ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2563 : ศาลฎีกายืนให้บิดาจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามศาลชั้นต้น

 ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์

ให้บิดาจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาชี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็น ยืนให้บิดาจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีฟ้องหย่าและฟ้องแย้งขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร โดยประเด็นสำคัญคือศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยนอกประเด็นว่าเด็กทั้งสองไม่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ทั้งที่โจทก์ไม่เคยปฏิเสธความเป็นบุตร ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้โจทก์ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และยืนยันว่าประเด็นความเป็นบุตรได้ยุติไปตั้งแต่ชั้นต้น

ประเด็นทางกฎหมายในคำพิพากษาฎีกานี้

•หลักเรื่องการยุติของประเด็นข้อเท็จจริง (Issue Preclusion)

เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งไม่โต้แย้งหรืออุทธรณ์ในประเด็นข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้แล้ว ถือว่าประเด็นนั้นยุติ คู่ความไม่อาจนำขึ้นมาโต้แย้งใหม่ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาได้ (ป.วิ.พ. มาตรา 225 และ 246) ในคดีนี้โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ปฏิเสธความเป็นบุตรของผู้เยาว์ทั้งสอง จึงถือว่าประเด็นนี้ยุติไปแล้ว

•หลักการวินิจฉัยภายในขอบเขตประเด็นที่คู่ความอุทธรณ์ (Scope of Appeal)

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่คู่ความได้อุทธรณ์หรือมีการโต้แย้งตามกระบวนวิธี มิใช่ขยายวินิจฉัยไปในเรื่องที่ไม่ได้เป็นข้อโต้แย้ง (ป.วิ.พ. มาตรา 225 และ 247) การที่ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าเด็กทั้งสองไม่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น

•หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรตามกฎหมาย

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 บิดามารดามีหน้าที่เลี้ยงดูบุตรชอบด้วยกฎหมายจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ เมื่อศาลชั้นต้นได้พิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู และโจทก์ไม่อุทธรณ์ปฏิเสธ จึงถือว่าคำพิพากษาส่วนนี้ชอบแล้ว

•ภาระการพิสูจน์สิทธิในเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

จำเลยเป็นฝ่ายอ้างสิทธิเรียกร้องเงินค่าเลี้ยงดูจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแทนบุตร จึงต้องมีภาระการพิสูจน์ แต่เมื่อนำสืบไม่ได้ว่าจ่ายเพื่อเลี้ยงดูบุตรโดยตรง สิทธินี้จึงไม่เกิดแก่บุตรหรือมารดา

•หลักการคืนค่าขึ้นศาลเกิน

หากคู่ความชำระค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ศาลสามารถสั่งคืนส่วนที่เกินให้แก่คู่ความได้ ตามหลักความเป็นธรรมและบทบัญญัติป.วิ.พ.

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นชาวอเมริกันและจำเลยเป็นคนไทย ทั้งสองรู้จักกันในปี 2544 ต่อมามีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา และในปี 2552 จำเลยตั้งครรภ์ด้วยวิธีผสมเทียมโดยใช้อสุจิของผู้อื่น และคลอดบุตรฝาแฝดชาย-หญิงในปี 2553 โดยโจทก์ยินยอมให้ระบุว่าเป็นบิดาและใช้นามสกุลของโจทก์ ทั้งสองจดทะเบียนสมรสในปี 2557

ต่อมาโจทก์ฟ้องขอหย่าและแบ่งทรัพย์สิน ขณะที่จำเลยฟ้องแย้งขอหย่า เรียกค่าเลี้ยงดูบุตรเดือนละ 30,000 บาทต่อคน และขอให้แบ่งสินสมรสและทรัพย์สินอื่น ๆ

คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าขาด ให้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรคนละ 15,000 บาทต่อเดือนจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะ

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

จำเลยอุทธรณ์เพื่อขอเพิ่มค่าเลี้ยงดูบุตร แต่ศาลอุทธรณ์กลับวินิจฉัยว่าเด็กทั้งสองไม่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และยกคำขอค่าเลี้ยงดูบุตร

คำพิพากษาศาลฎีกา

ศาลฎีกาชี้ว่า โจทก์ไม่เคยอุทธรณ์หรือปฏิเสธความเป็นบุตรของเด็กทั้งสอง จึงถือว่าประเด็นนี้ยุติไปแล้ว ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็น จึงพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรตามศาลชั้นต้น และคืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์จ่ายเกินจำนวน

ไทม์ไลน์คดี

*ปี 2544 โจทก์รู้จักจำเลยและให้ทำงานที่ร้านอาหาร

*ปี 2552 จำเลยตั้งครรภ์ด้วยการผสมเทียม

*ปี 2553 คลอดบุตรฝาแฝด โจทก์ยินยอมให้ใช้นามสกุล

*ปี 2557 ทั้งสองจดทะเบียนสมรส

*ปี 2559 จำเลยฟ้องแย้งเรียกค่าเลี้ยงดูบุตร

ศาลชั้นต้น: ให้บิดาจ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรคนละ 15,000 บาท

ศาลอุทธรณ์:วินิจฉัยนอกประเด็น ยกค่าเลี้ยงดูบุตร

ศาลฎีกา:ชี้ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกประเด็น และยืนตามศาลชั้นต้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4410/2563

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์ และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์และมิได้คัดค้านจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงมีแต่จำเลยเพียงฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นอีก ตามจำนวนเงินที่เรียกร้องมาในฟ้องแย้ง ดังนั้นปัญหาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่จึงยุติไป คงมีประเด็นวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์เพียงว่า สมควรที่จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น คดีไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์หรือไม่ ทั้งโจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์ เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ไม่สมควรจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู มิได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้บังคับจำเลยแบ่งทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จำเลยโอนสิทธิครอบครองในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 ซึ่งเป็นสินส่วนตัวคืนโจทก์ และให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรทั้งสอง

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับโจทก์ ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยเดือนละ 30,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยอายุ 60 ปี ปัจจุบันจำเลยอายุ 43 ปี เป็นเงิน 6,120,000 บาท ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเดือนละ 30,000 บาท ต่อคน รวมเป็นเงินเดือนละ 60,000 บาท โดยให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวล่วงหน้านับแต่วันฟ้องจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ เป็นเวลา 14 ปี เป็นเงิน 10,080,000 บาท ให้โจทก์ชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่บุตรทั้งสองเกิดคือวันที่ 9 กันยายน 2553 ถึงวันที่ 9 กันยายน 2559 เดือนละ 18,000 บาท เป็นเงิน 2,600,000 บาท ให้โจทก์แบ่งสินสมรสคือรายได้จากการประกอบกิจการร้านลาสเวกัส 3 เดือนละ 200,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2557 คือวันที่จดทะเบียนสมรส ถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่ถูกสั่งปิดกิจการ เป็นเวลา 20 เดือน เป็นเงิน 4,000,000 บาท ให้จำเลยกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย และให้แบ่งรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขล 5833 ชลบุรี ราคาประมาณ 800,000 บาท ให้จำเลยกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายแก่บุคคลภายนอกหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งจำเลยกึ่งหนึ่ง

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะเยี่ยมเยียนบุตรทั้งสองตามควรแก่พฤติการณ์ ให้โจทก์จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง คนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559) จนกว่าบุตรผู้เยาว์ทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์จำหน่ายที่ดินโฉนดเลขที่ 12890 และ 12891 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง กึ่งหนึ่ง ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายได้ หากไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย ให้จำเลยแบ่งสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน ขล 5833 ชลบุรี แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้โจทก์จำหน่ายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด โดยให้จำเลยผู้มีชื่อถือสิทธิครอบครองแทนโจทก์ไปจดทะเบียนโอนจำหน่ายได้ หากไม่ได้ให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาและให้โจทก์มีสิทธิในเงินที่จำหน่าย หากไม่ปฏิบัติตามให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นได้ตามกฎหมาย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก ให้แจ้งผลคำพิพากษาให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 12890 และ 12891 พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์จำหน่ายเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 12890 และ 12891 กึ่งหนึ่ง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3164 ภายในเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนด ให้ยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองของจำเลยซึ่งศาลชั้นต้นให้โจทก์จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ทั้งฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติอเมริกันรู้จักกับจำเลยเมื่อประมาณปี 2544 ขณะนั้นโจทก์มีอายุ 59 ปี ประกอบกิจการร้านอาหารที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ส่วนจำเลยอายุ 28 ปี ทำงานเป็นนักเต้นอะโกโก้ โจทก์ชักชวนจำเลยมาทำงานที่ร้านอาหารของโจทก์ โดยให้จำเลยทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินและช่วยบริหารงาน ต่อมาโจทก์กับจำเลยคบหากันฉันคนรักและมีเพศสัมพันธ์กันเป็นบางครั้ง โจทก์เคยป่วยเป็นโรคอัมพาตครึ่งช่วงล่างของร่างกาย ไม่สามารถมีบุตรได้ ปี 2552 จำเลยให้แพทย์ทำให้จำเลยตั้งครรภ์ด้วยวิธีการผสมเทียม โดยการนำอสุจิของชายอื่นที่บริจาคเข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของจำเลย จำเลยคลอดบุตรเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2553 เป็นฝาแฝดชาย 1 คน ชื่อ เด็กชาย ส. และหญิง 1 คน ชื่อ เด็กหญิง พ. โจทก์ยินยอมให้แจ้งว่าโจทก์เป็นบิดาและให้ใช้ชื่อสกุลของโจทก์ โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2557

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เด็กชาย ส. และเด็กหญิง พ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 และโจทก์ต้องชำระเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กทั้งสองกับโจทก์ต้องคืนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้แก่จำเลยหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า ผู้เยาว์ทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ โจทก์ไม่มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูผู้เยาวทั้งสอง การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์ และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าผู้เยาวทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ โจทก์มิได้อุทธรณ์โต้แย้งว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์และมิได้คัดค้านจำนวนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด คงมีแต่จำเลยเพียงฝ่ายเดียวที่อุทธรณ์ขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นอีกตามจำนวนเงินที่เรียกร้องมาในฟ้องแย้ง ดังนั้นปัญหาว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรของโจทก์หรือไม่จึงยุติไป คงมีประเด็นวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์เพียงว่า สมควรที่จะกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูเพิ่มขึ้นตามที่จำเลยอุทธรณ์หรือไม่เท่านั้น คดีไม่มีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ว่าผู้เยาว์ทั้งสองเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์หรือไม่ ทั้งเมื่อพิจารณาจากคำฟ้อง คำให้การและฟ้องแย้งและคำให้การแก้ฟ้องแย้งแล้ว โจทก์ไม่ได้ปฏิเสธว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ใช่บุตรของโจทก์ เพียงแต่อ้างว่าโจทก์ไม่สมควรจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู มิได้ปฏิเสธว่าโจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าผู้เยาว์ทั้งสองไม่ได้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ และพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยให้ยกฟ้องแย้งในส่วนที่เกี่ยวกับคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสอง จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ แม้จำเลยฎีกาขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัย โจทก์จึงต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์ต้องคืนเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ทั้งสองที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นฝ่ายฟ้องแย้งกล่าวอ้างว่า บุตรผู้เยาว์ทั้งสองคนมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในอัตราเดือนละ 18,000 บาท ต่อคน โดยรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ตลอดมาเป็นระยะเวลา 6 ปี นับตั้งแต่บุตรผู้เยาวทั้งสองคลอด โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งปฏิเสธว่า เงินที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตามที่จำเลยอ้างนั้น โจทก์ได้รับมาเพียง 2 ปี เมื่อมีการฟ้องร้องเป็นคดีนี้ จำเลยได้ไปเรียกร้องสิทธิดังกล่าวที่สถานทูตสหรัฐอเมริกาในประเทศไทย ทำให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหยุดจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์และไม่อนุมัติเงินส่วนนี้ให้แก่จำเลย และโจทก์นำสืบปฏิเสธว่า โจทก์ได้รับเงินบำนาญจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาประมาณ 45,000 บาท ต่อเดือน แต่ขณะนี้ไม่ได้รับเพราะจำเลยเข้าใจว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นเงินที่จ่ายให้เป็นค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวจึงตกแก่จำเลย แต่จำเลยนำสืบไม่ได้ว่าเงินที่โจทก์ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเป็นเงินที่จ่ายให้แก่บุตรผู้เยาว์หรือจ่ายให้แก่บิดามารดาเพื่อนำไปอุปการะเลี้ยงดูบุตร จึงฟังไม่ได้ว่าเป็นเงินที่บุตรมีสิทธิจะได้รับ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่บุตรหรือมารดาที่จะฟ้องร้อง ประกอบกับโจทก์นำสืบว่าโจทก์อนุญาตให้จำเลยนำเงินที่ได้กำไรจากการทำกิจการร้านลาสเวกัส 2 ซึ่งมีรายได้ประมาณเดือนละ 200,000 บาท มาใช้จ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ถือได้ว่าโจทก์ได้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองในระหว่างนั้นแล้วจากเงินจำนวนอื่น หาใช่จำต้องจ่ายจากเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาไม่ จำเลยจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องเงินดังกล่าวอนึ่ง ฟ้องโจทก์มีทุนทรัพย์ที่พิพาทเป็นเงิน 5,119,700 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นเป็นเงิน 102,394 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาล 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 112,445 บาท เป็นกรณีที่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลเกินมา 10,051 บาท ต้องคืนให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้นจำนวน 10,051 บาท ให้แก่โจทก์

 



บิดามารดา กับ บุตร

(ฎีกาที่ 3013/2568) – ฟ้องบุพการีอุทลุมต้องห้าม ป.พ.พ. มาตรา 1562
ไม่มีกฎหมายให้บิดาต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรนอกกฎหมาย แม้บิดาจะรับรองแล้วก็ตาม
การจดทะเบียนรับรองบุตร: ขั้นตอน กฎหมาย และคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
ขอบเขตการขอเป็นคู่ความแทนในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส(ฎีกา 3927/2562)
เปลี่ยนสิทธิดูแลบุตรจากมารดาเป็นบิดา
สิทธิและหน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร,
การเลี้ยงดูบุตรหลังการหย่า, การอุปการะเลี้ยงดูบุตร มาตรา 1564, ข้อตกลงการเลี้ยงดูบุตรในกรณีหย่าร้าง
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร, การคำนวณค่าเลี้ยงดูบุตร, สิทธิเลี้ยงดูบุตร หลังการหย่า,
การจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร, การรับรองบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
การเปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองบุตร, การยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อสิทธิเลี้ยงดูบุตร
เปลี่ยนตัวผู้ใช้อำนาจปกครอง
สิทธิการตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์เมื่อมารดาเสียชีวิตและบิดายังมีชีวิต(ฎีกา 2563/2544)
บิดามารดาโดยกำเนิดหมดอำนาจปกครองบุตร
กฎหมายเรื่อง,ฟ้องร้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร, ฟ้องหย่า, อำนาจปกครองบุตร,
ขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
ค่าอุปการะเลี้ยงดูกับค่าเลี้ยงชีพ, การใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์
ฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร-มารดาเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมฟ้องแทนได้
สิทธิอำนาจปกครองบุตรหลังหย่า และเงื่อนไขการ ‘ตั้งผู้ปกครอง’(ฎีกา 2960/2548)
ส่วนแบ่งสินสมรสและความรับผิดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
อำนาจศาลเพิกถอน ลด เพิ่ม หรือกลับการให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
เด็กเกิดจากบิดามารดาที่มิได้สมรสกัน
ให้ใช้นามสกุลในสูติบัตรยังไม่เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรยุติไปด้วยความตายไม่ตกทอดเป็นมรดก
โจทก์ฟ้องขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว
หน้าที่ตามกฎหมายบิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตร
อายุความฟ้องขอเลิกรับบุตรบุญธรรม
ถอนข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า เรียกค่าเลี้ยงชีพ อำนาจปกครองบุตร(ฎีกา 8596/2559)
อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียวมีได้ในกรณีใดบ้าง
รับสมอ้างว่าเป็นบุตรในการแจ้งเกิด, บิดาในสูติบัตร
ทำสัญญาประนีประนอมแทนผู้เยาว์ต้องขออนุญาตศาล
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตรแต่บิดาปฏิเสธว่าเป็นบุตร
เรียกบุตรคืนจากสามีที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, บิดานอกกฎหมายไม่มีสิทธิที่จะกำหนดที่อยู่ของบุตร
บิดาลงชื่อในใบแต่งทนายความแทนบุตรที่บรรละนิติภาวะแล้ว
การจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร (เด็กและมารดาของเด็กถึงแก่ความตายแล้ว)
บุตรนอกกฎหมายเรียกค่าขาดไร้อุปการะได้หรือไม่?
บุตรนอกกฎหมาย สิทธิประกันสังคม
บุตรจำต้องเลี้ยงดูบิดามารดา เรียกค่าขาดไร้อุปการะจากจำเลยได้
ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าให้บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร
ผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว
เพิกถอนผู้จัดการทรัพย์สินผู้เยาว์ & ส่งมอบทรัพย์สิน(ฎีกา 458/2547)
ฟ้องบุพการี,คดีอุทลุม,การใช้สิทธิติดตามเอาคืนซึ่งทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้
อำนาจศาลสั่งให้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว(ฎีกา 2668/2556)
ศาลชอบที่จะสั่งให้แก้ไขความบกพร่องเรื่องความสามารถเสียก่อนยกฟ้อง
บุตรไม่ชอบด้วยกฎหมายฟ้องบิดาไม่เป็นคดีอุทลุม
การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรต้องพิสูจน์หักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร (คดีขาดอายุความ)
ใช้สิทธิทางศาลขอเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมาย
บิดาขอจดทะเบียนรับรองบุตรกรณีเด็กถึงแก่ความตายแล้ว
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร (บิดาถึงแก่ความตาย)
อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร
ฟ้องให้บิดารับรองบุตร เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์
การนับอายุความสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เยาว์
จำเลยตั้งครรภ์ด้วยวิธีการผสมเทียมโดยไม่ใช่อสุจิของโจทก์
ละเมิดเรียกค่าขาดแรงงานในครัวเรือนของบิดามารดา
ศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขตามสัญญายอมความได้
ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะได้ทั้งการสมรสหรือมีอายุครบ 20 ปี
คำร้องขอจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมาย
สามีภริยาสมัครใจมีบุตรร่วมกันโดยการทำกิ๊ฟท์
การอุปการะเลี้ยงดูบุตรต้องกระทำจนถึงบุตรบรรลุนิติภาวะ
เงินที่มีผู้ช่วยทำศพผู้ตายนำมาบรรเทาความรับผิดไม่ได้
โจทก์เป็นบุตรมีอำนาจฟ้องบิดาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้
ห้ามฟ้องบุพการีของตนเป็นคดีแพ่งและคดีอาญา
บุตรขอเข้าเป็นคู่ความแทนโจทก์ผู้ตายในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้ถือหุ้นฟ้องปู่ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทไม่เป็นคดีอุทลุม
คดีอุทลุมคือการห้ามฟ้องบุพการี
ฟ้องให้รับรองบุตรเมื่อเด็กอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์แล้ว
กฎหมายไม่บังคับว่าบุตรจะต้องใช้ชื่อสกุลของบิดาหรือมารดา
สิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
การฟ้องคดีขอให้รับเด็กเป็นบุตร
ฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรเนื่องจากไม่ใช่บุตรที่แท้จริง
เด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอมจดทะเบียนรับรองบุตรได้หรือไม่
ขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนเป็นบุตรเพราะมิใช่บิดาแท้จริง
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว
บุตรนอกสมรสตาย บิดามารดาจดทะเบียนสมรสภายหลังการตาย
เมื่อศาลได้พิพากษาแล้วไม่จำต้องบังคับจำเลยให้ไปจดทะเบียนรับเป็นบุตรอีก
เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน
ถอนอำนาจปกครองบิดามารดาเกี่ยวกับการกำหนดที่อยู่ของบุตร(ฎีกา 515/2560)