
| จำนองประกันหนี้กู้ยืมเงินหรือประกันหนี้อย่างอื่น พิสูจน์อย่างไร และฟ้องแย้งขอเพิกถอนจำนองทำได้หรือไม่เมื่อโต้แย้งว่าหนี้จำนองระงับแล้ว
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างว่าเป็นการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง หรือเป็นการประกันหนี้ที่เกิดจากความเสียหายตามข้อตกลงเกี่ยวกับการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยโต้แย้ง ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการบังคับจำนองและการคงอยู่ของภาระหนี้จำนอง หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างคู่ความดังกล่าว ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่อาจอาศัยสัญญาจำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ในคดีนี้ได้ นอกจากนี้คดียังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการรับฟ้องแย้งของจำเลยที่ขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนอง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำขอดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมและสามารถพิจารณารวมกันได้ ไม่ใช่ฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขตามที่ศาลล่างวินิจฉัยไว้ สาระสำคัญที่สุดของคดี ข้อพิพาทสำคัญอยู่ที่การพิสูจน์ว่าการจำนองเป็นหลักประกันหนี้กู้ยืมเงินจริงหรือไม่ และเมื่อจำเลยอ้างว่าหนี้กู้ยืมไม่มีอยู่จริง การขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนองย่อมเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคำฟ้องเดิม ศาลจึงต้องรับฟ้องแย้งไว้พิจารณาพร้อมกัน คำถามที่น่าสนใจ 1. หากไม่มีการกู้ยืมเงินจริง สัญญาจำนองยังใช้บังคับเพื่อบังคับจำนองได้หรือไม่ 2. เมื่อลูกหนี้อ้างว่าหนี้จำนองระงับแล้ว สามารถฟ้องแย้งขอเพิกถอนการจำนองในคดีเดียวกันได้หรือไม่ 3. ฟ้องแย้งลักษณะใดจึงถือว่าเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมและศาลต้องรับไว้พิจารณาพร้อมกัน สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้เริ่มต้นจากข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับภาระหนี้ที่มีการนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมาจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกัน โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยเป็นลูกหนี้ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งทำขึ้นเพื่อประกันหนี้เงินกู้จำนวน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย และยังเป็นหนี้จากการผิดสัญญาเกี่ยวกับการโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลอีกส่วนหนึ่ง ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างคือ ก่อนเกิดข้อพิพาท โจทก์ได้ทำบันทึกข้อตกลงกับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูน ซึ่งมีจำเลยดำรงตำแหน่งนายกสมาคม โดยตกลงให้โจทก์เป็นผู้แทนรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ แต่ภายหลังสมาคมไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ตามข้อตกลง ส่งผลให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และมีการจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้เป็นหลักประกันหนี้ ต่อมาโจทก์เคยนำข้อพิพาทดังกล่าวไปฟ้องสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนและจำเลยต่อศาลชั้นต้น จนคู่ความตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลมีคำพิพากษาตามยอมให้ร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ แต่เมื่อไม่มีการชำระหนี้ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี ยึดทรัพย์จำนองและนำออกขายทอดตลาด โดยประกาศขายทอดตลาดในลักษณะที่ผู้ซื้อจะต้องรับภาระหนี้จำนองต่อไป ผลการขายทอดตลาดปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จำนองดังกล่าวเอง แต่โจทก์เห็นว่าจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ตามสัญญาจำนอง จึงยื่นฟ้องเรียกให้จำเลยชำระต้นเงิน ดอกเบี้ย และดำเนินการไถ่ถอนจำนอง หากไม่ชำระหนี้ก็ขอให้ทรัพย์จำนองตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามคำขอท้ายฟ้อง ฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า หนี้ที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นหนี้เงินกู้กับหนี้จากการผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลนั้น แท้จริงเป็นมูลหนี้เดียวกัน กล่าวคือ เมื่อสมาคมไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหายจากเหตุการณ์ดังกล่าว และต่อมาจึงมีการจดทะเบียนจำนองเพื่อประกันหนี้ดังกล่าวเท่านั้น มิใช่เป็นการประกันหนี้เงินกู้ เพราะไม่เคยมีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย และโจทก์ก็ไม่เคยส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลยแต่อย่างใด จากข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงเห็นว่า หากไม่มีหนี้เงินกู้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง การจำนองก็ไม่อาจถือเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ได้ ส่งผลให้โจทก์ไม่มีสิทธิใช้สัญญาจำนองดังกล่าวมาบังคับชำระหนี้ในคดีนี้ อีกทั้งภาระจำนองควรสิ้นสุดลง จำเลยจึงฟ้องแย้งขอให้ศาลบังคับโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนหรือระงับการจำนอง และหากโจทก์ไม่ดำเนินการก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ประเด็นสำคัญของข้อเท็จจริงในคดีจึงไม่ได้อยู่เพียงว่าจำเลยยังเป็นหนี้โจทก์หรือไม่ แต่ยังรวมถึงการพิสูจน์ว่าการจดทะเบียนจำนองเกิดขึ้นเพื่อประกันหนี้ประเภทใด และเมื่อจำเลยโต้แย้งว่าหนี้กู้ยืมไม่มีอยู่จริง การขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนองจะถือเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมและสามารถพิจารณาในคดีเดียวกันได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นที่หนึ่ง เรื่องลักษณะของข้อพิพาท ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากการกำหนดประเด็นแห่งคดีโดยพิจารณาจากคำฟ้องและคำให้การของคู่ความเป็นสำคัญ พบว่าข้อพิพาทที่แท้จริงมิใช่เป็นเพียงการเรียกชำระหนี้ตามสัญญาจำนองเท่านั้น แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการมีอยู่ของมูลหนี้ที่สัญญาจำนองใช้เป็นหลักประกันด้วย โจทก์ยืนยันว่าการจำนองเป็นหลักประกันหนี้กู้ยืมเงิน ส่วนจำเลยยืนยันว่าไม่เคยมีการกู้ยืมเงินเกิดขึ้น และการจำนองเกิดขึ้นเพื่อประกันความเสียหายจากกรณีผิดสัญญาเกี่ยวกับโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาลเท่านั้น ดังนั้น หากศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่จำเลยต่อสู้ว่าไม่เคยมีการกู้ยืมเงินจริง ย่อมส่งผลโดยตรงต่อสิทธิของโจทก์ในการบังคับจำนอง เพราะเมื่อหนี้ที่อ้างว่าได้รับการประกันไม่มีอยู่ การอาศัยสัญญาจำนองเพื่อเรียกชำระหนี้ก็ย่อมถูกโต้แย้งได้โดยตรง กล่าวอีกนัยหนึ่ง ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นเรื่องการมีหรือไม่มีหนี้กู้ยืม มิใช่ประเด็นแยกต่างหากจากการบังคับจำนอง แต่เป็นข้อพิพาทหลักที่กำหนดผลแห่งคดีทั้งหมด และเป็นเหตุให้คำขอของจำเลยเกี่ยวกับการเพิกถอนหรือระงับการจำนองเชื่อมโยงกับคำฟ้องของโจทก์โดยตรง ไม่ใช่เป็นข้อพิพาทใหม่ที่ต้องนำไปฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นที่สอง เรื่องคำขอเพิกถอนหรือระงับการจำนองเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาว่า คำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลยที่ให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง มิใช่คำขอที่ตั้งอยู่บนเงื่อนไขว่าจะมีผลต่อเมื่อศาลพิพากษาอย่างหนึ่งอย่างใดก่อน หากแต่เป็นคำขอที่เกิดจากการโต้แย้งสิทธิในประเด็นเดียวกับคำฟ้องของโจทก์โดยตรง เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะจำเลยยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่า การจดทะเบียนจำนองมิใช่การประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง อีกทั้งไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างคู่ความ และโจทก์ก็ไม่เคยส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลย เมื่อไม่มีหนี้กู้ยืม การจำนองซึ่งอ้างว่าใช้ประกันหนี้ดังกล่าวก็ย่อมไม่มีภาระหนี้ประเภทนั้นรองรับ ดังนั้น คำขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนองจึงเป็นผลทางกฎหมายที่จำเลยอ้างต่อเนื่องมาจากข้อเท็จจริงเดียวกันกับที่ใช้ต่อสู้คำฟ้อง มิใช่เป็นการเสนอข้อพิพาทใหม่หรือสร้างสิทธิเรียกร้องใหม่ขึ้นมา ศาลฎีกายังอธิบายว่า หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จำนองก็ย่อมระงับสิ้นไปโดยไม่มีภาระหนี้จำนองเพื่อประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่โจทก์ฟ้อง เมื่อเป็นเช่นนี้ โจทก์ย่อมเป็นผู้ที่ต้องดำเนินการเพื่อให้มีการไถ่ถอนหรือเพิกถอนการจำนอง เพื่อให้โฉนดที่ดินกลับคืนสู่สภาพปราศจากภาระผูกพัน ศาลจึงเห็นว่าคำขอของจำเลยเป็นคำขอที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ใช่คำขอที่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์ในอนาคตก่อนจึงจะใช้สิทธิได้ จึงไม่อาจถือว่าเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขตามที่ศาลล่างวินิจฉัยไว้ สาระสำคัญของคำวินิจฉัยส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า การพิจารณาว่าฟ้องแย้งมีเงื่อนไขหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะของสิทธิที่จำเลยอ้างและความสัมพันธ์กับข้อพิพาทในคำฟ้อง ไม่ใช่พิจารณาเพียงถ้อยคำของคำขอท้ายฟ้องแย้งเท่านั้น คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในประเด็นที่สาม เรื่องความเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าคำขอของจำเลยมิใช่ฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขแล้ว ศาลจึงวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องแย้งดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาในคดีเดียวกันหรือไม่ ศาลเห็นว่า ข้อพิพาททั้งหมดเกิดขึ้นจากนิติสัมพันธ์เดียวกัน กล่าวคือ การจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นหลักประกันหนี้ที่โจทก์กล่าวอ้าง โจทก์ใช้สัญญาจำนองเป็นฐานในการเรียกชำระหนี้และขอให้บังคับจำนอง ขณะที่จำเลยใช้ข้อเท็จจริงชุดเดียวกันโต้แย้งว่า การจำนองดังกล่าวมิได้ประกันหนี้กู้ยืมเงิน และเมื่อไม่มีหนี้ดังกล่าว ภาระจำนองย่อมสิ้นสุดลง จึงขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนอง จะเห็นได้ว่า ทั้งคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยต่างตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ใช้พยานหลักฐานชุดเดียวกัน และต้องอาศัยการวินิจฉัยประเด็นเดียวกันคือ ลักษณะของมูลหนี้ที่สัญญาจำนองใช้เป็นหลักประกัน หากศาลแยกให้จำเลยไปฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง ย่อมทำให้ต้องมีการนำพยานหลักฐานเดิมเข้าสืบซ้ำอีกครั้ง เสี่ยงต่อการมีคำพิพากษาที่แตกต่างกัน และไม่เป็นไปตามหลักการพิจารณาคดีที่มุ่งให้ข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกันได้รับการวินิจฉัยในคราวเดียว ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย ศาลชั้นต้นจึงควรรับฟ้องแย้งไว้พิจารณา ไม่ใช่มีคำสั่งไม่รับฟ้องแย้งดังเช่นที่ได้ดำเนินการไว้ หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคำวินิจฉัย จากเหตุผลของศาลฎีกา หลักกฎหมายที่ปรากฏอย่างชัดเจนในคดีนี้คือ การพิจารณาว่าฟ้องแย้งจะรับไว้ได้หรือไม่นั้น มิได้พิจารณาเฉพาะรูปแบบของคำขอ แต่ต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างคำฟ้องกับฟ้องแย้งว่ามีรากฐานมาจากข้อเท็จจริงและนิติสัมพันธ์เดียวกันหรือไม่ เมื่อสิทธิที่จำเลยอ้างเป็นผลโดยตรงจากการโต้แย้งข้ออ้างของโจทก์ และหากศาลรับฟังข้อเท็จจริงของจำเลยก็ย่อมส่งผลให้คำฟ้องของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ พร้อมกันนั้นยังทำให้เกิดสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนหรือระงับการจำนองได้ในคราวเดียว ฟ้องแย้งดังกล่าวย่อมเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม และสมควรได้รับการพิจารณาพร้อมกันในคดีเดียว เพื่อให้การวินิจฉัยข้อพิพาทเป็นไปอย่างครบถ้วนและไม่เกิดความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับเฉพาะคำให้การของจำเลย แต่ไม่รับฟ้องแย้ง โดยเห็นว่าฟ้องแย้งที่จำเลยขอให้โจทก์ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนหรือระงับการจำนองเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับไว้พิจารณา อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยภายหลังว่า ศาลชั้นต้นควรมีคำสั่งเพิ่มเติมว่าจำเลยยังมิได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนดังกล่าวที่จะต้องมีคำสั่ง 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งที่ไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ จึงพิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องแย้งของจำเลยมิใช่ฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข เนื่องจากเป็นคำขอที่เกิดจากการโต้แย้งสิทธิในประเด็นเดียวกับคำฟ้องของโจทก์โดยตรง หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างคู่ความ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิใช้สัญญาจำนองเป็นฐานในการบังคับชำระหนี้ และจำเลยย่อมมีสิทธิขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนองได้ คำขอดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมและสามารถพิจารณารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงพิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายจำนองว่า การใช้สิทธิบังคับจำนองย่อมต้องอาศัยการมีอยู่ของมูลหนี้ที่สัญญาจำนองรับประกัน หากลูกหนี้โต้แย้งว่าหนี้ดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นจริง หรือมิใช่หนี้ประเภทที่โจทก์กล่าวอ้าง ศาลจำเป็นต้องวินิจฉัยถึงมูลหนี้นั้นก่อนที่จะวินิจฉัยถึงสิทธิในการบังคับจำนอง เพราะสิทธิของผู้รับจำนองไม่อาจแยกออกจากหนี้ประธานที่เป็นรากฐานของการจำนองได้ ในด้านกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้ตอกย้ำหลักว่าการรับฟ้องแย้งต้องพิจารณาจากความสัมพันธ์ระหว่างข้อพิพาททั้งสองฝ่าย มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบของคำขอท้ายฟ้องแย้ง หากคำขอของจำเลยเป็นผลโดยตรงจากข้อพิพาทเดียวกัน ใช้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน และการวินิจฉัยฟ้องเดิมย่อมมีผลต่อสิทธิที่จำเลยอ้าง ฟ้องแย้งดังกล่าวย่อมเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมและควรได้รับการพิจารณาในคดีเดียว แนววินิจฉัยนี้ยังสะท้อนหลักแห่งความประหยัดในการดำเนินคดีและความเป็นเอกภาพของคำพิพากษา เพราะการพิจารณาข้อพิพาทที่มีรากฐานเดียวกันไว้ในคราวเดียว ย่อมช่วยลดการดำเนินคดีซ้ำซ้อน ลดความเสี่ยงต่อการมีคำพิพากษาที่ขัดแย้งกัน และทำให้การคุ้มครองสิทธิของคู่ความเป็นไปอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นการประกันหนี้กู้ยืมเงินจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ และเมื่อจำเลยโต้แย้งว่าไม่มีการกู้ยืมเงิน การขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนองจะถือเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมซึ่งศาลต้องรับไว้พิจารณาหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากคำขอของจำเลยมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อพิพาทในคำฟ้องเดิม และเป็นผลสืบเนื่องจากการโต้แย้งสิทธิในคดีเดียวกัน ย่อมเป็นฟ้องแย้งที่ศาลรับไว้พิจารณาได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 แก่นของคดีอยู่ที่การพิจารณาว่า ภาระจำนองยังคงมีอยู่หรือระงับสิ้นไป โดยต้องวินิจฉัยควบคู่กับการมีอยู่ของมูลหนี้ที่สัญญาจำนองใช้เป็นหลักประกัน หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าไม่มีหนี้กู้ยืมตามที่โจทก์กล่าวอ้าง ก็ย่อมส่งผลต่อสิทธิในการบังคับจำนองและเป็นเหตุที่จำเลยอ้างว่าควรมีการเพิกถอนหรือระงับการจำนอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย แก่นของคดีคือการพิจารณาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมเพียงพอหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักว่า หากฟ้องแย้งมีพื้นฐานจากข้อเท็จจริงเดียวกัน ใช้นิติสัมพันธ์เดียวกัน และการวินิจฉัยคำฟ้องเดิมย่อมมีผลต่อสิทธิที่จำเลยอ้าง ฟ้องแย้งดังกล่าวย่อมรับไว้พิจารณารวมกับคำฟ้องเดิมได้ ไม่จำเป็นต้องแยกไปฟ้องเป็นคดีใหม่ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การจดทะเบียนจำนองที่ระบุว่าเป็นการประกันหนี้กู้ยืมเงิน แต่ลูกหนี้ยืนยันว่าไม่เคยกู้ยืมเงินจริง ศาลต้องพิจารณาอย่างไร คำตอบ คดีนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ในสัญญาจำนองจะระบุว่าเป็นการประกันหนี้กู้ยืมเงิน แต่หากลูกหนี้ให้การโต้แย้งว่าความจริงไม่เคยมีการกู้ยืมเงินเกิดขึ้น และผู้รับจำนองไม่เคยส่งมอบเงินกู้ให้แก่ลูกหนี้ ศาลย่อมต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับมูลหนี้ดังกล่าวก่อนที่จะวินิจฉัยสิทธิในการบังคับจำนอง เนื่องจากการจำนองเป็นเพียงหลักประกันแห่งหนี้ เมื่อมีข้อโต้แย้งว่าหนี้ที่อ้างถึงไม่มีอยู่จริง ศาลจำเป็นต้องตรวจสอบพยานหลักฐานว่าการจดทะเบียนจำนองเกิดขึ้นเพื่อประกันหนี้ประเภทใด หากรับฟังได้ว่าไม่มีหนี้กู้ยืมตามที่กล่าวอ้าง ผลย่อมกระทบต่อสิทธิของผู้รับจำนองในการใช้สัญญาจำนองเป็นฐานเรียกร้องให้ชำระหนี้ในคดีนั้น ประเด็นสำคัญจึงมิใช่เพียงการมีสัญญาจำนองเท่านั้น แต่รวมถึงการพิสูจน์ว่าหนี้ที่สัญญาจำนองใช้เป็นหลักประกันมีอยู่จริงหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัยก่อนการบังคับจำนองตามคำฟ้องของโจทก์ 2. คำถาม หากลูกหนี้เห็นว่าหนี้ที่จำนองไว้ไม่มีอยู่จริง สามารถฟ้องแย้งขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนองในคดีเดียวกันได้หรือไม่ คำตอบ จากแนววินิจฉัยในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยโต้แย้งว่าการจดทะเบียนจำนองมิได้เป็นการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่โจทก์กล่าวอ้าง และไม่มีการกู้ยืมเงินเกิดขึ้นจริง คำขอให้โจทก์ดำเนินการเพิกถอนหรือระงับการจำนองจึงเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากข้อโต้แย้งดังกล่าว ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องใหม่ที่แยกต่างหากจากคำฟ้องเดิม คำขอดังกล่าวจึงมีความเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่โจทก์นำมาฟ้อง เพราะหากศาลรับฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้าง สิทธิในการบังคับจำนองของโจทก์ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้น การฟ้องแย้งเพื่อขอเพิกถอนหรือระงับการจำนองจึงสามารถดำเนินการในคดีเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องแยกไปฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง เนื่องจากข้อพิพาททั้งหมดมีรากฐานจากข้อเท็จจริงและนิติสัมพันธ์เดียวกัน และศาลสามารถพิจารณาพิพากษารวมกันได้ 3. คำถาม ฟ้องแย้งลักษณะใดจึงไม่ถือว่าเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกา คำตอบ ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า การพิจารณาว่าฟ้องแย้งเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาจากสาระของสิทธิที่จำเลยอ้าง ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำที่ใช้ในคำขอท้ายฟ้อง หากคำขอของจำเลยเกิดจากการโต้แย้งข้ออ้างของโจทก์โดยตรง และเป็นผลทางกฎหมายที่สืบเนื่องจากข้อพิพาทเดียวกัน คำขอดังกล่าวย่อมไม่ใช่ฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าไม่มีการกู้ยืมเงินและการจำนองมิได้เป็นหลักประกันหนี้กู้ยืม ดังนั้นคำขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนองจึงเป็นผลต่อเนื่องจากข้ออ้างดังกล่าวโดยตรง มิใช่คำขอที่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์อื่นก่อนจึงจะใช้สิทธิได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฟ้องแย้งดังกล่าวเป็นคำขอที่สมบูรณ์ในตัวเองและสามารถรับไว้พิจารณาได้พร้อมกับคำฟ้องของโจทก์ 4. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมและควรพิจารณารวมกันในคดีเดียว คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า ทั้งคำฟ้องของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยต่างมีจุดกำเนิดจากนิติสัมพันธ์เดียวกัน คือ การจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและข้อพิพาทเกี่ยวกับมูลหนี้ที่การจำนองใช้เป็นหลักประกัน โจทก์อ้างสิทธิจากสัญญาจำนองเพื่อบังคับให้จำเลยชำระหนี้ ส่วนจำเลยโต้แย้งว่าหนี้กู้ยืมไม่มีอยู่จริงและขอให้เพิกถอนหรือระงับการจำนอง ข้อพิพาททั้งสองฝ่ายจึงต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน รวมทั้งต้องวินิจฉัยประเด็นเดียวกันว่าการจำนองดังกล่าวประกันหนี้ประเภทใด หากแยกให้จำเลยไปฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง ย่อมทำให้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงซ้ำซ้อนและอาจก่อให้เกิดคำพิพากษาที่ไม่สอดคล้องกัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งมีความเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมเพียงพอที่จะรับไว้พิจารณาและพิพากษารวมกันในคดีเดียวตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 5. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ทั้งที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับฟ้องแย้ง คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่าฟ้องแย้งของจำเลยเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขนั้น ไม่สอดคล้องกับลักษณะของข้อพิพาทที่แท้จริงในคดี เพราะเมื่อพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การ และฟ้องแย้งร่วมกัน จะเห็นได้ว่าจำเลยมิได้ยกข้อเรียกร้องใหม่ขึ้นโดยแยกต่างหากจากคดีเดิม แต่ใช้สิทธิโต้แย้งต่อข้ออ้างของโจทก์ว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างคู่ความ และการจำนองมิใช่การประกันหนี้กู้ยืมเงินดังที่โจทก์กล่าวอ้าง หากศาลรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าว สิทธิของโจทก์ในการบังคับจำนองก็ย่อมหมดไป พร้อมกันนั้นจำเลยย่อมมีสิทธิขอให้มีการเพิกถอนหรือระงับการจำนองได้ในคราวเดียว คำขอท้ายฟ้องแย้งจึงเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากข้อพิพาทเดียวกับคำฟ้อง มิใช่คำขอที่ต้องไปดำเนินคดีใหม่ อีกทั้งยังใช้ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และประเด็นข้อกฎหมายเดียวกันกับคำฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฟ้องแย้งดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมโดยตรง สามารถพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงพิพากษากลับให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ทั้งสามศาลเป็นพับ อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 มาตรา 744 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการระงับสิ้นไปของจำนอง ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้ เนื่องจากจำเลยยกขึ้นเป็นเหตุโต้แย้งว่าภาระจำนองได้ระงับสิ้นไปแล้ว จึงไม่มีเหตุให้โจทก์ใช้สิทธิบังคับจำนองต่อไป ประเด็นที่ศาลฎีกาต้องพิจารณาจึงมิใช่อยู่เพียงการมีหนังสือสัญญาจำนองเท่านั้น แต่ต้องวินิจฉัยก่อนว่าหนี้ที่จำนองใช้เป็นหลักประกันมีอยู่จริงหรือไม่ เพราะจำนองเป็นหลักประกันที่อาศัยการมีอยู่ของหนี้ประธาน หากหนี้ประธานไม่มีอยู่ หรือไม่ใช่หนี้ตามที่ผู้รับจำนองกล่าวอ้าง สิทธิในการอาศัยสัญญาจำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ก็ย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง ในคดีนี้ จำเลยต่อสู้ว่าไม่เคยมีการกู้ยืมเงินจากโจทก์ และโจทก์ก็ไม่เคยส่งมอบเงินกู้ให้แก่จำเลย การจดทะเบียนจำนองจึงมิใช่การประกันหนี้กู้ยืมเงิน แต่เป็นการประกันหนี้ที่เกิดจากกรณีพิพาทเกี่ยวกับการโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง ย่อมส่งผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองในฐานะประกันหนี้กู้ยืมเงินได้ และจำเลยย่อมอ้างได้ว่าภาระจำนองควรสิ้นสุดลง ศาลฎีกาจึงใช้มาตรา 744 เป็นหนึ่งในบทกฎหมายสำคัญในการกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่าการจำนองยังคงมีผลผูกพันอยู่หรือไม่ ทั้งนี้ ศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัยว่าจำนองระงับสิ้นไปแล้ว หากแต่วินิจฉัยว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อพิพาทสำคัญที่จำเป็นต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดี และเป็นเหตุผลที่ทำให้ฟ้องแย้งของจำเลยเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมโดยตรง สมควรได้รับการพิจารณารวมกันในคดีเดียว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย บทบัญญัติทั้งสองมาตรามีบทบาทสำคัญในการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับฟ้องแย้งของจำเลย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อพิพาทที่มีความเกี่ยวข้องกันได้รับการพิจารณาและวินิจฉัยในคดีเดียว อันเป็นการลดความซ้ำซ้อนในการดำเนินคดี ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายของคู่ความ ตลอดจนป้องกันการมีคำพิพากษาที่อาจขัดแย้งกันในภายหลัง ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้คำขอท้ายฟ้องแย้งของจำเลยจะเป็นการขอให้โจทก์ดำเนินการเพิกถอนหรือระงับการจำนอง แต่เมื่อพิจารณาสาระของข้อพิพาทแล้ว คำขอดังกล่าวเกิดจากข้อโต้แย้งเดียวกันกับคำฟ้องของโจทก์ กล่าวคือ โจทก์อ้างว่าจำนองเป็นหลักประกันหนี้กู้ยืมเงิน ขณะที่จำเลยโต้แย้งว่าไม่เคยมีการกู้ยืมเงินและจำนองไม่ได้ประกันหนี้ดังกล่าว ดังนั้น การวินิจฉัยคำฟ้องของโจทก์ย่อมมีผลโดยตรงต่อคำขอของจำเลย และในทางกลับกัน การวินิจฉัยฟ้องแย้งก็ต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชุดเดียวกัน ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า การพิจารณาว่าฟ้องแย้งเกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากความสัมพันธ์ของข้อพิพาทในเชิงเนื้อหา มิใช่พิจารณาเฉพาะรูปแบบของคำขอท้ายฟ้อง หากสิทธิที่จำเลยอ้างเป็นผลโดยตรงจากการต่อสู้คำฟ้อง และมีรากฐานมาจากนิติสัมพันธ์เดียวกัน ฟ้องแย้งดังกล่าวย่อมสามารถรับไว้พิจารณาพร้อมกับคำฟ้องเดิมได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย ไม่จำเป็นต้องแยกไปดำเนินคดีใหม่ การวินิจฉัยในแนวทางนี้ยังสอดคล้องกับหลักการพิจารณาคดีที่มุ่งให้ศาลสามารถยุติข้อพิพาททั้งหมดของคู่ความได้อย่างครบถ้วนภายในกระบวนพิจารณาเดียว อันเป็นการสร้างความเป็นเอกภาพของคำพิพากษาและทำให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บทสรุป คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการบังคับจำนอง โดยศาลฎีกาเน้นย้ำว่า การจำนองเป็นเพียงหลักประกันแห่งหนี้ จึงต้องพิจารณาควบคู่กับการมีอยู่ของมูลหนี้ที่จำนองใช้เป็นหลักประกันเสมอ หากลูกหนี้โต้แย้งว่าไม่เคยมีการกู้ยืมเงินตามที่ผู้รับจำนองกล่าวอ้าง และข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้รับจำนองไม่มีสิทธิใช้สัญญาจำนองบังคับชำระหนี้ ประเด็นดังกล่าวย่อมเป็นข้อพิพาทสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัยก่อน นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับการรับฟ้องแย้งว่า การพิจารณาว่าฟ้องแย้งเป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไขหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสาระของสิทธิที่จำเลยอ้างและความสัมพันธ์กับคำฟ้องเดิม มิใช่พิจารณาเฉพาะรูปแบบของคำขอท้ายฟ้อง หากฟ้องแย้งมีพื้นฐานจากข้อเท็จจริงชุดเดียวกัน ใช้นิติสัมพันธ์เดียวกัน และการวินิจฉัยคำฟ้องเดิมย่อมมีผลโดยตรงต่อสิทธิที่จำเลยอ้าง ฟ้องแย้งดังกล่าวย่อมเป็นฟ้องแย้งที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม และศาลควรรับไว้พิจารณาในคดีเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สาระสำคัญของแนวคำพิพากษานี้จึงมิได้อยู่เพียงเรื่องการจำนองหรือการเพิกถอนจำนองเท่านั้น แต่ยังเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความหลักเกณฑ์การรับฟ้องแย้งในคดีแพ่ง โดยศาลให้ความสำคัญกับการพิจารณาข้อพิพาททั้งหมดที่เกิดจากนิติสัมพันธ์เดียวกันในคราวเดียว เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปอย่างครบถ้วน ลดการดำเนินคดีซ้ำซ้อน และป้องกันการเกิดคำพิพากษาที่อาจขัดแย้งกันในภายหลัง อันเป็นการส่งเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิของคู่ความอย่างเหมาะสมตามหลักกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7903/2568 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกันเพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยและโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนองและจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 744 หรือไม่ หากรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไปโดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนองเพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 จังหวัดลำพูน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง สัญญาจำนองลงวันที่ 6 พฤษภาคม 2557 เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควตาสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามที่โจทก์เคยทำบันทึกข้อตกลงกับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ในการเป็นตัวแทนรับสลากกินแบ่งรัฐบาลไปจากสมาคมเพื่อนำไปจำหน่าย แต่ต่อมาสมาคมผิดสัญญาและเป็นหนี้โจทก์ และจำเลยได้ทำสัญญาจำนองประกันหนี้ดังกล่าวไว้ แต่สมาคมไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงยื่นฟ้องสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยเป็นจำเลยที่ 2 ต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 ในคดีดังกล่าว และจำเลยร่วมกันชำระเงิน 497,390 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 393,750 บาท นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 18 มกราคม 2562) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง ซึ่งผู้ซื้อต้องรับภาระหนี้จำนองไปด้วย จำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้จากการขายทอดตลาด แต่ไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ จึงต้องชำระหนี้จำนองต้นเงิน 1,308,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันทำสัญญาจำนอง (วันที่ 6 พฤษภาคม 2557) จนถึงวันฟ้อง รวมต้นเงินและดอกเบี้ย 2,289,350 บาท โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และไถ่ถอนจำนองแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินและไถ่ถอนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 34539 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เป็นเงิน 2,289,350 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,308,200 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วนและไม่ไถ่ถอนจำนอง ขอให้ทรัพย์จำนองหลุดเป็นกรรมสิทธิ์แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ไปดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนองโฉนดที่ดินเลขที่ 34539 หากโจทก์ไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยนั้น เป็นฟ้องแย้งที่มีเงื่อนไข จึงไม่รับฟ้องแย้ง (ที่ถูก ศาลชั้นต้นต้องสั่งด้วยว่า จำเลยไม่ได้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้ง จึงไม่มีค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของฟ้องแย้งที่จะต้องมีคำสั่ง) จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นประกันหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์ และหนี้ผิดสัญญาโอนสิทธิการขายโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาล กรณีโจทก์กับสมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนที่มีจำเลยเป็นนายกสมาคม ทำสัญญาให้โจทก์เป็นผู้แทนในการรับสลากกินแบ่งรัฐบาลจากสมาคมไปจำหน่ายต่อ แต่ต่อมาสมาคมและจำเลยไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า หนี้ตามฟ้องทั้งสองรายการเป็นมูลหนี้เดียวกัน เพราะหลังจากที่สมาคมคนตาบอดจังหวัดลำพูนไม่สามารถจัดส่งสลากกินแบ่งรัฐบาลให้แก่โจทก์ได้ โจทก์เรียกค่าเสียหาย 700,000 บาท ต่อมาจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อเป็นประกันหนี้พร้อมดอกเบี้ยในวงเงิน 1,308,200 บาท การจดทะเบียนจำนองดังกล่าวจึงไม่ใช่การจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เพราะไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย และโจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินที่กู้ยืมให้แก่จำเลย ต่อมาเมื่อโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยก็ยังคงไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์จึงบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีประกาศขายทอดตลาดโดยติดจำนอง และจำเลยเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด ประเด็นที่พิพาทในคดีจึงมีว่า จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันการชำระหนี้การกู้ยืมเงินจากโจทก์หรือไม่ และหนี้ตามสัญญาจำนองระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 744 หรือไม่ หากศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วรับฟังได้ตามที่จำเลยให้การว่าไม่มีการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลจะต้องพิพากษายกฟ้องจำเลย เป็นผลให้โจทก์ไม่อาจบังคับจำนองโฉนดที่ดินดังกล่าวเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ในคดีนี้ ส่วนที่จำเลยมีคำขอท้ายคำฟ้องแย้ง ขอให้บังคับโจทก์ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจำนองหรือระงับการจำนอง นั้น มีความหมายในทำนองว่าให้โจทก์ไปดำเนินการเพื่อไถ่ถอนจำนอง เนื่องจากจำนองระงับสิ้นไป โดยไม่มีภาระหนี้จำนองการประกันหนี้กู้ยืมเงินตามที่จำเลยให้การแล้ว จึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องดำเนินการเพื่อขอไถ่ถอนการจำนอง เพื่อให้ได้โฉนดที่ดินส่งมอบกลับคืนมายังจำเลย หาใช่เป็นกรณีที่จำเลยจะต้องเป็นผู้ดำเนินการเป็นคดีใหม่ ฟ้องแย้งของจำเลยจึงเป็นฟ้องแย้งที่มิได้เป็นเงื่อนไข และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิม พอที่จะพิจารณาพิพากษารวมกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม และ 179 วรรคท้าย ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วยกับศาลชั้นต้น ที่ไม่รับฟ้องแย้งนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณา ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้ทั้งสามศาลให้เป็นพับ
|




