รับจำนองก็ยังติดไปกับตัวทรัพย์ ผู้รับจำนองตามไปบังคับจำนองเอากับผู้รับโอนทรัพย์สินซึ่งจำนองได้ ไม่ว่าทรัพย์จำนองจะถูกโอนไปกี่ทอดก็ตาม และมาตรา 715 บัญญัติว่า "ทรัพย์สินซึ่งจำนองย่อมเป็นประกันเพื่อการชำระหนี้กับทั้งค่าอุปกรณ์ต่อไปนี้ด้วย คือ (1) ดอกเบี้ย..." วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งที่กฎหมายบัญญัติไว้เช่นนั้น ก็คือเพื่อคุ้มครองเสรีภาพในทางทรัพย์สินตามหลักนิติรัฐในระบอบเสรีประชาธิปไตย ให้บุคคลในภาคเอกชนที่ยอมมอบเงินของตนให้แก่ผู้อื่นกู้ยืมไปใช้ประโยชน์มั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับเงินกู้ยืมพร้อมผลประโยชน์กลับคืนเพราะมีทรัพย์สินเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ โดยมีสิทธิบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ตราไว้เป็นหลักประกันนั้นดีกว่าเจ้าหนี้อื่นและยังมีสิทธิดังที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 722 ที่บัญญัติว่า "ถ้าทรัพย์สินได้จำนองแล้ว และภายหลังที่จดทะเบียนจำนองมีจดทะเบียนภาระจำยอมหรือทรัพยสิทธิอย่างอื่น โดยผู้รับจำนองมิได้ยินยอมด้วยไซร้ ท่านว่าสิทธิจำนองย่อมเป็นใหญ่กว่าภาระจำยอมหรือทรัพยสิทธิอย่างอื่นนั้น หากว่าเป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของผู้รับจำนองในเวลาบังคับจำนอง ก็ให้ลบสิทธิที่กล่าวหลังนั้นเสียจากทะเบียน" และมาตรา 730 ที่บัญญัติว่า "เมื่อทรัพย์สินอันหนึ่งอันเดียวได้จำนองแก่ผู้รับจำนองหลายคนด้วยกัน ท่านให้ถือลำดับผู้รับจำนองเรียงตามวันและเวลาจดทะเบียน และผู้รับจำนองคนก่อนจักได้รับใช้หนี้ก่อนผู้รับจำนองคนหลัง" ส่วนผู้กู้ยืมก็ได้เงินไปหมุนเวียนในทางเศรษฐกิจ อันเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์ในทางทรัพย์สินและเกิดหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น นอกจากสิทธิจำนองย่อมไม่ตกไปจากการโอนทรัพย์ที่จำนองไปแล้ว แม้หนี้ที่จำนองเป็นประกันขาดอายุความไปแล้ว ตามมาตรา 745 ก็ยังให้บังคับจำนองได้ การเพิกถอนความสมบูรณ์ของนิติกรรมการจำนองจึงคงทำได้เพียงตามบทบัญญัติว่าด้วยความสมบูรณ์แห่งนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรรม เช่น หากเป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้มีการกู้ยืมและจำนองกันจริง ย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง หรือหากผู้จำนองไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์ที่จำนอง การจำนองย่อมไม่สมบูรณ์มาแต่แรกตามมาตรา 705 และเมื่อการจำนองเป็นทรัพยสิทธิซึ่งถือเป็นทรัพย์สินของบุคคลในภาคเอกชน โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 37 ก็บัญญัติรับรองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลไว้ว่า การจำกัดสิทธิในทางทรัพย์สินต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น แม้แต่การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ก็ยังต้องมีกฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของด้วย ดังนั้น รัฐโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐย่อมไม่อาจกระทำการใดให้มีผลกระทบต่อสิทธิในทางทรัพย์สินของบุคคลโดยไม่มีกฎหมายให้อำนาจอย่างชัดเจนได้ เมื่อพิเคราะห์ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 แล้ว กองทุนเกิดขึ้นโดยมาตรา 34 และมาตรา 35 บัญญัติว่า กองทุนตามมาตรา 34 ประกอบด้วยทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุน... (2) ทรัพย์สินที่มีผู้ให้ (3) ทรัพย์สินที่ได้รับจากรัฐบาล (4) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) และ (3) มาตรา 36 กองทุนตามมาตรา 35 ให้เป็นของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 37 การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินกำหนดโดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง แม้พระราชบัญญัติดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยมาตรา 4 (17) และ (18) ของพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 บัญญัติให้ยกเลิกพระราชบัญญัติดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 88 ยังคงบัญญัติถึงสินทรัพย์ของกองทุนไว้ว่า "กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้ (1) เงินและทรัพย์สินที่โอนมาจากกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 (2) ทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนตามมาตรา 81 มาตรา 82 มาตรา 86 และมาตรา 186 … (5) ผลประโยชน์ที่เกิดจากทรัพย์สินตาม (1) (2) (3) และ (4)" และวรรคสอง บัญญัติว่า "เงินและทรัพย์สินของกองทุนตามวรรคหนึ่ง ไม่ต้องส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน" มาตรา 89 บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการ ป.ป.ส.วางระเบียบเกี่ยวกับการบริหารและการดำเนินการของกองทุนในเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้ (1)... (2) การจัดหาผลประโยชน์ การจัดการ และการจำหน่ายทรัพย์สินของกองทุน (3) การรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินของกองทุน (4) ค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนอื่นใดซึ่งจำเป็นต้องจ่ายแก่หน่วยงาน บุคคลภายนอก… เพื่อให้การดำเนินงานตามประมวลกฎหมายนี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้นให้จ่ายจากกองทุน..." ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงว่า ทรัพย์สินของกองทุนอาจงอกเงยหรือลดทอนลงได้ โดยการหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินที่มีอยู่ตามอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารกองทุน กองทุนจึงย่อมมีทั้งสิทธิ หน้าที่และความรับผิดต่อผู้ที่กองทุนมีนิติสัมพันธ์ด้วยและต่อผู้อื่นที่มีสิทธิเหนือทรัพย์สินที่กองทุนได้รับมาได้ ดังนั้น เงินและทรัพย์สินของกองทุนที่กองทุนได้รับมาโดยกฎหมาย หากยังมีภาระผูกพันตามกฎหมายใด ๆ กองทุนก็ยังมีหน้าที่ความรับผิดตามกฎหมายนั้น ๆ ต่อไป การที่พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 31 บัญญัติให้ทรัพย์สิน "ตกเป็นของกองทุน" ไม่ได้บัญญัติว่า "ให้ตกเป็นของแผ่นดิน" จึงย่อมต่างจากให้ "ตกเป็นของแผ่นดิน" แม้กระทั่งทรัพย์สินใดที่กฎหมายบัญญัติให้ตกเป็นของแผ่นดินแล้วดังเช่นที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 35 ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริงที่ปรากฏในภายหลังไม่ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ทั้งนี้เพราะรัฐยังมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 37 ในการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล การจำกัดสิทธิดังกล่าว มาตรา 37 วรรคสอง บัญญัติว่าต้อง "ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ" เท่านั้น เมื่อสิทธิของผู้รับจำนอง มีกฎหมายบัญญัติรับรองสิทธิต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน และไม่มีกฎหมายใดออกมาในลักษณะจำกัดสิทธิดังกล่าว จึงไม่อาจตีความไปในทางจำกัดสิทธิได้ การที่มาตรา 1307 บัญญัติว่า "ท่านห้ามมิให้ยึดทรัพย์สินของแผ่นดินไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่" มิได้หมายความว่ารัฐไม่ต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันใด ๆ ในทรัพย์สิน เพราะยังมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ มีอำนาจ หน้าที่ รวมทั้งความรับผิดชอบตามกฎหมายที่ต้องปฏิบัติหน้าที่คืนทรัพย์สินของรัฐให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับตามกฎหมาย ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้ตกเป็นของกองทุน คดีถึงที่สุดแล้ว ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงตกเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินแล้ว นับแต่วันที่ศาลอาญามีคำสั่งให้ริบ มิใช่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 อีกต่อไป ทั้งทรัพย์สินของแผ่นดินย่อมไม่อาจยึดเพื่อการบังคับคดีไม่ว่าด้วยเหตุใด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1307 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินคดีให้ตกเป็นของกองทุนหรือไม่ เห็นว่า แม้ได้ความว่าจำเลยที่ 1 ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับตั้งแต่วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2556 ในความผิดฐานผลิตกัญชา แล้วอีกประมาณ 6 เดือน ต่อมา คือ วันที่ 16 สิงหาคม 2556 โจทก์เพิ่งจดทะเบียนรับจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน แต่โจทก์ก็มีพยานหลักฐานแสดงว่าโจทก์ประกอบธุรกิจปล่อยเงินให้กู้ยืมเป็นปกติมาก่อน สำหรับการให้กู้ยืมเงินแก่จำเลยที่ 1 นั้น มีนายหน้าชื่อนายธนาศักดิ์ เป็นผู้แนะนำจำเลยที่ 1 ให้มากู้ยืมเงินโจทก์ โดยมีตัวโจทก์กับนายธนาศักดิ์ซึ่งเป็นนายหน้ามาเบิกความยืนยัน มีรายละเอียดที่สอดคล้องกันโดยโจทก์เบิกความว่า นายหน้าส่งข้อมูลเกี่ยวกับที่ดินมาให้โจทก์ดูผ่านทางแอพพลิเคชันไลน์ นายหน้าชื่อ นายพันวา และนายธนศักดิ์ โจทก์เข้าไปตรวจสถานที่ ประเมินราคา เปรียบเทียบกับราคาที่จำเลยที่ 1 ต้องการแล้วปรากฏว่าราคาซื้อขายที่ดินพิพาทน่าจะ 3,000,000 บาท ขึ้นไป เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาว่าจะไม่สามารถชำระหนี้ได้ จึงยอมปล่อยกู้ โดยมีนายธนศักดิ์ มาเบิกความเป็นพยานโจทก์สอดคล้องต้องกัน กับมีสำเนารายการเดินบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. ว่า มีการถอนเงิน 600,000 บาท จากบัญชีดังกล่าวซึ่งเป็นบัญชีของสามีโจทก์ในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 เวลา 14.31 นาฬิกา อันเป็นวันที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินและจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้ ณ สำนักงานที่ดินที่อยู่ใกล้กับธนาคาร เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 มีนายชญทัธ นิติกรปฏิบัติการ กองกฎหมาย นายเสริมชัย นักสืบสวนสอบสวนชำนาญการ เบิกความประกอบเอกสาร แล้วให้เหตุผลของความเชื่อว่าโจทก์และจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมกู้ยืมเงินและจำนองโดยมีเจตนาลวงสรุปว่า เพราะจำนองที่ดินกันหลังจำเลยที่ 1 ถูกจับ โจทก์ไม่ได้ทำการตรวจที่มาที่ไปถึงสาเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องจำนอง ไม่ตรวจสอบสภาพที่ตั้ง ทำเลที่ดินก่อน ประกอบกับจำเลยที่ 1 เคยให้ถ้อยคำว่ามีทรัพย์สินจำนวนมากจึงไม่น่ามีเหตุต้องจำนองที่ดิน ทั้งโจทก์ยังมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปทำสัญญา แหล่งที่มาของเงินที่นำมาให้กู้ก็ไม่มี ไม่มีหลักฐานการส่งมอบเงินแก่จำเลยที่ 1 และยังปล่อยเวลาให้เนิ่นนานจึงฟ้องคดี เหตุผลของพยานจำเลยที่ 2 ดังกล่าวนั้น ล้วนเป็นการคาดเดาเอาเอง การจำนองที่ดินหลังจากจำเลยที่ 1 ถูกจับก็มีความเป็นไปได้เช่นกันว่าจำเลยที่ 1 จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการต่อสู้คดี การที่จำเลยที่ 1 เคยอ้างว่ามีทรัพย์สินจำนวนมากก็คงเป็นเพียงข้ออ้างจะมีเหตุผลใดก็ไม่ชัดเจน ในข้อที่ว่าไม่ได้ไปตรวจสอบทรัพย์สินก่อน ก็เป็นการยันกันไปมาเพราะต่างกันกับที่โจทก์เบิกความ การมอบอำนาจให้ไปทำนิติกรรมนั้นไม่ได้มีกฎหมายห้ามและเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติ แหล่งที่มาของเงินโจทก์ก็มีหลักฐานการเบิกเงินจากบัญชีในวันเดียวกันและในจำนวนที่ใกล้เคียงกันกับที่ระบุในสัญญา ส่วนการที่ไม่ได้ฟ้องคดี โจทก์ก็เบิกความยืนยันว่าเพราะต้องให้การดำเนินการของจำเลยที่ 2 มีความชัดเจนก่อน ซึ่งก็เพิ่งมีความชัดเจนก่อนโจทก์ฟ้องไม่นาน ดังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า วันที่ 21 เมษายน 2564 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเพิ่งมีหนังสือถึงโจทก์ ขอดำเนินการให้ที่ดินตกเป็นของกองทุน และวันที่ 27 พฤษภาคม 2564 โจทก์มอบอำนาจให้นายวัชระ ทนายความจัดทำหนังสือชี้แจงรายละเอียดและบอกกล่าวบังคับจำนองแก่กองทุน พยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวกับข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 6 ที่ว่า "ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า บุคคลทุกคนกระทำการโดยสุจริต" ประกอบกับจำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าโจทก์รับจำนองโดยมีการแสดงเจตนาลวง จำเลยที่ 2 ย่อมมีภาระการพิสูจน์ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้มากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 2 เชื่อได้ว่าการทำสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาจำนองระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงมิให้ที่ดินพิพาทที่พนักงานเจ้าหน้าที่ยึดดำเนินคดีตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด อย่างไรก็ตาม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 วรรคสอง สัญญายืมใช้สิ้นเปลืองย่อมบริบูรณ์ต่อเมื่อส่งมอบทรัพย์สินที่ยืม คดีนี้โจทก์อ้างในฟ้องว่าเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2556 จำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินจากโจทก์ไป 742,000 บาท โดยโจทก์มีหลักฐานที่ชัดเจนถึงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาให้กู้ยืมเงินว่ามาจากเงินฝากในธนาคาร แต่ตามหลักฐานดังกล่าวเงินที่ถอนออกมาในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 มีเพียง 600,000 บาท สำหรับเงินส่วนที่เกินกว่า 600,000 บาท ดังกล่าว แม้โจทก์อ้างว่าส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ในวันปล่อยกู้เช่นกันนั้น แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีอยู่จริงเพราะตามรายการบัญชีนั้น ในวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ยังมีเงินเหลืออยู่ในบัญชีอีก 257,169.15 บาท ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนว่าเหตุใดจึงไม่ถอนมาให้ครบ 742,000 บาท ทั้งโจทก์ยังเบิกความยอมรับว่า "ในส่วนของดอกเบี้ยตามสัญญาจำนอง คดีนี้ ข้าฯ ได้หักดอกเบี้ยออกมาเรียบร้อยแล้ว" อันส่อแสดงว่าไม่ได้จ่ายเงินไปครบถ้วน 742,000 บาท จริง เชื่อว่าจ่ายไป 600,000 บาท ที่เหลืออีก 142,000 บาท เป็นดอกเบี้ย และยังคิดดอกเบี้ยตามที่ระบุในสัญญาอีกร้อยละ 15 ต่อปี เชื่อว่าโดยรวมแล้วโจทก์คิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่กฎหมายกำหนดให้โจทก์พึงเรียกได้ ดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ โจทก์มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยได้เฉพาะดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราตามกฎหมาย คือ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กล่าวคือร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ครบกำหนดชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน คือ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าว นับถัดจากวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2557 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ หากไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 107 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 20,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




