ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต้องมีคำแปลสาบานตัวหรือไม่ และการไม่มีลายมือชื่ออนุญาโตตุลาการครบถือว่าโมฆะหรือไม่

การบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ, การแปลคำชี้ขาดโดยไม่สาบานตัว, องค์คณะอนุญาโตตุลาการไม่ครบ, คำชี้ขาดไม่มีลายมือชื่อครบ, ข้อบังคับ ICC ในอนุญาโตตุลาฯ, ความสงบเรียบร้อยของประชาชน, อุทธรณ์ต้องห้ามตามมาตรา 45, การตรวจสอบคำชี้ขาดโดยศาล, กระบวนพิจารณาอนุญาโตตุลาการ, อำนาจศาลในการแทรกแซง, ข้อพิพาทก่อสร้าง, บังคับคำชี้ขาดต่างประเทศ, ความน่าเชื่อถือของคำแปล, การลาออกของอนุญาโตตุลาการ, คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการไม่มีลายมือชื่อครบบังคับได้หรือไม่ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญในการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ โดยเฉพาะประเด็นว่าการแปลคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยผู้แปลที่มิได้สาบานตัวจะมีผลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับองค์คณะอนุญาโตตุลาการที่มีลายมือชื่อไม่ครบถ้วน และขอบเขตการแทรกแซงของศาลต่อกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ตลอดจนข้อจำกัดในการอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของเอกสาร ความสงบเรียบร้อยของประชาชน และหลักเคารพเจตนาคู่สัญญาไว้อย่างชัดเจน

ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี

ผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้าง โดยกำหนดให้ข้อพิพาทระงับด้วยอนุญาโตตุลาการภายใต้ ICC ต่อมาผู้ร้องยื่นข้อพิพาทเรียกเงินค่าก่อสร้างจำนวนมาก ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด คณะอนุญาโตตุลาการจึงมีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงิน

ภายหลังหนึ่งในอนุญาโตตุลาการขอลาออก แต่ ICC ไม่รับรองการลาออก และคำชี้ขาดออกโดยมีลายมือชื่อเพียง 2 คน ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดต่อศาล

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

ประเด็นที่ 1 การแปลเอกสารโดยไม่สาบานตัว

ศาลเห็นว่าการสาบานตัวของผู้แปลมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ไม่ใช่เงื่อนไขที่กระทบความสงบเรียบร้อย หากไม่มีการพิสูจน์ว่าคำแปลผิด ก็ไม่ทำให้คำชี้ขาดใช้ไม่ได้

ประเด็นที่ 2 องค์คณะอนุญาโตตุลาการ

แม้มีลายมือชื่อเพียง 2 คน แต่มีการแต่งตั้งครบ 3 คนตั้งแต่ต้น และการลาออกไม่มีผล คำชี้ขาดยังชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 37

ประเด็นที่ 3 การอุทธรณ์

อุทธรณ์ที่โต้แย้งข้อเท็จจริงเดิมโดยไม่ชี้ว่าขัดความสงบเรียบร้อย ถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225

ประเด็นที่ 4 ขอบเขตศาล

ศาลไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นตามมาตรา 45

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญ 3 ประการ

หนึ่ง หลักความน่าเชื่อถือของเอกสาร ไม่ใช่เงื่อนไขเคร่งครัด

สอง หลักเคารพกระบวนการอนุญาโตตุลาการ

สาม หลักจำกัดอำนาจศาลในการแทรกแซง

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการมุ่งให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเคารพเจตนาคู่สัญญา โดยจำกัดการแทรกแซงของศาล

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสม่ำเสมอว่า ศาลจะไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ เว้นแต่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาด และให้ผู้คัดค้านชำระเงินตามคำชี้ขาด พร้อมค่าทนายความ

2 ศาลอุทธรณ์

ไม่ได้แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยืนตามคำวินิจฉัย

3 ศาลฎีกา

พิพากษายืน เห็นว่าการแปลเอกสารไม่กระทบความสงบเรียบร้อย และองค์คณะอนุญาโตตุลาการชอบด้วยกฎหมาย

ข้อคิดทางกฎหมาย

คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการจะถูกเพิกถอนหรือไม่บังคับได้ ต้องเป็นกรณีที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนอย่างแท้จริง มิใช่เพียงข้อบกพร่องเชิงรูปแบบหรือเทคนิค

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า “ข้อบกพร่องในขั้นตอน เช่น การแปลเอกสารหรือการไม่มีลายมือชื่อครบ” เป็นเหตุให้คำชี้ขาดไม่สามารถบังคับได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ก็ไม่ใช่เหตุเพิกถอน

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1 ความสงบเรียบร้อยของประชาชน

เป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าศาลจะไม่รับรองคำชี้ขาดหรือไม่ โดยต้องเป็นความเสียหายเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมาย ไม่ใช่ข้อบกพร่องเล็กน้อย

2 องค์คณะอนุญาโตตุลาการ

หากมีการแต่งตั้งครบตั้งแต่ต้น และกระบวนพิจารณาชอบด้วยข้อบังคับ แม้ไม่มีลายมือชื่อครบ ก็ยังถือว่าชอบด้วยกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม การแปลคำชี้ขาดโดยผู้ไม่สาบานตัวใช้ได้หรือไม่

คำตอบ

การแปลคำชี้ขาดโดยผู้ที่ไม่ได้สาบานตัวหรือปฏิญาณตนต่อหน้าศาล มิได้เป็นเหตุให้คำชี้ขาดนั้นตกเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเอกสาร มิใช่ข้อกำหนดที่เป็นสาระสำคัญของความชอบด้วยกฎหมาย หากฝ่ายคัดค้านไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าคำแปลดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนหรือผิดพลาดจนกระทบต่อสิทธิของตน ศาลย่อมถือว่าคำแปลยังคงมีน้ำหนักรับฟังได้ และไม่เป็นเหตุให้ปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาด

2 คำถาม คำชี้ขาดไม่มีลายมือชื่อครบถือว่าใช้ไม่ได้หรือไม่

คำตอบ

การไม่มีลายมือชื่อของอนุญาโตตุลาการครบทุกคน มิได้เป็นเหตุให้คำชี้ขาดตกเป็นโมฆะเสมอไป หากปรากฏว่ามีการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการครบองค์คณะตั้งแต่ต้น และการดำเนินกระบวนพิจารณาเป็นไปโดยชอบตามข้อบังคับที่คู่สัญญาตกลงกัน ทั้งยังมีการระบุเหตุผลแห่งการไม่มีลายมือชื่อไว้ในคำชี้ขาดแล้ว กรณีดังกล่าวย่อมเป็นไปตามมาตรา 37 และไม่ถือว่าองค์คณะไม่ครบ

3 คำถาม การลาออกของอนุญาโตตุลาการมีผลต่อคำชี้ขาดหรือไม่

คำตอบ

การลาออกของอนุญาโตตุลาการมิได้มีผลโดยอัตโนมัติให้กระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการต้องเสียไปหรือเป็นโมฆะ ทั้งนี้ต้องพิจารณาว่าการลาออกดังกล่าวได้รับการยอมรับตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการหรือไม่ หากข้อบังคับให้อำนาจสถาบันในการพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติการลาออก และสถาบันมีคำวินิจฉัยไม่รับการลาออกดังกล่าว ย่อมถือว่าการลาออกนั้นยังไม่มีผลตามกฎหมาย นอกจากนี้ หากกระบวนพิจารณาได้ดำเนินไปแล้วอย่างครบถ้วน เช่น การสืบพยานและรับฟังพยานหลักฐาน การจัดทำร่างคำชี้ขาด และผ่านการตรวจสอบตามข้อบังคับของสถาบันแล้ว การลาออกในภายหลังย่อมไม่กระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำชี้ขาด ทั้งยังต้องพิจารณาหลักความต่อเนื่องของกระบวนพิจารณาและหลักความมั่นคงของคำชี้ขาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบอนุญาโตตุลาการ

4 คำถาม ศาลสามารถตรวจสอบดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้ว ศาลไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบหรือแทรกแซงดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการในเรื่องการวินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน เนื่องจากระบบอนุญาโตตุลาการตั้งอยู่บนหลักการเคารพเจตนาของคู่สัญญาที่เลือกวิธีระงับข้อพิพาทนอกศาล ทั้งนี้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ได้กำหนดขอบเขตการแทรกแซงของศาลไว้อย่างจำกัด โดยศาลจะเข้ามาตรวจสอบได้เฉพาะในกรณีที่มีการฝ่าฝืนบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเข้าข้อยกเว้นตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ดังนั้น ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมของกระบวนพิจารณา หรือการประเมินพยานหลักฐานโดยอนุญาโตตุลาการ จึงไม่ใช่เหตุที่ศาลจะยกเลิกหรือไม่บังคับตามคำชี้ขาดได้

5 คำถาม การไม่มีการสาบานตนของพยานในชั้นอนุญาโตตุลาการมีผลหรือไม่

คำตอบ

การดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการมิได้ต้องปฏิบัติตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรืออาญาอย่างเคร่งครัดเสมอไป หากคู่สัญญาได้ตกลงกันให้ใช้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ เช่น ICC แล้ว กระบวนพิจารณาย่อมต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าว ซึ่งโดยทั่วไปให้อำนาจคณะอนุญาโตตุลาการในการกำหนดวิธีการรับฟังพยานหลักฐานตามที่เห็นสมควร ดังนั้น การที่พยานหรือล่ามมิได้สาบานตนก่อนการให้การ จึงไม่ถือเป็นข้อบกพร่องที่ทำให้คำชี้ขาดไม่ชอบด้วยกฎหมาย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการไม่สาบานตนนั้นก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมอย่างร้ายแรงต่อกระบวนพิจารณา

6 คำถาม ความสงบเรียบร้อยของประชาชนมีขอบเขตอย่างไร

คำตอบ

หลักความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นหลักกฎหมายที่ใช้เป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าศาลจะรับรองหรือปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการหรือไม่ โดยต้องเป็นกรณีที่มีผลกระทบต่อระบบกฎหมายหรือศีลธรรมของสังคมโดยรวม มิใช่เพียงข้อบกพร่องทางเทคนิคหรือกระบวนการเล็กน้อย เช่น การขาดลายมือชื่อบางส่วนหรือการแปลเอกสารที่ไม่ได้สาบานตัว หากข้อบกพร่องดังกล่าวไม่กระทบต่อความยุติธรรมโดยรวมและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณะ ศาลย่อมไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนความสงบเรียบร้อยของประชาชน

7 คำถาม อุทธรณ์ในคดีอนุญาโตตุลาการทำได้หรือไม่

คำตอบ

พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 ได้กำหนดข้อจำกัดในการอุทธรณ์ไว้อย่างชัดเจน โดยห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ เช่น กรณีที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น หากอุทธรณ์เป็นเพียงการโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ หรือเป็นการยกข้อโต้แย้งเดิมโดยไม่ชี้ให้เห็นถึงการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย

8 คำถาม หากคำชี้ขาดมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยสามารถแก้ไขได้หรือไม่

คำตอบ

คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย เช่น การพิมพ์ผิด หรือการระบุชื่อคู่ความผิดพลาดได้ โดยผ่านกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาด ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายและข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ การแก้ไขดังกล่าวมิได้กระทบต่อสาระสำคัญของคำชี้ขาดเดิม แต่เป็นการปรับปรุงให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและเจตนาของคณะอนุญาโตตุลาการ ดังนั้น การมีบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดจึงถือเป็นกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถบังคับได้เช่นเดียวกับคำชี้ขาดเดิม

อธิบายหลักกฎหมาย 

ข้อ 1 ป.วิ.พ. ม. 225 วรรคหนึ่ง

มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง กำหนดหลักสำคัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์ว่า อุทธรณ์จะต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง กล่าวคือ ผู้ยื่นอุทธรณ์ต้องระบุข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้นอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ หรือยกข้อโต้แย้งเดิมที่เคยเสนอในชั้นต้นโดยไม่มีการชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดของศาล การบัญญัติกฎหมายในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การพิจารณาอุทธรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดภาระของศาล และป้องกันการใช้สิทธิอุทธรณ์ในลักษณะถ่วงเวลา ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของผู้คัดค้านเป็นเพียงการยกข้อโต้แย้งเดิมโดยไม่ชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นฝ่าฝืนกฎหมายหรือกระทบความสงบเรียบร้อยอย่างไร จึงถือว่าเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งและไม่รับวินิจฉัย

ข้อ 2 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ม. 37

มาตรา 37 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กำหนดเกี่ยวกับรูปแบบของคำชี้ขาด โดยบัญญัติว่า คำชี้ขาดต้องทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อของอนุญาโตตุลาการ อย่างไรก็ตาม หากมีเหตุขัดข้องที่ทำให้อนุญาโตตุลาการบางคนไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้ระบุเหตุแห่งการไม่ลงลายมือชื่อไว้ในคำชี้ขาดได้ บทบัญญัตินี้สะท้อนหลักการยืดหยุ่นของระบบอนุญาโตตุลาการ ซึ่งมุ่งเน้นผลแห่งการระงับข้อพิพาทมากกว่ารูปแบบทางพิธีการ ในคดีนี้ แม้อนุญาโตตุลาการคนหนึ่งไม่ได้ลงลายมือชื่อ แต่มีการระบุเหตุผลไว้ในคำชี้ขาดแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคำชี้ขาดยังชอบด้วยกฎหมาย และไม่ถือว่าองค์คณะไม่ครบ

ข้อ 3 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ม. 42

มาตรา 42 วรรคสอง (3) กำหนดให้ผู้ยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดต้องแสดงคำแปลภาษาไทยของคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการ โดยผู้แปลต้องสาบานตัวหรือได้รับการรับรองจากผู้มีอำนาจ บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาเอกสารได้อย่างถูกต้องและเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของคำแปล อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อกำหนดดังกล่าวมิใช่สาระสำคัญถึงขนาดที่หากไม่ปฏิบัติตามแล้วจะทำให้คำชี้ขาดไม่สามารถบังคับได้ หากไม่มีการพิสูจน์ว่าคำแปลไม่ถูกต้องหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อคู่ความ ดังนั้น บทบัญญัตินี้จึงเป็นเพียงข้อกำหนดด้านรูปแบบเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาล มิใช่เงื่อนไขเด็ดขาดของการบังคับคดี

ข้อ 4 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ม. 45

มาตรา 45 วรรคหนึ่ง กำหนดข้อจำกัดในการอุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาที่เกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการ โดยบัญญัติห้ามมิให้อุทธรณ์ เว้นแต่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด เช่น กรณีที่มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการมีความรวดเร็วและมีความแน่นอนทางกฎหมาย ไม่เปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งซ้ำในชั้นศาลโดยไม่จำเป็น ในคดีนี้ ผู้คัดค้านพยายามอุทธรณ์เกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมของกระบวนการและการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

           เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5605/2568 

แม้ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 วรรคสอง (3) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยของคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมีผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวแล้ว หรือปฏิญาณตนต่อหน้าศาลหรือต่อหน้าเจ้าพนักงานหรือบุคคลที่มีอำนาจในการรับคำสาบานหรือปฏิญาณ หรือรับรองโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการรับรองคำแปล หรือผู้แทนทางการทูตหรือกงสุลไทยในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดหรือสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น มาแสดงต่อศาลก็ตาม แต่การให้มีคำแปลโดยผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อให้เอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ เช่นนี้ ถึงแม้ไม่ปรากฏว่าผู้แปลที่ผู้ร้องนำมาแสดงต่อศาลจะได้สาบานตัวหรือปฏิญาณตน แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้นำสืบว่าคำแปลคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร กรณีย่อมไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของคำแปลเอกสารดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่บทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดจึงไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการภายใต้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (ICC) ถือว่าตกลงยอมรับข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการดังกล่าว กระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการรวมถึงวิธีการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการจึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวตามที่ พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กำหนดไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ แม้จะได้ความว่าคำชี้ขาดและบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดมีอนุญาโตตุลาการลงลายมือชื่อเพียง 2 คน แต่เมื่อสถาบันอนุญาตโตตุลาการฯ แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการครบ 3 คน ตามที่ระบุในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับสถาบันอนุญาโตตุลาการดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นคณะอนุญาโตตุลาการจึงดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและรับฟังพยานหลักฐานต่อไปจนกระทั่งมีร่างคำชี้ขาดโดยผ่านขั้นตอนการตรวจสอบตามข้อบังคับสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ ด. จึงเพิ่งแจ้งขอลาออกจากการเป็นคณะอนุญาโตตุลาการในภายหลัง กรณีเช่นนี้ ย่อมไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผ่านมาต้องเสียไป ทั้งหลังจากนั้นสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ ยังสอบถามความเห็นของผู้ร้องและผู้คัดค้านเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงมีคำวินิจฉัยไม่ยอมรับการลาออกของ ด. อันเป็นการดำเนินการไปตามที่ข้อบังคับดังกล่าวให้อำนาจไว้ การลาออกจากการเป็นอนุญาโตตุลาการของ ด. จึงยังไม่มีผล ซึ่งแม้ ด. ไม่ลงลายมือชื่อในฐานะอนุญาโตตุลาการร่วม แต่คำชี้ขาดก็ระบุถึงเหตุขัดข้องที่ไม่มีลายมือชื่อไว้แล้วซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง มิใช่เป็นกรณีที่องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ครบองค์คณะหรือตามที่ระบุไว้ในสัญญา

ฎีกาย่อ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดถึงที่สุดของคณะอนุญาโตตุลาการ ICC ลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 และบทเพิ่มเติมวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ให้ผู้คัดค้านชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่าย ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้าน แต่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดและยกคำคัดค้าน พร้อมกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คู่ความได้ตกลงให้ระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการภายใต้ข้อบังคับ ICC ซึ่งต้องยึดถือเป็นหลัก การดำเนินกระบวนพิจารณาจึงชอบด้วยกฎหมาย แม้ไม่มีการสาบานตนของพยานและล่ามก็ไม่เป็นข้อบกพร่อง เนื่องจากคณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจกำหนดวิธีพิจารณาและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานได้

ส่วนอุทธรณ์ที่อ้างว่าคดีเกี่ยวกับคดีอาญาหรือสามารถหักกลบหนี้ได้ ศาลเห็นว่าเป็นคนละประเด็น และผู้คัดค้านมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชัดแจ้งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ไม่รับวินิจฉัย

สำหรับประเด็นการไม่มีลายมือชื่ออนุญาโตตุลาการครบ ศาลเห็นว่าได้มีการแต่งตั้งครบตั้งแต่ต้น และการลาออกไม่มีผล อีกทั้งคำชี้ขาดระบุเหตุขัดข้องไว้แล้ว จึงชอบด้วยมาตรา 37 มิใช่องค์คณะไม่ครบ

นอกจากนี้ การแปลคำชี้ขาดโดยผู้ไม่สาบานตัวเป็นเพียงเรื่องความน่าเชื่อถือ มิใช่ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงไม่เป็นเหตุให้ปฏิเสธการบังคับคำชี้ขาด

พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดถึงที่สุดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (ICC) เลขที่ ไอซีซี 22857/พีทีเอ (ICC 22857/PTA) ระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้าน ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 และบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดถึงที่สุด ฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 ที่ชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย กับค่าใช้จ่ายของอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในชั้นอนุญาโตตุลาการแก่ผู้ร้อง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดถึงที่สุดของคณะอนุญาโตตุลาการ สถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (ICC) ฉบับลงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 และบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดถึงที่สุดฉบับลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2562 โดยให้ผู้คัดค้านชำระเงินแก่ผู้ร้องตามคำชี้ขาดถึงที่สุดดังกล่าว และให้ยกคำคัดค้าน กับให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องโดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2557 ผู้คัดค้านในฐานะผู้ว่าจ้างกับผู้ร้องในฐานะผู้รับเหมาหลัก ตกลงทำสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคาร ระบุสถานที่ก่อสร้างบริเวณถนนสุขุมวิท 39 กรุงเทพมหานคร โดยสัญญาข้อ 31 ตกลงให้กรณีมีข้อพิพาทหรือข้อโต้แย้งเกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาในเรื่องการก่อสร้างตามสัญญาดังกล่าวหรือจากการดำเนินการตามสัญญาดังกล่าวให้ระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการ ซึ่งดำเนินการในกรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เป็นภาษาอังกฤษ ภายใต้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (The International Chamber of Commerce หรือ ICC) โดยคณะอนุญาโตตุลาการ 3 คน ที่ได้รับการแต่งตั้งตามข้อบังคับดังกล่าว วันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ผู้ร้องยื่นคำเสนอข้อพิพาทต่อสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ (ICC) ขอให้มีคำชี้ขาดให้ผู้คัดค้านชำระค่าก่อสร้างที่ค้างชำระ 106,138,678.20 บาท เงินประกันผลงานการก่อสร้าง 15,914,180.70 บาท เงินค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงานก่อสร้าง 15,671,081.44 บาท และค่าเสียหายจากความล่าช้าของการก่อสร้างที่เกิดจากผู้คัดค้าน 3,255,732.73 บาท พร้อมดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าว ผู้คัดค้านไม่ยื่นคำคัดค้านภายในกำหนด วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 สถาบันอนุญาโตตุลาการฯ แต่งตั้งนายแอนโทนี่เป็นอนุญาโตตุลาการร่วมตามที่ฝ่ายผู้ร้องเสนอ และแต่งตั้งนายเดชอุดมเป็นอนุญาโตตุลาการร่วมแทนฝ่ายผู้คัดค้านตามที่คณะกรรมการหอการค้านานาชาติแห่งประเทศไทยเสนอ วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2561 สถาบันอนุญาโตตุลาการฯ แต่งตั้งนายสตีเว่นเป็นประธานคณะอนุญาโตตุลาการตามที่คณะกรรมการหอการค้านานาชาติแห่งประเทศสิงคโปร์เสนอ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 นายเดชอุดมแจ้งขอลาออกจากการเป็นอนุญาโตตุลาการร่วมในคดีนี้ต่อเลขาธิการสถาบันอนุญาโตตุลาการ ฯ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 สถาบันอนุญาโตตุลาการฯ พิจารณาข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ แล้วไม่รับรองการลาออกดังกล่าว วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2562 คณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดถึงที่สุดให้ผู้คัดค้านชำระเงินค่าก่อสร้างที่ค้างชำระ เงินประกันผลงานการก่อสร้าง เงินค่าใช้จ่ายในการติดต่อประสานงานก่อสร้างพร้อมดอกเบี้ย กับค่าใช้จ่ายของอนุญาโตตุลาการและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในชั้นอนุญาโตตุลาการแก่ผู้ร้อง โดยไม่มีลายมือชื่อนายเดชอุดมในคำชี้ขาด วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 คณะอนุญาโตตุลาการแก้ไขเพิ่มเติมคำชี้ขาดถึงที่สุดดังกล่าวเนื่องจากการพิมพ์ผิด โดยแก้สถานะของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่พิมพ์สลับกันให้ถูกต้องเป็นผู้ร้องในฐานะผู้รับเหมาหลักและผู้คัดค้านในฐานะผู้ว่าจ้าง โดยไม่มีลายมือชื่อนายเดชอุดมในบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดเช่นกัน

ที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทำนองว่า กระบวนการในชั้นอนุญาโตตุลาการไม่ชอบธรรมและไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการปฏิญาณตนของพยานและล่ามก่อนเริ่มสืบพยานนั้น ในข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยสรุปความได้ว่า การดำเนินการทางอนุญาโตตุลาการในคดีนี้ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ ที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงกันตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างข้อ 31 ซึ่งวิธีพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการนั้นมีกำหนดไว้ตามข้อบังคับดังกล่าว ข้อ 16 ถึง 27 ทั้งคณะอนุญาโตตุลาการยังมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้ตามที่เห็นสมควร รวมถึงการรับฟังพยานหลักฐานและการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 25 วรรคสอง โดยไม่จำต้องจัดให้ล่ามและพยานสาบานตนหรือกล่าวคำปฏิญาณก่อนเริ่มต้นสืบพยาน ข้ออ้างดังกล่าวของผู้คัดค้านไม่อาจรับฟังได้ กับที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ทำนองว่า ข้อพิพาทในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับความผิดทางอาญาหรือเป็นคดีแพ่งอันเกี่ยวเนื่องคดีอาญาซึ่งอยู่ระหว่างที่ผู้คัดค้านกำลังดำเนินคดีอาญาตามกระบวนการยุติธรรม และผู้คัดค้านยังสามารถบังคับชำระหนี้ทางแพ่งต่อผู้ร้องได้อยู่ จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะพิพากษาบังคับตามคำชี้ขาด ซึ่งข้อนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยสรุปความได้ว่า คดีอาญาที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างมาเป็นคนละประเด็นกับข้อพิพาทในคดีและไม่ใช่คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ทั้งมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านอ้างว่าจะนำมาหักกลบลบหนี้กันนั้นยังไม่แน่นอนว่าจะมีหรือไม่ แต่อุทธรณ์ของผู้คัดค้านทั้งสองกรณีคงโต้แย้งในทำนองเดียวกับที่ยกขึ้นอ้างในคำคัดค้านต่อศาลชั้นต้น โดยไม่ได้โต้แย้งว่าที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้นไม่ชอบหรือฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ทั้งสองกรณีดังกล่าว

สำหรับที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ต่อไปทำนองว่า ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติที่สถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติใช้เป็นเหตุไม่รับการลาออกของนายเดชอุดมนั้น ไม่เป็นธรรม ขาดหลักแห่งการถ่วงดุลอำนาจ ขัดหรือแย้งต่อพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งการดำเนินกระบวนพิจารณาของสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ รวมทั้งนายแอนโทนี่ อนุญาโตตุลาการร่วม และนายสตีเว่น ประธานคณะอนุญาโตตุลาการ ที่ไม่แก้ปัญหาเรื่องการลาออกของนายเดชอุดมให้แล้วเสร็จ แต่กลับมีการทำคำชี้ขาดต่อไปโดยไม่มีลายมือชื่อนายเดชอุดมในคำชี้ขาดนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวถือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น หลักสำคัญของพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ศาลจะแทรกแซงในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ซึ่งรวมถึงการเข้ามาตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือทำลายคำชี้ขาดไม่ได้ เว้นแต่ในกรณีที่กฎหมายให้อำนาจศาลไว้อย่างชัดแจ้งภายในกรอบที่จำกัด ทั้งกฎหมายดังกล่าวยังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การระงับข้อพิพาทเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สมดังเจตนาของคู่พิพาทที่เลือกใช้วิธีระงับข้อพิพาทโดยการอนุญาโตตุลาการแทนการนำข้อพิพาทไปฟ้องคดีต่อศาล พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง จึงห้ามมิให้อุทธรณ์คำสั่งหรือคำพิพากษาตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเว้นแต่จะเข้ากรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ใน (1) ถึง (5) แต่อุทธรณ์ในส่วนดังกล่าวของผู้คัดค้านเป็นการอุทธรณ์เกี่ยวกับข้อกำหนดกระบวนการอนุญาโตตุลาการของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติทำนองว่าไม่เป็นธรรม และโต้แย้งดุลพินิจในการดำเนินกระบวนพิจารณารวมถึงการรับฟังพยานหลักฐานอันอยู่ในอำนาจวินิจฉัยของคณะอนุญาโตตุลาการ มิใช่การโต้แย้งเกี่ยวกับกรณีใดกรณีหนึ่งดังที่ระบุไว้ในบทบัญญัติข้างต้น จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในส่วนนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการแรกว่า คำพิพากษาของศาลชั้นต้นฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า แม้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 42 วรรคสอง (3) กำหนดให้ผู้ร้องขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทยของคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการโดยมีผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวแล้ว หรือปฏิญาณตนต่อหน้าศาลหรือต่อหน้าเจ้าพนักงานหรือบุคคลที่มีอำนาจในการรับคำสาบานหรือปฏิญาณ หรือรับรองโดยเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในการรับรองคำแปล หรือผู้แทนทางการทูตหรือกงสุลไทยในประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดหรือสัญญาอนุญาโตตุลาการนั้น มาแสดงต่อศาลก็ตาม แต่การให้มีคำแปลโดยผู้แปลซึ่งได้สาบานตัวหรือปฏิญาณตนตามบทบัญญัติดังกล่าวมีความมุ่งหมายเพียงเพื่อให้เอกสารดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือ เช่นนี้ ถึงแม้ไม่ปรากฏว่าผู้แปลคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการที่ผู้ร้องนำมาแสดงต่อศาลจะได้สาบานตัวหรือปฎิญาณตนตามบทบัญญัติข้างต้น แต่เมื่อผู้คัดค้านมิได้นำสืบว่าคำแปลคำชี้ขาดและสัญญาอนุญาโตตุลาการดังกล่าวไม่ถูกต้องอย่างไร คงอ้างเพียงการขาดความชอบธรรมของกระบวนการยื่นคำร้องเท่านั้น กรณีย่อมไม่มีผลต่อความน่าเชื่อถือของคำแปลเอกสารดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่บทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนี้ การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่ได้ฝ่าฝืนต่อบทกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน อุทธรณ์ของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านประการสุดท้ายว่า การยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้นจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงระงับข้อพิพาทโดยวิธีอนุญาโตตุลาการภายใต้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแห่งหอการค้านานาชาติ ตามสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างอาคาร ข้อ 31 ถือว่าผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงยอมรับข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการดังกล่าวแล้ว กระบวนพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการรวมถึงวิธีการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการจึงต้องเป็นไปตามข้อบังคับดังกล่าวตามที่พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 กำหนดไว้ในหมวด 4 ว่าด้วยวิธีพิจารณาชั้นอนุญาโตตุลาการ แม้จะได้ความว่าคำชี้ขาดถึงที่สุดและบทเพิ่มเติมคำชี้ขาดถึงที่สุดในคดีนี้มีอนุญาโตตุลาการลงลายมือชื่อเพียง 2 คน แต่เมื่อได้ความว่าสถาบันอนุญาโตตุลาการ ฯ แต่งตั้งอนุญาโตตุลาการครบ 3 คน ตามที่ระบุในข้อสัญญาอนุญาโตตุลาการระหว่างผู้ร้องและผู้คัดค้านซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับสถาบันอนุญาโตตุลาการดังกล่าวแล้ว หลังจากนั้นคณะอนุญาโตตุลาการจึงดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานและรับฟังพยานหลักฐานต่อไป จนกระทั่งมีร่างคำชี้ขาดถึงที่สุดโดยผ่านขั้นตอนการตรวจสอบตามข้อบังคับสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ นายเดชอุดมจึงเพิ่งแจ้งขอลาออกจากการเป็นคณะอนุญาโตตุลาการในภายหลัง กรณีเช่นนี้ย่อมไม่ทำให้การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผ่านมาต้องเสียไป ทั้งหลังจากนั้นสถาบันอนุญาโตตุลาการฯ ยังสอบถามความเห็นของผู้ร้องและผู้คัดค้านเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงมีคำวินิจฉัยไม่ยอมรับการลาออกของนายเดชอุดม อันเป็นการดำเนินการไปตามที่ข้อบังคับดังกล่าวให้อำนาจไว้ การลาออกจากการเป็นอนุญาโตตุลาการของนายเดชอุดมจึงยังไม่มีผล ซึ่งแม้นายเดชอุดมจะไม่ลงลายมือชื่อในฐานะอนุญาโตตุลาการร่วม แต่คำชี้ขาดดังกล่าวก็ระบุถึงเหตุขัดข้องที่ไม่มีลายมือชื่อไว้ในคำชี้ขาดแล้วซึ่งเป็นไปตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 37 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่เป็นกรณีที่องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ครบองค์คณะหรือตามที่ระบุไว้ในสัญญาดังที่ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการพิจารณาในชั้นอนุญาโตตุลาการและการทำคำชี้ขาดดำเนินการโดยคณะอนุญาโตตุลาการครบองค์คณะตามที่คู่พิพาทตกลงกันไว้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ




คำพิพากษาศาลฎีกา

การตีความอำนาจ บสท. ในการขอพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดกับลูกหนี้ร่วมตามกฎหมายล้มละลาย
สัญญารับซื้อคืนในคดีลีสซิ่ง และการพิพากษาเกินคำขอ(ฎีกา 6679/2562)
รับสารภาพแล้วฎีกาข้อเท็จจริงไม่ได้ | หลัก ป.วิ.พ. ม.249(ฎีกา 6899/2550)
ค่าชดเชยเลิกจ้างรัฐวิสาหกิจและดอกเบี้ย,ค่าชดเชย 180 วัน, (ฎีกา 5868-5869/2550)
คดีหย่า ค่าเลี้ยงชีพ และอำนาจปกครองบุตร,ป.พ.พ. มาตรา 1461,(ฎีกาที่ 1106/2550)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5921/2550: การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม กรณีไม่มีหลักฐานการกระทำผิดซ้ำของลูกจ้าง
ครอบครองปรปักษ์ก่อนออกโฉนดที่ดินไม่นำมารวมหลังออกโฉนด
โอนที่ดินให้บุตรไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
การเข้ามอบตัวถือว่าจำเลยถูกจับแล้ว
คำร้องสอดเป็นฟ้องซ้อน-ปัญหาข้อกฎหมาย
ร้องขัดทรัพย์-ตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
ช่วยซ่อนเร้นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิด
ขอให้ศาลรวมโทษจำคุก,ความผิดหลายกรรม
ฐานค่าจ้างในการคำนวณจ่ายค่าชดเชย
สิทธิแจ้งความร้องทุกข์ของผู้เสียหาย
ผู้ค้ำประกันไม่ได้รับสภาพหนี้ มิได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้เดิมไม่ระงับ
อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา
การประเมินภาษีเงินได้-อำนาจออกหมายเรียก
คำสั่งไม่รับอุทธรณ์ อำนาจศาลชั้นต้นที่จะสั่งแก้ไขคำสั่งที่ผิดหลง
การจราจรติดขัดไม่ใช่เหตุสุดวิสัย
หนี้ที่จะต้องรับผิดตามสัญญาจำนอง
คำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นที่สุด
ผู้ให้เช่าซื้อ(เจ้าหนี้)ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากลูกหนี้ถูกพิทักษ์ทรัพย์
ฎีกาปัญหาข้อกฎหมาย ฟ้องซ้ำ หลายกรรมต่างกัน
เหตุสุดวิสัย หรือ ประมาทเลินเล่อ เรียกค่าขาดไร้อุปการะ
ไม่เข้าเหตุถอนคืนการให้ | หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง
ขอเพิกถอนการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
ขอให้ศาลแรงงานพิจารณาคดีใหม่      
ถอนคืนการให้-ประพฤติเนรคุณ หมิ่นประมาทผู้ให้อย่างร้ายแรง
ศาลรับฟังพยานหลักฐานที่ไม่ชอบหรือไม่?
คำสั่งยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่ | อุทธรณ์คำสั่งยกคำร้อง
ใบแต่งทนาย-ทนายความขอแรง
คำร้องขอคืนรถยนต์ของกลาง คำสั่งระหว่างพิจารณา
สิทธิในการดำเนินคดีเป็นโจทก์ร่วม
อำนาจสอบสวน ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค
ควบคุมหรือขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ลูกหนี้ร่วม-เจ้าหนี้ฟ้องให้ล้มละลายได้
ทางจำเป็นและทางภาระจำยอม
หนี้ร่วมระหว่างสามีภริยา หนังสือให้ความยินยอมทำนิติกรรม
ทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ศาลสั่งริบ
เรียกค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัย
การริบทรัพย์สินของกลาง ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด
ลูกจ้างฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน
ผิดสัญญาหมั้นเรียกค่าทดแทนและสินสอดคือ
เจ้าหนี้หักหนี้ให้ลูกหนี้ ถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่? วิเคราะห์หลักอายุความสะดุดหยุดลงและสิทธิของคู่สัญญาตามกฎหมายแพ่ง
สมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้อง
การรับสภาพหนี้มิได้ก่อให้เกิดมูลหนี้ขึ้นใหม่
สิทธิเรียกร้องไล่เบี้ยลูกจ้าง
อายุความเรียกค่าเสียหาย | ค่าสินไหมทดแทน | ฟ้องนายจ้าง
สัญญาขายฝาก-การวางทรัพย์-การขยายกำหนดเวลาไถ่
ตรวจค้น-จับกุมมิชอบด้วยกฎหมาย
ไม่แจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาทราบไม่ทำให้การสอบสวนคดีไม่ชอบ
ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นที่นำยึดทรัพย์
แก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน- สภาพการจ้าง
สัญญากู้ยืมเงินแบบไม่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้,การคิดดอกเบี้ยผิดนัด
ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ | ปัสสาวะสีม่วง | เสพเมทแอมเฟตามีน
สัญญาที่ผู้บริโภคเสียเปรียบเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม
สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า การเลิกจ้างในระหว่างการทดลองงาน
ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม-ผู้เสียหาย
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย 62 เม็ด โทษ 4 ปี 9 เดือน
ความผิดฐานร่วมกันบุกรุกที่ดินราชพัสดุ
ผลของการไม่ชำระค่าปรับภายในสามสิบวัน
นับอายุความละเมิดเรียกค่าเสียหาย
มีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ
ทุนทรัพย์ไม่เกินสามแสน | เขตอำนาจศาลแขวง
นำสืบประกอบคำให้การรับสารภาพ
การกระทำต่อเนื่อง-ความผิดฐานบุกรุก
ภาระจำยอมโดยอายุความ-ใช้ทางในลักษณะปรปักษ์
ดอกผลนิตินัย
พรากผู้เยาว์,กระทำชำเราเด็กหญิงไม่เกิน 15 ปี
ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง- “สภาพการจ้าง” คืออะไร?
รับของโจร รับซื้อทรัพย์ของกลางโดยรู้อยู่ว่าได้มาโดยการลักทรัพย์
อายุความสิทธิเรียกร้องมูลละเมิด
เจ้าเพนักงานพิทักษ์ทรัพย์-สิทธิจัดการทรัพย์สินลูกหนี้
กฎหมายยกเลิกความผิด-การใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย
ประมาททำให้เกิดเพลิงไหม้ | ความรับผิดของผู้ว่าจ้าง
เรียกค่าเสียหายเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
ความผิดฐานบุกรุกเคหสถาน
ความผิดฐานพรากเด็ก(ผู้เยาว์)อายุยังไม่เกิน 15 ปี
การนับระยะเวลาอายุความคดีอาญา
เขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
การฟอกเงิน-ยกประโยชน์แห่งความสงสัย
กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้พิจารณาใหม่ตามคำขอของจำเลย
รายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิ
บิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก
การใช้ดุลพินิจของอนุญาโตตุลาการ
รับสมอ้างต่อศาลว่าเป็นจำเลย ละเมิดอำนาจศาล เปลี่ยนตัวจำเลย
ฎีกาไม่มีลายมือชื่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้ฎีกา
ทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิดที่ต้องริบเสียทั้งสิ้น
ความรับผิดของผู้รับประกันภัย
ละเมิดอำนาจศาล-ทนายความเรียกค่าวิ่งเต้นคดี
ศาลไม่อาจลงโทษเกินไปกว่าที่โจทก์บรรยายในคำฟ้อง เมทแอมเฟตามีน
ผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้นที่จะขอให้ศาลเพิกถอนผู้จัดการมรดก
ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น,ชั้นอุทธรณ์
ผลของคำสั่งให้เลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด | ผู้ชำระบัญชี
ผู้จัดการมรดก-ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก พินัยกรรม
สิทธิหยุดพักผ่อนของลูกจ้าง
ตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องนำไปให้ผู้ออกตั๋วจดรับรู้