ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




หนังสือรับสภาพหนี้อยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่ และคำชี้ขาดที่ไม่ระบุเหตุผลเพียงพอเพิกถอนได้หรือไม่

หนังสือรับสภาพหนี้อยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่, สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นอิสระจากสัญญาหลัก, ขอเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ, ขอปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาด, คำชี้ขาดไม่ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัย, ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน, ข้อพิพาทตามสัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคาร, หนังสือรับสภาพหนี้กับสัญญาจ้างเดิม, อำนาจเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ, ค่าเสียหายจากงานก่อสร้างบกพร่อง, การยอมรับคำชี้ขาด 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทจากสัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารซึ่งมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ต่อมาคู่สัญญาทำหนังสือรับสภาพหนี้เกี่ยวกับค่าจ้างและเงินที่ยังค้างชำระ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในสัญญาหลักหรือไม่ และเมื่อคณะอนุญาโตตุลาการไม่พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทของฝ่ายหนึ่ง แต่กลับพิจารณาเฉพาะข้อเรียกร้องแย้งของอีกฝ่าย รวมทั้งมีคำชี้ขาดเรื่องค่าเสียหายโดยไม่ได้แสดงเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง คำชี้ขาดนั้นจะสามารถได้รับการยอมรับและบังคับได้เพียงใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือรับสภาพหนี้ยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เนื่องจากหนี้ที่รับสภาพเป็นหนี้เกี่ยวเนื่องกับสัญญาว่าจ้างเดิม และสัญญาอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นอิสระจากสัญญาหลัก นอกจากนี้ คำชี้ขาดในส่วนค่าเสียหายต้องแสดงเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง มิใช่เพียงสรุปว่าพยานหลักฐานของฝ่ายหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอีกฝ่ายโดยไม่แสดงว่าพยานหลักฐานของอีกฝ่ายมีสาระอย่างไรและเหตุใดจึงไม่อาจหักล้างได้ เมื่อคำชี้ขาดมีข้อบกพร่องดังกล่าว การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้เพิกถอนคำชี้ขาดและยกคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาด

สาระสำคัญที่สุดของคดี

สัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ กำหนดให้ข้อพิพาทเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญาหรือการปฏิบัติตามสัญญาต้องเสนอให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาชี้ขาด

ต่อมาคู่สัญญาทำหนังสือรับสภาพหนี้และกำหนดจำนวนหนี้ที่ยังค้างชำระ โดยหนังสือดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับสัญญาจ้างเดิม

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือรับสภาพหนี้ยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ

สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นอิสระจากสัญญาหลัก ไม่ว่าสัญญาหลักจะระงับหรือไม่

การที่คณะอนุญาโตตุลาการไม่พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทของฝ่ายหนึ่ง แต่พิจารณาเฉพาะข้อเรียกร้องแย้งของอีกฝ่าย ทั้งที่ข้อพิพาทยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

คำชี้ขาดเรื่องค่าเสียหายต้องระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง

ศาลฎีกาจึงเพิกถอนคำชี้ขาดและยกคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาด

คำถามที่น่าสนใจ

1. หนังสือรับสภาพหนี้ที่เกิดจากสัญญาจ้างเดิมยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่

2. คณะอนุญาโตตุลาการสามารถยกคำเสนอข้อพิพาทของฝ่ายหนึ่ง แต่พิจารณาเฉพาะข้อเรียกร้องแย้งของอีกฝ่ายได้หรือไม่

3. คำชี้ขาดที่ระบุเพียงว่าพยานหลักฐานของฝ่ายหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่า โดยไม่อธิบายเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง สามารถบังคับได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท

ผู้คัดค้านว่าจ้างผู้ร้องให้ก่อสร้างงานวิศวกรรมระบบอาคารแบบจ้างเหมา โดยตกลงค่าจ้างตามสัญญาเป็นเงิน 230,000,000 บาท สัญญามีข้อ 14.1 กำหนดว่า หากมีข้อโต้แย้งระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญาหรือการปฏิบัติตามสัญญา และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด

ต่อมาคู่สัญญาทำหนังสือรับสภาพหนี้ลงวันที่ 25 มกราคม 2562 โดยระบุถึงการว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารตามหนังสือยืนยันการว่าจ้าง และกำหนดให้หนังสือยืนยันการว่าจ้างนั้นเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย หนังสือรับสภาพหนี้ระบุว่าผู้ร้องส่งมอบงานตามสัญญาแล้ว แต่ผู้คัดค้านยังมีหนี้ค้างชำระจากค่างานตามสัญญา ค่างานเพิ่ม และเงินประกันผลงาน รวมยอดตามรายการ 26,107,978.84 บาท และคู่สัญญาตกลงจำนวนหนี้ที่ต้องชำระเป็นเงิน 27,000,000 บาท แบ่งชำระเป็นสามงวด งวดละ 9,000,000 บาท

หลังจากทำหนังสือรับสภาพหนี้ ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง 1,000,000 บาท แล้วไม่ชำระอีก ผู้ร้องจึงเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ ขอให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้จำนวน 26,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้ง ขอให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่างานก่อสร้างไม่เป็นไปตามสัญญาว่าจ้าง คณะอนุญาโตตุลาการกำหนดประเด็นข้อพิพาทสี่ข้อ คือ ผู้ร้องมีอำนาจเสนอข้อพิพาทหรือไม่ ข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านขาดอายุความหรือไม่ ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา และมีค่าเสียหายหรือไม่เพียงใด

คณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 แต่ข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านยังไม่ขาดอายุความ ผู้ร้องทำงานบกพร่องและเป็นฝ่ายผิดสัญญา และให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี พร้อมทั้งยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง

ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาด ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาด ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี คำขออื่นให้ยก ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยศาลฎีกา

ประเด็นแรก หนังสือรับสภาพหนี้ยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่

ศาลฎีกาพิจารณาว่า สัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการข้อ 14.1 โดยชัดแจ้ง ขณะที่หนังสือรับสภาพหนี้กำหนดให้หนังสือยืนยันการว่าจ้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย

หนี้ที่ผู้คัดค้านรับสภาพประกอบด้วยค่าจ้างตามสัญญา ค่างานเพิ่ม เงินประกันผลงานตามสัญญา และเงินประกันผลงานในส่วนงานเพิ่ม ซึ่งล้วนเป็นหนี้เกี่ยวเนื่องกับสัญญาว่าจ้างเดิม

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า หนังสือรับสภาพหนี้และข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการข้อ 14.1 ไม่ว่าสัญญาว่าจ้างจะระงับหรือไม่ เพราะสัญญาอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นอิสระจากสัญญาหลัก

ดังนั้น การที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเมื่อคำชี้ขาดพิจารณาเฉพาะข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้าน แต่ไม่พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ประเด็นที่สอง คำชี้ขาดเรื่องค่าเสียหายได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้งหรือไม่

คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายโดยสรุปข้ออ้างและทางนำสืบของผู้คัดค้าน แล้วกล่าวว่าพยานบุคคลและเอกสารของผู้คัดค้านมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนข้อนำสืบของผู้ร้องไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานของผู้คัดค้านได้

ศาลฎีกาเห็นว่า คำชี้ขาดดังกล่าวไม่ได้แสดงให้เห็นว่าข้อนำสืบของผู้ร้องเป็นอย่างไร และไม่ได้อธิบายว่าเหตุใดพยานหลักฐานของผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน การกล่าวเพียงว่าพยานหลักฐานของฝ่ายหนึ่งมีน้ำหนักรับฟังได้และอีกฝ่ายไม่อาจหักล้าง จึงยังไม่ถือว่าเป็นการระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้งตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง

เมื่อไม่ปรากฏว่าคู่พิพาทตกลงกันเป็นอย่างอื่นในชั้นอนุญาโตตุลาการ คำชี้ขาดที่ไม่ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยทั้งปวงโดยชัดแจ้งย่อมเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบ และการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวย่อมขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเหตุผลของศาลฎีกา

หลักสำคัญประการแรกคือ การทำหนังสือรับสภาพหนี้ภายหลังไม่ได้ทำให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในสัญญาเดิมสิ้นผลไปโดยอัตโนมัติ การพิจารณาต้องดูข้อความและความเชื่อมโยงของหนังสือรับสภาพหนี้กับสัญญาหลัก ตลอดจนที่มาของหนี้ที่คู่สัญญารับสภาพไว้

ในคดีนี้ หนังสือรับสภาพหนี้มิได้แยกขาดจากสัญญาว่าจ้างเดิม แต่กำหนดให้หนังสือยืนยันการว่าจ้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย อีกทั้งหนี้ที่รับสภาพประกอบด้วยค่าจ้าง ค่างานเพิ่ม และเงินประกันผลงานซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับสัญญาว่าจ้าง ศาลฎีกาจึงถือว่าข้อพิพาทดังกล่าวยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ

หลักสำคัญประการที่สองคือ สัญญาอนุญาโตตุลาการมีความเป็นอิสระจากสัญญาหลัก ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า ไม่ว่าสัญญาว่าจ้างจะระงับหรือไม่ ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการยังคงมีผลกับข้อพิพาทที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของข้อตกลงนั้น หลักดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อการพิจารณาว่าผู้ร้องมีอำนาจเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่

หลักสำคัญประการที่สามคือ คำชี้ขาดต้องแสดงเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้งตามมาตรา 37 วรรคสอง เว้นแต่คู่พิพาทจะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น การระบุเพียงว่าพยานหลักฐานของฝ่ายหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่า หรือพยานหลักฐานของอีกฝ่ายไม่อาจหักล้างได้ โดยไม่ได้แสดงสาระของพยานหลักฐานที่นำมาพิจารณาและเหตุผลที่ใช้วินิจฉัย ยังไม่เพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่ศาลฎีกานำมาใช้ในคดีนี้

คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การระบุเหตุผลในคำชี้ขาดเป็นสาระสำคัญ เพราะต้องทำให้เห็นว่าคณะอนุญาโตตุลาการได้พิจารณาข้ออ้างและพยานหลักฐานของคู่พิพาทแต่ละฝ่ายอย่างไร และเหตุใดจึงรับฟังพยานหลักฐานของฝ่ายหนึ่งมากกว่าอีกฝ่าย หากคำชี้ขาดขาดเหตุผลในส่วนสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด ย่อมส่งผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำชี้ขาด

สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2545 ซึ่งคณะอนุญาโตตุลาการนำมาเทียบเคียง ศาลฎีกาในคดีนี้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่พิพาทกันแตกต่างจากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว จึงไม่อาจนำมาเทียบเคียงวินิจฉัยได้ ประเด็นนี้มิใช่การกลับหลักคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2545 แต่เป็นการวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงของทั้งสองคดีแตกต่างกัน

ผลของคำพิพากษาและหลักที่นำไปใช้

เมื่อศาลฎีกาเห็นว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไม่ชอบเกี่ยวกับอำนาจเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง และคำชี้ขาดเรื่องค่าเสียหายไม่ได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดจึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

กรณีจึงมีเหตุปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 44 และมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ยกคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาด และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลเป็นพับ

สาระสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ขอบเขตของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ความเป็นอิสระของสัญญาอนุญาโตตุลาการจากสัญญาหลัก และความจำเป็นที่คำชี้ขาดต้องระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้งตามที่กฎหมายกำหนด

สรุปผลคำพิพากษาของศาล

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้คัดค้านจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำแก้ข้อเรียกร้องแย้ง คำขออื่นให้ยก และให้ค่าฤชาธรรมเนียมกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นพิจารณาของศาลเป็นพับ

2. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และยกคำร้องของผู้คัดค้านที่ขอให้บังคับตามคำชี้ขาด เนื่องจากคณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยไม่ชอบเกี่ยวกับอำนาจเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง และคำชี้ขาดเรื่องค่าเสียหายไม่ได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง ทำให้การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การทำหนังสือรับสภาพหนี้ภายหลังสัญญาหลักมิได้ทำให้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการสิ้นผลโดยอัตโนมัติ หากหนังสือรับสภาพหนี้ยังอ้างอิงและเชื่อมโยงกับสัญญาหลัก และหนี้ที่รับสภาพเป็นหนี้ที่เกิดจากสัญญาหลักนั้น ข้อพิพาทยังอาจอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเดิมได้

ขณะเดียวกัน คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการต้องแสดงเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้งตามที่กฎหมายกำหนด การสรุปเพียงว่าพยานหลักฐานของฝ่ายหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่า โดยไม่แสดงว่าพยานหลักฐานของอีกฝ่ายมีสาระอย่างไรและเหตุใดจึงไม่อาจหักล้างได้ ย่อมไม่เพียงพอในกรณีนี้ และอาจนำไปสู่การเพิกถอนหรือปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 มาตรา 37 วรรคสอง มาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) และมาตรา 44 โดยมีแก่นสำคัญสองประการ

สัญญาอนุญาโตตุลาการเป็นอิสระจากสัญญาหลัก

แม้มีการทำหนังสือรับสภาพหนี้หรือมีข้อโต้แย้งว่าสัญญาหลักระงับไปแล้ว ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการยังคงใช้กับข้อพิพาทที่เกิดจากหนี้ตามสัญญาหลักได้ หากข้อพิพาทนั้นยังอยู่ในขอบเขตที่คู่สัญญาตกลงให้นำเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ

คำชี้ขาดต้องระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้ง

การกล่าวเพียงว่าพยานหลักฐานของฝ่ายหนึ่งมีน้ำหนักและอีกฝ่ายไม่อาจหักล้างได้ โดยไม่แสดงว่าพยานหลักฐานของอีกฝ่ายมีสาระอย่างไรและเหตุใดจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ยังไม่ถือว่าเป็นการระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้งตามมาตรา 37 วรรคสองในกรณีนี้ และอาจนำไปสู่การเพิกถอนหรือปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

หนังสือรับสภาพหนี้ที่ทำภายหลังสัญญาจ้างยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนังสือรับสภาพหนี้ยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ เพราะหนังสือรับสภาพหนี้กำหนดให้หนังสือยืนยันการว่าจ้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ด้วย และหนี้ที่รับสภาพล้วนเป็นหนี้เกี่ยวเนื่องกับสัญญาว่าจ้างเดิม

2. คำถาม

หากสัญญาหลักระงับแล้ว ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการยังมีผลหรือไม่

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ว่าสัญญาว่าจ้างจะระงับหรือไม่ สัญญาอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นอิสระจากสัญญาหลัก ดังนั้น ข้อพิพาทที่ยังอยู่ภายในขอบเขตของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการย่อมสามารถเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการได้

3. คำถาม

คำชี้ขาดที่กล่าวเพียงว่าพยานหลักฐานของฝ่ายหนึ่งมีน้ำหนักมากกว่าอีกฝ่ายเพียงพอหรือไม่

คำตอบ

ไม่เพียงพอในกรณีนี้ เพราะศาลฎีกาเห็นว่าคำชี้ขาดไม่ได้แสดงว่าข้อนำสืบของผู้ร้องเป็นอย่างไร และเหตุใดจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน จึงถือไม่ได้ว่าได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยโดยชัดแจ้งตามมาตรา 37 วรรคสอง

4. คำถาม

ผลทางกฎหมายเมื่อการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นอย่างไร

คำตอบ

ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีเหตุปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดตามมาตรา 44 และมีเหตุเพิกถอนคำชี้ขาดตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) จึงพิพากษากลับให้เพิกถอนคำชี้ขาดและยกคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาด

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้มิได้วางหลักว่าหนังสือรับสภาพหนี้ทุกกรณีจะต้องอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในสัญญาเดิมเสมอไป แต่ศาลพิจารณาจากข้อความและความสัมพันธ์ของเอกสารในคดีนี้โดยเฉพาะ เนื่องจากหนังสือรับสภาพหนี้กำหนดให้หนังสือยืนยันการว่าจ้างซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลักเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ และหนี้ที่รับสภาพยังเป็นหนี้อันเกิดจากสัญญาว่าจ้างเดิม จึงถือว่าข้อพิพาทยังอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2545 ศาลฎีกาในคดีนี้มิได้กลับหลัก แต่เห็นว่าข้อเท็จจริงที่พิพาทกันแตกต่างกัน จึงไม่อาจนำคำพิพากษาดังกล่าวมาเทียบเคียงวินิจฉัยคดีนี้ได้

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9456-9457/2568

สัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารซึ่งเป็นสัญญาหลักมีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการในข้อ 14.1 ซึ่งระบุว่า "ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด" ในขณะที่หนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความระบุให้ถือว่าหนังสือยืนยันการว่าจ้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาหลัก เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับนี้ด้วย ดังนั้น ย่อมถือได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้อยู่ภายใต้บังคับของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 14.1 ดังกล่าวด้วย ไม่ใช่ไม่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ทั้งหนี้ที่ผู้คัดค้านรับสภาพว่าค้างชำระแก่ผู้ร้องอยู่ ก็เป็นหนี้เกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างอันเป็นหนี้ภายใต้บังคับตามสัญญาข้อ 14.1 ทั้งสิ้น และข้อความในหนังสือรับสภาพหนี้มีลักษณะเป็นการยอมรับจำนวนหนี้ที่ผู้คัดค้านมีอยู่ต่อผู้ร้อง ข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องจึงอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 14.1 ของสัญญาว่าจ้างนั้น ไม่ว่าสัญญาว่าจ้างจะระงับหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากสัญญาอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นอิสระจากสัญญาหลัก ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการตาม พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การยอมรับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยเฉพาะแต่ข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง ย่อมถือว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในประเด็นเรื่องค่าเสียหายไม่ได้แสดงให้เห็นว่าข้อนำสืบของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสนอข้อพิพาทเป็นอย่างไร เหตุใดจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน การวินิจฉัยโดยสรุปทางนำสืบของผู้คัดค้านจากข้อเรียกร้องแย้งและวินิจฉัยสรุปเพียงว่า พยานหลักฐานของผู้คัดค้านมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานผู้คัดค้าน ถือไม่ได้ว่าคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในชั้นอนุญาโตตุลาการ คำชี้ขาดที่ไม่ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบ การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดนี้ถือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกผู้ร้องสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้คัดค้านสำนวนที่สองว่า ผู้ร้อง และเรียกผู้คัดค้านสำนวนแรกซึ่งเป็นผู้ร้องสำนวนที่สองว่า ผู้คัดค้าน

สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 37/2563 หมายเลขแดงที่ 57/2563 (ที่ถูก 57/2564) ในส่วนที่ให้ผู้ร้องชำระเงินจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำแก้ข้อเรียกร้องแย้ง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

สำนวนที่สอง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 37/2563 หมายเลขแดงที่ 57/2564 ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2564 โดยให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำแก้ข้อเรียกร้องแย้งแก่ผู้คัดค้าน (วันที่ 7 สิงหาคม 2563) (ที่ถูก วันที่ 31 สิงหาคม 2563) ไปจนกว่าผู้ร้องจะชำระเสร็จ ค่าป่วยการคณะอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายในการดำเนินกระบวนพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการให้เป็นไปตามบัญชีแนบท้ายคำชี้ขาด ให้ผู้ร้องชำระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 27,249.40 บาท และค่าป่วยการคณะอนุญาโตตุลาการเป็นเงิน 222,750 บาท รวมเป็นเงิน 249,999.40 บาท

ผู้ร้องยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องของผู้คัดค้าน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำแก้ข้อเรียกร้องแย้งแก่ผู้คัดค้าน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีชั้นพิจารณาของศาลให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า ผู้คัดค้านว่าจ้างผู้ร้องให้ก่อสร้างงานวิศวกรรมระบบอาคารแบบจ้างเหมาโดยตกลงค่าจ้างเป็นเงิน 230,000,000 บาท สัญญานี้มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยในข้อ 14.1 ระบุว่า "ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด" ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ ลงวันที่ 25 มกราคม 2562 โดยในหนังสือรับสภาพหนี้ระบุเรียกผู้ร้องว่า "เจ้าหนี้" และเรียกผู้คัดค้านว่า "ลูกหนี้" และมีข้อความในส่วนสาระสำคัญดังนี้ "...โดยที่

(1) ลูกหนี้ได้ตกลงว่าจ้างให้เจ้าหนี้ดำเนินการงานวิศวกรรมระบบอาคาร โดยมีมูลค่างานตามสัญญาจำนวน 230,000,000 บาท มีกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการรวม 610 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2559 และสิ้นสุดในวันที่ 31 มกราคม 2561 รายละเอียดปรากฏตามหนังสือยืนยันการว่าจ้างของลูกหนี้ ที่ LOI/ARZ/M&E/59-002 ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 (ต่อไปจะเรียกว่า "สัญญาจ้าง") และให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือฉบับนี้ด้วย

(2) เจ้าหนี้ได้ส่งมอบงานตามสัญญาว่าจ้างให้แก่ลูกหนี้ครบถ้วนแล้ว แต่ลูกหนี้ยังคงมีภาระหนี้ค้างชำระให้แก่เจ้าหนี้ ดังนี้

1. ค่างานตามสัญญาว่าจ้าง จำนวน 11,534,843.79 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

2. ค่างานเพิ่ม จำนวน 4,119,853.10 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

3. เงินประกันผลงานตามสัญญา + งานเพิ่ม จำนวน 10,453,281.95 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 26,107,978.84 บาท (ยี่สิบหกล้านหนึ่งแสนเจ็ดพันเก้าร้อยเจ็ดสิบแปดบาทแปดสิบสี่สตางค์) จำนวนเงินดังกล่าวรวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว

*คู่สัญญาต่อรองหนี้สินที่ลูกหนี้ต้องชำระรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 27,000,000 บาท (ยี่สิบเจ็ดล้านบาทถ้วน) รวมหักลดงานเพิ่มตามสัญญาเรียบร้อยแล้ว

คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงทำหนังสือรับสภาพหนี้ต่อกัน โดยมีข้อความดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ลูกหนี้ยอมรับว่ายังคงติดค้างชำระค่าจ้างให้แก่เจ้าหนี้ รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจำนวน 27,000,000 บาท (ยี่สิบเจ็ดล้านบาทถ้วน)

ข้อ 2. ข้อตกลงการชำระเงิน ลูกหนี้ตกลงชำระเงินตาม ข้อ 1. โดยแบ่งเป็น 3 งวด ดังนี้

งวดที่ 1 จำนวนเงิน 9,000,000 บาท วันที่ชำระ 30 มิถุนายน 2562

งวดที่ 2 จำนวนเงิน 9,000,000 บาท วันที่ชำระ 31 สิงหาคม 2562

งวดที่ 3 จำนวนเงิน 9,000,000 บาท วันที่ชำระ 31 ตุลาคม 2562

ข้อ 3. หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ หากเจ้าหนี้ยังไม่ใช้สิทธิเลิกสัญญา ลูกหนี้ยินยอมชำระดอกเบี้ยผิดนัดชำระในอัตราดอกเบี้ย 7.50% ต่อปี..."

คู่ความทั้งสองฝ่ายลงลายมือชื่อไว้ในหนังสือรับสภาพหนี้นี้ หลังจากนั้นผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้อง 1,000,000 บาท แล้วไม่ชำระอีกเลย ผู้ร้องจึงยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม ขอให้อนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้ 26,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำเสนอข้อพิพาท และยื่นข้อเรียกร้องแย้งขอให้มีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้คัดค้านจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ย เนื่องจากเหตุที่ผู้ร้องก่อสร้างงานไม่เป็นไปตามสัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคาร คณะอนุญาโตตุลาการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยกำหนดประเด็นข้อพิพาท 4 ข้อ กล่าวคือ ข้อ 1. ผู้ร้องมีอำนาจเสนอข้อพิพาทหรือไม่ ข้อ 2. ข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านขาดอายุความหรือไม่ ข้อ 3. ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดสัญญา และข้อ 4. ค่าเสียหายมีหรือไม่ เพียงใด คณะอนุญาโตตุลาการพิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดโดยเสียงข้างมากวินิจฉัยปัญหาตามประเด็นข้อพิพาทตามลำดับดังนี้ ข้อ 1. วินิจฉัยโดยสรุปว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2545 ข้อ 2. สิทธิเรียกร้องตามข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านนับแต่วันที่ผู้คัดค้านพบข้อบกพร่องจนถึงวันยื่นคำคัดค้านและข้อเรียกร้องแย้งยังไม่พ้นกำหนด 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 จึงยังไม่ขาดอายุความ ข้อ 3. วินิจฉัยว่า เมื่อวินิจฉัยในประเด็นข้อ 2. แล้วว่า ผู้ร้องทำงานบกพร่องและไม่ยอมแก้ไข ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นฝ่ายผิดสัญญา โดยไม่จำต้องวินิจฉัยระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยในส่วนนี้อีก และข้อ 4. วินิจฉัยว่า ค่าเสียหายแต่ละรายการ ผู้คัดค้านมีพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้แก้ไขในแต่ละจุดมาเบิกความและอธิบายเหตุแห่งความบกพร่องพร้อมค่าซ่อมและวิธีการแก้ไขได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีเอกสารเกี่ยวกับราคาค่าซ่อมและจุดบกพร่องที่แก้ไขมาสนับสนุนคำเบิกความด้วย พยานผู้คัดค้านจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนข้อนำสืบของผู้ร้องไม่อาจหักล้างพยานผู้คัดค้านได้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าเสียหายแต่ละรายการที่ระบุในเอกสารจึงฟังได้ว่าเสียหายตามนั้นจริง และชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระค่าสินไหมทดแทนจำนวน 8,989,846.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำแก้ข้อเรียกร้องแย้งแก่ผู้คัดค้าน ยกคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ โดยมีข้อที่ต้องพิจารณาตามเหตุที่ผู้ร้องอุทธรณ์ตามลำดับ ดังนี้

ข้อแรก ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยในประเด็นข้อ 1 ว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการได้ เพราะหนี้ตามสัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารฯ ได้ระงับไปแล้วตามหนังสือรับสภาพหนี้ เป็นการใช้ดุลพินิจของคณะอนุญาโตตุลาการ ศาลไม่อาจแทรกแซงหรือตรวจสอบการใช้ดุลพินิจดังกล่าวหากไม่ปรากฏว่าเป็นการขัดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง กรณียังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเสียงข้างมากวินิจฉัยขัดต่อกฎหมายหรือวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงในการเสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการ สำหรับเหตุข้อนี้ได้ความว่า สัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคาร ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 สัญญานี้มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยในข้อ 14.1 ระบุว่า "ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาเกี่ยวกับข้อกำหนดแห่งสัญญานี้ หรือเกี่ยวกับการปฏิบัติตามสัญญานี้ และคู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ ให้เสนอข้อโต้แย้งหรือข้อพิพาทนั้นต่ออนุญาโตตุลาการเพื่อพิจารณาชี้ขาด" ในขณะที่หนังสือรับสภาพหนี้มีข้อความระบุใจความว่า ให้ถือว่าหนังสือยืนยันการว่าจ้างระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2559 เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือรับสภาพหนี้ฉบับนี้ด้วย ซึ่งหนังสือยืนยันการว่าจ้างดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารอันเป็นสัญญาหลัก ตามที่ระบุในข้อ 15 และ 15.2 ดังนั้น ย่อมถือได้ว่าหนังสือรับสภาพหนี้อยู่ภายใต้บังคับของข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ข้อ 14.1 ดังกล่าวด้วย ไม่ใช่ไม่มีข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการดังที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัย ทั้งหนี้ที่ผู้คัดค้านรับสภาพว่าค้างชำระแก่ผู้ร้องอยู่ก็เป็นหนี้ค่าจ้างตามสัญญาว่าจ้างนั้น ค่าจ้างงานเพิ่ม เงินประกันผลงานตามสัญญา และเงินประกันผลงานในส่วนงานเพิ่ม ซึ่งล้วนแต่เป็นหนี้เกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างดังกล่าวอันเป็นหนี้ภายใต้บังคับตามสัญญาข้อ 14.1 ทั้งสิ้น และข้อความในหนังสือรับสภาพหนี้นี้มีลักษณะเป็นการยอมรับจำนวนหนี้ที่ผู้คัดค้านมีอยู่ต่อผู้ร้อง ข้อพิพาทตามคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องจึงอยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการ ตามข้อ 14.1 ของสัญญาว่าจ้างนั้น ไม่ว่าสัญญาว่าจ้างจะระงับหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากสัญญาอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นอิสระจากสัญญาหลัก ที่คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยประเด็นข้อที่ 1 มีใจความในส่วนสาระสำคัญว่า ได้ความว่าหนี้ตามสัญญาดังกล่าวได้มีการรับสภาพหนี้ ซึ่งการรับสภาพหนี้ดังกล่าวมีผลให้ระงับซึ่งสิทธิที่มีต่อกันครั้งแรกโดยสิ้นเชิง สภาพแห่งหนี้ย่อมไม่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งต่อการดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการแต่อย่างใด ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจเสนอข้อเรียกร้องเพื่อระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 11 นั้น จึงเป็นคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนที่ตามคำชี้ขาดอ้างว่าวินิจฉัยปัญหานี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 595/2545 นั้น ข้อเท็จจริงที่พิพาทกันในคดีนี้แตกต่างจากข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าว ไม่อาจนำมาเทียบเคียงวินิจฉัยได้ ดังนี้ การยอมรับบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยเฉพาะแต่ข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่พิจารณาคำเสนอข้อพิพาทของผู้ร้องย่อมถือว่าเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ข้อที่สอง คำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในประเด็นข้อที่ 4 ที่ว่า ค่าเสียหายมีหรือไม่ เพียงใด ในข้อนี้ คณะอนุญาโตตุลาการวินิจฉัยโดยไม่ระบุเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วยมาตรา 37 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ระบุเหตุผลการวินิจฉัยทั้งปวงแล้ว ซึ่งเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้ ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายไว้ในคำชี้ขาด เริ่มตั้งแต่หน้าที่ 34 ถึงหน้าที่ 37 ที่กล่าวถึงข้ออ้างและการนำสืบของผู้คัดค้าน ซึ่งปรากฏว่ามีลักษณะเป็นการสรุปย่อข้อเรียกร้องแย้งของผู้คัดค้านที่อยู่ในหน้าที่ 19 ถึงหน้าที่ 26 เท่านั้น และวินิจฉัยสรุปในหน้าที่ 38 ว่า "พิเคราะห์แล้ว ค่าเสียหายแต่ละรายการ ผู้คัดค้านมีพยานบุคคลซึ่งเป็นผู้แก้ไขในแต่ละจุดมาเบิกความและอธิบายเหตุแห่งความบกพร่อง พร้อมค่าซ่อมและวิธีการแก้ไขได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีเอกสารเกี่ยวกับราคาค่าซ่อมและจุดบกพร่องที่แก้ไขมาสนับสนุนคำเบิกความด้วย พยานผู้คัดค้านจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ ส่วนข้อนำสืบของผู้เสนอข้อพิพาท (ผู้ร้อง) ไม่อาจหักล้างพยานผู้คัดค้านได้ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าเสียหายแต่ละรายการที่ระบุในเอกสารจึงฟังได้ว่าเสียหายตามนั้นจริง..." เห็นว่า ตามคำชี้ขาดในประเด็นเรื่องค่าเสียหายไม่ได้แสดงให้เห็นว่าข้อนำสืบของผู้เสนอข้อพิพาทเป็นอย่างไร เหตุใดจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของผู้คัดค้าน การวินิจฉัยโดยสรุปทางนำสืบของผู้คัดค้านจากข้อเรียกร้องแย้งและวินิจฉัยสรุปเพียงว่า พยานหลักฐานของผู้คัดค้านมีน้ำหนักให้รับฟัง ส่วนพยานหลักฐานของผู้ร้องไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานผู้คัดค้าน ถือไม่ได้ว่าคำชี้ขาดในส่วนนี้ได้ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยไว้โดยชัดแจ้งตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคสอง และเมื่อไม่ปรากฏว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในชั้นอนุญาโตตุลาการ คำชี้ขาดที่ไม่ระบุเหตุผลแห่งการวินิจฉัยทั้งปวงไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าวย่อมถือว่าเป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบ การยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดนี้ถือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเช่นกัน

เมื่อการยอมรับและบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนดังที่วินิจฉัยแล้วข้างต้น จึงมีเหตุที่จะปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 44 และมีเหตุที่จะเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ข้ออื่นของผู้ร้อง เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม สำหรับข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 37/2563 หมายเลขแดงที่ 57/2564 ยกคำร้องขอให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าวของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ

หนังสือรับสภาพหนี้, สัญญาอนุญาโตตุลาการ, เพิกถอนคำชี้ขาด  หนังสือรับสภาพหนี้อยู่ภายใต้ข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการหรือไม่ และคำชี้ขาดที่ไม่ระบุเหตุผลเพียงพอเพิกถอนได้หรือไม่  การรับสภาพหนี้อาจยืนยันจำนวนหนี้ได้แต่ไม่ได้ลบข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการเดิมออกไปเสมอ  คดีนี้เริ่มจากสัญญาว่าจ้างงานวิศวกรรมระบบอาคารซึ่งกำหนดให้ข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ต่อมาคู่สัญญาทำหนังสือรับสภาพหนี้เกี่ยวกับค่าจ้างและเงินที่ยังค้างชำระ 




คำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การได้หรือไม่ เมื่อทนายขอเลื่อนคดีและขอขยายเวลาในคดีผู้บริโภค
การบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต้องมีคำแปลสาบานตัวหรือไม่ และการไม่มีลายมือชื่ออนุญาโตตุลาการครบถือว่าโมฆะหรือไม่
การตีความอำนาจ บสท. ในการขอพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดกับลูกหนี้ร่วมตามกฎหมายล้มละลาย
สัญญารับซื้อคืนในคดีลีสซิ่ง และการพิพากษาเกินคำขอ(ฎีกา 6679/2562)
รับสารภาพแล้วฎีกาข้อเท็จจริงไม่ได้ | หลัก ป.วิ.พ. ม.249
ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจถูกเลิกจ้างระหว่างการชำระบัญชี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยและดอกเบี้ยตามกฎหมายใด
คดีหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร,ป.พ.พ. มาตรา 1461,(ฎีกาที่ 1106/2550)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5921/2550: การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม กรณีไม่มีหลักฐานการกระทำผิดซ้ำของลูกจ้าง
ครอบครองปรปักษ์ก่อนออกโฉนดที่ดินไม่นำมารวมหลังออกโฉนด
โอนที่ดินให้บุตรไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
การเข้ามอบตัวถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว
คำร้องสอดเป็นฟ้องซ้อน-ปัญหาข้อกฎหมาย
ร้องขัดทรัพย์-ตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
ช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด
ขอให้ศาลรวมโทษจำคุก,ความผิดหลายกรรม
ฐานค่าจ้างในการคำนวณจ่ายค่าชดเชย
สิทธิแจ้งความร้องทุกข์ของผู้เสียหาย
ผู้ค้ำประกันไม่ได้รับสภาพหนี้ มิได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมไม่ระงับ
อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา
การประเมินภาษีเงินได้-อำนาจออกหมายเรียก
คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ อำนาจศาลชั้นต้นที่จะสั่งแก้ไขคำสั่งที่ผิดหลง
การจราจรติดขัดไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
หนี้ที่จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง
คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นที่สุด
ผู้ให้เช่าซื้อ(เจ้าหนี้)ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
ฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ฟ้องซ้ำ หลายกรรมต่างกัน
เหตุสุดวิสัย หรือ ประมาทเลินเล่อ เรียกค่าขาดไร้อุปการะ
ไม่เข้าเหตุถอนคืนการให้ | หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง
ขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ขอให้ศาลแรงงานพิจารณาคดีใหม่      
ถอนคืนการให้-ประพฤติเนรคุณ หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
โจทก์ไม่เสียค่าอ้างเอกสาร ศาลยังรับฟังพยานเอกสารได้หรือไม่ หลักสำคัญตาม ป.วิ.แพ่งเกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐาน
คำสั่งยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ | อุทธรณ์คำสั่งยกคำร้อง
ใบแต่งทนาย-ทนายความขอแรง
คำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง คำสั่งระหว่างพิจารณา
สิทธิในการดำเนินคดีเป็นโจทก์ร่วม
อำนาจสอบสวน ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
ควบคุมหรือขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ลูกหนี้ร่วม-เจ้าหนี้ฟ้องให้ล้มละลายได้
ทางจำเป็นและทางภาระจำยอม
หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา หนังสือให้ความยินยอมทำนิติกรรม
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งริบ
เรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย
การริบทรัพย์สินของกลาง ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ผิดสัญญาหมั้นเรียกค่าทดแทนและสินสอดคือ
เจ้าหนี้หักหนี้ให้ลูกหนี้ ถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่? วิเคราะห์หลักอายุความสะดุดหยุดลงและสิทธิของคู่สัญญาตามกฎหมายแพ่ง
สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง
การรับสภาพหนี้มิได้ก่อให้เกิดมูลหนี้ขึ้นใหม่
สิทธิเรียกร้องไล่เบี้ยลูกจ้าง
อายุความเรียกค่าเสียหาย | ค่าสินไหมทดแทน | ฟ้องนายจ้าง
สัญญาขายฝาก-การวางทรัพย์-การขยายกำหนดเวลาไถ่
ตรวจค้น-จับกุมมิชอบด้วยกฎหมาย
ไม่แจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบไม่ทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบ
ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นที่นำยึดทรัพย์
แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน- สภาพการจ้าง
สัญญากู้ยืมเงินแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้,การคิดดอกเบี้ยผิดนัด
ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ | ปัสสาวะสีม่วง | เสพเมทแอมเฟตามีน
สัญญาที่ผู้บริโภคเสียเปรียบเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงาน
ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม-ผู้เสียหาย
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย 62 เม็ด โทษ 4 ปี 9 เดือน
ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินราชพัสดุ
ผลของการไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน
นับอายุความละเมิดเรียกค่าเสียหาย
มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ
ทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสน | เขตอำนาจศาลแขวง
นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพ
การกระทำต่อเนื่อง-ความผิดฐานบุกรุก
ภาระจำยอมโดยอายุความ-ใช้ทางในลักษณะปรปักษ์
ดอกผลนิตินัย
พรากผู้เยาว์,กระทำชำเราเด็กหญิงไม่เกิน 15 ปี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง- “สภาพการจ้าง” คืออะไร?
รับของโจร รับซื้อทรัพย์ของกลางโดยรู้อยู่ว่าได้มาโดยการลักทรัพย์
อายุความสิทธิเรียกร้องมูลละเมิด
เจ้าเพนักงานพิทักษ์ทรัพย์-สิทธิจัดการทรัพย์สินลูกหนี้
กฎหมายยกเลิกความผิด-การใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย
ประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้ | ความรับผิดของผู้ว่าจ้าง
เรียกค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน
ความผิดฐานพรากเด็ก(ผู้เยาว์)อายุยังไม่เกิน 15 ปี
การนับระยะเวลาอายุความคดีอาญา
เขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
การฟอกเงิน-ยกประโยชน์แห่งความสงสัย
กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลย
รายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ
บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
การใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ
รับสมอ้างต่อศาลว่าเป็นจำเลย ละเมิดอำนาจศาล เปลี่ยนตัวจำเลย
ฎีกาไม่มีลายมือชื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้ฎีกา
ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ต้องริบเสียทั้งสิ้น
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย
ละเมิดอำนาจศาล-ทนายความเรียกค่าวิ่งเต้นคดี
ศาลไม่อาจลงโทษเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง เมทแอมเฟตามีน
ผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้นที่จะขอให้ศาลเพิกถอนผู้จัดการมรดก
ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น,ชั้นอุทธรณ์
ผลของคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด | ผู้ชำระบัญชี
ผู้จัดการมรดก-ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก พินัยกรรม