
| ถอนฟ้องผู้ค้ำประกันไม่ใช่การปลดหนี้ ค้ำประกันไม่ระงับ,ป.พ.พ. มาตรา 340,(ฎีกา 2240/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทว่าการที่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องผู้ค้ำประกันบางรายตามสัญญากู้เงิน จะถือเป็นการปลดหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 หรือไม่ ซึ่งอาจมีผลให้ผู้ค้ำประกันรายอื่นหลุดพ้นความรับผิดโดยปริยาย อีกทั้งยังมีประเด็นว่าการชำระหนี้บางส่วนโดยผู้ค้ำที่ถูกถอนฟ้องมีผลลดความรับผิดต่อผู้ค้ำรายอื่นเพียงใด และผู้ค้ำรายที่ยังต้องรับผิดสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อจำเลยผู้เป็นลูกหนี้ชั้นต้นหรือผู้ค้ำร่วมได้เพียงใด ศาลฎีกาได้วิเคราะห์หลักเกณฑ์การปลดหนี้ การถอนฟ้อง และสิทธิไล่เบี้ยตามกฎหมายแพ่งไว้อย่างละเอียด คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 การถอนฟ้องผู้ค้ำประกันจะถือเป็นการปลดหนี้ตามมาตรา 340 ทำให้ผู้ค้ำรายอื่นหลุดพ้นจากความรับผิดหรือไม่ 2 การชำระหนี้บางส่วนโดยผู้ค้ำรายหนึ่งย่อมทำให้ผู้ค้ำร่วมรายอื่นพ้นจากภาระหนี้โดยสิ้นเชิงตามกฎหมายหรือไม่ 3 ผู้ค้ำประกันที่ต้องรับชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยต่อผู้ก่อหนี้และผู้ค้ำร่วมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพียงใด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การถอนฟ้องผู้ค้ำประกันบางรายของโจทก์ จะถือเป็น “การปลดหนี้” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 หรือไม่ ซึ่งหากถือว่าเป็นการปลดหนี้ ย่อมมีผลกระทบต่อความรับผิดของผู้ค้ำประกันรายอื่นในฐานะลูกหนี้ร่วมด้วย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 ว่าด้วยการปลดหนี้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ว่าด้วยผลของการถอนฟ้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 เรื่องสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) และมาตรา 296 ว่าด้วยความสัมพันธ์และสิทธิไล่เบี้ยระหว่างลูกหนี้ร่วมและผู้ค้ำร่วม key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 การปลดหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 คดีนี้ศาลฎีกาย้ำว่าการปลดหนี้ต้องมีเจตนาชัดแจ้งจากเจ้าหนี้แสดงต่อลูกหนี้ และต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดหากหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การถอนฟ้องโดยลำพังโดยไม่แสดงเจตนาปลดหนี้และไม่ปฏิบัติตามแบบ จึงไม่ถือเป็นการปลดหนี้ตามมาตรา 340 2 การถอนฟ้องไม่ใช่การปลดหนี้ ศาลฎีกาอธิบายบนฐานของ ป.วิ.พ. มาตรา 176 และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 ว่า การถอนฟ้องเป็นเพียงการยุติคดีในชั้นนั้นและเปิดช่องให้ฟ้องใหม่ภายใต้อายุความเท่านั้น ไม่ใช่การแสดงเจตนาปลดหนี้ หนี้ค้ำประกันจึงไม่ระงับสิ้นไปเพียงเพราะมีการถอนฟ้องผู้ค้ำรายหนึ่ง 3 หนี้ค้ำประกันและลูกหนี้ร่วมยังคงรับผิด แม้โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำร่วมในสัญญาเดียวกับจำเลยที่ 5 แต่เมื่อไม่ใช่การปลดหนี้ หนี้ค้ำประกันของจำเลยที่ 5 ยังอยู่ครบถ้วน ศาลจึงวินิจฉัยให้จำเลยที่ 5 ยังคงต้องรับผิดร่วมกับลูกหนี้ชั้นต้นตามข้อผูกพันเดิม เพียงแต่หนี้ลดลงเท่าจำนวนที่โจทก์ได้รับชำระแล้ว 4 ผลของการชำระหนี้บางส่วนโดยผู้ค้ำรายหนึ่ง การที่โจทก์รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 บาท มีผลเพียงลดหนี้รวมในส่วนที่ชำระเท่านั้น ไม่ทำให้ผู้ค้ำรายอื่นหลุดพ้นจากหนี้ทั้งหมด ศาลจึงถือว่าผู้ค้ำคนที่เหลือยังมีภาระรับผิดส่วนที่ยังไม่ได้รับชำระอยู่เต็มจำนวนตามส่วน 5 สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันและลูกหนี้ร่วม เมื่อผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้น ผู้ค้ำมีสิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นตามมาตรา 693 และสามารถไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำร่วมได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296 ทำให้เห็นโครงสร้างการคุ้มครองผู้ค้ำประกันภายหลังจากที่ต้องชำระหนี้แทนลูกหนี้ในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยหลายรายให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินจำนวน 3 ฉบับ โดยมีจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ชั้นต้น ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันในแต่ละสัญญากู้ หนี้ทั้งหมดได้มีการชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 แต่ยังมีหนี้คงค้างเป็นจำนวนหลายรายการ โจทก์จึงดำเนินคดีบังคับชำระหนี้เป็นจำนวนเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยอ้างว่าสามารถตกลงกันได้ โดยศาลชั้นต้นอนุญาต ส่งผลให้คดีในส่วนของจำเลยที่ 4 ถูกจำหน่ายออกจากสารบบ ความรับผิดของจำเลยที่เหลือยังคงพิจารณาต่อไป จำเลยที่ 5 ผู้เป็นผู้ค้ำประกันร่วมในสัญญากู้ฉบับที่ 3 อุทธรณ์และฎีกาว่า เมื่อโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกันในฉบับเดียวกัน ย่อมมีผลเป็นการปลดหนี้ จึงทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญากู้ฉบับดังกล่าวด้วย ศาลฎีกาพิเคราะห์บทบัญญัติมาตรา 340 วรรคหนึ่งและวรรคสอง เห็นว่า การปลดหนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเจ้าหนี้แสดงเจตนาชัดแจ้งว่าจะปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้ และต้องกระทำเป็นหนังสือหรือเวนคืนเอกสารหลักฐานแห่งหนี้หากหนี้นั้นมีหนังสือเป็นหลักฐาน ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์แสดงเจตนาปลดหนี้แก่จำเลยที่ 4 แต่เป็นเพียงการขอถอนฟ้องโดยอาศัยบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 ซึ่งการถอนฟ้องมีผลเพียงให้โจทก์สามารถยื่นฟ้องใหม่ได้ตามกฎหมายว่าด้วยอายุความ แต่ไม่ใช่การปลดหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การถอนฟ้องดังกล่าวไม่ใช่การปลดหนี้และไม่ทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 รับผิดร่วมกันระงับสิ้นไป การที่โจทก์รับเงินชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 บาท ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 เฉพาะส่วนที่ชำระเท่านั้น ไม่ทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากหนี้ทั้งหมด แม้จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือ แต่จำเลยที่ 5 ยังมีสิทธิใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 และไล่เบี้ยต่อจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296 ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 และพิพากษายืนฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น ข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษา คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักว่า การปลดหนี้ต้องมีเจตนาชัดแจ้งและต้องเป็นไปตามแบบที่กฎหมายกำหนด หากเจ้าหนี้เพียงถอนฟ้องหรือยุติการดำเนินคดีโดยมิได้แสดงเจตนาปลดหนี้โดยชัดแจ้ง ย่อมไม่ถือว่าเป็นการระงับหนี้ ผู้ค้ำประกันรายอื่นจึงไม่หลุดพ้นจากความรับผิดโดยผลของการถอนฟ้อง นอกจากนี้ยังสะท้อนหลักสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันซึ่งกฎหมายคุ้มครองให้สามารถเรียกคืนจากลูกหนี้ชั้นต้นหรือผู้ค้ำร่วมได้ตามส่วน การวิเคราะห์ฎีกา คำพิพากษานี้ย้ำว่า การถอนฟ้องมิใช่การแสดงเจตนาปลดหนี้และไม่อาจทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดจากความรับผิดได้ หากเจ้าหนี้ไม่ได้แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าจะปลดหนี้และไม่ได้ปฏิบัติตามแบบตามมาตรา 340 หนี้ค้ำประกันยังคงอยู่เต็มจำนวน ยิ่งไปกว่านั้น การชำระบางส่วนโดยผู้ค้ำที่ถูกถอนฟ้องมีผลลดหนี้เพียงส่วนที่ชำระ ไม่กระทบต่อความรับผิดทั้งหมดของผู้ค้ำรายอื่น IRAC Issue การที่โจทก์ถอนฟ้องผู้ค้ำประกันบางราย จะถือว่าเป็นการปลดหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 340 อันมีผลให้ผู้ค้ำรายอื่นหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่ Rule มาตรา 340 วรรคหนึ่งกำหนดว่า เจ้าหนี้ต้องแสดงเจตนาปลดหนี้อย่างชัดแจ้ง วรรคสองกำหนดว่า หากหนี้มีเอกสาร ต้องปลดหนี้เป็นหนังสือหรือคืนหรือขีดฆ่าเอกสาร มาตรา 176 และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 การถอนฟ้องมีผลเพียงให้สามารถฟ้องใหม่ได้ ไม่ใช่การปลดหนี้ Application โจทก์เพียงถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยมิได้แสดงเจตนาปลดหนี้ ไม่ได้ทำหนังสือ ไม่ได้เวนคืนหรือขีดฆ่าเอกสารหลักฐานหนี้ จึงไม่อาจถือว่าเป็นการปลดหนี้ตามกฎหมาย หนี้ค้ำประกันของจำเลยที่ 5 ยังคงอยู่ การชำระหนี้จำนวน 6,000 บาทโดยจำเลยที่ 4 ส่งผลลดหนี้เพียงส่วนนั้นเท่านั้น ผู้ค้ำรายอื่นยังต้องรับผิดตามส่วน แต่สามารถไล่เบี้ยต่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ตามกฎหมายได้ Conclusion การถอนฟ้องไม่เป็นการปลดหนี้ และผู้ค้ำประกันรายอื่นยังต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามส่วน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2240/2568 ป.พ.พ. มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย ข้อเท็จจริงคดีนี้ไม่ปรากฏว่า โจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 โจทก์เพียงแต่ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุว่า สามารถตกลงกันได้จึงประสงค์ที่จะถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ภายใต้บัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงไม่ใช่การปลดหนี้ให้จำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้ 6,000 บาท แล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียว ย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 แล้วเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดและแม้จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดชำระหนี้ส่วนที่เหลือทั้งหมด จำเลยที่ 5 ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 และจำเลยที่ 4 ผู้ค้ำประกันอีกคนได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 81,026.89 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 79,635.99 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 42,034.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 41,312.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 4 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 117,239.04 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 115,226.52 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ก่อนจำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การ โจทก์บอกกล่าวขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต (ที่ถูก จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ) จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 73,635.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 มิถุนายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 35,312.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 109,226.52 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 4,000 บาท จำเลยที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 5 ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินจากโจทก์รวม 3 ฉบับ ฉบับแรกลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554 จำนวน 200,000 บาท มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 29 มิถุนายน 2555 จำนวน 100,000 บาท มีจำนวนที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกัน และฉบับที่ 3 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 จำนวน 200,000 บาท กำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี มีจำเลยที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกัน หลังจากทำสัญญาจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ได้ชำระหนี้ตามกำหนดโดยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายตามสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 มียอดหนี้ค้างชำระ ระหว่างพิจารณาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลอนุญาต คดีระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เนื่องจากคู่ความไม่ฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 5 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้แสดงเจตนาต่อลูกหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้ ท่านว่าหนี้นั้นก็เป็นอันระงับสิ้นไป" วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน การปลดหนี้ก็ต้องทำเป็นหนังสือด้วยหรือต้องเวนคืนเอกสารอันเป็นหลักฐานแห่งหนี้ให้แก่ลูกหนี้หรือขีดฆ่าเอกสารนั้นเสีย" ข้อเท็จจริงในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาต่อจำเลยที่ 4 ว่าโจทก์จะปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 เพียงแต่โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 โดยระบุในคำร้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 4 สามารถตกลงกันได้ โจทก์จึงมีความประสงค์ที่จะขออนุญาตถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติ ผลการถอนฟ้องว่า โจทก์อาจยื่นฟ้องใหม่ได้ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ การที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 จึงมิใช่การปลดหนี้ให้กับจำเลยที่ 4 ซึ่งจะมีผลทำให้หนี้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันร่วมระงับสิ้นไปด้วย การที่โจทก์ยอมรับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 จำนวน 6,000 บาท แล้วถอนฟ้องจำเลยที่ 4 เพียงคนเดียวย่อมเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมเพียงเท่าส่วนที่โจทก์ได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 4 แล้วเท่านั้น หาทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมด และแม้จำเลยที่ 5 จะต้องรับผิดชำระหนี้ในส่วนที่เหลือทั้งหมดจำเลยที่ 5 ก็สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 และสามารถไล่เบี้ยเอากับจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันอีกคนหนึ่งได้ตามส่วนตามมาตรา 229 (3) และ 296 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันชำระหนี้ตามสัญญากู้ พร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 5 ร่วมกันหรือแทนกันกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้ตามส่วนของตน รวมทั้งให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 4 ถูกจำหน่ายคดีออกไปเนื่องจากโจทก์ถอนฟ้อง 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทุกประการ เห็นว่าการถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ไม่ใช่การปลดหนี้ และไม่ทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นความรับผิด ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการถอนฟ้องมิใช่การปลดหนี้ตามมาตรา 340 หนี้ค้ำประกันของจำเลยที่ 5 จึงยังคงอยู่ แม้จำเลยที่ 4 จะชำระหนี้บางส่วนก็มีผลลดหนี้เพียงส่วนนั้น จำเลยที่ 5 ต้องรับผิดตามส่วนที่เหลือตามกฎหมาย แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในเมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินทั้งสามฉบับ และจำเลยที่ 4 กับจำเลยที่ 5 เป็นผู้ค้ำประกันในสัญญากู้ฉบับเดียวกัน แต่โจทก์กลับยื่นคำร้องขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 4 โดยอ้างว่าสามารถตกลงกันได้ การถอนฟ้องดังกล่าวจะถือว่าเป็นการแสดงเจตนาปลดหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 340 ซึ่งมีผลทำให้หนี้ระงับสิ้นไปทั้งต่อจำเลยที่ 4 และส่งผลให้จำเลยที่ 5 ผู้ค้ำประกันร่วมหลุดพ้นจากความรับผิดตามสัญญากู้ฉบับเดียวกันด้วยหรือไม่ ธงคำตอบ การถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ไม่ถือเป็นการปลดหนี้ตามมาตรา 340 เนื่องจากการปลดหนี้ต้องมีการแสดงเจตนาชัดแจ้งจากเจ้าหนี้ว่าจะปลดหนี้ให้แก่ลูกหนี้และต้องทำตามแบบ ซึ่งคือทำเป็นหนังสือหรือเวนคืนหรือขีดฆ่าเอกสารหลักฐานหนี้เมื่อหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน แต่ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้แสดงเจตนาปลดหนี้ให้จำเลยที่ 4 การถอนฟ้องเป็นเพียงการยุติคดีในชั้นนั้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มาตรา 7 และโจทก์ยังสามารถยื่นฟ้องใหม่ได้ ดังนั้นการถอนฟ้องมิใช่การปลดหนี้ หนี้ค้ำประกันของจำเลยที่ 5 จึงยังคงอยู่เต็มจำนวนตามข้อผูกพันเดิม ข้อ 2 เมื่อจำเลยที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมในสัญญากู้ฉบับที่ 3 ชำระหนี้บางส่วนจำนวน 6,000 บาทแก่โจทก์ก่อนการถอนฟ้อง การชำระหนี้บางส่วนดังกล่าวจะถือว่าทำให้จำเลยที่ 5 ผู้ค้ำประกันร่วมในสัญญากู้ฉบับเดียวกันหลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมดเพราะหนี้บางส่วนได้ถูกชำระแล้ว และถือว่าหนี้ระงับไปสำหรับผู้ค้ำร่วมทุกคนหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าการชำระหนี้บางส่วนโดยจำเลยที่ 4 มีผลลดหนี้รวมของสัญญากู้เพียงเท่าจำนวนที่ชำระเท่านั้น กล่าวคือเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 5 ในฐานะลูกหนี้ร่วมเฉพาะส่วนที่หนี้ถูกชำระแล้ว แต่ไม่ทำให้จำเลยที่ 5 หลุดพ้นจากความรับผิดทั้งหมด หนี้ค้ำประกันส่วนที่ยังเหลือยังคงอยู่ และจำเลยที่ 5 ยังคงรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นตามข้อผูกพันเดิมตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งว่าด้วยลูกหนี้ร่วมและผู้ค้ำประกัน ข้อ 3 จำเลยที่ 5 ผู้ค้ำประกันอ้างว่าการที่โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 4 และมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป ย่อมถือเป็นการสละสิทธิเรียกร้องและทำให้ความรับผิดของผู้ค้ำประกันในสัญญากู้ฉบับดังกล่าวระงับสิ้นไป การถอนฟ้องจะมีผลกระทบต่อสิทธิของโจทก์ในการบังคับหนี้ต่อจำเลยที่ 5 หรือไม่ และกฎหมายว่าด้วยการถอนฟ้องตีความอย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การถอนฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 176 ประกอบมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค มีผลเพียงให้คดีในส่วนนั้นสิ้นสุดลงชั่วคราวโดยมิใช่การแสดงเจตนาสละสิทธิเรียกร้องหรือปลดหนี้ การถอนฟ้องยังเปิดช่องให้โจทก์สามารถฟ้องใหม่ได้ตามกฎหมายว่าด้วยอายุความ ดังนั้นการถอนฟ้องไม่มีผลตัดสิทธิโจทก์ในการบังคับหนี้กับจำเลยที่ 5 และมิใช่เหตุให้หนี้ค้ำประกันระงับไปตามที่จำเลยที่ 5 อ้าง ข้อ 4 เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 5 ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดตามสัญญากู้ แต่จำเลยที่ 5 มิใช่ผู้ก่อหนี้โดยตรง การบังคับให้จำเลยที่ 5 ชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ลูกหนี้ชั้นต้นย่อมเป็นภาระที่หนัก การบังคับให้ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดเช่นนี้ กฎหมายเปิดช่องให้จำเลยที่ 5 กลับไปไล่เบี้ยผู้มีส่วนรับผิดรายอื่นได้หรือไม่ และบทบัญญัติกฎหมายใดรับรองสิทธิดังกล่าว ธงคำตอบ ศาลฎีกาอธิบายว่าตามมาตรา 693 ผู้ค้ำประกันที่ต้องชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้นมีสิทธิไล่เบี้ยต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นได้เต็มจำนวน และตามมาตรา 229 (3) และมาตรา 296 ผู้ค้ำประกันสามารถไล่เบี้ยเอากับผู้ค้ำประกันร่วมได้ตามส่วนแห่งความรับผิด ดังนั้นแม้จำเลยที่ 5 จะถูกบังคับให้รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ แต่ยังคงได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายโดยสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยกลับไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 เพื่อให้รับผิดชอบต่อหนี้ในส่วนที่ตนต้องชำระแทน ข้อ 5 กรณีที่จำเลยที่ 5 อ้างว่าหนี้ค้ำประกันระงับไปแล้วเนื่องจากการถอนฟ้องและมิได้มีการแสดงเจตนาปลดหนี้โดยชัดแจ้ง การที่ศาลทั้งสามวินิจฉัยให้จำเลยที่ 5 ยังคงต้องรับผิดต่อโจทก์ สะท้อนหลักการสำคัญใดเกี่ยวกับการปลดหนี้และแบบของการปลดหนี้ในกฎหมายแพ่ง และเหตุใดศาลจึงตีความเคร่งครัดในเรื่องนี้ ธงคำตอบ ศาลฎีกาย้ำหลักการตามมาตรา 340 ว่าการปลดหนี้เป็นการกระทำที่มีผลทำให้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้สิ้นสุดลง จึงต้องแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งและต้องมีการปฏิบัติตามแบบเมื่อหนี้มีหนังสือเป็นหลักฐาน หากไม่มีการทำหนังสือหรือเวนคืนหรือขีดฆ่าเอกสารหลักฐานหนี้แล้ว การถอนฟ้องไม่อาจตีความเป็นการปลดหนี้ได้ การตีความเคร่งครัดมีเหตุผลสำคัญเพื่อคุ้มครองทั้งคู่สัญญาและความมั่นคงในทางธุรกรรมทางการเงิน มิให้การกระทำใดที่ไม่ชัดแจ้งถูกตีความว่าเป็นการระงับหนี้โดยปราศจากการแสดงเจตนาอย่างแท้จริงของเจ้าหนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าหนี้ค้ำประกันยังคงอยู่และจำเลยที่ 5 ยังคงต้องรับผิดตามสัญญา |




