
| เจ้าหนี้จำนองมีสิทธิรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ เมื่อทรัพย์จำนองถูกยึดขายทอดตลาดและสัญญากำหนดให้การถูกยึดเป็นเหตุผิดนัด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในการขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ผู้กู้จำนองไว้เป็นหลักประกัน แม้การยึดทรัพย์ดังกล่าวจะมิใช่การกระทำของผู้กู้ที่จะถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อสัญญาข้อ 7.4 แต่สัญญากู้ข้อ 7.6 กำหนดให้กรณีผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นเหตุผิดนัด เมื่อทรัพย์จำนองถูกยึดออกขายทอดตลาดจึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) ส่วนการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปหากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ถอนการบังคับคดี ต้องดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามขั้นตอนในมาตรา 327 มิใช่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เข้าสวมสิทธิโดยตรง สาระสำคัญที่สุดของคดี เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่จำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด สัญญากู้กำหนดให้กรณีผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นเหตุผิดนัด เมื่อทรัพย์จำนองถูกยึด จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามมาตรา 324 (1) (ข) ส่วนการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปเมื่อมีการถอนการบังคับคดี ต้องดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 327 คำถามที่น่าสนใจ 1. ทรัพย์จำนองถูกเจ้าหนี้รายอื่นนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดขายทอดตลาด ถือเป็นเหตุผิดนัดตามสัญญากู้ได้หรือไม่ 2. เจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ 3. หากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ถอนการบังคับคดี เจ้าหนี้จำนองต้องดำเนินการต่อศาลหรือต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี สรุปข้อเท็จจริง นายธรรมรัตน์และจำเลยร่วมกันทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้อง 2 ฉบับ เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ฉบับแรกจำนวน 2,340,000 บาท และฉบับที่สองจำนวน 130,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยแก่ผู้ร้องเป็นรายเดือน และกำหนดให้ชำระหนี้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2589 เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ตามสัญญากู้ทั้งสองฉบับ นายธรรมรัตน์และจำเลยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งอีกคดีหนึ่งพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 97,103.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปีของต้นเงิน 80,493.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น และขอให้มีคำสั่งขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง หากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการหรือสละสิทธิในการบังคับคดี ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป คำวินิจฉัยและหลักกฎหมาย ปัญหาสำคัญประการแรกคือ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองจะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์จำนองได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ ผู้ร้องกล่าวอ้างว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาดเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้ข้อ 7.4 และข้อ 7.6 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด มิใช่การกระทำของจำเลยหรือนายธรรมรัตน์ อันจะถือว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.4 อย่างไรก็ตาม สัญญากู้ข้อ 7 ระบุว่า เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดตามที่กำหนดไว้ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญา และข้อ 7.6 ระบุถึงกรณีที่ผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด จึงถือเป็นกรณีที่นายธรรมรัตน์และจำเลยถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สินตามข้อ 7.6 และเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว เมื่อเกิดเหตุผิดนัดตามข้อสัญญาดังกล่าว ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) ส่วนข้อฎีกาอื่นของผู้ร้องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยและนายธรรมรัตน์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดระยะเวลากู้เงินและตามข้อสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกัน ศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำต้องวินิจฉัยอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง การสวมสิทธิบังคับคดีตามมาตรา 327 ปัญหาอีกประการหนึ่งคือ หากโจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีหรือถอนการบังคับคดี ผู้ร้องจะขอให้ศาลมีคำสั่งให้เข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ได้หรือไม่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อมีการถอนการบังคับคดี ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคำบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคำร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า บุคคลดังกล่าวอาจขอเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไป โดยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันส่งคำบอกกล่าว มาตรา 327 วรรคสอง กำหนดกรณีมีผู้ยื่นคำร้องหลายคน โดยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเรียกผู้ยื่นคำร้องทุกคนมาทำความตกลงเลือกบุคคลหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการบังคับคดีต่อไป หากไม่สามารถตกลงกันได้ ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์เรื่องจำนวนหนี้และลำดับความเก่าของหนี้ตามที่กฎหมายกำหนด บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดขั้นตอนการเข้าดำเนินการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิบังคับคดีไว้เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งผู้ร้องต้องดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี แตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคแปดเดิม ที่กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ได้ ดังนั้น หากโจทก์ถอนการบังคับคดี ผู้ร้องต้องดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามขั้นตอนในมาตรา 327 ศาลฎีกาจึงยกคำขอของผู้ร้องในส่วนที่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนโจทก์ วิเคราะห์หลักกฎหมายและผลทางกฎหมาย สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การพิจารณาข้อสัญญากู้ประกอบกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น แม้การยึดทรัพย์จำนองจะเกิดจากการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการ มิใช่การกระทำของผู้กู้โดยตรง และจึงไม่เข้าข้อสัญญาข้อ 7.4 แต่เมื่อสัญญาข้อ 7.6 กำหนดถึงกรณีที่ผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้โดยเฉพาะ การยึดทรัพย์จำนองที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุผิดนัดตามข้อสัญญาดังกล่าว ผลของเหตุผิดนัดทำให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองสามารถใช้สิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามมาตรา 324 (1) (ข) ขณะเดียวกัน ต้องแยกสิทธิขอรับชำระหนี้ก่อนออกจากขั้นตอนการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไป การได้รับอนุญาตให้รับชำระหนี้ก่อนมิได้ทำให้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองเข้าสวมสิทธิบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ผู้ยึดทรัพย์โดยอัตโนมัติ หากมีการถอนการบังคับคดี ผู้มีสิทธิต้องดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 327 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เนื่องจากการที่ทรัพย์ของผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดเข้ากรณีเหตุผิดนัดตามสัญญาข้อ 7.6 ส่วนคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก รวมถึงคำขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิบังคับคดี เพราะการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปต้องดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามมาตรา 327 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การพิจารณาสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในการขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นต้องพิจารณาข้อสัญญาเกี่ยวกับเหตุผิดนัดประกอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากสัญญากำหนดให้การที่ผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นเหตุผิดนัด เมื่อเกิดการยึดทรัพย์ขึ้นจริงย่อมเข้าข้อสัญญาดังกล่าว แม้การยึดนั้นจะเกิดจากการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นเป็นผู้ขอให้ดำเนินการก็ตาม เมื่อเกิดเหตุผิดนัดตามข้อสัญญา เจ้าหนี้ผู้รับจำนองย่อมสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 324 (1) (ข) ขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้ แต่สิทธิดังกล่าวต้องแยกออกจากการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไป หากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ถอนการบังคับคดี ผู้มีสิทธิต้องดำเนินการตามขั้นตอนของมาตรา 327 ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในการขอรับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น เมื่อทรัพย์จำนองถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึด และสัญญากู้กำหนดให้การถูกยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นเหตุผิดนัด รวมทั้งขั้นตอนการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปเมื่อเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ถอนการบังคับคดี มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) และมาตรา 327 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เจ้าหนี้จำนองรับชำระหนี้ก่อน เมื่อการยึดทรัพย์ทำให้เกิดเหตุผิดนัดตามข้อสัญญา ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามมาตรา 324 (1) (ข) สวมสิทธิบังคับคดี เมื่อเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ถอนการบังคับคดี ผู้มีสิทธิเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปต้องปฏิบัติตามมาตรา 327 โดยดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามขั้นตอนและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด มิใช่ขอให้ศาลมีคำสั่งให้เข้าสวมสิทธิโดยตรง หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษานี้มีประเด็นสำคัญสองประการ คือ สิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในการขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น และขั้นตอนการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปในกรณีที่เจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ถอนการบังคับคดี ประเด็นแรก การพิจารณาเหตุผิดนัดต้องพิจารณาตามข้อสัญญาที่คู่สัญญากำหนดไว้ การที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมิใช่การกระทำของจำเลยหรือนายธรรมรัตน์ จึงไม่เป็นเหตุผิดนัดตามข้อ 7.4 แต่สัญญาข้อ 7.6 กำหนดเหตุผิดนัดอีกกรณีหนึ่งไว้โดยเฉพาะ คือ ผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สิน เมื่อทรัพย์ของผู้กู้ถูกยึดตามข้อเท็จจริง จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.6 เมื่อเกิดเหตุผิดนัดดังกล่าว ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามมาตรา 324 (1) (ข) โดยไม่จำต้องวินิจฉัยข้ออ้างอื่นของผู้ร้องเกี่ยวกับการผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดและข้อสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองอีก เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ประเด็นที่สอง สิทธิในการขอรับชำระหนี้ก่อนกับสิทธิในการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปเป็นคนละขั้นตอน แม้ผู้ร้องจะได้รับอนุญาตให้รับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น แต่หากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ถอนการบังคับคดี การเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปต้องเป็นไปตามมาตรา 327 ซึ่งกำหนดให้ดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี หลักดังกล่าวแตกต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคแปดเดิม ซึ่งกำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ได้ ภายใต้บทบัญญัติมาตรา 327 ขั้นตอนดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้มีสิทธิต้องดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด คำพิพากษานี้จึงแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองในการได้รับชำระหนี้จากเงินขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่น กับวิธีการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อจากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ การได้รับอนุญาตตามมาตรา 324 มิได้ทำให้เจ้าหนี้ผู้รับจำนองเข้าสวมสิทธิบังคับคดีได้โดยอัตโนมัติ หากมีการถอนการบังคับคดี ยังต้องดำเนินการตามมาตรา 327 ต่อไป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ทรัพย์ที่จำนองไว้ถูกเจ้าหนี้รายอื่นนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดขายทอดตลาด ถือว่าผู้กู้ผิดนัดได้หรือไม่ คำตอบ ถือเป็นเหตุผิดนัดได้หากสัญญากู้กำหนดให้การที่ผู้กู้ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นเหตุผิดนัด เมื่อมีการยึดทรัพย์เกิดขึ้นจริงย่อมเข้าข้อสัญญาดังกล่าว แม้การยึดทรัพย์จะเกิดจากการที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษารายอื่นขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการก็ตาม 2. คำถาม เจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ คำตอบ เมื่อเกิดเหตุผิดนัดตามข้อสัญญา ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) 3. คำถาม หากเจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ถอนการบังคับคดี เจ้าหนี้จำนองขอให้ศาลสั่งให้เข้าสวมสิทธิได้หรือไม่ คำตอบ การเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 เมื่อมีการถอนการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องส่งคำบอกกล่าวให้บุคคลผู้มีสิทธิตามที่กฎหมายกำหนดทราบ และบุคคลดังกล่าวอาจขอเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปโดยยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันส่งคำบอกกล่าว 4. คำถาม การได้รับอนุญาตให้รับชำระหนี้ก่อนทำให้เจ้าหนี้จำนองมีสิทธิดำเนินการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้เดิมทันทีหรือไม่ คำตอบ ไม่ทำให้มีสิทธิเข้าดำเนินการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้เดิมโดยอัตโนมัติ เพราะสิทธิขอรับชำระหนี้ก่อนตามมาตรา 324 กับขั้นตอนการเข้าดำเนินการบังคับคดีต่อไปตามมาตรา 327 เป็นคนละขั้นตอน หากมีการถอนการบังคับคดี ผู้มีสิทธิต้องดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3191/2568 ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาด เป็นกรณีที่จำเลยและ ธ. ก่อให้เกิดภาระผูกพันใดๆ เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกัน และ/หรือทำให้เสื่อมราคาหรือลดน้อยถอยลงซึ่งทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันหรือกระทำการใดๆ อันทำให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากหลักประกันลดลง การกระทำของจำเลยและ ธ. จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญา เป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเหตุผิดนัดผิดสัญญาตามสัญญากู้เงินตามข้อสัญญาข้อ 7.4 และ 7.6 แม้ว่าการที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมิใช่การกระทำของจำเลยหรือ ธ. อันจะถือว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.4 ก็ตาม แต่สัญญากู้เงินข้อ 7 ระบุว่า เหตุผิดนัดผิดสัญญา เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้ และข้อ 7.6 ระบุว่า ผู้กู้... ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึด หรืออายัดทรัพย์สินใด ๆ ของผู้กู้... ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด จึงถือว่าเป็นกรณีที่จำเลยและ ธ. ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สินใดๆ ไว้ตามสัญญาข้อ 7.6 จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 324 (1) (ข) ส่วนที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิบังคับคดีและดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีที่โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดีหรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีนั้น แม้จะถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิในการบังคับคดีในกรณีที่เจ้าหนี้ถอนการบังคับคดีได้ แต่ในกรณีดังกล่าว ป.วิ.พ. มาตรา 327 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ได้กำหนดขั้นตอนของการสวมสิทธิเข้าบังคับคดีแทนโจทก์ผู้ใช้สิทธิบังคับคดีไว้เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป ต่างจาก ป.วิ.พ. มาตรา 290 วรรคแปด (เดิม) ที่กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น กรณีที่โจทก์ถอนการบังคับคดีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 97,103.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,493.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้มีคำสั่งขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง หากโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการหรือสละสิทธิในการบังคับคดี ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นในชั้นฎีการับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2559 นายธรรมรัตน์และจำเลยร่วมกันทำสัญญากู้เงินจากผู้ร้อง 2 ฉบับ ฉบับแรกเป็นเงิน 2,340,000 บาท ฉบับที่สอง เป็นเงิน 130,000 บาท ตกลงผ่อนชำระต้นเงินและดอกเบี้ยให้แก่ผู้ร้องเป็นรายเดือน ตามสัญญากู้ฉบับแรกเดือนละไม่น้อยกว่า 14,600 บาท ตามสัญญากู้ฉบับที่สอง เดือนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท ตกลงผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้ทั้งสองฉบับภายในวันที่ 21 ของทุกเดือน เริ่มเดือนแรกเดือนกรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป และสัญญาว่าจะชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 28 มิถุนายน 2589 เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสองฉบับดังกล่าว นายธรรมรัตน์และจำเลยได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจดทะเบียนจำนองไว้แก่ผู้ร้อง ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2561 ศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 11265/2561 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 97,103.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 80,493.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คดีถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมายื่นคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจำนองจะบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์จำนองได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหรือไม่ นั้น เห็นว่า ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่นว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองยึดทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาด จึงเป็นกรณีที่จำเลยและนายธรรมรัตน์ก่อให้เกิดภาระผูกพันใดๆ เหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันและ/หรือทำให้เสื่อมราคาหรือลดน้อยถอยลงซึ่งทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันหรือกระทำการใด ๆ อันทำให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากหลักประกันลดลง การกระทำของจำเลยและนายธรรมรัตน์จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญา เป็นกรณีที่ผู้ร้องกล่าวอ้างเหตุผิดนัดผิดสัญญาทั้งในข้อ 7.4 และ 7.6 แม้ว่าการที่โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีโดยยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดมิใช่การกระทำของจำเลยหรือนายธรรมรัตน์ อันจะถือว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อ 7.4 ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย แต่ตามสัญญากู้เงินดังกล่าว ข้อ 7 ระบุไว้ว่า "เหตุผิดนัดผิดสัญญา เมื่อมีเหตุการณ์หนึ่งเหตุการณ์ใดดังต่อไปนี้ ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดผิดสัญญานี้" และข้อ 7.6 ระบุไว้ด้วยว่า "ผู้กู้...ถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึด หรืออายัดทรัพย์สินใดๆ ของผู้กู้..." เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า โจทก์ขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งจำนองไว้แก่ผู้ร้องออกขายทอดตลาด ถือว่าเป็นกรณีที่นายธรรมรัตน์และจำเลยถูกเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายยึดทรัพย์สินใดๆ ไว้ตามข้อ 7.6 จึงเป็นการผิดนัดผิดสัญญาตามข้อสัญญาดังกล่าว อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้ชำระหนี้และบังคับจำนองได้ ดังนั้นผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงมีสิทธิขอรับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) (ข) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น สำหรับฎีกาข้ออื่นของผู้ร้องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยและนายธรรมรัตน์ผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามกำหนดระยะเวลากู้เงินดังกล่าวและตามข้อสัญญาต่อท้ายหนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิบังคับคดีและดำเนินการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีที่โจทก์สละสิทธิในการบังคับคดี หรือเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีนั้น เห็นว่า แม้กรณีจะถือว่าผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิขอเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนเจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิในการบังคับคดีในกรณีที่เจ้าหนี้ถอนการบังคับคดีได้ก็ตาม แต่ในกรณีดังกล่าวประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 327 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีให้เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งคําบอกกล่าวถอนการบังคับคดีให้ผู้ยื่นคําร้องขอซึ่งได้รับอนุญาตจากศาลตามมาตรา 324 หรือเจ้าหนี้ผู้ขอเฉลี่ยซึ่งได้รับอนุญาตตามมาตรา 326 ทราบโดยไม่ชักช้า โดยบุคคลดังกล่าวอาจขอเข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไปจากเจ้าหนี้ ผู้ขอยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้อง โดยยื่นคําร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันส่งคําบอกกล่าวถึงบุคคลเช่นว่านั้น ถ้ามีผู้ยื่นคําร้องภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้ผู้นั้นเป็นผู้ขอดําเนินการบังคับคดีต่อไป ถ้าไม่มีผู้ยื่นคําร้องภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดทรัพย์สินหรืออายัดสิทธิเรียกร้องนั้น" วรรคสองบัญญัติว่า "ในกรณีที่มีผู้ยื่นคําร้องหลายคน ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีออกหมายเรียกให้ผู้ยื่นคําร้องทุกคนมาทําความตกลงกัน เลือกคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ดําเนินการบังคับคดีต่อไป แต่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ให้ผู้ยื่นคําร้องซึ่งมาตามหมายเรียกและมีจํานวนหนี้มากที่สุดเป็นผู้ดําเนินการบังคับคดีต่อไป ถ้าผู้ยื่นคําร้องดังกล่าวมีจํานวนหนี้มากที่สุดเท่ากันหลายคน ให้ผู้ยื่นคําร้องซึ่งมีหนี้รายเก่าที่สุดเป็นผู้เข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไป ในกรณีที่ผู้ยื่นคําร้องรายใดไม่มาตามหมายเรียกให้ถือว่าผู้ยื่นคําร้องรายนั้นสละสิทธิที่จะเป็นผู้เข้าดําเนินการบังคับคดีต่อไป..." ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวได้กำหนดขั้นตอนของการสวมสิทธิเข้าบังคับคดีแทนโจทก์ผู้ใช้สิทธิบังคับคดีไว้เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการทางเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป ต่างจากประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 290 วรรคแปด (เดิม) ที่กำหนดให้ศาลอาจมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิในการบังคับคดีแทนโจทก์ในกรณีดังกล่าวได้ ดังนั้น กรณีที่โจทก์ถอนการบังคับคดีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ร้องจะต้องไปดำเนินการต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีต่อไป จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ พิพากษากลับว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 90193 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
|




