
| ศาลถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้หรือไม่ เมื่อทนายขอเลื่อนคดีและขอขยายเวลาในคดีผู้บริโภค
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีผู้บริโภค เมื่อจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การ แต่ทนายจำเลยมอบฉันทะให้นายวีรวุฒิยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี อ้างว่าทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยประสงค์จะไกล่เกลี่ยกับโจทก์ และหากตกลงกันไม่ได้ ประสงค์จะยื่นคำให้การต่อสู้คดีโดยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นต้องจัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลยก่อน การถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในทันที แล้วพิจารณาและพิพากษาคดีไปฝ่ายเดียว ย่อมเป็นกระบวนพิจารณาที่มิชอบ สาระสำคัญที่สุดของคดี จำเลยยังมิได้ยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภค ทนายจำเลยมอบฉันทะให้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีและขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า เมื่อคู่ความไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ ศาลต้องจัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลย จำเลยอาจยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาได้ การขาดนัดยื่นคำให้การเกิดขึ้นเมื่อจำเลยไม่ให้การ และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ การถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การทันที แล้วพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ คำถามที่น่าสนใจ 1. ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่นและขอเลื่อนคดี จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การทันทีหรือไม่ 2. คดีผู้บริโภคจำเลยมีสิทธิให้การด้วยวาจาแทนการยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือไม่ 3. ศาลฎีกามีอำนาจยกคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองได้หรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นไม่ได้สอบคำให้การของจำเลย ข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัย ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,909,475.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,379,355 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 6,896.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานโจทก์ในวันที่ 15 มีนาคม 2564 เมื่อถึงวันนัด โจทก์และทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล ทนายจำเลยมอบฉันทะให้นายวีรวุฒิยื่นคำร้องของทนายจำเลยขอเลื่อนคดี โดยอ้างว่าทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว ในคำร้องระบุว่า จำเลยประสงค์ไกล่เกลี่ยกับโจทก์ และหากไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยประสงค์ใช้สิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดี โดยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า ทนายโจทก์แถลงคัดค้านว่า ศาลกำหนดวันนัดไว้ล่วงหน้ากว่าห้าเดือน และโจทก์ไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ยเพราะเคยเจรจากันหลายครั้งแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่น แต่สามารถทำคำให้การให้ผู้รับมอบฉันทะนำมายื่นต่อศาลได้ การไม่นำมายื่นถือได้ว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ประกอบกับโจทก์ไม่ประสงค์ไกล่เกลี่ย จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว แล้วอนุญาตให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยาน และมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน หลักกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยและการสอบคำให้การ คดีผู้บริโภคต้องดำเนินกระบวนพิจารณาตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 25 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ศาลต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันก่อน หากคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลจัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาก็ได้ หากจำเลยให้การด้วยวาจา ศาลต้องจัดให้มีการบันทึกคำให้การและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ มาตรา 26 วรรคสอง กำหนดว่า ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ เหตุที่การถือว่าจำเลยขาดนัดไม่ชอบ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ทนายจำเลยมอบฉันทะให้ยื่นคำร้องแสดงความประสงค์ว่า จำเลยประสงค์จะไกล่เกลี่ย และหากไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จก็ประสงค์จะยื่นคำให้การต่อสู้คดีในนัดหน้า ขณะที่โจทก์คัดค้านการไกล่เกลี่ยเพราะเคยเจรจากันแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง คือจัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลย โดยจำเลยมีสิทธิจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาก็ได้ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลย โดยให้โอกาสจำเลยให้การภายในนัดหน้าหรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่กลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในทันที แล้วพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบด้วยมาตรา 26 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ผลของคำวินิจฉัยศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยแสดงความประสงค์จะต่อสู้คดีมาโดยตลอด กรณีมีเหตุอันสมควรยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อวินิจฉัยว่ากระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นมิชอบแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยต่อไป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 2,069,025 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 1,379,355 บาท นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2563 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท และให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สอบถามคำให้การของจำเลย แล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ข้อคิดทางกฎหมาย การขาดนัดยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภคเป็นผลตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคสอง ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เมื่อจำเลยไม่ให้การตามมาตรา 26 วรรคหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ การที่จำเลยหรือทนายจำเลยไม่มาศาลในวันนัด มิใช่เหตุให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้โดยลำพัง โดยเฉพาะเมื่อมีการยื่นคำร้องแสดงความประสงค์จะต่อสู้คดีและขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ศาลต้องดำเนินกระบวนพิจารณาให้ครบตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดก่อน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการสอบคำให้การของจำเลย และการถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภค เมื่อจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ แต่ทนายจำเลยได้มอบฉันทะให้ยื่นคำร้องขอเลื่อนคดีและขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลต้องจัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลยก่อน จึงจะพิจารณาผลของการไม่ให้การตามกฎหมายได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ การสอบคำให้การของจำเลย พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลต้องจัดให้มีการสอบคำให้การ โดยจำเลยอาจยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาได้ การขาดนัดยื่นคำให้การ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคสอง กำหนดให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ต่อเมื่อจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่ง และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้มีประเด็นสำคัญอยู่ที่การแยกขั้นตอนระหว่างการสอบคำให้การของจำเลย กับผลของการขาดนัดยื่นคำให้การในคดีผู้บริโภค มาตรา 26 วรรคหนึ่งกำหนดหน้าที่ของศาลให้จัดให้มีการสอบคำให้การ เมื่อการไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จและจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ส่วนมาตรา 26 วรรคสองกำหนดผลในกรณีจำเลยไม่ให้การตามขั้นตอนดังกล่าว และไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นไม่จัดให้มีการสอบคำให้การ ไม่ให้โอกาสจำเลยให้การภายในนัดหน้าหรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด แต่ถือว่าจำเลยขาดนัดและพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว จึงเป็นการข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกาจึงยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง และให้เริ่มดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สอบถามคำให้การของจำเลย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คดีผู้บริโภคเมื่อจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลต้องดำเนินการอย่างไรเมื่อไกล่เกลี่ยไม่สำเร็จ คำตอบ ศาลต้องจัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลยตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง จำเลยอาจยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจาก็ได้ 2. คำถาม ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่นและขอเลื่อนคดี จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การทันทีหรือไม่ คำตอบ ไม่อาจถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้ทันที หากศาลยังไม่ได้จัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลยตามกฎหมาย การขาดนัดยื่นคำให้การจะเกิดขึ้นเมื่อจำเลยไม่ให้การตามขั้นตอนดังกล่าว และไม่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ 3. คำถาม จำเลยในคดีผู้บริโภคให้การด้วยวาจาได้หรือไม่ คำตอบ ได้ จำเลยมีสิทธิยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือให้การด้วยวาจา เมื่อจำเลยให้การด้วยวาจา ศาลต้องบันทึกคำให้การและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ 4. คำถาม หากศาลถือว่าจำเลยขาดนัดและพิพากษาไปฝ่ายเดียวโดยไม่สอบคำให้การ ผลเป็นอย่างไร คำตอบ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบ จึงพิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สอบถามคำให้การของจำเลย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8267/2567 เมื่อปรากฏว่าในวันไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน จำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล แต่ทนายจำเลยมอบฉันทะให้ ว. ยื่นคำร้องของทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่าทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่นซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยประสงค์ไกล่เกลี่ยกับโจทก์หากไม่สามารถตกลงกันได้จำเลยประสงค์ใช้สิทธิยื่นคำให้การโดยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า แต่ทนายโจทก์แถลงคัดค้าน ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาลโดยทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลยโดยจำเลยมีสิทธิจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ถ้าจำเลยไม่ให้การและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะมีผลตามมาตรา 26 วรรคสอง คือให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลยโดยให้โอกาสจำเลยให้การภายในนัดหน้าหรือภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การและถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในทันทีและพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้นย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบด้วยมาตรา 26 วรรคหนึ่ง และ วรรคสอง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 3,909,475.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,379,355 บาท และค่าขาดประโยชน์วันละ 6,896.70 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 2,069,025 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 1,379,355 บาท นับแต่วันที่ 11 มีนาคม 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังยุติว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นนัดไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยานโจทก์ในวันที่ 15 มีนาคม 2564 เมื่อถึงวันนัดโจทก์และทนายโจทก์มาศาล ส่วนจำเลยและทนายจำเลยไม่มา โดยทนายจำเลยมอบฉันทะให้นายวีรวุฒิ ยื่นคำร้องของทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยประสงค์ไกล่เกลี่ยกับโจทก์ หากไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยประสงค์ใช้สิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีโดยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า ทนายโจทก์แถลงคัดค้านว่า ศาลกำหนดวันนัดไว้ล่วงหน้ากว่า 5 เดือน และโจทก์ไม่มีความประสงค์ที่จะไกล่เกลี่ยเพราะเคยเจรจากันหลายครั้งแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า แม้ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลอื่น แต่สามารถทำคำให้การให้ผู้รับมอบฉันทะนำมายื่นต่อศาลได้ การไม่นำมายื่นถือได้ว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ประกอบกับฝ่ายโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะไกล่เกลี่ยกับฝ่ายจำเลย จึงไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การให้พิจารณาคดีไปฝ่ายเดียว แล้วศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ส่งพยานเอกสารแทนการสืบพยานและมีคำพิพากษาในวันเดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ เห็นว่า ในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีนี้ซึ่งเป็นคดีผู้บริโภคต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ซึ่งมาตรา 25 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ศาลต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันก่อน และมาตรา 26 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า ถ้าคู่ความไม่อาจตกลงกันหรือไม่อาจประนีประนอมยอมความกันได้และจำเลยยังไม่ได้ยื่นคำให้การ ให้ศาลจัดให้มีการสอบคำให้การของจำเลย โดยจำเลยจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ให้ศาลจัดให้มีการบันทึกคำให้การนั้นและให้จำเลยลงลายมือชื่อไว้เป็นสำคัญ และตามวรรคสอง กำหนดว่า ถ้าจำเลยไม่ให้การตามวรรคหนึ่งและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่าในวันไกล่เกลี่ย ให้การ และสืบพยาน จำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาล แต่ทนายจำเลยมอบฉันทะให้นายวีรวุฒิยื่นคำร้องของทนายจำเลยขอเลื่อนคดีอ้างว่า ทนายจำเลยติดว่าความที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานีซึ่งนัดไว้ก่อนแล้ว จำเลยประสงค์ไกล่เกลี่ยกับโจทก์ หากไม่สามารถตกลงกันได้ จำเลยประสงค์ใช้สิทธิยื่นคำให้การต่อสู้คดีโดยขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า แต่ทนายโจทก์แถลงคัดค้านว่า ศาลกำหนดวันนัดไว้ล่วงหน้ากว่า 5 เดือน และโจทก์ไม่มีความประสงค์ที่จะไกล่เกลี่ยเพราะเคยเจรจากันหลายครั้งแล้วแต่ตกลงกันไม่ได้ ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่แสดงว่าคู่ความไม่อาจตกลงหรือประนีประนอมยอมความกันได้ เมื่อจำเลยและทนายจำเลยไม่มาศาลโดยทนายจำเลยยื่นคำร้องแสดงความประสงค์ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การไปในนัดหน้า ศาลชั้นต้นจึงต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ ต้องจัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยจำเลยมีสิทธิจะยื่นคำให้การเป็นหนังสือหรือจะให้การด้วยวาจาก็ได้ ถ้าจำเลยไม่ให้การและไม่ได้รับอนุญาตจากศาลให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การ จึงจะมีผลตามมาตรา 26 วรรคสอง คือให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ การที่ศาลชั้นต้นไม่ได้จัดให้มีการสอบถามคำให้การของจำเลย โดยให้โอกาสจำเลยให้การภายในนัดหน้าหรือภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด แต่กลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นคำให้การและถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การในทันทีแล้วพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวจนเสร็จการพิจารณาและมีคำพิพากษาในวันนั้น ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มิชอบด้วยพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง และที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนมานั้น ย่อมเป็นคำพิพากษาที่มิชอบไปด้วย เมื่อจำเลยแสดงความประสงค์จะต่อสู้คดีมาโดยตลอด กรณีมีเหตุอันสมควรยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองแล้วให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (2) , 252 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ตั้งแต่สอบถามคำให้การของจำเลยแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |



