
| โพสต์เฟซบุ๊กด่าคนอื่นโดยไม่เอ่ยชื่อ ผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ และศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยค่าสินไหมทดแทนเพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านการโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ โดยมีประเด็นสำคัญว่า แม้ข้อความที่โพสต์จะไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง แต่หากพิจารณาจากข้อความทั้งหมด ประกอบกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความสัมพันธ์และสาเหตุโกรธเคืองระหว่างคู่กรณีแล้ว บุคคลที่รู้จักคู่กรณีสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้เสียหาย การโพสต์ข้อความที่มีลักษณะใส่ความว่าผู้เสียหายเคยเป็นหญิงโสเภณี จึงเป็นข้อความที่สามารถทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ คดีนี้ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับลักษณะของการเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ การโพสต์ข้อความย่อมทำให้ข้อความดังกล่าวแพร่หลายสู่สาธารณชนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยการโฆษณา นอกจากความรับผิดทางอาญาแล้ว คดียังมีประเด็นเกี่ยวกับความรับผิดในคดีส่วนแพ่ง เนื่องจากผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องดังกล่าว เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้แก่ผู้เสียหาย เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาในประเด็นค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญา เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สาระสำคัญที่สุดของคดี การโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าเป็นสาธารณะ แม้ไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง ก็อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หากข้อความและพฤติการณ์แวดล้อมทำให้บุคคลที่รู้จักคู่กรณีสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความนั้นหมายถึงผู้เสียหาย และข้อความมีลักษณะใส่ความในประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อีกประเด็นสำคัญคือ เมื่อการกระทำที่เป็นความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเป็นการกระทำละเมิดด้วย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้ผลคดีส่วนแพ่งเป็นไปตามผลคดีอาญาได้ แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย คำถามที่น่าสนใจ 1. โพสต์เฟซบุ๊กด่าหรือใส่ความผู้อื่นโดยไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้หรือไม่ 2. หากเฟซบุ๊กตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ การโพสต์ข้อความใส่ความผู้อื่นถือเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ 3. หากผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้หรือไม่ 1. สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 มาตรา 326 และมาตรา 328 โดยจำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ส่วนจำเลยไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำตามฟ้องข้อหนึ่งฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. และในขณะเกิดเหตุบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 มีการโพสต์ข้อความซึ่งมีถ้อยคำกล่าวถึงบุคคลหนึ่งในลักษณะรุนแรง รวมทั้งมีข้อความกล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวเคยเป็นหญิงโสเภณี แม้ข้อความที่โพสต์จะไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง แต่ก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกันและเคยมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน นอกจากนี้ ข้อความที่โพสต์ยังมีรายละเอียดเชื่อมโยงไปถึงผู้เสียหาย โดยเฉพาะเรื่องอาการป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตลอดจนรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคู่กรณี เมื่อพยานโจทก์ได้อ่านข้อความดังกล่าว ก็เข้าใจว่าข้อความนั้นหมายถึงผู้เสียหายและนำข้อความไปให้ผู้เสียหายดู เป็นเหตุให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลย จำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว แต่จำเลยยอมรับว่าเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. และไม่มีพยานหลักฐานอื่นแสดงให้เห็นว่า นอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นที่สามารถใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้อีก ทั้งคำเบิกความของจำเลยยังขัดแย้งกับที่จำเลยเคยแถลงต่อศาลว่าได้โพสต์ข้อความจริง เพียงแต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้เสียหาย ศาลฎีกาจึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องจริง และต้องพิจารณาต่อไปว่าข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใส่ความผู้เสียหายในประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ 2. ประเด็นเรื่องผู้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาพิจารณาคือ จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องหรือไม่ จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. แต่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อต่อสู้ของจำเลยในส่วนนี้มีเพียงคำเบิกความของจำเลย โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน และไม่มีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่า นอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นใดสามารถเข้าใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ได้ ที่สำคัญ คำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับคำแถลงของจำเลยต่อศาลตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ซึ่งจำเลยเคยแถลงว่าได้โพสต์ข้อความจริง แต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้เสียหาย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าพยานจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องจริง ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า การวินิจฉัยว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความไม่ได้พิจารณาเพียงคำปฏิเสธของจำเลย แต่ศาลพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงเรื่องการเป็นผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ก พยานหลักฐานว่ามีบุคคลอื่นสามารถใช้บัญชีดังกล่าวได้หรือไม่ ตลอดจนถ้อยคำหรือคำแถลงที่จำเลยเคยให้ไว้ต่อศาล 3. ประเด็นไม่ระบุชื่อผู้เสียหายโดยตรง ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ข้อความที่จำเลยโพสต์ไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง จึงมีปัญหาว่าจะถือว่าเป็นข้อความที่หมายถึงผู้เสียหายและเป็นการใส่ความผู้เสียหายได้หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาข้อความทั้งหมดประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อม ไม่ได้พิจารณาเฉพาะว่ามีชื่อของผู้เสียหายปรากฏอยู่ในข้อความหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน ข้อความที่จำเลยโพสต์ยังมีรายละเอียดซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปถึงผู้เสียหาย โดยเฉพาะการกล่าวถึงการป่วยเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคดังกล่าว รวมถึงรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี เมื่อบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้เสียหายมาก่อนอ่านข้อความทั้งหมด บุคคลนั้นย่อมสามารถทราบได้ว่าข้อความที่จำเลยโพสต์หมายถึงผู้เสียหาย ข้อเท็จจริงในคดียังปรากฏเป็นรูปธรรมว่า เมื่อนายพงษ์พันธุ์ทราบข้อความที่จำเลยโพสต์ ก็เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้เสียหาย จึงนำข้อความไปให้ผู้เสียหายดู ดังนั้น แม้ข้อความที่โพสต์จะไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง ก็ไม่ได้ทำให้ข้อความนั้นไม่อาจเป็นการใส่ความผู้เสียหาย หากรายละเอียดในข้อความและพฤติการณ์แวดล้อมทำให้บุคคลที่รู้จักคู่กรณีสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความดังกล่าวกล่าวถึงใคร 4. ลักษณะของข้อความที่เป็นการใส่ความ ศาลฎีกาพิจารณาข้อความที่จำเลยโพสต์และเห็นว่า มีข้อความส่วนหนึ่งกล่าวหาผู้เสียหายในลักษณะว่าผู้เสียหายเคยเป็นหญิงโสเภณี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ความผู้เสียหายในลักษณะที่ทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ สาระสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือรุนแรงเท่านั้น แต่ข้อความที่ศาลนำมาพิจารณามีลักษณะเป็นการกล่าวถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอดีตของผู้เสียหาย โดยกล่าวหาว่าผู้เสียหายเคยเป็นหญิงโสเภณี ซึ่งเป็นข้อความที่กระทบต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายโดยตรง เมื่อข้อความดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงถึงผู้เสียหายได้ และบุคคลอื่นที่อ่านข้อความสามารถเข้าใจได้ว่าหมายถึงผู้เสียหาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการใส่ความผู้เสียหายในประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง 5. การตั้งค่าเฟซบุ๊กเป็นสาธารณะกับการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ในขณะเกิดเหตุเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ศาลฎีกาพิจารณาว่า การที่จำเลยโพสต์ข้อความดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทผู้เสียหายสามารถแพร่หลายสู่สาธารณชนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่ได้เป็นเพียงการกล่าวข้อความระหว่างบุคคลในวงจำกัด แต่เป็นการเผยแพร่ข้อความผ่านบัญชีเฟซบุ๊กที่เปิดให้สาธารณชนสามารถอ่านข้อความได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 สาระของการวินิจฉัยในส่วนนี้จึงอยู่ที่ลักษณะการเผยแพร่ข้อความประกอบกับการตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ซึ่งทำให้ข้อความสามารถแพร่กระจายไปสู่สาธารณชนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว 6. ความรับผิดในคดีส่วนแพ่งจากการกระทำหมิ่นประมาท ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งโดยให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้เสียหายจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยการโฆษณา และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดด้วย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ศาลฎีกายังเห็นว่า ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา การกระทำเดียวกันนั้นย่อมเป็นฐานแห่งความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายในคดีส่วนแพ่งตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัยด้วย 7. อำนาจศาลฎีกาในการหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัย คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของศาลฎีกา เนื่องจากผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ทั้งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน สาเหตุที่ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว เนื่องจากผู้เสียหายไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้แก่ผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา และศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดและจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ผลของหลักกฎหมายดังกล่าวในคดีนี้คือ แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาก็สามารถหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นพิจารณาและวินิจฉัยให้สอดคล้องกับผลแห่งคดีอาญาได้ 8. ผลการวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และเห็นว่าฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ศาลฎีกาพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาเห็นควรให้โอกาสจำเลย จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30 สำหรับคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งกำหนดให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาทแก่ผู้เสียหาย พร้อมดอกเบี้ย โดยในส่วนของอัตราดอกเบี้ย หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปีตามคำขอของผู้เสียหาย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาเป็นพับ 1. วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การพิจารณาว่า การโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ และข้อความนั้นไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาข้อความทั้งหมดประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อมก่อนเกิดเหตุ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยและผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกันและเคยมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน ข้อความที่จำเลยโพสต์มีรายละเอียดบางประการซึ่งเชื่อมโยงไปถึงผู้เสียหาย โดยเฉพาะการกล่าวถึงการป่วยเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตลอดจนรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคู่กรณี ดังนั้น แม้ข้อความจะไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง แต่หากบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้เสียหายอ่านข้อความทั้งหมดแล้วสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้เสียหาย ย่อมสามารถพิจารณาได้ว่าผู้เสียหายเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงในข้อความนั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้ยังปรากฏว่า เมื่อนายพงษ์พันธุ์ได้อ่านข้อความดังกล่าวก็เข้าใจว่าข้อความนั้นหมายถึงผู้เสียหาย จึงนำข้อความไปให้ผู้เสียหายดู และเป็นเหตุให้ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่จำเลย หลักสำคัญจากการวินิจฉัยจึงอยู่ที่การพิจารณาว่า บุคคลอื่นสามารถเข้าใจได้หรือไม่ว่าข้อความนั้นหมายถึงผู้ใด โดยพิจารณาจากข้อความทั้งหมดประกอบกับข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี มิใช่พิจารณาเฉพาะว่าผู้โพสต์ได้ระบุชื่อของผู้เสียหายไว้โดยตรงหรือไม่ 2. วิเคราะห์ลักษณะของข้อความที่ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อศาลรับฟังได้ว่าข้อความที่จำเลยโพสต์หมายถึงผู้เสียหายแล้ว ประเด็นต่อไปคือข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใส่ความผู้เสียหายในประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาข้อความที่จำเลยโพสต์ โดยเฉพาะข้อความส่วนที่กล่าวหาว่าผู้เสียหายเคยเป็นหญิงโสเภณี และวินิจฉัยว่าข้อความดังกล่าวเป็นคำหมิ่นประมาทที่ทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ การวินิจฉัยจึงพิจารณาสาระของข้อความว่ามีลักษณะเป็นการใส่ความผู้เสียหายอย่างไร ในคดีนี้ข้อความไม่ได้มีเพียงการใช้ถ้อยคำรุนแรงเท่านั้น แต่มีการกล่าวหาผู้เสียหายเกี่ยวกับอดีตของผู้เสียหายในลักษณะที่สามารถทำให้บุคคลอื่นมีความรู้สึกดูหมิ่นหรือเกลียดชังผู้เสียหายได้ เมื่อประกอบกับการที่ข้อความดังกล่าวถูกโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กซึ่งบุคคลอื่นสามารถอ่านข้อความได้ ความเสียหายต่อชื่อเสียงจึงมิได้จำกัดอยู่เฉพาะระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย แต่ข้อความถูกสื่อสารออกไปให้บุคคลอื่นได้รับทราบด้วย 3. วิเคราะห์การเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะ ข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลฎีกานำมาพิจารณาคือ ในขณะเกิดเหตุบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ การตั้งค่าดังกล่าวทำให้บุคคลทั่วไปสามารถอ่านข้อความที่จำเลยโพสต์ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทผู้เสียหายแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว และเป็นที่เสียหายแก่ผู้เสียหายอย่างยิ่ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยการโฆษณา และลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 สาระสำคัญของการวินิจฉัยในส่วนนี้จึงอยู่ที่วิธีการเผยแพร่ข้อความ เมื่อจำเลยเลือกเผยแพร่ข้อความผ่านเฟซบุ๊กและตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ผลของการกระทำคือข้อความสามารถแพร่หลายไปสู่สาธารณชนได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัยว่าการกระทำเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา 4. วิเคราะห์ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นบทกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัยความรับผิดของจำเลยในคดีนี้ ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังได้ประกอบด้วย จำเลยเป็นผู้ใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กที่เกิดเหตุ จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง ข้อความดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงถึงผู้เสียหายได้ แม้ไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลโดยตรง และข้อความส่วนหนึ่งเป็นการใส่ความว่าผู้เสียหายเคยเป็นหญิงโสเภณี ซึ่งเป็นข้อความที่ทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ นอกจากนี้ บัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยยังตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความดังกล่าวแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เมื่อข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยการโฆษณา และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ผลแห่งคำพิพากษาคือ จำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 20,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ศาลฎีกาเห็นควรให้โอกาสจำเลย จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 5. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคดีอาญากับคดีส่วนแพ่ง คดีนี้ไม่ได้มีเฉพาะความรับผิดทางอาญาของจำเลย แต่ยังมีคดีส่วนแพ่งที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นกำหนดให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้เสียหาย 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ผลของคำพิพากษาดังกล่าวย่อมเกี่ยวข้องกับคดีส่วนแพ่งด้วย เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยการโฆษณา และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย จึงเห็นได้ว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการโพสต์ข้อความของจำเลยเป็นข้อเท็จจริงเดียวกันที่ก่อให้เกิดทั้งความรับผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายในคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกายังพิจารณาจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ 50,000 บาท และเห็นว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงให้บังคับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 6. วิเคราะห์ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ประเด็นทางวิธีพิจารณาความที่สำคัญอย่างยิ่งของคดีนี้คือ ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ทั้งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหาย สาเหตุที่ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกา เนื่องจากผู้เสียหายไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องดังกล่าว เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้แก่ผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญาได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 หลักกฎหมายส่วนนี้มีความสำคัญต่อผลแห่งคดีโดยตรง เพราะหากพิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน อาจเกิดปัญหาว่าศาลฎีกาจะสามารถวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งได้หรือไม่ แต่ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนในคดีนี้ว่า เมื่อเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้คดีส่วนแพ่งเป็นไปตามผลแห่งคดีอาญาได้ 7. เจตนารมณ์ของบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อพิจารณาจากการนำบทกฎหมายมาใช้กับข้อเท็จจริงในคำพิพากษานี้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำที่เป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยคดีนี้ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า ข้อความหมิ่นประมาทถูกโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความสามารถแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว และสร้างความเสียหายแก่ผู้เสียหายอย่างยิ่ง ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ถูกนำมาใช้ในประเด็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะหยิบยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัย แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ในคดีนี้ การใช้บทบัญญัติดังกล่าวทำให้ผลของคดีส่วนแพ่งสอดคล้องกับผลแห่งคดีอาญา กล่าวคือ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และการกระทำนั้นเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาจึงสามารถหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยและให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ อย่างไรก็ตาม แนวการวินิจฉัยที่ปรากฏจากคดีนี้สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ว่า การพิจารณาว่าข้อความหมิ่นประมาทหมายถึงบุคคลใด ไม่จำเป็นต้องพิจารณาเฉพาะว่าข้อความนั้นระบุชื่อและชื่อสกุลของบุคคลดังกล่าวไว้โดยตรงหรือไม่ แต่สามารถพิจารณาจากข้อความทั้งหมดประกอบกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อม ซึ่งทำให้บุคคลที่รู้จักคู่กรณีสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความนั้นหมายถึงผู้เสียหาย อีกประเด็นหนึ่งคือ การโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ เมื่อทำให้ข้อความหมิ่นประมาทแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ส่วนในทางวิธีพิจารณาความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน แต่เมื่อเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ให้จำคุก 2 ปี และให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้ร้องจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ และยกฟ้องโจทก์ข้อ (ข) 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี ตามมาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามมาตรา 29 และมาตรา 30 ส่วนคดีแพ่งให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด และค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้มีข้อคิดทางกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเผยแพร่ข้อความที่กระทบต่อชื่อเสียงของบุคคลอื่น โดยเฉพาะการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กที่ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ การพิจารณาว่าข้อความดังกล่าวเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายหรือไม่ มิได้จำกัดอยู่เพียงกรณีที่ผู้โพสต์ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาข้อความทั้งหมดประกอบกับพฤติการณ์และความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณีด้วย แม้ข้อความจะไม่ระบุชื่อผู้เสียหาย หากมีรายละเอียดที่สามารถเชื่อมโยงถึงตัวผู้เสียหาย และบุคคลที่รู้จักคู่กรณีสามารถอ่านข้อความแล้วเข้าใจได้ว่าข้อความนั้นหมายถึงผู้เสียหาย การไม่ระบุชื่อโดยตรงย่อมไม่ทำให้ผู้โพสต์พ้นจากความรับผิดโดยอาศัยเหตุเพียงว่าข้อความไม่มีชื่อของผู้เสียหายปรากฏอยู่ คดีนี้มีข้อเท็จจริงชัดเจนว่า จำเลยและผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกันและเคยมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน ประกอบกับข้อความที่โพสต์มีรายละเอียดเชื่อมโยงถึงอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งของผู้เสียหายและความสัมพันธ์ของคู่กรณี บุคคลที่รู้จักทั้งสองฝ่ายจึงสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้เสียหาย ในส่วนของเนื้อหาที่โพสต์ ศาลฎีกาพิจารณาข้อความที่กล่าวหาว่าผู้เสียหายเคยเป็นหญิงโสเภณี และวินิจฉัยว่าเป็นการใส่ความที่สามารถทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ เมื่อจำเลยเผยแพร่ข้อความดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กที่ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความสามารถแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว การกระทำจึงเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 นอกจากความรับผิดทางอาญาแล้ว การกระทำดังกล่าวยังเป็นการกระทำละเมิดที่ทำให้จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ศาลชั้นต้นกำหนดค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท และศาลฎีกาเห็นว่าจำนวนดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งคืออำนาจของศาลฎีกาในคดีส่วนแพ่ง แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญา เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก และอำนาจของศาลฎีกาในการหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญา แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. หมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านเฟซบุ๊ก การโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ แม้ไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง แต่หากข้อความและพฤติการณ์แวดล้อมทำให้บุคคลที่รู้จักคู่กรณีสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความหมายถึงผู้เสียหาย และข้อความนั้นเป็นการใส่ความในประการที่น่าจะทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อการเผยแพร่ดังกล่าวทำให้ข้อความแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ย่อมเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 2. ศาลฎีกาหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยได้ เมื่อการกระทำที่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาเป็นการกระทำละเมิดด้วย จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องดังกล่าว เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาให้ผู้เสียหาย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญา เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม โพสต์ข้อความด่าหรือกล่าวหาบุคคลอื่นในเฟซบุ๊กโดยไม่ระบุชื่อผู้เสียหายโดยตรง จะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้หรือไม่ คำตอบ การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กโดยไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้เสียหายโดยตรง ยังอาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หากเมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดประกอบกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แวดล้อมแล้ว บุคคลที่รู้จักคู่กรณีสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความนั้นหมายถึงผู้เสียหาย คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยและผู้เสียหายมีสาเหตุโกรธเคืองกันและเคยมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน อีกทั้งข้อความที่โพสต์ยังมีรายละเอียดเชื่อมโยงถึงผู้เสียหาย เช่น การกล่าวถึงอาการป่วยเป็นโรคมะเร็งและความสัมพันธ์ของคู่กรณี เมื่อนายพงษ์พันธุ์อ่านข้อความก็เข้าใจว่าหมายถึงผู้เสียหายและนำข้อความไปให้ผู้เสียหายดู ศาลฎีกาจึงพิจารณาว่า แม้ไม่ได้ระบุชื่อโดยตรง แต่บุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้เสียหายย่อมทราบได้ว่าข้อความหมายถึงผู้เสียหาย เมื่อข้อความนั้นมีลักษณะใส่ความในประการที่น่าจะทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง และถูกเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะ การกระทำจึงเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ 2. คำถาม การโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กที่ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาอย่างไร คำตอบ การตั้งค่าการอ่านข้อความในเฟซบุ๊กเป็นสาธารณะเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลฎีกานำมาพิจารณาประกอบการวินิจฉัยลักษณะการเผยแพร่ข้อความ คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ในขณะเกิดเหตุบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ และจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความที่มีลักษณะใส่ความผู้เสียหาย โดยเฉพาะข้อความกล่าวหาว่าผู้เสียหายเคยเป็นหญิงโสเภณี ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นคำหมิ่นประมาทที่ทำให้ผู้เสียหายเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ เมื่อข้อความดังกล่าวถูกโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กที่เปิดให้สาธารณชนอ่านข้อความได้ ย่อมทำให้ข้อความหมิ่นประมาทแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว และเป็นที่เสียหายแก่ผู้เสียหายอย่างยิ่ง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยการโฆษณา และพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 3. คำถาม หากจำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงใดในการวินิจฉัยว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความ คำตอบ คดีนี้จำเลยยอมรับว่าเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. แต่ต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความ ศาลฎีกาพิจารณาว่า ข้อต่อสู้ดังกล่าวมีเพียงคำเบิกความของจำเลยโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนให้เห็นว่า นอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นใดสามารถใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้อีก นอกจากนี้ คำเบิกความของจำเลยยังขัดแย้งกับคำแถลงที่จำเลยเคยแถลงต่อศาลว่าได้โพสต์ข้อความจริง แต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้เสียหาย เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานดังกล่าวประกอบกัน ศาลฎีกาเห็นว่าพยานจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างพยานโจทก์ จึงรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องจริง ดังนั้น การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความเพียงอย่างเดียวมิใช่ข้อยุติของคดี แต่ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน รวมถึงการยอมรับว่าเป็นผู้ใช้งานบัญชี ข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลอื่นสามารถใช้งานบัญชีได้หรือไม่ และถ้อยคำที่จำเลยเคยแถลงต่อศาลประกอบกัน 4. คำถาม ผู้เสียหายจากการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กสามารถเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำได้หรือไม่ คำตอบ ผู้เสียหายในคดีนี้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้เสียหายจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโพสต์ข้อความของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายโดยการโฆษณา และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ศาลฎีกายังเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงพิพากษาให้คดีส่วนแพ่งบังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกา 5. คำถาม หากผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาสามารถหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ คดีนี้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหาย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญา แม้ผู้เสียหายไม่ได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงให้บังคับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งกำหนดให้จำเลยชดใช้เงิน 50,000 บาทแก่ผู้เสียหายพร้อมดอกเบี้ย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยความรับผิดของจำเลยในคดีนี้ โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. และในขณะเกิดเหตุได้ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ จำเลยปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความ แต่ไม่มีพยานหลักฐานอื่นแสดงให้เห็นว่ามีบุคคลอื่นสามารถใช้งานบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวได้ อีกทั้งคำเบิกความของจำเลยยังขัดแย้งกับคำแถลงที่เคยให้ไว้ต่อศาลว่าได้โพสต์ข้อความจริง เพียงแต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้อง ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้อง แม้ข้อความที่จำเลยโพสต์จะไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรง แต่การพิจารณาว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้องหรือไม่นั้น ศาลฎีกาพิจารณาข้อความทั้งหมดประกอบกับพฤติการณ์แวดล้อม โดยก่อนเกิดเหตุจำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกันและเคยมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน อีกทั้งข้อความที่โพสต์มีข้อเท็จจริงเชื่อมโยงถึงผู้ร้อง โดยเฉพาะเรื่องการป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี บุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องจึงสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้อง ข้อความส่วนที่กล่าวหาว่าผู้ร้องเคยเป็นหญิงโสเภณี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการใส่ความที่ทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ และเมื่อจำเลยโพสต์ข้อความดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กที่ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ย่อมทำให้ข้อความหมิ่นประมาทแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว เป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องโดยการโฆษณา ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท แต่เนื่องจากจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามมาตรา 56 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยคดีส่วนแพ่งในคดีนี้ เนื่องจากผู้ร้องได้ยื่นคำร้องระหว่างการพิจารณาขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจำนวน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่ผู้ร้องจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ปัญหาสำคัญเกิดขึ้นเนื่องจากผู้ร้องไม่ได้ฎีกาในส่วนของค่าสินไหมทดแทน โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ร้องไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้แก่ผู้ร้อง อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงในคดีอาญาแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความที่มีลักษณะหมิ่นประมาทผู้ร้องโดยการโฆษณา การกระทำดังกล่าวนอกจากก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาแล้วยังเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายด้วย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลของคดีอาญา เนื่องจากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ผลแห่งการวินิจฉัยดังกล่าวทำให้คดีส่วนแพ่งสอดคล้องกับข้อยุติในคดีอาญาที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด และศาลฎีกายังเห็นว่าค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาทที่ศาลชั้นต้นกำหนดนั้นเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว จึงให้บังคับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ถูกนำมาใช้ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง ในการวินิจฉัยอำนาจของศาลฎีกาที่จะหยิบยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นพิจารณาในคดีนี้ ประเด็นดังกล่าวเกิดจากการที่ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน ทั้งที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยสาเหตุที่ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเนื่องจากไม่ทราบผลคำพิพากษาในส่วนดังกล่าว เพราะศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้อง เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องจริง แม้ข้อความไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรง แต่รายละเอียดในข้อความประกอบกับความสัมพันธ์และสาเหตุโกรธเคืองระหว่างคู่กรณีทำให้บุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องสามารถเข้าใจได้ว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้อง อีกทั้งข้อความที่กล่าวหาว่าผู้ร้องเคยเป็นหญิงโสเภณีเป็นการใส่ความที่ทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ เมื่อเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กที่ตั้งค่าเป็นสาธารณะจึงเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นทั้งความผิดอาญาและเป็นการกระทำละเมิดที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง การปล่อยให้ผลของคดีส่วนแพ่งเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกคำร้องย่อมไม่สอดคล้องกับผลการวินิจฉัยคดีอาญาของศาลฎีกา ศาลฎีกาจึงนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 มาใช้ และวินิจฉัยว่าเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน โดยให้บังคับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งกำหนดค่าสินไหมทดแทนจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนดไว้ในคำพิพากษา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7497/2568 เมื่อการกระทำของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องด้วยการโฆษณาอันเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้อง เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้อง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ.มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 326, 328 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณานางสาวภาสิณีย์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียง 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง จำเลยไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 2 ปี ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 26 มกราคม 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์ข้อ (ข) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงตามฟ้องข้อ (ก) ฟังเป็นยุติว่า จำเลยเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ซึ่งในขณะเกิดเหตุ ตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2565 เฟซบุ๊กดังกล่าวโพสต์ข้อความว่า "ขอส่องเฟชหมาบางตัวที่ชอบเห่าเก่งกัดมะเลือกแก่แล้วน่ะมึงยิ่งเป้นโรคมะเร็งอยุ่มะใช้เหรอจะอยุ่ได้นานแค่ไกนวะทำบุญเยอะๆๆตายไปจะได้มะอาภัพที่ขายของเร่รอนเป้นสัมภเวสี..ดีน่ะลุกสาวกรุมะตบมึงก้อดีเท่าไหร่แล้วอีตัวสเนียด..มึงบอกว่ารุ้ไส้รุ้พุงกรูครอบครัวกีดีเหรออีดอกแต่มึงทำมัยมะรุ้ไส้รุ้พุงตัวเองบ้างละว่าเคยเป้นกระหรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอควายยังฉลาดแต่มึงเป่นคนแท้ๆๆตอแหลเก่งนึอีดอก..ที่บ้านกรุพร้อมสดกะมึงอี..เหี้ย..กรุถามหน่อยมึงมีสมบัติอะไรเหรอที่ครอบครัวกรุต้องไปอิจฉามึง..มึงต้องงกๆรับจ้างไปขนของกะผัก100/200มึงก้อต้องเอากรุจะบอกให้เอาบุญนะอีชะนี.. ต่อให้มึงขยันแต่ถ้าขยันผิดที่10ปีก้อมะรวยหรอกควย..อย่ามาปากดีอีแก่ตัญหากลับ..บอกผัวมึงเอาเงินมาเครียกรูก่อน 50000..บาทเงินดาวรถกรุอีดอกอีสัตว์อี..ชะนี.. อีตอแหล" คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ สำหรับประเด็นว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) หรือไม่ เห็นว่า จำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบแล้วว่าเป็นผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ที่จำเลยนำสืบต่อสู้ว่า ไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความนั้น คงเป็นเพียงคำเบิกความของจำเลยลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็นว่า นอกจากจำเลยแล้วยังมีบุคคลอื่นใดที่สามารถใช้งานเฟซบุ๊กชื่อ ร. ได้อีก คำเบิกความดังกล่าวยังขัดแย้งกับที่จำเลยแถลงต่อศาลว่าได้โพสต์ข้อความจริงแต่ไม่ได้ระบุชื่อผู้ร้องตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 พยานจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) จริง ส่วนประเด็นว่า ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) เป็นการใส่ความผู้ร้อง ในประการที่น่าจะทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังหรือไม่นั้น ได้ความจากผู้ร้องและนายพงษ์พันธุ์พยานโจทก์ว่า เมื่อนายพงษ์พันธุ์ได้อ่านข้อความดังกล่าวแล้วได้นำข้อความดังกล่าวให้ผู้ร้องดู อันเป็นเหตุให้ผู้ร้องเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีแก่จำเลย เห็นว่า แม้ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ที่จำเลยเป็นผู้โพสต์ดังกล่าวไม่ได้ระบุชื่อและชื่อสกุลของผู้ร้องโดยตรงก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงปรากฏจากสำนวนว่า ก่อนหน้านี้ จำเลยและผู้ร้องมีสาเหตุโกรธเคืองกันและมีการฟ้องร้องคดีระหว่างกันมาก่อน เมื่อในขณะเกิดเหตุเฟซบุ๊กของจำเลยตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ หากบุคคลที่รู้จักจำเลยและผู้ร้องมาก่อนเข้าไปอ่านข้อความดังกล่าวทั้งหมดซึ่งมีข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ร้อง ได้แก่ อาการป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งผู้ร้องเบิกความยืนยันว่าตนป่วยเป็นโรคมะเร็ง ตลอดจนความสัมพันธ์ของทั้งคู่ บุคคลดังกล่าวย่อมต้องทราบว่าข้อความที่จำเลยโพสต์หมายถึงผู้ร้องเช่นเดียวกับที่เมื่อนายพงษ์พันธุ์ได้ทราบข้อความตามฟ้องข้อ (ก) แล้ว ก็เข้าใจว่าข้อความดังกล่าวหมายถึงผู้ร้องจึงได้นำข้อความไปให้ผู้ร้องดู สำหรับข้อความที่จำเลยโพสต์ว่า "...เคยเป้นกระหรี่มาก่อนลืมกะพืดตัวเองเหรอควายยังฉลาดแต่มึงเป่นคนแท้ๆๆตอแหลเก่งนึอีดอก… " เป็นการใส่ความว่าผู้ร้องเคยเป็นหญิงโสเภณี เป็นคำหมิ่นประมาทที่ทำให้ผู้ร้องเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังได้ การที่จำเลยโพสต์ข้อความตามฟ้องข้อ (ก) ในเฟซบุ๊กของจำเลยซึ่งตั้งค่าการอ่านข้อความเป็นสาธารณะ ทำให้ข้อความหมิ่นประมาทผู้ร้องแพร่หลายสู่สาธารณชนอย่างกว้างขวางและรวดเร็วเป็นที่เสียหายแก่ผู้ร้องอย่างยิ่ง การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทผู้ร้องโดยการโฆษณา และเมื่อการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดซึ่งจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้ร้องไม่ได้ฎีกาเรื่องค่าสินไหมทดแทน เพราะไม่ทราบว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากศาลชั้นต้นไม่ได้ส่งหมายนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ผู้ร้อง แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกคดีส่วนแพ่งขึ้นวินิจฉัยเพื่อให้เป็นไปตามผลคดีอาญาได้เพราะเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โดยค่าสินไหมทดแทนที่ศาลชั้นต้นกำหนดเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน เห็นควรให้โอกาสจำเลย โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำหรับคดีส่วนแพ่งให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งนี้ในส่วนของอัตราดอกเบี้ย หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ.
|




