ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ศาลฎีกายืนให้บิดาจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามศาลชั้นต้น-ฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้หรือไม่ หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็น

 

ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรหลังหย่า, ศาลวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทได้หรือไม่, บิดามีหน้าที่จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรหรือไม่, การอุทธรณ์คดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร, ข้อจำกัดอำนาจศาลในการวินิจฉัยคดี, สิทธิของผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดู, หน้าที่ของบิดามารดาต่อบุตรผู้เยาว์, คดีหย่าและการใช้อำนาจปกครองบุตร, การกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตรโดยศาล, ผลของการไม่อุทธรณ์ประเด็นข้อพิพาท, การยุติแห่งประเด็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์, การพิสูจน์สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูบุตร, คดีครอบครัวเกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดอำนาจของศาลในการวินิจฉัยคดีตามประเด็นที่คู่ความยกขึ้นโต้แย้งกัน โดยเฉพาะในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์และกำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งความเป็นบุตรและมิได้คัดค้านจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลชั้นต้นกำหนด ขณะที่จำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นขอให้เพิ่มจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น ต่อมาศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยในประเด็นว่าผู้เยาว์ทั้งสองมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์และยกคำขอเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งหมด

ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่า เมื่อคู่ความมิได้โต้แย้งหรืออุทธรณ์ในประเด็นใด ประเด็นนั้นย่อมยุติไปแล้วหรือไม่ และศาลอุทธรณ์จะสามารถหยิบยกข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ไม่ได้เป็นประเด็นพิพาทในชั้นอุทธรณ์ขึ้นวินิจฉัยเองได้เพียงใด นอกจากนี้คดียังเกี่ยวข้องกับการเรียกร้องเงินที่จำเลยอ้างว่าเป็นเงินช่วยเหลือสำหรับบุตรผู้เยาว์ซึ่งโจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์สิทธิในเงินดังกล่าวว่ามีลักษณะเป็นเงินที่บุตรมีสิทธิได้รับหรือไม่

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของหลักการดำเนินคดีในชั้นอุทธรณ์ หลักความยุติแห่งประเด็นข้อพิพาท และหลักภาระการพิสูจน์ในคดีครอบครัว ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิของบุตรผู้เยาว์และหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูของบิดามารดา ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงขอบเขตอำนาจของศาลในการวินิจฉัยคดีว่าต้องอยู่ภายในกรอบแห่งข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันเท่านั้น ไม่อาจขยายไปสู่ประเด็นอื่นที่มิได้มีการโต้แย้งหรืออุทธรณ์ไว้ในคดีได้ 

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย แบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส และให้จำเลยโอนสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นสินส่วนตัวคืนแก่ตน พร้อมทั้งขอให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง ส่วนจำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกันเช่นเดียวกัน ขอให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูสำหรับตนเองและบุตรผู้เยาว์ รวมถึงเรียกเงินที่อ้างว่าเป็นเงินช่วยเหลือค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ตลอดจนขอแบ่งสินสมรสและทรัพย์สินอื่นตามที่ระบุไว้ในฟ้องแย้ง 

ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังเป็นยุติปรากฏว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติอเมริกัน ประกอบกิจการร้านอาหารในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และได้รู้จักกับจำเลยซึ่งในขณะนั้นทำงานเป็นนักเต้นอะโกโก้ ต่อมาโจทก์ชักชวนจำเลยมาทำงานที่ร้านอาหารของตนในตำแหน่งพนักงานเก็บเงินและช่วยบริหารกิจการ หลังจากนั้นทั้งสองได้คบหากันในลักษณะคนรักและมีความสัมพันธ์ทางเพศกันเป็นบางครั้ง โดยโจทก์เคยป่วยเป็นโรคอัมพาตครึ่งล่างของร่างกายและไม่สามารถมีบุตรได้ 

ต่อมาในปี 2552 จำเลยเข้ารับการรักษาทางการแพทย์โดยใช้วิธีการผสมเทียมเพื่อให้ตั้งครรภ์ โดยใช้อสุจิของชายอื่นที่บริจาคเข้าสู่อวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลย ภายหลังจำเลยคลอดบุตรฝาแฝดเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 เป็นเด็กชายหนึ่งคนและเด็กหญิงหนึ่งคน แม้โจทก์จะมิใช่บิดาทางสายโลหิตของเด็กทั้งสอง แต่โจทก์ยินยอมให้แจ้งชื่อของตนเป็นบิดาและยินยอมให้เด็กทั้งสองใช้นามสกุลของโจทก์ ต่อมาหลังจากเด็กทั้งสองเกิดแล้วหลายปี โจทก์และจำเลยจึงจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557 

นอกจากข้อพิพาทเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวแล้ว คู่ความยังมีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินหลายรายการ ทั้งที่ดินโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้าง สิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ โดยต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว รวมถึงมีข้อพิพาทเกี่ยวกับรายได้จากการประกอบกิจการร้านอาหารซึ่งจำเลยอ้างว่าเป็นสินสมรสที่ต้องนำมาแบ่งกันตามกฎหมาย 

จำเลยยังอ้างอีกว่า บุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในอัตราเดือนละ 18,000 บาทต่อคน และรัฐบาลได้โอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์มาเป็นเวลาหลายปี จำเลยจึงเรียกร้องให้โจทก์นำเงินดังกล่าวคืนแก่ตน ขณะที่โจทก์โต้แย้งว่าเงินที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ใช่เงินค่าเลี้ยงดูบุตรตามที่จำเลยกล่าวอ้าง และยังยืนยันว่าจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์หรือเป็นเงินที่รัฐบาลจ่ายเพื่อวัตถุประสงค์ในการอุปการะเลี้ยงดูเด็กทั้งสองโดยตรง 

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน กำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาทต่อเดือนนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ พร้อมทั้งวินิจฉัยเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่ความตามรายละเอียดในคำพิพากษา โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของตน และมิได้อุทธรณ์คัดค้านจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลชั้นต้นกำหนดแต่อย่างใด ส่วนจำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นที่เห็นว่าควรได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในจำนวนสูงกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งกลายเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายในชั้นฎีกาเกี่ยวกับขอบเขตการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ในเวลาต่อมา 

คำวินิจฉัยและประเด็นข้อพิพาททั้งหมด

คดีนี้แม้จะเริ่มต้นจากการฟ้องหย่า การขอใช้อำนาจปกครองบุตร และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา แต่เมื่อเข้าสู่ชั้นฎีกา ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยกลับอยู่ที่ขอบเขตอำนาจของศาลอุทธรณ์ในการวินิจฉัยคดี และผลของการที่คู่ความมิได้อุทธรณ์หรือโต้แย้งประเด็นใดประเด็นหนึ่ง ซึ่งทำให้ประเด็นนั้นยุติไปแล้วตามกระบวนพิจารณา โดยศาลฎีกาได้แยกวินิจฉัยออกเป็นประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ 

1. ประเด็นเรื่องสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสอง

จำเลยฎีกาว่า ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ และโจทก์จึงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองต่อไป ขณะที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเคยวินิจฉัยว่า ผู้เยาว์ทั้งสองมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และโจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง 

ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลชั้นต้นได้พิพากษาไว้แล้วว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์ และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาทต่อเดือน โดยหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของตน อีกทั้งมิได้อุทธรณ์คัดค้านจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ดังนั้นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในประเด็นดังกล่าวจึงยุติไปแล้วตั้งแต่ชั้นศาลชั้นต้น 

เมื่อพิจารณาคำอุทธรณ์ของจำเลย พบว่าจำเลยมิได้อุทธรณ์เพื่อโต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นหรือไม่เป็นบุตรของโจทก์ แต่เป็นการอุทธรณ์เพื่อขอให้เพิ่มจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรให้สูงขึ้นกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนดเท่านั้น จึงทำให้ประเด็นที่ยังเหลืออยู่ในชั้นอุทธรณ์มีเพียงว่า สมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นหรือไม่ มิใช่ประเด็นเรื่องสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสอง 

2. ประเด็นเรื่องการวินิจฉัยนอกประเด็นของศาลอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อประเด็นเรื่องความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสองมิได้เป็นประเด็นที่คู่ความอุทธรณ์โต้แย้งกันในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเอง การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และนำเหตุผลดังกล่าวไปสู่การยกคำขอเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งหมด จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทที่มีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ 

ศาลฎีกาชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า แม้จากคำฟ้อง คำให้การ ฟ้องแย้ง และคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยปฏิเสธว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของตน โจทก์เพียงแต่ต่อสู้ว่าตนไม่สมควรต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูในจำนวนที่จำเลยเรียกร้องเท่านั้น มิได้โต้แย้งว่าตนไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเลย ดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องสถานะความเป็นบุตรขึ้นมาวินิจฉัยจึงเป็นการก้าวล่วงออกไปจากขอบเขตแห่งข้อพิพาทที่คู่ความเสนอเข้าสู่ศาล 

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตามแนวทางที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ และถือว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป 

3. ประเด็นเรื่องการเรียกคืนเงินที่อ้างว่าเป็นเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา

จำเลยอ้างว่า บุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในอัตราเดือนละ 18,000 บาทต่อคน และรัฐบาลได้โอนเงินดังกล่าวเข้าบัญชีของโจทก์เป็นเวลาหลายปี จึงขอให้โจทก์คืนเงินดังกล่าวแก่ตน 

ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นข้ออ้างที่จำเลยเป็นผู้กล่าวอ้างขึ้น จำเลยจึงมีภาระการพิสูจน์ว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองมีสิทธิในเงินดังกล่าวจริง และเงินที่โจทก์ได้รับนั้นเป็นเงินที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาจ่ายเพื่อประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์โดยตรง หรือเป็นเงินที่จ่ายให้บิดามารดาเพื่อนำไปใช้ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตร 

อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ หรือเป็นเงินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูเด็กทั้งสอง จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าเป็นเงินที่บุตรมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยหรือบุตรที่จะฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนจากโจทก์ได้ 

นอกจากนี้โจทก์ยังนำสืบว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โจทก์อนุญาตให้จำเลยนำรายได้จากกิจการร้านอาหารที่มีรายได้ประมาณเดือนละ 200,000 บาท ไปใช้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองอยู่แล้ว จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ให้การอุปการะเลี้ยงดูบุตรจากแหล่งรายได้อื่นมาโดยตลอด มิใช่ว่าจะต้องนำเงินที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกามาใช้จ่ายแก่บุตรโดยเฉพาะแต่เพียงอย่างเดียว 

4. ประเด็นเรื่องค่าขึ้นศาลที่ชำระเกิน

ศาลฎีกาตรวจสอบแล้วพบว่า คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นจำนวน 5,119,700 บาท ซึ่งควรเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเป็นจำนวน 102,394 บาท แต่โจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลรวมทั้งสิ้น 112,445 บาท ทำให้มีจำนวนเงินที่ชำระเกินอยู่ 10,051 บาท ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินดังกล่าวแก่โจทก์ 

จากคำวินิจฉัยทั้งหมดจะเห็นได้ว่า แก่นสำคัญของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ปัญหาความเป็นบุตรตามข้อเท็จจริงหรือปัญหาทางชีววิทยา แต่เป็นเรื่องหลักกระบวนพิจารณาที่ว่า เมื่อประเด็นใดไม่ได้ถูกอุทธรณ์หรือโต้แย้ง ประเด็นนั้นย่อมยุติไป และศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเอง เพราะจะเป็นการวินิจฉัยนอกขอบเขตข้อพิพาทที่คู่ความนำขึ้นสู่การพิจารณาของศาล 

3. วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

คดีนี้มีความสำคัญในเชิงหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและกฎหมายครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะแม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ จำเลย และบุตรผู้เยาว์จะมีความซับซ้อน แต่ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยโดยมุ่งเน้นไปที่ปัญหาทางชีววิทยาหรือสถานะความเป็นบุตรเป็นสำคัญ หากมุ่งพิจารณาถึงหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาคดีว่า ศาลต้องวินิจฉัยภายในกรอบแห่งประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันเท่านั้น และไม่อาจนำประเด็นที่ได้ยุติไปแล้วกลับมาวินิจฉัยใหม่โดยปราศจากคำอุทธรณ์หรือคำโต้แย้งของคู่ความได้ 

หลักกฎหมายประการแรกที่ปรากฏชัดในคดีนี้ คือ หลักเรื่องความยุติแห่งประเด็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ กล่าวคือ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในประเด็นใดแล้ว และคู่ความฝ่ายที่เสียประโยชน์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นนั้น ประเด็นดังกล่าวย่อมยุติลงและไม่เป็นข้อพิพาทอีกต่อไป ในคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาทต่อเดือน แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของตน และมิได้อุทธรณ์คัดค้านจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่กำหนดไว้ จึงถือได้ว่าประเด็นดังกล่าวเป็นอันยุติแล้วตั้งแต่สิ้นสุดการพิจารณาในศาลชั้นต้น 

เจตนารมณ์ของหลักการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อสร้างความแน่นอนในกระบวนพิจารณาคดี ป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทที่สิ้นสุดไปแล้วถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาซ้ำอีกโดยไม่มีผู้ใดโต้แย้ง เพราะหากเปิดโอกาสให้ศาลหรือคู่ความสามารถรื้อฟื้นประเด็นที่ยุติแล้วขึ้นมาพิจารณาได้ตลอดเวลา ย่อมทำให้การดำเนินคดีขาดความแน่นอนและไม่อาจทราบได้ว่าข้อพิพาทใดสิ้นสุดลงแล้วโดยแท้จริง 

หลักกฎหมายประการที่สอง คือ หลักห้ามศาลวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ซึ่งเป็นหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งและคดีครอบครัว โดยศาลมีหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทตามที่คู่ความเสนอเข้าสู่ศาลเท่านั้น มิใช่มีอำนาจสร้างข้อพิพาทขึ้นใหม่หรือหยิบยกประเด็นอื่นที่มิได้เป็นข้อโต้แย้งของคู่ความขึ้นมาวินิจฉัยเอง ในคดีนี้จำเลยอุทธรณ์เพียงว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลชั้นต้นกำหนดยังไม่เหมาะสมและควรเพิ่มจำนวนให้สูงขึ้น ดังนั้นประเด็นในชั้นอุทธรณ์จึงมีเพียงเรื่องจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น มิได้มีประเด็นเรื่องสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสองอีกต่อไป 

เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลับวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และนำเหตุผลดังกล่าวมาเป็นฐานในการยกคำขอเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ เนื่องจากไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือโต้แย้งในประเด็นดังกล่าวเลย 

เจตนารมณ์ของหลักห้ามวินิจฉัยนอกประเด็นมีความสำคัญอย่างมากต่อความเป็นธรรมในการดำเนินคดี เพราะคู่ความย่อมมีสิทธิทราบว่าประเด็นใดเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์และต่อสู้กันในศาล หากศาลสามารถหยิบยกประเด็นใหม่ที่ไม่มีการโต้แย้งขึ้นมาวินิจฉัยได้ ย่อมทำให้คู่ความเสียโอกาสในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบหรือชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นนั้น อันเป็นการกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีโดยชอบธรรม 

หลักกฎหมายประการที่สาม คือ หลักภาระการพิสูจน์ของผู้กล่าวอ้าง ซึ่งปรากฏในประเด็นที่จำเลยเรียกเงินซึ่งอ้างว่าเป็นเงินช่วยเหลือสำหรับบุตรผู้เยาว์จากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยจำเลยเป็นผู้กล่าวอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์และโจทก์ได้รับเงินดังกล่าวไว้เป็นเวลาหลายปี ดังนั้นจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวให้ศาลเชื่อได้ว่าเงินนั้นเป็นสิทธิของบุตรโดยแท้จริง 

อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน จำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นเงินช่วยเหลือที่กฎหมายกำหนดให้เป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ หรือเป็นเงินที่จ่ายให้แก่ผู้ปกครองเพื่อนำไปใช้ในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยเฉพาะ ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้ และเห็นว่าไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยหรือบุตรที่จะเรียกร้องเงินดังกล่าวจากโจทก์ 

เจตนารมณ์ของหลักภาระการพิสูจน์ คือ การกำหนดให้บุคคลที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตนต้องรับผิดชอบในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากพยานหลักฐานรองรับ และเพื่อให้การวินิจฉัยของศาลตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว มิใช่ตั้งอยู่บนการคาดคะเนหรือข้อสันนิษฐานที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน 

อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดสำคัญของศาลฎีกาในคดีนี้ คือ การคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ในการได้รับการอุปการะเลี้ยงดู แม้ศาลฎีกาจะไม่ได้วินิจฉัยลึกลงไปถึงสถานะทางกฎหมายของผู้เยาว์ทั้งสองตามกฎหมายว่าด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ แต่ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นในเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูได้ยุติไปแล้ว และไม่มีการอุทธรณ์คัดค้านในประเด็นดังกล่าว จึงไม่อาจเพิกถอนสิทธิที่ผู้เยาว์ได้รับจากคำพิพากษาเดิมโดยอาศัยประเด็นที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตแห่งข้อพิพาทได้ 

ดังนั้น หากพิจารณาในภาพรวม คดีนี้จึงมิใช่คดีที่ศาลฎีกามุ่งวินิจฉัยเรื่องความเป็นบุตรหรือสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยตรง แต่เป็นคดีที่ตอกย้ำหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาคดีแพ่งและคดีครอบครัวว่า ศาลต้องเคารพขอบเขตแห่งข้อพิพาทที่คู่ความกำหนดไว้ การอุทธรณ์ต้องอยู่ภายในประเด็นที่มีการโต้แย้งกันจริง และเมื่อประเด็นใดยุติไปแล้ว ย่อมไม่อาจนำกลับมาวินิจฉัยใหม่ได้โดยปราศจากคำร้องหรือคำอุทธรณ์จากคู่ความที่เกี่ยวข้อง อันเป็นหลักสำคัญที่ช่วยรักษาความเป็นธรรม ความแน่นอน และความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม 

4. วิเคราะห์แนวคำพิพากษาและสรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

แนวคำพิพากษาที่ปรากฏในคดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งและคดีครอบครัวอย่างชัดเจน กล่าวคือ ศาลมีหน้าที่วินิจฉัยภายในขอบเขตแห่งข้อพิพาทที่คู่ความนำขึ้นสู่การพิจารณาเท่านั้น หากประเด็นใดไม่ได้มีการอุทธรณ์หรือโต้แย้ง ประเด็นนั้นย่อมยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่อาจถูกนำกลับมาพิจารณาใหม่ในชั้นอุทธรณ์ได้โดยปราศจากคำอุทธรณ์จากคู่ความที่เกี่ยวข้อง คดีนี้จึงมิได้มีสาระสำคัญอยู่ที่การวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์หรือไม่ หากแต่อยู่ที่การพิจารณาว่าศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยเองหรือไม่ เมื่อประเด็นดังกล่าวมิได้เป็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์แล้ว 

จากข้อเท็จจริงในสำนวนจะเห็นได้ว่า ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้วว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์ และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเป็นรายเดือน โดยโจทก์มิได้อุทธรณ์คัดค้านทั้งเรื่องสถานะความเป็นบุตรและจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงทำให้ประเด็นดังกล่าวยุติลงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขณะที่จำเลยอุทธรณ์เพียงว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ได้รับยังไม่เหมาะสมและควรเพิ่มจำนวนให้สูงขึ้น ดังนั้นขอบเขตแห่งการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์จึงเหลือเพียงประเด็นเรื่องจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงประเด็นเรื่องความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสองอีกต่อไป 

เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และนำไปสู่การยกคำขอเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยที่เกินขอบเขตแห่งข้อพิพาทที่มีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ เพราะไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ในประเด็นดังกล่าว หลักการนี้เป็นแนวทางสำคัญที่ศาลฎีกายึดถือมาโดยตลอดเพื่อรักษาความแน่นอนของกระบวนพิจารณาและป้องกันไม่ให้ศาลขยายขอบเขตแห่งคดีออกไปเกินกว่าที่คู่ความเสนอเข้าสู่ศาล 

นอกจากนี้ คดียังสะท้อนแนวคำวินิจฉัยเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์อีกประการหนึ่ง กล่าวคือ บุคคลที่กล่าวอ้างสิทธิย่อมมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานแห่งสิทธิของตน เมื่อจำเลยอ้างว่าเงินที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นเงินช่วยเหลือที่มีไว้เพื่อบุตรผู้เยาว์ จำเลยจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นสิทธิของบุตรหรือเป็นเงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการอุปการะเลี้ยงดูเด็กโดยเฉพาะ เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างนั้นและไม่อาจบังคับให้โจทก์คืนเงินตามที่จำเลยเรียกร้องได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวเป็นการตอกย้ำหลักว่าศาลจะรับฟังข้ออ้างใดได้ก็ต่อเมื่อมีพยานหลักฐานเพียงพอรองรับข้ออ้างนั้นเท่านั้น 

ในภาพรวม คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของหลักการที่ว่า ประเด็นที่มิได้อุทธรณ์ย่อมยุติไป ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกัน และผู้ที่กล่าวอ้างสิทธิย่อมมีภาระหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงอันเป็นฐานแห่งสิทธิของตน หลักการทั้งสามประการดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีที่เป็นธรรมและมีความแน่นอนทางกฎหมาย 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ตัดสิทธิของโจทก์ในการเยี่ยมเยียนบุตร และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาทต่อเดือนนับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ นอกจากนี้ให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่ความตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา และยกคำขออื่นนอกจากนี้ของทั้งสองฝ่าย 

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สิน โดยให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้โอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์คืนแก่โจทก์ พร้อมทั้งพิพากษายกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์จ่าย โดยเห็นว่าผู้เยาว์ทั้งสองมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ส่วนประเด็นอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าประเด็นเรื่องความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสองได้ยุติไปแล้วตั้งแต่ชั้นศาลชั้นต้น เนื่องจากโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้ง และจำเลยอุทธรณ์เฉพาะเรื่องการเพิ่มจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองมิใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงให้โจทก์กลับมามีหน้าที่จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นต่อไป และวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินที่อ้างว่าเป็นเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เนื่องจากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นสิทธิของบุตรผู้เยาว์ อีกทั้งมีคำสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์ชำระเกินจำนวน 10,051 บาทแก่โจทก์ โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งและคดีครอบครัวว่า การกำหนดประเด็นข้อพิพาทเป็นหน้าที่ของคู่ความ มิใช่หน้าที่ของศาลที่จะหยิบยกประเด็นใหม่ขึ้นมาวินิจฉัยเอง เมื่อศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยประเด็นใดไว้แล้ว และคู่ความฝ่ายที่เสียประโยชน์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นนั้น ประเด็นดังกล่าวย่อมยุติไปตามผลของคำพิพากษา การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์จึงต้องจำกัดอยู่เฉพาะประเด็นที่ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกประเด็นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ขึ้นมาวินิจฉัย แม้จะเห็นว่าเป็นข้อกฎหมายที่สำคัญ ก็อาจเป็นการวินิจฉัยนอกขอบเขตแห่งข้อพิพาทและขัดต่อหลักความเป็นธรรมในการดำเนินคดีได้ 

คดีนี้ยังตอกย้ำว่า สิทธิของผู้เยาว์ที่ได้รับการรับรองไว้ตามคำพิพากษาของศาล ไม่อาจถูกตัดทอนไปได้โดยอาศัยประเด็นที่มิได้อยู่ในขอบเขตแห่งการอุทธรณ์ เพราะจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งสิทธิและสถานะทางกฎหมายของผู้เยาว์โดยตรง ดังนั้นเมื่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นกำหนดให้โจทก์มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตร และไม่มีการอุทธรณ์คัดค้านในประเด็นดังกล่าว สิทธิในการได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูของผู้เยาว์ย่อมยังคงได้รับความคุ้มครองตามคำพิพากษานั้นต่อไป 

อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนหลักเรื่องภาระการพิสูจน์อย่างชัดเจน กล่าวคือ ผู้ใดกล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นคุณแก่ตน ผู้นั้นย่อมมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวให้ศาลเชื่อได้ การกล่าวอ้างเพียงว่าเงินที่บุคคลหนึ่งได้รับจากหน่วยงานหรือรัฐบาลต่างประเทศเป็นเงินที่มีไว้เพื่อบุตรผู้เยาว์ ย่อมไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้อง เว้นแต่จะสามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่าเงินดังกล่าวเป็นสิทธิของบุตรหรือมีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูบุตรเท่านั้น หากไม่อาจพิสูจน์ได้ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างนั้นเป็นฐานแห่งสิทธิได้ 

สาระสำคัญที่สุดของคดีนี้จึงมิได้อยู่ที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเกิดของผู้เยาว์หรือสถานะทางสายโลหิต หากแต่อยู่ที่หลักกระบวนพิจารณาอันเป็นรากฐานของระบบยุติธรรม คือ หลักว่าศาลต้องวินิจฉัยภายในกรอบแห่งข้อพิพาทที่คู่ความกำหนดไว้ และต้องเคารพผลแห่งคำพิพากษาที่ได้ยุติประเด็นข้อพิพาทไปแล้ว เพื่อรักษาความแน่นอน ความเป็นธรรม และความมั่นคงแห่งสิทธิของบุคคลตามกฎหมาย 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์และกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งประเด็นดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จะมีอำนาจหยิบยกเรื่องความเป็นบุตรขึ้นมาวินิจฉัยเองและยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่อาจกระทำได้ เพราะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ และประเด็นดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้น 

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท

แก่นสำคัญของคดีอยู่ที่การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในเรื่องที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์หรือโต้แย้ง กล่าวคือ ประเด็นเรื่องความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสองได้ยุติไปแล้วตั้งแต่ชั้นศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์กลับหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเอง จนส่งผลให้ยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยเกินขอบเขตแห่งข้อพิพาทที่มีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ 

2. ภาระการพิสูจน์ของผู้กล่าวอ้างสิทธิ

จำเลยอ้างว่าโจทก์ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ และต้องนำเงินดังกล่าวคืนให้แก่จำเลยหรือบุตร แต่จำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นสิทธิของบุตรหรือเป็นเงินที่จัดสรรเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูบุตรโดยเฉพาะ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวจากโจทก์ หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ที่กล่าวอ้างสิทธิย่อมต้องรับภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เป็นฐานแห่งสิทธิของตนให้ศาลเชื่อได้เสียก่อน 

ข้อ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564

มาตรา 1564 เป็นบทบัญญัติสำคัญในกฎหมายครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลในการกำหนดเรื่องอำนาจปกครองบุตรภายหลังการหย่าหรือภายหลังที่ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาเปลี่ยนแปลงไป โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของบุตรผู้เยาว์เป็นหลัก มิใช่เพื่อคุ้มครองสิทธิของบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นสำคัญ หลักการดังกล่าวตั้งอยู่บนแนวคิดว่า แม้บิดามารดาจะเลิกรากันหรือไม่สามารถดำรงชีวิตคู่ร่วมกันได้ แต่ความเป็นบิดามารดาและหน้าที่ที่มีต่อบุตรยังคงอยู่ต่อไปตามกฎหมาย บุตรจึงต้องได้รับความคุ้มครองและการดูแลอย่างเหมาะสมจากบุคคลที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวได้ดีที่สุด

จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ คู่ความต่างร้องขอเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง โดยท้ายที่สุดศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และไม่ตัดสิทธิของโจทก์ในการเยี่ยมเยียนบุตรตามสมควรแก่พฤติการณ์ ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญของมาตรา 1564 ที่มุ่งพิจารณาประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ มากกว่าการยึดถือสิทธิของบิดาหรือมารดาในเชิงรูปแบบทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว 

สาระสำคัญของมาตรา 1564 อยู่ที่การให้อำนาจศาลเข้ามากำหนดบุคคลผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อเกิดข้อพิพาทระหว่างบิดามารดา โดยศาลมีอำนาจพิจารณาจากข้อเท็จจริงรอบด้าน เช่น ความสามารถในการเลี้ยงดู สภาพความเป็นอยู่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างบุตรกับบิดามารดา ตลอดจนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเด็ก เพื่อให้เกิดผลดีที่สุดแก่ผู้เยาว์ในระยะยาว

ในทางปฏิบัติ หลักการตามมาตรา 1564 ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร เพราะแม้ฝ่ายหนึ่งจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังคงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามกำลังและฐานะของตน หน้าที่ดังกล่าวเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่เกิดจากความเป็นบิดามารดา มิใช่เกิดจากการเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเพียงอย่างเดียว ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้รับอำนาจปกครองบุตรจึงไม่อาจอ้างเหตุนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภาระค่าอุปการะเลี้ยงดูได้

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ จะเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง แต่ในขณะเดียวกันก็ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นรายเดือนด้วย แสดงให้เห็นถึงหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวที่แยกเรื่องอำนาจปกครองออกจากเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู แม้บุคคลหนึ่งจะมิใช่ผู้ใช้อำนาจปกครอง แต่หากยังมีสถานะเป็นบิดาหรือมารดาตามผลแห่งคำพิพากษา ก็ยังคงมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดชอบต่อความเป็นอยู่ของบุตรต่อไป 

เจตนารมณ์ที่แท้จริงของมาตรา 1564 จึงมิได้มุ่งคุ้มครองสิทธิของบิดาหรือมารดาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ให้ได้รับการดูแล การศึกษา การอุปการะเลี้ยงดู และการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม โดยให้อำนาจศาลเป็นผู้ชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กแต่ละราย อันเป็นการสะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวสมัยใหม่ที่ถือว่าประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลักสำคัญเหนือสิทธิของผู้ใหญ่ทุกฝ่าย 

ข้อ 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

มาตรา 142 เป็นบทบัญญัติสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษาคดี โดยมีหลักสำคัญว่า ศาลจะพิพากษาหรือวินิจฉัยเกินไปกว่าหรือนอกเหนือไปจากคำขอหรือประเด็นที่คู่ความนำเข้าสู่การพิจารณาไม่ได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความให้สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม และเพื่อป้องกันไม่ให้ศาลหยิบยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันขึ้นมาวินิจฉัยเองจนเกิดผลกระทบต่อสิทธิของคู่ความโดยไม่ได้รับโอกาสในการนำสืบหรือต่อสู้คดี

คดีนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการนำหลักตามมาตรา 142 มาใช้ในการวินิจฉัย แม้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะเห็นว่ามีปัญหาเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสอง แต่เมื่อพิจารณากระบวนพิจารณาทั้งหมดแล้ว ปรากฏว่าโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของตน อีกทั้งมิได้คัดค้านจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ ส่วนจำเลยก็อุทธรณ์เพียงเพื่อขอเพิ่มจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น จึงไม่มีประเด็นใดในชั้นอุทธรณ์เกี่ยวกับการวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นหรือไม่เป็นบุตรของโจทก์อีกต่อไป 

เมื่อศาลอุทธรณ์หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยและใช้เป็นเหตุยกคำขอเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาทที่มีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งขัดต่อหลักพื้นฐานของมาตรา 142 เพราะประเด็นเรื่องความเป็นบุตรได้ยุติไปแล้วจากการที่ไม่มีการอุทธรณ์โต้แย้ง และไม่ใช่ประเด็นที่คู่ความนำขึ้นมาสู่การพิจารณาในชั้นอุทธรณ์อีกต่อไป 

เจตนารมณ์ของมาตรา 142 มุ่งรักษาหลักความเป็นกลางของศาลและหลักการต่อสู้คดีของคู่ความ กล่าวคือ ศาลมีหน้าที่เป็นผู้วินิจฉัยข้อพิพาท มิใช่เป็นผู้สร้างข้อพิพาทขึ้นใหม่ หากคู่ความมิได้โต้แย้งกันในเรื่องใด ศาลย่อมไม่มีเหตุที่จะยกเรื่องนั้นขึ้นมาวินิจฉัยเอง เพราะจะทำให้คู่ความเสียโอกาสในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบหรือแสดงข้อโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว อันเป็นการกระทบต่อสิทธิในการได้รับความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม

หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว เนื่องจากคำพิพากษามักเกี่ยวข้องกับสถานะบุคคล สิทธิของผู้เยาว์ และความสัมพันธ์ในครอบครัว หากศาลสามารถวินิจฉัยนอกประเด็นได้โดยเสรี ย่อมอาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่ได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ดังนั้นมาตรา 142 จึงทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการควบคุมขอบเขตอำนาจของศาลและสร้างความมั่นคงแน่นอนให้แก่กระบวนพิจารณาคดี

เมื่อพิจารณาจากคำพิพากษาคดีนี้ จะเห็นได้ว่าศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักการตามมาตรา 142 อย่างเคร่งครัด โดยยืนยันว่าประเด็นเรื่องความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่ประเด็นพิพาทในชั้นอุทธรณ์อีกต่อไป และศาลอุทธรณ์ไม่อาจหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยเองได้ การวินิจฉัยของศาลฎีกาจึงเป็นการตอกย้ำหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาความแพ่งว่า ศาลต้องเคารพขอบเขตแห่งข้อพิพาทที่คู่ความกำหนดไว้ และต้องวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่ยังมีข้อโต้แย้งกันอยู่เท่านั้น 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม การที่คู่ความไม่อุทธรณ์ในประเด็นหนึ่งประเด็นใด มีผลทางกฎหมายอย่างไร

คำตอบ 

เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในประเด็นใดแล้ว หากคู่ความฝ่ายที่เสียประโยชน์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นนั้นภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ประเด็นดังกล่าวย่อมยุติไปและกลายเป็นข้อยุติแห่งคดีในส่วนนั้น การพิจารณาของศาลอุทธรณ์จะจำกัดอยู่เฉพาะประเด็นที่มีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งกันเท่านั้น หลักการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อสร้างความแน่นอนในกระบวนพิจารณาและป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทที่สิ้นสุดไปแล้วถูกนำกลับมาพิจารณาซ้ำโดยไม่มีเหตุอันสมควร ในคดีนี้โจทก์มิได้อุทธรณ์เรื่องความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสองและมิได้คัดค้านจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ จึงทำให้ประเด็นดังกล่าวยุติไปแล้วตั้งแต่ชั้นศาลชั้นต้น และไม่อาจหยิบยกกลับมาวินิจฉัยใหม่ในชั้นอุทธรณ์ได้อีก 

2 คำถาม ศาลอุทธรณ์สามารถหยิบยกประเด็นที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ขึ้นมาวินิจฉัยเองได้หรือไม่

คำตอบ 

โดยหลักแล้วศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัยภายในขอบเขตของข้อพิพาทที่คู่ความนำขึ้นสู่การพิจารณาเท่านั้น หากไม่มีการอุทธรณ์หรือโต้แย้งในประเด็นใด ประเด็นนั้นย่อมไม่อยู่ในขอบเขตแห่งการพิจารณาของศาลอุทธรณ์อีกต่อไป การที่ศาลหยิบยกประเด็นใหม่ซึ่งไม่ใช่ข้อพิพาทขึ้นมาวินิจฉัยเอง อาจเข้าลักษณะเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นและกระทบต่อสิทธิของคู่ความในการต่อสู้คดี เพราะคู่ความอาจไม่มีโอกาสนำพยานหลักฐานมาชี้แจงหรือหักล้างข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เนื่องจากประเด็นเรื่องความเป็นบุตรไม่ได้เป็นข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์กลับหยิบยกขึ้นมาวินิจฉัยจนศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท 

3 คำถาม 

ผู้ที่เรียกร้องเงินหรือสิทธิตามกฎหมายมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงหรือไม่

คำตอบ 

หลักพื้นฐานของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกำหนดว่า ผู้ที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงอันเป็นคุณแก่ตนย่อมมีหน้าที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นฐานแห่งสิทธิได้ แม้ผู้กล่าวอ้างจะเชื่อโดยสุจริตว่าตนมีสิทธิก็ตาม ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าโจทก์ได้รับเงินจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์ และจึงควรต้องคืนเงินดังกล่าวให้แก่จำเลยหรือบุตร แต่เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นสิทธิของบุตรหรือเป็นเงินที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะเพื่อการอุปการะเลี้ยงดูบุตร ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้ หลักภาระการพิสูจน์จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การวินิจฉัยคดีตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้จริง 

4 คำถาม ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว หมายความว่าอีกฝ่ายไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรใช่หรือไม่

คำตอบ 

ไม่ใช่ เพราะเรื่องอำนาจปกครองบุตรและเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นคนละประเด็นกัน แม้ศาลจะกำหนดให้บิดาหรือมารดาฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องร่วมรับผิดชอบในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามกำลังและฐานะของตน หน้าที่ดังกล่าวเกิดจากความเป็นบิดามารดา มิได้เกิดจากการเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงอย่างเดียว ในคดีนี้แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว แต่ก็ยังคงกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นรายเดือน ซึ่งสะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ 

5 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงให้โจทก์กลับมาจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำตอบ 

ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยโดยเริ่มต้นพิจารณาสถานะความเป็นบุตรใหม่อีกครั้ง แต่พิจารณาจากหลักกระบวนพิจารณาว่า ประเด็นเรื่องความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสองได้ยุติไปแล้วตั้งแต่ชั้นศาลชั้นต้น เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในประเด็นดังกล่าว และจำเลยอุทธรณ์เฉพาะเรื่องจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องความเป็นบุตรขึ้นมาวินิจฉัยและยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งหมด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นข้อพิพาท ดังนั้นจึงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และให้กลับไปใช้ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่กำหนดให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามหลักกระบวนพิจารณาที่ถูกต้องตามกฎหมาย 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2563 

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์ และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์และมิได้คัดค้านจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงมีแต่จำเลยเพียงฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นอีก ตามจำนวนเงินที่เรียกร้องมาในฟ้องแย้ง ดังนั้นปัญหาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่จึงยุติไป คงมีประเด็นวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์เพียงว่า สมควรที่จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น คดีไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์หรือไม่ ทั้งโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์ เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ไม่สมควรจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู มิได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยโอนสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 ซึ่งเป็นสินส่วนตัวคืนโจทก์ และให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยอายุ 60 ปี ปัจจุบันจำเลยอายุ 43 ปี เป็นเงิน 6,120,000 บาท ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 30,000 บาท ต่อคน รวมเป็นเงินเดือนละ 60,000 บาท โดยให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ เป็นเวลา 14 ปี เป็นเงิน 10,080,000 บาท ให้โจทก์ชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่บุตรทั้งสองเกิดคือวันที่ 9 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2559 เดือนละ 18,000 บาท เป็นเงิน 2,600,000 บาท ให้โจทก์แบ่งสินสมรสคือรายได้จากการประกอบกิจการร้านลาสเวกัส 3 เดือนละ 200,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2557 คือวันที่จดทะเบียนสมรส ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ถูกสั่งปิดกิจการ เป็นเวลา 20 เดือน เป็นเงิน 4,000,000 บาท ให้จำเลยกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้แบ่งรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขล 5833 ชลบุรี ราคาประมาณ 800,000 บาท ให้จำเลยกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายแก่บุคคลภายนอกหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งจำเลยกึ่งหนึ่ง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองตามควรแก่พฤติการณ์ ให้โจทก์จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง คนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559) จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์จำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ 12890 และ 12891 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กึ่งหนึ่ง ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายได้ หากไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย ให้จำเลยแบ่งสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขล 5833 ชลบุรี แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้โจทก์จำหน่ายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองแทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายได้ หากไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้แจ้งผลคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 12890 และ 12891 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 12890 และ 12891 กึ่งหนึ่ง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ให้ยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองของจำเลยซึ่งศาลชั้นต้นให้โจทก์จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกันรู้จักกับจำเลยเมื่อประมาณปี 2544 ขณะนั้นโจทก์มีอายุ 59 ปี ประกอบกิจการร้านอาหารที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ส่วนจำเลยอายุ 28 ปี ทำงานเป็นนักเต้นอะโกโก้ โจทก์ชักชวนจำเลยมาทำงานที่ร้านอาหารของโจทก์ โดยให้จำเลยทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินและช่วยบริหารงาน ต่อมาโจทก์กับจำเลยคบหากันฉันคนรักและมีเพศสัมพันธ์กันเป็นบางครั้ง โจทก์เคยป่วยเป็นโรคอัมพาตครึ่งช่วงล่างของร่างกาย ไม่สามารถมีบุตรได้ ปี 2552 จำเลยให้แพทย์ทำให้จำเลยตั้งครรภ์ด้วยวิธีการผสมเทียม โดยการนำอสุจิของชายอื่นที่บริจาคเข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลย จำเลยคลอดบุตรเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 เป็นฝาแฝดชาย 1 คน ชื่อ เด็กชาย ส. และหญิง 1 คน ชื่อ เด็กหญิง พ. โจทก์ยินยอมให้แจ้งว่าโจทก์เป็นบิดาและให้ใช้ชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เด็กชาย ส. และเด็กหญิง พ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 และโจทก์ต้องชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กทั้งสองกับโจทก์ต้องคืนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้แก่จำเลยหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ผู้เยาว์ทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ โจทก์ไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาวทั้งสอง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์ และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาวทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์และมิได้คัดค้านจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงมีแต่จำเลยเพียงฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนเงินที่เรียกร้องมาในฟ้องแย้ง ดังนั้นปัญหาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่จึงยุติไป คงมีประเด็นวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์เพียงว่า สมควรที่จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น คดีไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์หรือไม่ ทั้งเมื่อพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้งแล้ว โจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์ เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ไม่สมควรจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู มิได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ แม้จำเลยฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย โจทก์จึงต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องคืนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่า บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในอัตราเดือนละ 18,000 บาท ต่อคน โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ตลอดมาเป็นระยะเวลา 6 ปี นับตั้งแต่บุตรผู้เยาวทั้งสองคลอด โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธว่า เงินที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตามที่จำเลยอ้างนั้น โจทก์ได้รับมาเพียง 2 ปี เมื่อมีการฟ้องร้องเป็นคดีนี้ จำเลยได้ไปเรียกร้องสิทธิดังกล่าวที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหยุดจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์และไม่อนุมัติเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย และโจทก์นำสืบปฏิเสธว่า โจทก์ได้รับเงินบำนาญจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประมาณ 45,000 บาท ต่อเดือน แต่ขณะนี้ไม่ได้รับเพราะจำเลยเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่จ่ายให้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกแก่จำเลย แต่จำเลยนำสืบไม่ได้ว่าเงินที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นเงินที่จ่ายให้แก่บุตรผู้เยาว์หรือจ่ายให้แก่บิดามารดาเพื่อนำไปอุปการะเลี้ยงดูบุตร จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินที่บุตรมีสิทธิจะได้รับ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่บุตรหรือมารดาที่จะฟ้องร้อง ประกอบกับโจทก์นำสืบว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยนำเงินที่ได้กำไรจากการทำกิจการร้านลาสเวกัส 2 ซึ่งมีรายได้ประมาณเดือนละ 200,000 บาท มาใช้จ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ถือได้ว่าโจทก์ได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในระหว่างนั้นแล้วจากเงินจำนวนอื่น หาใช่จำต้องจ่ายจากเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินดังกล่าวอนึ่ง ฟ้องโจทก์มีทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงิน 5,119,700 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 102,394 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาล 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 112,445 บาท เป็นกรณีที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา 10,051 บาท ต้องคืนให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 10,051 บาท ให้แก่โจทก์

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 15000 บาทต่อเดือน  โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์โต้แย้งเรื่องความเป็นบุตรและไม่ได้คัดค้านจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู จำเลยอุทธรณ์เพียงขอเพิ่มจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเท่านั้น เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์




บิดามารดา กับ บุตร

ถอนอำนาจปกครองบิดามารดาเกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่ของบุตร-บิดามารดาไม่ดูแลบุตร ไม่อุปการะเลี้ยงดู และแย่งชิงตัวเด็กจนกระทบสภาพจิตใจ ศาลมีอำนาจถอนอำนาจปกครองเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของผู้เยาว์ได้หรือไม่
มาตรา 1562 ห้ามบุตรฟ้องบุพการี | ตีความเคร่งครัด บุตรชอบด้วยกฎหมาย
(ฎีกาที่ 3013/2568) – ฟ้องบุพการีอุทลุมต้องห้าม ป.พ.พ. มาตรา 1562
ไม่มีกฎหมายให้บิดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมาย แม้บิดาจะรับรองแล้วก็ตาม
การจดทะเบียนรับรองบุตร: ขั้นตอน กฎหมาย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
ขอบเขตการขอเป็นคู่ความแทนในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส(ฎีกา 3927/2562)
เปลี่ยนสิทธิดูแลบุตรจากมารดาเป็นบิดา
สิทธิและหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร,
การเลี้ยงดูบุตรหลังการหย่า, การอุปการะเลี้ยงดูบุตร มาตรา 1564, ข้อตกลงการเลี้ยงดูบุตรในกรณีหย่าร้าง
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร, การคำนวณค่าเลี้ยงดูบุตร, สิทธิเลี้ยงดูบุตร หลังการหย่า,
การจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร, การรับรองบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
การเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองบุตร, การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสิทธิเลี้ยงดูบุตร
เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง เปลี่ยนผู้ปกครองบุตรหลังหย่าได้ไหม
สิทธิการตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์เมื่อมารดาเสียชีวิตและบิดายังมีชีวิต(ฎีกา 2563/2544)
บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองบุตร
กฎหมายเรื่อง,ฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร, ฟ้องหย่า, อำนาจปกครองบุตร,
ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
ค่าอุปการะเลี้ยงดูกับค่าเลี้ยงชีพ, การใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์
ฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร-มารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมฟ้องแทนได้
สิทธิอำนาจปกครองบุตรหลังหย่า และเงื่อนไขการ ‘ตั้งผู้ปกครอง’(ฎีกา 2960/2548)
ส่วนแบ่งสินสมรสและความรับผิดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
อำนาจศาลเพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับการให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน
ให้ใช้นามสกุลในสูติบัตรยังไม่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรยุติไปด้วยความตายไม่ตกทอดเป็นมรดก
การแบ่งสินสมรสกับหนี้ร่วมหลังหย่า ขอบเขตอำนาจศาลและหลักรับผิดชำระหนี้ร่วม
อำนาจปกครองบุตรและหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสมรส ศาลฎีกาวางหลักอย่างไร
อายุความฟ้องขอเลิกรับบุตรบุญธรรม
ถอนข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า เรียกค่าเลี้ยงชีพ อำนาจปกครองบุตร(ฎีกา 8596/2559)
อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวมีได้ในกรณีใดบ้าง
รับสมอ้างว่าเป็นบุตรในการแจ้งเกิด, บิดาในสูติบัตร
ทำสัญญาประนีประนอมแทนผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาล
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรแต่บิดาปฏิเสธว่าเป็นบุตร
เรียกบุตรคืนจากสามีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, บิดานอกกฎหมายไม่มีสิทธิที่จะกำหนดที่อยู่ของบุตร
บิดาลงชื่อในใบแต่งทนายความแทนบุตรที่บรรละนิติภาวะแล้ว
การจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร (เด็กและมารดาของเด็กถึงแก่ความตายแล้ว)
บุตรนอกกฎหมายเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้หรือไม่?
บุตรนอกกฎหมาย สิทธิประกันสังคม
บุตรจำต้องเลี้ยงดูบิดามารดา เรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยได้
ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
ผู้ให้ทรัพย์สินแก่ผู้เยาว์ฟ้องเพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินได้หรือไม่ วิเคราะห์สิทธิผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายแพ่งอย่างเข้าใจง่าย
ฟ้องบุพการี,คดีอุทลุม,การใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้
อำนาจศาลสั่งให้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว(ฎีกา 2668/2556)
ศาลชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเรื่องความสามารถเสียก่อนยกฟ้อง
การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร (คดีขาดอายุความ)
ใช้สิทธิทางศาลขอเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมาย
บิดาขอจดทะเบียนรับรองบุตรกรณีเด็กถึงแก่ความตายแล้ว
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร (บิดาถึงแก่ความตาย)
อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ฟ้องให้บิดารับรองบุตร เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์
การนับอายุความสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เยาว์
จำเลยตั้งครรภ์ด้วยวิธีการผสมเทียมโดยไม่ใช่อสุจิของโจทก์
ละเมิดเรียกค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของบิดามารดา
ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตามสัญญายอมความได้
ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะได้ทั้งการสมรสหรือมีอายุครบ 20 ปี
คำร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
สามีภริยาสมัครใจมีบุตรร่วมกันโดยการทำกิ๊ฟท์
การอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ-บิดามารดาต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรถึงเมื่อใด บุตรอายุครบ 20 ปีหรือบรรลุนิติภาวะก่อน ศึกษาหลักหน้าที่ตามกฎหมายครอบครัวและสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูผู้เยาว์
เงินที่มีผู้ช่วยทำศพผู้ตายนำมาบรรเทาความรับผิดไม่ได้
โจทก์เป็นบุตรมีอำนาจฟ้องบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา
บุตรขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้ตายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้ถือหุ้นฟ้องปู่ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทไม่เป็นคดีอุทลุม
คดีอุทลุมคือการห้ามฟ้องบุพการี
ฟ้องให้รับรองบุตรเมื่อเด็กอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว
กฎหมายไม่บังคับว่าบุตรจะต้องใช้ชื่อสกุลของบิดาหรือมารดา
สิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร
ฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรเนื่องจากไม่ใช่บุตรที่แท้จริง
เด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอมจดทะเบียนรับรองบุตรได้หรือไม่
ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเป็นบุตรเพราะมิใช่บิดาแท้จริง
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว
บุตรนอกสมรสตาย บิดามารดาจดทะเบียนสมรสภายหลังการตาย
เมื่อศาลได้พิพากษาแล้วไม่จำต้องบังคับจำเลยให้ไปจดทะเบียนรับเป็นบุตรอีก
เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน