ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ธนาคารจ่ายเงินตามหนังสือค้ำประกันแล้ว ผู้รับจ้างเรียกเงินคืนจากผู้ว่าจ้างได้หรือไม่ เมื่อภายหลังศาลวินิจฉัยว่าไม่ได้ผิดสัญญาและเงินที่รับไว้กลายเป็นลาภมิควรได้

หนังสือค้ำประกันธนาคารเรียกเงินคืนได้หรือไม่, ผู้ว่าจ้างรับเงินจากหนังสือค้ำประกันต้องคืนเมื่อใด, ลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 406, ผู้รับจ้างไม่ได้ผิดสัญญาแต่ธนาคารจ่ายเงินค้ำประกันแล้ว, สิทธิเรียกคืนเงินตามหนังสือค้ำประกัน, ผลของคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าไม่ได้ผิดสัญญา, การรับเงินโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้, สิทธิของผู้รับจ้างภายหลังธนาคารใช้สิทธิเรียกเงินคืน, หลักกฎหมายเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันของธนาคาร, จ้างเหมาก่อสร้างและหนังสือค้ำประกัน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเรียกคืนเงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารภายหลังข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างสิ้นสุดลง โดยมีประเด็นสำคัญว่าการที่ธนาคารชำระเงินตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกันให้แก่ผู้ว่าจ้างโดยสุจริตในขณะที่ยังมีข้อพิพาทระหว่างคู่สัญญานั้น แม้จะเป็นการชำระหนี้ที่ชอบด้วยเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกัน แต่เมื่อภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้รับจ้างมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาและผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย เงินที่ผู้ว่าจ้างได้รับจากหนังสือค้ำประกันย่อมกลายเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 อีกทั้งศาลยังวินิจฉัยถึงสิทธิของผู้รับจ้างในการเรียกเงินดังกล่าวคืนจากผู้ว่าจ้าง ภายหลังจากผู้รับจ้างได้ชำระภาระหนี้ที่เกิดจากการที่ธนาคารใช้สิทธิเรียกเอาเงินคืนตามข้อตกลงสินเชื่อและหนังสือค้ำประกัน ตลอดจนวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผลของหนังสือค้ำประกัน ความแตกต่างระหว่างความสัมพันธ์ของผู้ว่าจ้าง ผู้รับจ้าง และธนาคารผู้ค้ำประกัน รวมถึงอธิบายขอบเขตของการใช้สิทธิเรียกร้องคืนลาภมิควรได้ตามกฎหมายแพ่งอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับหนังสือค้ำประกันของธนาคารและสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างในทางปฏิบัติ

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดได้รับว่าจ้างจากจำเลยที่ 1 ให้ก่อสร้างอาคารโชว์รูมรถยนต์ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง โดยกำหนดให้ผู้รับจ้างต้องนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญาในวงเงินรวมร้อยละ 10 ของมูลค่าสัญญา โจทก์ที่ 1 จึงทำบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ พร้อมทั้งยื่นคำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน โดยตกลงรับผิดชำระเงิน ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายทั้งหมด หากธนาคารต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่ผู้ว่าจ้าง อีกทั้งโจทก์ทั้งสองยังมอบสิทธิให้ธนาคารหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำเพื่อชำระหนี้ตามภาระดังกล่าวได้

ต่อมาธนาคารได้ออกหนังสือค้ำประกันจำนวนสองฉบับ รวมวงเงิน 3,900,000 บาท เพื่อค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างของโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า หากผู้ว่าจ้างแจ้งเป็นหนังสือว่าผู้รับจ้างผิดสัญญาและไม่ชำระค่าปรับ ธนาคารจะต้องชำระเงินภายในวงเงินที่กำหนดตามหนังสือค้ำประกัน

ภายหลังผู้ว่าจ้างมีหนังสือบอกเลิกสัญญาโดยอ้างว่าโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถส่งมอบงานได้ภายในกำหนดเวลา พร้อมทั้งมีหนังสือเรียกให้ธนาคารรับผิดตามหนังสือค้ำประกันในวันเดียวกัน แม้โจทก์ที่ 1 จะโต้แย้งว่าการบอกเลิกสัญญาไม่ชอบและขอให้ธนาคารระงับการชำระเงินไว้ก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด แต่ธนาคารเห็นว่าได้รับคำเรียกร้องตามเงื่อนไขในหนังสือค้ำประกันครบถ้วนแล้ว จึงชำระเงินจำนวน 3,900,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกัน

หลังจากธนาคารชำระเงินแล้ว ธนาคารได้เรียกให้โจทก์ทั้งสองชำระหนี้ตามข้อตกลงสินเชื่อและภาระจากหนังสือค้ำประกัน พร้อมทั้งใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองเพื่อนำมาชำระหนี้บางส่วนตามที่ตกลงไว้ในสัญญา ทำให้โจทก์ทั้งสองต้องรับภาระหนี้พร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมตามข้อตกลงกับธนาคาร

ในเวลาเดียวกัน ข้อพิพาทระหว่างผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้างเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และต่อมาศาลฎีกาในคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย และต้องชำระค่าจ้างค้างชำระพร้อมคืนเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทในคดีนี้ว่า เงินจำนวน 3,900,000 บาท ที่ผู้ว่าจ้างได้รับจากหนังสือค้ำประกันยังมีฐานกฎหมายรองรับต่อไปหรือไม่ และผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวคืน

ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย

ประเด็นแรก คือ คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เนื่องจากจำเลยที่ 1 อ้างว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าสิทธิเรียกร้องให้คืนเงินตามหนังสือค้ำประกันเกิดขึ้นพร้อมกับคดีเดิม หรือเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากธนาคารได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแล้ว

ประเด็นที่สอง คือ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 รับเงินไว้โดยเป็นลาภมิควรได้ เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็นหรือไม่ โดยต้องพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์มีข้ออ้างและคำขอบังคับครอบคลุมถึงการเรียกคืนเงินดังกล่าวหรือไม่

ประเด็นที่สาม คือ โจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกเงินที่ธนาคารชำระตามหนังสือค้ำประกันคืนจากจำเลยที่ 1 หรือไม่ เมื่อธนาคารได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกันโดยสุจริต และภายหลังศาลมีคำพิพากษาว่าโจทก์ที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา รวมทั้งต้องวินิจฉัยว่าการเรียกเงินคืนดังกล่าวเป็นการอาศัยหลักผู้รับช่วงสิทธิหรือเป็นสิทธิเรียกคืนลาภมิควรได้ตามกฎหมาย

ประเด็นที่สี่ คือ จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารต้องคืนเงินที่หักจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ โดยต้องพิจารณาผลผูกพันของบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ คำขอออกหนังสือค้ำประกัน และอำนาจของธนาคารในการหักกลบลบหนี้ตามข้อตกลงที่คู่สัญญาได้ทำไว้

ประเด็นสุดท้าย คือ การกระทำของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเงินตามหนังสือค้ำประกัน การหักบัญชีเงินฝาก และการรายงานภาระหนี้ต่อบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ และโจทก์ทั้งสองมีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน เนื่องจากขณะที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องคดีเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างนั้น ธนาคารยังมิได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่จำเลยที่ 1 สิทธิเรียกร้องให้คืนเงินตามหนังสือค้ำประกันจึงยังไม่เกิดขึ้น และไม่เป็นประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัยในคดีก่อน ต่อมาภายหลังธนาคารได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 จึงเกิดขึ้นใหม่จากเหตุการณ์ภายหลังการฟ้องคดีเดิม ทำให้ข้อพิพาทและคำขอบังคับในคดีนี้แตกต่างจากคดีก่อนโดยสิ้นเชิง จึงไม่เป็นการดำเนินคดีซ้ำในเหตุเดียวกัน

ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 รับเงินไว้ในฐานลาภมิควรได้ มิใช่การวินิจฉัยนอกฟ้องหรือนอกประเด็น เพราะโจทก์ทั้งสองได้บรรยายข้อเท็จจริงไว้ในคำฟ้องว่า ภายหลังศาลฎีกาในคดีก่อนวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เงินที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากธนาคารตามหนังสือค้ำประกันจึงไม่มีฐานกฎหมายรองรับ และมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าว การที่ศาลนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการสืบพยานมาปรับใช้กับบทกฎหมายเรื่องลาภมิควรได้ จึงเป็นการวินิจฉัยภายในกรอบคำฟ้องและเป็นไปตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

สำหรับการชำระเงินของธนาคาร ศาลฎีกาเห็นว่า ธนาคารมีความผูกพันต่อผู้ว่าจ้างตามหนังสือค้ำประกัน และมีความผูกพันต่อผู้รับจ้างตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อและคำขอออกหนังสือค้ำประกัน ซึ่งผู้รับจ้างตกลงไว้ล่วงหน้าให้ธนาคารสามารถชำระเงินได้ทันทีเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องจากผู้ว่าจ้าง โดยไม่จำต้องรอผลการวินิจฉัยข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง อีกทั้งผู้รับจ้างยังสละสิทธิที่จะคัดค้านการชำระเงินดังกล่าวไว้ด้วย เมื่อผู้ว่าจ้างมีหนังสือแจ้งว่าผู้รับจ้างผิดสัญญาและเรียกให้ธนาคารรับผิดตามหนังสือค้ำประกันครบถ้วนตามเงื่อนไข ธนาคารจึงมีหน้าที่ต้องชำระเงินเต็มวงเงินตามหนังสือค้ำประกัน การชำระเงินดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขของสัญญาโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาศาลจะพิพากษาว่าผู้รับจ้างมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาก็ตาม เพราะความรับผิดของธนาคารตามหนังสือค้ำประกันเป็นความสัมพันธ์อีกส่วนหนึ่งที่แยกต่างหากจากข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง

อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลฎีกาในคดีก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ที่ 1 อีกต่อไป เงินจำนวน 3,900,000 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากธนาคารตามหนังสือค้ำประกันจึงหมดฐานกฎหมายรองรับ การรับเงินดังกล่าวจึงกลายเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ผู้ที่ได้รับประโยชน์จึงมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแก่ผู้เสียเปรียบตามบทบัญญัติดังกล่าว

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้รับช่วงสิทธิจากธนาคาร แต่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับเหตุผลดังกล่าว เพราะข้อเท็จจริงปรากฏว่า หลังจากธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแล้ว ธนาคารได้ใช้สิทธิเรียกร้องและบังคับให้โจทก์ที่ 1 รับภาระหนี้ตามข้อตกลงสินเชื่อ พร้อมทั้งเรียกดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม รวมถึงใช้สิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสองเพื่อชำระหนี้บางส่วน จึงถือว่าโจทก์ที่ 1 เป็นผู้ที่รับภาระความเสียหายจากการชำระเงินของธนาคารโดยตรง เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ได้รับเงินอันเป็นลาภมิควรได้ โจทก์ที่ 1 จึงมีสิทธิเรียกคืนเงินดังกล่าวจากจำเลยที่ 1 โดยตรงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 มิใช่อาศัยหลักการรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความสัมพันธ์ทางกฎหมายในคดีที่มีหนังสือค้ำประกันของธนาคารเกี่ยวข้อง อาจประกอบด้วยนิติสัมพันธ์หลายส่วนที่แยกจากกัน แม้จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์เดียวกันก็ตาม ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกับผู้ว่าจ้างตามหนังสือค้ำประกัน และความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารกับผู้รับจ้างตามบันทึกข้อตกลงสินเชื่อและคำขอออกหนังสือค้ำประกัน แต่ละนิติสัมพันธ์มีสิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขบังคับใช้เป็นอิสระต่อกัน การวินิจฉัยข้อพิพาทในความสัมพันธ์หนึ่งจึงไม่ทำให้การปฏิบัติตามความสัมพันธ์อีกส่วนหนึ่งกลายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในขณะที่ได้กระทำลง

ศาลฎีกายังวางหลักสำคัญว่า แม้ธนาคารจะชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันโดยชอบและโดยสุจริต แต่เมื่อข้อพิพาทหลักได้รับการวินิจฉัยถึงที่สุดว่าผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย เงินที่ผู้ว่าจ้างได้รับไว้ก็ย่อมเปลี่ยนสภาพเป็นลาภมิควรได้ ผู้รับเงินจึงต้องคืนทรัพย์แก่ผู้เสียเปรียบตามหลักกฎหมายเรื่องลาภมิควรได้ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่มุ่งป้องกันมิให้บุคคลหนึ่งได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้อื่นโดยปราศจากฐานกฎหมายรองรับ แม้ว่าการได้รับเงินนั้นจะเกิดขึ้นจากการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายในขณะเริ่มแรกก็ตาม

เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความเป็นธรรมในความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน โดยกำหนดให้บุคคลซึ่งได้รับทรัพย์หรือประโยชน์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ต้องคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแก่ผู้เสียเปรียบ หลักกฎหมายดังกล่าวมิได้มุ่งลงโทษผู้รับทรัพย์ แต่มีเป้าหมายเพื่อให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่ผู้ที่ควรได้รับตามกฎหมาย และป้องกันมิให้บุคคลใดได้รับประโยชน์โดยไม่มีสิทธิ เมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับเงินจากธนาคารโดยอาศัยหนังสือค้ำประกันซึ่งมีผลผูกพันและธนาคารชำระเงินโดยสุจริตตามเงื่อนไขของสัญญา แต่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าโจทก์ที่ 1 มิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้ว่าจ้างจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย เงินที่ได้รับไว้จึงขาดฐานกฎหมายรองรับต่อไป กลายเป็นลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 และต้องคืนแก่ผู้เสียเปรียบ หลักกฎหมายดังกล่าวจึงทำหน้าที่ปรับดุลแห่งความยุติธรรมภายหลังจากสิทธิและหน้าที่ของคู่กรณีได้รับการวินิจฉัยอย่างเด็ดขาดแล้ว

การวิเคราะห์หลักกฎหมายจากแนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า การชำระเงินของธนาคารตามหนังสือค้ำประกันกับสิทธิในการเรียกคืนเงินจากผู้รับเงิน เป็นประเด็นที่ต้องแยกพิจารณาออกจากกันอย่างชัดเจน ในช่วงเวลาที่ธนาคารได้รับหนังสือเรียกร้องจากผู้ว่าจ้าง ธนาคารมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกันที่คู่สัญญาตกลงไว้ การชำระเงินในขณะนั้นจึงเป็นการปฏิบัติตามสัญญาโดยสุจริตและไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อภายหลังศาลวินิจฉัยถึงที่สุดว่าผู้รับจ้างมิได้ผิดสัญญาและผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหาย ฐานกฎหมายที่รองรับการได้รับเงินของผู้ว่าจ้างย่อมสิ้นสุดลง ส่งผลให้เงินที่ได้รับไว้กลายเป็นลาภมิควรได้ตามกฎหมายแพ่ง แม้การรับเงินในขณะเริ่มต้นจะเป็นไปโดยชอบก็ตาม หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่าการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการชำระเงิน และการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการคงไว้ซึ่งเงินดังกล่าว เป็นคนละช่วงเวลาและคนละประเด็นทางกฎหมาย

ศาลฎีกายังอธิบายเพิ่มเติมว่า สิทธิเรียกคืนเงินของโจทก์ที่ 1 มิได้เกิดจากการรับช่วงสิทธิของธนาคาร แต่เกิดจากการที่โจทก์ที่ 1 เป็นผู้รับภาระความเสียหายโดยตรงภายหลังจากธนาคารใช้สิทธิเรียกชำระหนี้ตามข้อตกลงสินเชื่อและหนังสือค้ำประกัน เมื่อโจทก์ที่ 1 ต้องชำระเงิน ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมคืนแก่ธนาคาร จึงเป็นผู้เสียเปรียบตามความหมายของมาตรา 406 และมีสิทธิเรียกให้ผู้ที่ได้รับลาภมิควรได้คืนทรัพย์โดยตรง การวินิจฉัยเช่นนี้ทำให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผู้ที่เป็นผู้รับภาระความเสียหายที่แท้จริง มากกว่าการอาศัยหลักกฎหมายเรื่องการรับช่วงสิทธิ

นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันหลักการสำคัญว่า การใช้สิทธิของผู้ว่าจ้างในการเรียกให้ธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน และการใช้สิทธิของธนาคารในการหักบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาที่คู่สัญญาได้ตกลงกันไว้โดยชอบ หากเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาและกระทำโดยสุจริต ย่อมไม่เป็นการละเมิด แม้ว่าภายหลังผลของข้อพิพาทตามสัญญาหลักจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผิดนัดชำระหนี้ ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น หรือการรายงานภาระหนี้ต่อบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ย่อมเป็นผลสืบเนื่องจากภาระหนี้ที่ยังคงมีอยู่ มิใช่ผลจากการกระทำละเมิดของจำเลยทั้งสอง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น 

พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 612,771 บาทแก่โจทก์ที่ 1 และชำระเงินจำนวน 627,498.03 บาทแก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองตามส่วนที่แพ้คดี ส่วนคำขอของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์ 

พิพากษาแก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 3,900,000 บาทแก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดและให้ปรับเปลี่ยนตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลา พร้อมให้จำเลยที่ 1 รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมตามส่วนที่แพ้คดี ขณะเดียวกันยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างคู่ความในส่วนดังกล่าวเป็นพับ

3. ศาลฎีกา 

พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าคดีไม่เป็นฟ้องซ้ำ การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่เป็นเรื่องนอกฟ้อง และโจทก์ที่ 1 มีสิทธิเรียกเงินจำนวน 3,900,000 บาทคืนจากจำเลยที่ 1 เพราะเงินดังกล่าวเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 แม้ศาลฎีกาจะไม่เห็นพ้องกับเหตุผลของศาลอุทธรณ์ในเรื่องการรับช่วงสิทธิ แต่เห็นว่าผลของคำพิพากษาถูกต้องแล้ว ส่วนการที่ธนาคารหักบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสองและการกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิด จึงพิพากษายืนและให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นว่า หนังสือค้ำประกันของธนาคารเป็นนิติสัมพันธ์ที่มีผลผูกพันเป็นอิสระจากข้อพิพาทตามสัญญาหลัก ธนาคารมีหน้าที่ชำระเงินเมื่อได้รับคำเรียกร้องที่เป็นไปตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกัน แม้ภายหลังศาลจะวินิจฉัยว่าลูกหนี้มิได้ผิดสัญญาก็ตาม อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อพิพาทตามสัญญาหลักถึงที่สุดและปรากฏว่าผู้รับเงินไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ดังกล่าวอีกต่อไป เงินที่ได้รับไว้ย่อมกลายเป็นลาภมิควรได้ ผู้เสียเปรียบซึ่งเป็นผู้รับภาระความเสียหายแท้จริงย่อมมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ได้โดยตรง หลักกฎหมายนี้ตอกย้ำว่าการชำระหนี้โดยสุจริตของผู้ค้ำประกันมิได้ตัดสิทธิในการเรียกคืนทรัพย์จากผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยปราศจากฐานกฎหมายในภายหลัง และเป็นหลักสำคัญที่สร้างความสมดุลระหว่างความมั่นคงของธุรกรรมหนังสือค้ำประกันกับหลักความเป็นธรรมในการคืนลาภมิควรได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการที่ผู้ว่าจ้างได้รับเงินจากธนาคารตามหนังสือค้ำประกันโดยชอบในขณะที่มีการเรียกร้องตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกัน แต่ภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้รับจ้างมิได้ผิดสัญญา ส่งผลให้เงินดังกล่าวกลายเป็นลาภมิควรได้ ผู้รับจ้างซึ่งเป็นผู้รับภาระหนี้ที่ธนาคารเรียกคืนจึงมีสิทธิเรียกเงินดังกล่าวคืนจากผู้ว่าจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406

ศาลวินิจฉัยว่า แม้ผู้ว่าจ้างจะได้รับเงินจากธนาคารโดยชอบตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกัน แต่เมื่อภายหลังศาลวินิจฉัยว่าผู้รับจ้างมิได้ผิดสัญญา ผู้ว่าจ้างย่อมไม่มีฐานกฎหมายที่จะยึดถือเงินดังกล่าวต่อไป เงินที่ได้รับไว้จึงเป็นลาภมิควรได้และต้องคืนแก่ผู้เสียเปรียบ

หนังสือค้ำประกันของธนาคารและการชำระหนี้โดยสุจริต

ศาลวินิจฉัยว่าธนาคารมีหน้าที่ต้องชำระเงินเมื่อได้รับคำเรียกร้องที่เป็นไปตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกัน การชำระเงินดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามสัญญาโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย แม้ผลของข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างจะเปลี่ยนแปลงในภายหลัง ก็ไม่ทำให้การชำระเงินของธนาคารกลายเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้บุคคลซึ่งได้รับทรัพย์หรือประโยชน์โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ ต้องคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแก่ผู้เสียเปรียบ หลักกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้บุคคลหนึ่งได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิรองรับตามกฎหมาย และเพื่อให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่ผู้ที่ควรได้รับตามความเป็นธรรม ในคดีนี้ แม้ผู้ว่าจ้างจะได้รับเงินจากธนาคารตามหนังสือค้ำประกันโดยชอบในขณะรับเงิน แต่เมื่อภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้รับจ้างมิได้ผิดสัญญาและผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหาย ฐานกฎหมายที่รองรับการได้รับเงินย่อมสิ้นสุดลง เงินจำนวนดังกล่าวจึงกลายเป็นลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 และผู้รับเงินมีหน้าที่ต้องคืนแก่ผู้เสียเปรียบ อันเป็นการฟื้นฟูความเป็นธรรมตามหลักกฎหมายแพ่งโดยไม่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของการชำระเงินของธนาคารในขณะที่ได้ปฏิบัติตามหนังสือค้ำประกันอย่างสุจริต

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

เมื่อธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันให้แก่ผู้ว่าจ้างแล้ว หากภายหลังศาลพิพากษาว่าผู้รับจ้างไม่ได้ผิดสัญญา ผู้รับจ้างสามารถเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากผู้ว่าจ้างได้หรือไม่

คำตอบ

สามารถเรียกคืนได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้รับจ้างมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา และผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือค่าปรับตามสัญญาอีกต่อไป เงินที่ผู้ว่าจ้างได้รับจากธนาคารตามหนังสือค้ำประกันย่อมหมดฐานกฎหมายรองรับ แม้ในขณะที่ธนาคารชำระเงินจะเป็นการชำระตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกันโดยชอบและโดยสุจริตก็ตาม เมื่อเหตุแห่งการได้รับเงินสิ้นสุดลง ผู้ว่าจ้างย่อมอยู่ในฐานะผู้รับลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 และมีหน้าที่คืนทรัพย์แก่ผู้เสียเปรียบ ทั้งนี้ ศาลฎีกาอธิบายว่า สิทธิเรียกคืนดังกล่าวเกิดจากหลักลาภมิควรได้ มิใช่เพราะการชำระเงินของธนาคารไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากแต่เป็นผลจากการที่คำพิพากษาถึงที่สุดทำให้ปรากฏว่าผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิได้รับเงินดังกล่าวอีกต่อไป เมื่อผู้รับจ้างเป็นผู้รับภาระหนี้ที่ธนาคารเรียกคืนภายหลังจากการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน ผู้รับจ้างจึงเป็นผู้เสียเปรียบตามความหมายของมาตรา 406 และมีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากผู้ว่าจ้างได้โดยตรง อันเป็นการคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้ที่รับภาระความเสียหายที่แท้จริง

2. คำถาม

เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันโดยชอบ แต่ผู้ว่าจ้างกลับต้องคืนเงินที่ได้รับในภายหลัง

คำตอบ

หลักกฎหมายในคดีนี้แยกความสัมพันธ์ทางกฎหมายออกเป็นคนละส่วนอย่างชัดเจน กล่าวคือ ธนาคารมีหน้าที่ตามหนังสือค้ำประกันที่จะต้องชำระเงินเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องจากผู้ว่าจ้างครบถ้วนตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการวินิจฉัยข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ดังนั้น ในวันที่ธนาคารชำระเงิน ธนาคารจึงได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยสุจริตและถูกต้องตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างเป็นอีกนิติสัมพันธ์หนึ่ง ซึ่งต่อมาศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้รับจ้างมิได้ผิดสัญญา ผู้ว่าจ้างจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือยึดถือเงินตามหนังสือค้ำประกันไว้ต่อไป ส่งผลให้เงินที่ได้รับในตอนแรกซึ่งเคยมีฐานกฎหมายรองรับ กลับกลายเป็นทรัพย์ที่ได้รับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ หลักการนี้สะท้อนว่า ความชอบด้วยกฎหมายของการชำระเงินในขณะเกิดเหตุ และสิทธิในการคงไว้ซึ่งเงินภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นคนละประเด็นทางกฎหมายและต้องพิจารณาแยกจากกันอย่างเคร่งครัดตามข้อเท็จจริงของแต่ละช่วงเวลา

3. คำถาม

ผู้รับจ้างสามารถฟ้องเรียกเงินตามหนังสือค้ำประกันคืนได้ทันทีหรือไม่ หากเคยมีคดีเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างคู่สัญญามาก่อน

คำตอบ

การที่เคยมีคดีเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างมาก่อน มิได้หมายความว่าการฟ้องเรียกเงินตามหนังสือค้ำประกันจะเป็นฟ้องซ้ำเสมอไป เพราะต้องพิจารณาว่าสิทธิเรียกร้องที่นำมาฟ้องในคดีใหม่เกิดขึ้นเมื่อใด หากในขณะที่มีการฟ้องคดีเดิม ธนาคารยังมิได้ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน สิทธิเรียกร้องให้คืนเงินดังกล่าวย่อมยังไม่เกิดขึ้นและยังไม่เป็นประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัย ต่อมาเมื่อธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันแล้ว และภายหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้รับจ้างมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา สิทธิเรียกคืนเงินที่ผู้ว่าจ้างได้รับไว้โดยไม่มีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้จึงเพิ่งเกิดขึ้นภายหลังจากการฟ้องคดีเดิม คดีใหม่จึงมีเหตุแห่งการฟ้องและคำขอบังคับแตกต่างจากคดีก่อน แม้คู่ความจะเป็นบุคคลเดียวกันและมีจุดเริ่มต้นจากสัญญาฉบับเดียวกันก็ตาม ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า การพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจริงและประเด็นข้อพิพาทที่ศาลต้องวินิจฉัย มิใช่พิจารณาเพียงว่าคดีทั้งสองเกี่ยวข้องกับสัญญาฉบับเดียวกันหรือมีข้อเท็จจริงบางส่วนร่วมกันเท่านั้น

4. คำถาม

ธนาคารมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของผู้รับจ้างเพื่อชำระหนี้ที่เกิดจากหนังสือค้ำประกันหรือไม่

คำตอบ

หากผู้รับจ้างได้ทำบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ คำขอให้ธนาคารออกหนังสือค้ำประกัน และหนังสือมอบอำนาจหรือข้อตกลงที่ให้อำนาจธนาคารหักบัญชีเงินฝากไว้ล่วงหน้า ธนาคารย่อมมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากของลูกหนี้เพื่อนำมาชำระหนี้ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และภาระต่าง ๆ ที่เกิดจากการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันได้ เมื่อธนาคารได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกันโดยชอบและต้องรับภาระชำระเงินแทนลูกหนี้แล้ว ลูกหนี้ย่อมมีหน้าที่ชดใช้เงินคืนแก่ธนาคารตามข้อตกลงสินเชื่อที่ทำไว้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่ธนาคารใช้สิทธิหักบัญชีเงินฝากตามข้อตกลงดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามสัญญา มิใช่การกระทำโดยมิชอบ และธนาคารไม่มีหน้าที่คืนเงินที่หักจากบัญชีให้แก่ผู้รับจ้าง เพราะสิทธิในการหักบัญชีเป็นผลจากข้อตกลงที่คู่สัญญาได้ยินยอมไว้ล่วงหน้าโดยชัดแจ้ง การโต้แย้งว่าผู้รับจ้างมิได้ผิดสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างจึงไม่ทำให้สิทธิของธนาคารตามสัญญาสินเชื่อและคำขอออกหนังสือค้ำประกันสิ้นผลไป

5. คำถาม

การที่ผู้ว่าจ้างเรียกให้ธนาคารชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน และการที่ธนาคารรายงานภาระหนี้ของผู้รับจ้างต่อบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ถือเป็นการกระทำละเมิดหรือไม่

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวไม่เป็นละเมิด เนื่องจากผู้ว่าจ้างใช้สิทธิเรียกร้องตามเงื่อนไขของสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและหนังสือค้ำประกันในขณะที่ผู้รับจ้างยังไม่ส่งมอบงานภายในกำหนดเวลา จึงเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาที่มีอยู่ในขณะนั้น ส่วนธนาคารเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องที่เป็นไปตามเงื่อนไขก็มีหน้าที่ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกัน และเมื่อผู้รับจ้างไม่ชำระหนี้คืน ธนาคารย่อมมีสิทธิเรียกชำระหนี้ คิดดอกเบี้ย และรายงานภาระหนี้ตามข้อเท็จจริงต่อบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติได้ การที่ผู้รับจ้างสูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือไม่สามารถขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้ เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ยังมีภาระหนี้ค้างชำระต่อธนาคาร มิใช่ผลจากการกระทำละเมิดของผู้ว่าจ้างหรือธนาคาร ศาลจึงเห็นว่าการใช้สิทธิตามสัญญาและการรายงานข้อมูลหนี้ที่เป็นความจริงไม่เป็นการกระทำโดยผิดกฎหมาย แม้ภายหลังผู้รับจ้างจะมีสิทธิเรียกเงินคืนจากผู้ว่าจ้างในฐานลาภมิควรได้ก็ตาม เพราะเป็นคนละนิติสัมพันธ์และคนละประเด็นทางกฎหมายที่ต้องแยกพิจารณาออกจากกันอย่างชัดเจน

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง หนังสือค้ำประกันของธนาคาร และหลักลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 โดยยืนยันว่า ธนาคารซึ่งออกหนังสือค้ำประกันมีหน้าที่ต้องชำระเงินตามเงื่อนไขของหนังสือค้ำประกันเมื่อได้รับหนังสือเรียกร้องจากผู้ว่าจ้างครบถ้วนตามที่ตกลงไว้ การชำระเงินดังกล่าวเป็นการปฏิบัติตามสัญญาโดยสุจริตและชอบด้วยกฎหมาย แม้ในขณะนั้นข้อพิพาทตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างยังมิได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดก็ตาม

อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในภายหลังว่าผู้รับจ้างมิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ผู้ว่าจ้างย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือยึดถือเงินที่ได้รับจากหนังสือค้ำประกันต่อไป เงินดังกล่าวจึงกลายเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ อันเป็นลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ผู้ว่าจ้างจึงมีหน้าที่คืนเงินแก่ผู้เสียเปรียบ แม้ว่าการได้รับเงินในขณะเริ่มแรกจะเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม

ศาลฎีกายังอธิบายหลักสำคัญว่า สิทธิของผู้รับจ้างในการเรียกเงินคืนมิได้เกิดจากการเข้ารับช่วงสิทธิของธนาคาร แต่เกิดจากการที่ผู้รับจ้างเป็นผู้รับภาระหนี้ที่ธนาคารได้ชำระแทนและภายหลังถูกธนาคารใช้สิทธิเรียกชำระคืนตามข้อตกลงสินเชื่อ จึงเป็นผู้เสียเปรียบตามความหมายของมาตรา 406 และมีสิทธิเรียกคืนเงินจากผู้ที่ได้รับลาภมิควรได้โดยตรง ซึ่งเป็นการใช้หลักกฎหมายเรื่องการคืนทรัพย์เพื่อฟื้นฟูความเป็นธรรมระหว่างคู่กรณี

นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันว่า การใช้สิทธิของธนาคารในการหักบัญชีเงินฝากของลูกหนี้ตามข้อตกลงสินเชื่อ รวมทั้งการรายงานภาระหนี้ตามข้อเท็จจริง เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาและตามข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในขณะนั้น จึงไม่เป็นการกระทำละเมิด แม้ว่าภายหลังผลของข้อพิพาทตามสัญญาหลักจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า หนังสือค้ำประกันของธนาคารมีผลผูกพันเป็นอิสระจากสัญญาหลัก แต่เมื่อสิทธิของผู้รับเงินสิ้นสุดลงตามคำพิพากษาถึงที่สุด ผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับย่อมต้องคืนทรัพย์ตามหลักลาภมิควรได้ เพื่อให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่ผู้ที่ควรได้รับตามกฎหมาย และรักษาหลักความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมายแพ่งอย่างแท้จริง

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8012/2568 

โจทก์ที่ 1 นำหนังสือค้ำประกันของธนาคารจำเลยที่ 2 มาวางต่อจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้าง เพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ในการขอออกหนังสือค้ำประกันนั้น โจทก์ที่ 1 มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) อันมีลักษณะที่โจทก์ที่ 1 ตกลงขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ และให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันสองฉบับนั้น เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาต่อบุคคลภายนอกหรือจำเลยที่ 1 โดยในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันไปแล้ว โจทก์ที่ 1 จะนำเงินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งจำนวนทันทีและยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้าในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่มีใจความสำคัญว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการค้ำประกันหนี้ค่าปรับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างของโจทก์ที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเพียงว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 และมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 แจ้งว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ส่งมอบงานภายในกำหนดเวลา วันที่ 25 พฤษภาคม 2557 และให้จำเลยที่ 2 ชดเชยความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 13 สิงหาคม 2557 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ถือว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิเสธความรับผิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแล้ว จึงอยู่ในเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นก็ล่วงเลยกำหนดเวลาส่งมอบงานมาแล้ว การที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินเต็มวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 3,900,000 บาท จึงเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกัน การชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้จึงเป็นการชำระหนี้โดยสุจริต แม้ในคดีก่อนโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างกับจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างจะมีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยฟังว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างงวดงานค้างชำระกับเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 ก็เป็นเงินคนละส่วนคนละจำนวนกับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับในคดีนี้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับเงินตามหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นลาภมิควรได้ที่ผู้รับไว้จะต้องคืนทรัพย์นั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 หลังจากที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 แล้ว ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ชำระหนี้ตามหนี้เงินกู้และหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ รวม 3,962,201.12 บาท และจำเลยที่ 2 หักบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองชำระภาระหนี้ดังกล่าววันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้บังคับเอาหรือใช้สิทธิเรียกร้องเงินที่ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นจากโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่ต้องชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนไป พร้อมด้วยดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ กรณีจึงถือได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียเปรียบที่จะเรียกเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับอันเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ 1 รับไปคืนแก่โจทก์ที่ 1 ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 49,816,712.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 28,400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 612,771 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 และชำระเงินจำนวน 627,498.03 บาท ให้แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว นับตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสอง เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 2 ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งสองชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 3,900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ที่ 1 เฉพาะค่าขึ้นศาลให้รับผิดเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลให้โจทก์ที่ 1 รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 ทั้งสองศาลและค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยที่ 1 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดโดยมีโจทก์ที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาว่าจ้างโจทก์ที่ 1 ให้ก่อสร้างอาคารโชว์รูมรถยนต์ในราคา 39,000,000 บาท เริ่มก่อสร้างในวันทำสัญญาและแล้วเสร็จภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างต้องนำหนังสือค้ำประกันของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์มูลค่าร้อยละ 5 ของมูลค่าตามสัญญาให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 ในวันทำสัญญา และมูลค่าร้อยละ 5 ของมูลค่าตามสัญญาให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 หลังจากทำสัญญา 30 วัน รวมเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาร้อยละ 10 ต่อมาในวันที่ 27 กันยายน 2556 และวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 โจทก์ที่ 1 จึงยื่นคำขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์เพื่อขอให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกันเพื่อเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างโดยตกลงให้ค่าธรรมเนียมจัดการการให้สินเชื่ออัตราร้อยละ 3 ของวงเงินสินเชื่อและดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี โดยโจทก์ทั้งสองมอบสิทธิในการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำบัญชีเลขที่ 910-3-00265-xxxx จำนวน 600,000 บาท ของโจทก์ที่ 1 และบัญชีเลขที่ 910-3-00274-xxxx จำนวน 600,000 บาท ของโจทก์ที่ 2 ไว้เป็นประกันแก่จำเลยที่ 2 เพื่อหักชำระหนี้ได้ทันที วันที่ 8 ตุลาคม 2556 และวันที่ 11 ธันวาคม 2556 จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกัน เลขที่ 56-42-xxxx-x และเลขที่ 56-42-yyyy-y โดยจำเลยที่ 2 ยอมรับเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงินฉบับละไม่เกิน 1,950,000 บาท รวม 3,900,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 อ้างว่าโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถสร้างอาคารโชว์รูมรถยนต์ส่งมอบงานให้ได้ตามสัญญา และในวันเดียวกันจำเลยที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ไปเจรจาหาข้อยุติเกี่ยวกับข้อพิพาทกับจำเลยที่ 1 และในวันเดียวกันโจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 30 กันยายน 2557 โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้ชำระค่าจ้างงวดงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและคืนเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2399/2557 ของศาลจังหวัดขอนแก่น วันที่ 7 ตุลาคม 2557 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 อ้างว่าจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างผิดสัญญาและบอกเลิกสัญญาโดยไม่สุจริต ขอให้จำเลยที่ 2 ระงับการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองไว้ก่อนจนกว่าคดีดังกล่าวจะถึงที่สุด และในวันเดียวกัน จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบถึงการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับจำนวน 3,900,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ด้วยแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2557 จากนั้นวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ชำระหนี้ตามหนี้เงินกู้และหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับรวม 3,962,201.12 บาท วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองแจ้งให้ทราบถึงหนี้เงินกู้และหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับจำนวน 4,144,788.33 บาท และจะหักบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ที่ 1 จำนวน 612,771 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 646,371.72 บาท เพื่อปิดบัญชีนำเงินเข้าชำระหนี้ดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 2 ดำเนินการปิดบัญชีของโจทก์ทั้งสองนำเงินเข้าชำระหนี้ดังกล่าวบางส่วน ต่อมาวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ที่ 1 ว่ามียอดหนี้และดอกเบี้ยค้างชำระทั้งสิ้น 4,155,246 บาท ส่วนในคดีก่อนที่โจทก์ที่ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 2399/2557 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2562 โดยวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อจำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญาและโจทก์ที่ 1 ไม่ทำการก่อสร้างต่อไป ถือว่าสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 เป็นอันยกเลิกกันโดยปริยาย คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายตามฟ้องแย้ง และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างที่ค้างกับคืนเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 และยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2392/2562

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ก่อนว่า ฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนหรือไม่ เห็นว่า ในคดีก่อนขณะที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 1 ขอบังคับจำเลยที่ 1 ให้ชำระค่าจ้างงวดงานตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างและคืนเงินประกันผลงาน เป็นคดีหมายเลขดำที่ 2399/2557 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ในวันที่ 30 กันยายน 2557 นั้น โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาแทนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่โจทก์ที่ 1 ในคดีก่อนจึงไม่มีประเด็นให้ศาลจำต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ โดยหลังจากที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องในคดีก่อนแล้ว จำเลยที่ 2 เพิ่งชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับจำนวน 3,900,000 บาท แก่จำเลยที่ 1 ด้วยแคชเชียร์เช็ค 2 ฉบับ ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2557 ส่วนคดีนี้โจทก์ที่ 1 ยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาจากการที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแทนหรือในนามโจทก์ที่ 1 ให้แก่จำเลยที่ 1 และมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า จำเลยที่ 1 ต้องคืนเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปแทนโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่โจทก์ที่ 1 หรือไม่ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่ 1 จึงเพิ่งจะเกิดขึ้นภายหลังจากที่โจทก์ที่ 1 ยื่นฟ้องในคดีก่อน คดีนี้มิได้มีประเด็นข้อพิพาทเป็นอย่างเดียวกันกับคดีก่อน แม้ต่อมาวันที่ 18 เมษายน 2562 ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างงวดงานที่ค้างชำระกับเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 แต่ก็มิใช่เงินที่จำเลยที่ 2 ได้ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแทนหรือในนามของโจทก์ที่ 1 กรณีจึงมิได้เป็นการวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันและเป็นฟ้องซ้ำ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการที่สองตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 รับเงินไว้โดยปราศจากมูลหนี้และเป็นลาภมิควรได้ จำเลยที่ 2 ใช้สิทธิไล่เบี้ยจากโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมรับช่วงสิทธิของจำเลยที่ 2 เรียกเอาเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ได้นั้น เป็นเรื่องนอกฟ้องและไม่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ทั้งสองบรรยายฟ้องว่า เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีก่อนว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาแล้ว จำเลยที่ 2 จึงไม่จำต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ โจทก์ทั้งสองจึงขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้น เป็นการบรรยายฟ้องถึงเหตุที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับโดยไม่มีมูลหนี้เป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 จะต้องคืนเงินหรือชำระเงินแก่โจทก์ทั้งสองในฐานใดหรือฐานลาภมิควรได้หรือไม่นั้น โจทก์ทั้งสองสามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา และศาลย่อมต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่คู่ความได้นำสืบในชั้นพิจารณา เมื่อโจทก์ทั้งสองมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 คืนเงินหรือชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่โจทก์ทั้งสองแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 รับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนหรือในนามโจทก์ที่ 1 ไว้ในฐานลาภมิควรได้และให้คืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์ที่ 1 จึงมิใช่เรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นหรือเกินไปจากที่ปรากฏในฟ้องของโจทก์ทั้งสอง และชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 แล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการที่สามตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 1 คืนเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนหรือในนามโจทก์ที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ที่ 1 มีความผูกพันที่จะต้องรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) โดยในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันไปแล้ว โจทก์ที่ 1 จะนำเงินมาชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งจำนวนทันทีและยินยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมเงินที่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ประกาศเรียกเก็บจากลูกค้าในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งในขณะทำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวเท่ากับอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนั้น ข้อสัญญาดังกล่าวมีลักษณะที่โจทก์ที่ 1 ตกลงขอสินเชื่อจากจำเลยที่ 2 โดยตกลงให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นต่อบุคคลภายนอกหรือจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ ใจความว่า ตามที่โจทก์ที่ 1 ทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างต่อจำเลยที่ 1 โดยให้ธนาคารเป็นผู้ค้ำประกันนั้น จำเลยที่ 2 ยอมรับเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงิน (ฉบับละ 1,950,000 บาท) และยอมรับรองว่าขณะใดที่ได้รับหนังสือแจ้งความจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ปรับโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงินและโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถที่จะชำระเงินค่าปรับนั้นได้ จำเลยที่ 2 ยอมส่งเงินจำนวนนั้นไปชำระต่อจำเลยที่ 1 ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือแจ้งความนั้น ใจความสำคัญในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับดังกล่าว เป็นการระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า เป็นหนังสือค้ำประกันที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมชำระเงินให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการค้ำประกันหนี้ค่าปรับที่จะเกิดมีขึ้นในอนาคตจากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างของโจทก์ที่ 1 โดยมีเงื่อนไขการชำระเงินเพียงว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิบัติผิดสัญญาไม่ชำระค่าปรับแก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น นอกจากนี้ โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ยังมีความผูกพันตามคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ ซึ่งในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อใดที่จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชอบตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ โจทก์ที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันตามจำนวนที่ถูกเรียกร้องได้ทันที โดยไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบก่อน รวมทั้งขอสละสิทธิที่จะทักท้วงคัดค้านการจ่ายเงินของจำเลยที่ 2 แม้จะมีข้อต่อสู้ใด ๆ ก็ตาม ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังโจทก์ที่ 1 และมีหนังสือไปยังจำเลยที่ 2 ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 แจ้งว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ส่งมอบงานภายในกำหนดเวลาวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 และให้จำเลยที่ 2 ชดเชยความเสียหายแก่จำเลยที่ 1 จากนั้นวันที่ 13 สิงหาคม 2557 โจทก์ที่ 1 มีหนังสือบอกเลิกสัญญาไปยังจำเลยที่ 1 ซึ่งถือว่าโจทก์ที่ 1 ปฏิเสธความรับผิดค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 มีหนังสือให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแล้ว จึงอยู่ในเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งในขณะนั้นก็ล่วงเลยกำหนดเวลาส่งมอบงานวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 มาแล้วถึงกว่า 2 เดือน การที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินเต็มวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 3,900,000 บาท จึงเป็นการปฏิบัติตามเงื่อนไขในหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่จำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกัน และในขณะเดียวกัน ยังถือว่าจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามเงื่อนไขในคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกัน ที่จำเลยที่ 2 มีความผูกพันต่อโจทก์ที่ 1 ด้วย การชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้จึงเป็นการชำระหนี้โดยสุจริต ส่วนโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างกับจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายผิดสัญญาและมีความรับผิดต่อกันอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวในคดีก่อนที่มีข้อพิพาทกันเกี่ยวกับสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง เมื่อในคดีก่อนศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 4 โดยฟังว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ได้ปฏิบัติผิดสัญญาและให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าจ้างงวดงานค้างชำระกับเงินประกันผลงานแก่โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นเงินคนละส่วนคนละจำนวนกับเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับในคดีนี้ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 รับเงินตามหนังสือค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นลาภมิควรได้ที่ผู้รับไว้จะต้องคืนทรัพย์นั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 และเมื่อโจทก์ที่ 1 มีความผูกพันต่อจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 ยังมีความผูกพันต่อจำเลยที่ 2 ตามคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันซึ่งโจทก์ที่ 1 ตกลงชดใช้เงินที่จำเลยที่ 2 ได้ชำระแก่จำเลยที่ 1 ตามหนังสือค้ำประกัน ค่าธรรมเนียมการออกหนังสือค้ำประกัน พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้น ซึ่งหลังจากที่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ไปในวันที่ 7 ตุลาคม 2557 แล้ว ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองให้ชำระหนี้ตามหนี้เงินกู้และหนี้ตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ รวม 3,962,201.12 บาท และจำเลยที่ 2 หักบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองชำระภาระหนี้ดังกล่าววันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 กรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้บังคับเอาหรือใช้สิทธิเรียกร้องเงินที่ชำระไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับนั้นจากโจทก์ที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 ย่อมมีความผูกพันที่ต้องชำระเงินที่จำเลยที่ 2 ชำระแทนไป พร้อมด้วยดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อและคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันดังกล่าว ในกรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียเปรียบที่จะเรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับอันเป็นลาภมิควรได้ที่จำเลยที่ 1 รับไปแก่โจทก์ที่ 1 ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 มีสิทธิฟ้องเรียกเงินคืนจากจำเลยที่ 1 ในฐานเป็นผู้รับช่วงสิทธิจากจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน แต่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินที่หักจากบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองแก่โจทก์ทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า ตามคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกัน โจทก์ที่ 1 ขอให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกันแก่จำเลยที่ 1 ในข้อ 3 ระบุว่า เมื่อใดก็ตามที่จำเลยที่ 2 ได้รับแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลยที่ 1 ให้รับผิดชอบเงินตามหนังสือค้ำประกัน โจทก์ที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินได้ทันทีโดยไม่จำต้องแจ้งให้โจทก์ที่ 1 ทราบก่อน รวมทั้งโจทก์ที่ 1 ขอสละสิทธิที่จะทักท้วงคัดค้านการจ่ายเงินของจำเลยที่ 2 แม้โจทก์ที่ 1 จะมีข้อต่อสู้ใด ๆ ก็ตาม ข้อ 4 ระบุว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ปฏิบัติตามหนังสือค้ำประกัน หากโจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีข้อต่อสู้เกี่ยวกับการไม่ต้องรับผิดชอบหรือมีข้อต่อสู้อื่นใดกับจำเลยที่ 1 โจทก์ที่ 1 ขอสละสิทธิจะโต้แย้งหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้กับจำเลยที่ 2 ในการที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้หรือโต้แย้งกับจำเลยที่ 1 โดยจะไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 1 เองเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก ส่วนหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ ในข้อ 2 ระบุว่า จำเลยที่ 2 ยอมรับรองว่าขณะใดที่ได้รับหนังสือแจ้งความจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาเป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ปรับโจทก์ที่ 1 ภายในวงเงินค้ำประกันและโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถชำระเงินค่าปรับนั้นได้ จำเลยที่ 2 ยอมชำระเงินจำนวนนั้นต่อจำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งความดังกล่าว ข้อตกลงดังกล่าวผูกพันจำเลยที่ 2 ต่อจำเลยที่ 1 ต่างจากข้อตกลงตามคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันที่ผูกพันจำเลยที่ 2 ต่อโจทก์ที่ 1 ซึ่งต่างคู่สัญญากัน และข้อตกลงทั้งสองยังกำหนดเงื่อนไขในการชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับไว้ในทำนองเดียวกันว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ได้รับหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรจากจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ที่ 1 ผิดนัดผิดสัญญาแล้ว จำเลยที่ 2 ยอมชำระเงินในวงเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับทันที มิได้ขัดแย้งกันหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้เป็นโมฆะดังที่โจทก์ที่ 1 ฎีกา และเมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินตามเงื่อนไขตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ที่ 1 จะเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือมีความรับผิดต่อจำเลยที่ 1 จริงหรือไม่ เพียงใด ก็ชอบที่โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 ต้องไปว่ากล่าวกันเอง และเมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับให้แก่จำเลยที่ 1 ไปแล้วมีผลทำให้โจทก์ที่ 1 มีความผูกพันที่ต้องชำระเงินพร้อมด้วยดอกเบี้ยให้แก่จำเลยที่ 2 โดยมีโจทก์ที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของโจทก์ที่ 1 และมอบสิทธิการถอนเงินบัญชีเงินฝากประจำไว้เป็นประกันต่อจำเลยที่ 2 ด้วยตามสัญญาค้ำประกัน ซึ่งตามบันทึกข้อตกลงการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) ข้อ 5 และคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกัน ข้อ 8 ต่างมีข้อความทำนองเดียวกันว่า โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้จำเลยที่ 2 หักเงินจากบัญชีเงินฝากทุกประเภทเพื่อชำระหนี้ภาระหนี้ ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม ที่ค้างชำระอยู่ได้ทันที และเมื่อโจทก์ที่ 1 มีภาระหนี้ในวงเงินสินเชื่อที่ขอให้จำเลยที่ 2 ออกหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับ โจทก์ทั้งสองซึ่งทำหนังสือมอบอำนาจไว้ให้แก่จำเลยที่ 2 ตามหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 มีอำนาจหักหรือถอนเงินฝากรวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ได้ทุกเมื่อ โจทก์ทั้งสองยังมอบสิทธิในการถอนเงินจากบัญชีเงินฝากประจำเพื่อประกันการชำระหนี้ตามภาระหนี้ดังกล่าวได้ จำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจในการถอนเงินฝากรวมทั้งดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นเพื่อนำมาชำระหนี้ของโจทก์ที่ 1 ที่ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 ด้วยการหักกลบลบหนี้ได้ จำเลยที่ 2 ไม่จำต้องคืนเงินให้แก่โจทก์ทั้งสอง และในกรณีเช่นนี้ ย่อมถือได้ว่าโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 เจ้าหนี้ตามจำนวนเงินที่โจทก์ที่ 2 ถูกหักบัญชีเงินฝากไปชำระหนี้ 627,498.03 บาท โจทก์ที่ 2 จึงเข้ารับช่วงสิทธิจำเลยที่ 2 ที่จะไล่เบี้ยและเรียกร้องเอาเงินส่วนนี้คืนจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 ส่วนจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ที่ 2 ไม่ได้เป็นคู่สัญญาหรือเป็นผู้ค้ำประกันโจทก์ที่ 1 ต่อจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง โจทก์ที่ 2 ซึ่งไม่มีความผูกพันอย่างใดตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างดังกล่าวนั้นย่อมมิใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการใช้หนี้ตามสัญญาดังกล่าว โจทก์ที่ 2 จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินส่วนนี้จากจำเลยที่ 1 ได้เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีขึ้นได้ด้วยอำนาจของกฎหมายเท่านั้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 229 (3) ส่วนการที่โจทก์ที่ 1 มีความรับผิดต่อจำเลยที่ 2 ที่ได้ชำระเงินไปตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่ชำระเงินนั้น ตามบันทึกการใช้สินเชื่อ (มีหลักประกัน) และคำขอให้ธนาคารออกหรือต่ออายุหนังสือค้ำประกันนั้น เป็นความรับผิดในอัตราดอกเบี้ยตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาซึ่งแตกต่างจากอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดความรับผิดในอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสองหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยที่ 1 บอกเลิกสัญญากับโจทก์ที่ 1 และเรียกให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินโดยไม่สุจริต จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิหักบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสอง จำเลยที่ 2 แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ว่าโจทก์ที่ 1 มีมูลหนี้คงเหลือ ณ วันที่ 29 เมษายน 2562 จำนวน 4,521,414 บาท ทั้งที่หักบัญชีเงินฝากของโจทก์ทั้งสองไปแล้ว ทำให้โจทก์ที่ 1 สูญเสียโอกาสทางธุรกิจไม่สามารถขอสินเชื่อหรือหลักประกันการทำงานกับธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ได้ ไม่สามารถเข้าทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับลูกค้าได้ ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย 24,500,000 บาท นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 กับโจทก์ที่ 1 มีความผูกพันตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคารโชว์รูมรถยนต์ที่โจทก์ที่ 1 มีหน้าที่ต้องก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2557 เมื่อโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างมิได้ก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าวย่อมมีเหตุให้จำเลยที่ 1 อ้างได้ว่าโจทก์ที่ 1 ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาได้ภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวและเรียกค่าปรับได้ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ซึ่งตามฟ้องของโจทก์ทั้งสองก็ยังยอมรับว่า การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนด ซึ่งตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง ข้อ 10.3.1 ให้สิทธิจำเลยที่ 1 ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้เมื่อโจทก์ที่ 1 ผู้รับจ้างไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลานั้น การที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกค่าปรับจึงเป็นการใช้สิทธิโดยชอบตามที่ระบุในสัญญาแล้ว ไม่เป็นละเมิด และเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ที่ 1 มีภาระหนี้ที่ต้องชำระแก่จำเลยที่ 2 ดังที่ได้วินิจฉัยไว้ข้างต้น หากโจทก์ที่ 1 ปลดภาระหนี้โดยชำระหนี้ให้แก่จำเลยที่ 2 ทันทีที่ถูกทวงถามจากจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีภาระหนี้อันเกิดจากดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ที่เกิดขึ้นในภายหลังนั้น การมีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากนับตั้งแต่จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามหนังสือค้ำประกันทั้งสองฉบับวันที่ 7 ตุลาคม 2557 จึงเกิดจากการผิดนัดชำระหนี้ของโจทก์ทั้งสองต่อจำเลยที่ 2 จนกระทั่งวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 จำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงโจทก์ทั้งสองแจ้งภาระหนี้ค้างชำระจำนวน 3,962,201.12 บาท และวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2558 จำเลยที่ 2 มีหนังสือแจ้งโจทก์ทั้งสองถึงภาระหนี้ ณ วันที่ 30 มกราคม 2558 จำนวน 4,144,788.33 บาท และจะดำเนินการถอนบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ที่ 1 จำนวน 612,771 บาท และโจทก์ที่ 2 จำนวน 646,371.72 บาท เพื่อชำระตามภาระหนี้ดังกล่าวในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 ซึ่งจะเห็นได้ว่า จำนวนเงินในบัญชีเงินฝากประจำของโจทก์ทั้งสองในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2558 จำนวน 612,771 บาท และจำนวน 646,371.72 บาท ไม่เพียงพอชำระหนี้ทั้งหมดที่มีอยู่ในวันที่ 30 มกราคม 2558 จำนวน 4,144,788.33 บาท ได้ โจทก์ทั้งสองยังคงมีภาระหนี้ค้างชำระต่อจำเลยที่ 2 ที่ต้องคิดดอกเบี้ยผิดนัดเรื่อยมา การมีภาระหนี้อันเกิดจากดอกเบี้ยผิดนัดเพิ่มขึ้นจึงเกิดจากความผิดของโจทก์ทั้งสองที่ผิดนัดต่อจำเลยที่ 2 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 รายงานภาระหนี้ที่ค้างชำระไปยังบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด จึงเป็นการรายงานภาระหนี้ที่ค้างชำระตามความเป็นจริง แม้จะทำให้โจทก์ที่ 1 สูญเสียโอกาสทางธุรกิจไม่สามารถขอสินเชื่อหรือหลักประกันการทำงานกับธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ได้ และไม่สามารถเข้าทำสัญญารับจ้างก่อสร้างกับลูกค้าได้ ก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองผิดนัดจนก่อให้เกิดภาระหนี้จำนวนมากค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 เอง มิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 2 ส่วนโจทก์ทั้งสองจะมีภาระหนี้ค้างชำระแก่จำเลยที่ 2 มากน้อยเพียงใด ชอบที่โจทก์ทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวกับจำเลยที่ 2 หรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้สิทธิเรียกร้องหรือบังคับกับโจทก์ทั้งสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ทั้งสอง ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 1 ในประเด็นปลีกย่อยไม่มีผลให้เปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

หนังสือค้ำประกันธนาคารเรียกเงินคืนได้หรือไม่  การได้รับเงินจากหนังสือค้ำประกันไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิยึดถือเงินนั้นไว้ตลอดไป  ผู้รับจ้างนำหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาวางเป็นหลักประกันตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง  ทนายลีนนท์ โทร.0859604258




ค้ำประกัน

ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนลูกหนี้แล้ว มีสิทธิไล่เบี้ยดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะได้หรือไม่ หลักกฎหมายเรื่องการรับช่วงสิทธิ ขอบเขตสิทธิไล่เบี้ย
ผู้ค้ำประกันยินยอมให้สหกรณ์หักเงินเดือนได้หรือไม่ เมื่อผู้กู้ผิดนัดและมีหนังสือยินยอมไว้ก่อน การใช้สิทธิของสหกรณ์ชอบด้วยกฎหมายเพียงใด และผู้ค้ำประกันจะเรียกเงินคืนฐานลาภมิควรได้หรือไม่
ผู้ค้ำประกันต้องคืนรถเช่าซื้อหรือไม่ เมื่อผู้เช่าซื้อถูกพิทักษ์ทรัพย์และล้มละลาย สัญญาค้ำประกันเป็นโมฆะหรือยังมีผลบังคับ
การรับช่วงสิทธิและสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้เดียวกัน(ฎีกา7028/2562)
ถอนฟ้องผู้ค้ำประกันไม่ใช่การปลดหนี้ ผู้ค้ำร่วมยังต้องรับผิดตามสัญญากู้
ผู้ค้ำประกันหลุดพ้น เมื่อผู้ให้เช่าซื้อยอมผ่อนเวลา (ฎีกา 2527/2567)
หลักการค้ำประกัน & ผ่อนเวลา, ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิด (ฎีกา 2276/2568)
ผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่คืนรถหลังเลิกสัญญา เจ้าของรถเรียกค่าเสียหายได้แค่ไหน และผู้ค้ำประกันหลุดพ้นความรับผิดหรือไม่
สิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันตามมาตรา 686 หลังการผิดนัด และข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย(ฎีกาที่ 6781/2567)
สัญญาค้ำประกันผู้ค้ำประกันถึงแก่ความตาย, สัญญาค้ำประกันไม่ระงับ, สิทธิเฉพาะตัวของผู้ค้ำประกัน,
สัญญาค้ำประกัน & ข้อจำกัดผู้ค้ำประกัน, ลูกหนี้ร่วม, ป.พ.พ. 681/1, (ฎีกา 2278/2567)
สิทธิผู้ค้ำประกันไล่เบี้ยลูกหนี้ได้กี่ส่วน? ผู้ค้ำประกัน, ไล่เบี้ย, ลูกหนี้ร่วม, มาตรา 229,