
| ติดป้ายกล่าวหาเจ้าพนักงานริมถนนสาธารณะเป็นความผิดหรือไม่ ศึกษาหลักกฎหมายดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตของการแสดงความคิดเห็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน และเส้นแบ่งระหว่างการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตกับการใส่ความอันก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคล โดยข้อพิพาทเกิดจากการที่จำเลยติดตั้งป้ายไวนิลขนาดใหญ่ริมถนนสาธารณะซึ่งมีประชาชนสัญจรเป็นจำนวนมาก พร้อมภาพและข้อความที่กล่าวหาเจ้าพนักงานระดับจังหวัดว่าเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งที่ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ประเด็นสำคัญของคดีจึงอยู่ที่ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเป็นการดูหมิ่นและหมิ่นประมาทเจ้าพนักงานจนเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณ ตลอดจนหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าควรรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การติดตั้งป้ายไวนิลขนาดใหญ่ในที่สาธารณะพร้อมข้อความกล่าวหาเจ้าพนักงานว่าเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิดกฎหมาย เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามกฎหมาย หรือเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาอันเป็นความผิดทางอาญา สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ศาลวินิจฉัยว่าข้อความในป้ายไวนิลมีลักษณะสื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่โดยเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่า อันเป็นการทำให้ถูกเหยียดหยาม ถูกเกลียดชัง และได้รับความอับอาย จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน 2. หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา การติดตั้งป้ายไวนิลขนาดใหญ่ริมถนนสาธารณะซึ่งมีผู้คนพบเห็นจำนวนมาก ถือเป็นการเผยแพร่ข้อความต่อบุคคลทั่วไป โดยข้อความดังกล่าวเป็นการใส่ความว่าผู้เสียหายช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ไม่เป็นความจริง จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา และไม่เข้าข้อยกเว้นเรื่องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามกฎหมายอาญา สรุปข้อเท็จจริงโดยละเอียด คดีนี้เริ่มต้นจากการที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาท โดยกล่าวหาว่าจำเลยได้จัดทำและติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่จำนวน 2 ป้าย บริเวณริมถนนสาธารณะสายพิษณุโลก–หล่มสัก ซึ่งเป็นเส้นทางที่มีประชาชนใช้สัญจรเป็นจำนวนมาก ภายในป้ายดังกล่าวมีภาพของผู้เสียหายซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ในขณะเกิดเหตุ พร้อมภาพบุคคลอื่นอีก 2 คน และมีข้อความเชิญชวนประชาชนให้ร่วมกันต่อต้านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยกล่าวหาว่าจะดำเนินการขอให้คณะรัฐมนตรีเปลี่ยนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุนและนักการเมือง รวมทั้งช่วยเหลือผู้บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติให้สามารถถือครองพื้นที่ป่าต่อไปได้โดยไม่ผิดกฎหมาย จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวน ผู้เสียหายดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 และในช่วงระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 จำเลยได้ติดตั้งป้ายไวนิลดังกล่าวไว้ในที่สาธารณะ โดยป้ายแรกมีขนาดกว้าง 2 เมตร ยาว 10 เมตร ส่วนป้ายที่สองมีขนาดกว้าง 1.2 เมตร ยาว 6 เมตร ทั้งสองป้ายมีข้อความในลักษณะเดียวกัน กล่าวคือเชิญชวนประชาชนร่วมกันต่อต้านผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ พร้อมกล่าวหาว่ามีการดำเนินการเพื่อเปลี่ยนสถานะพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติให้เป็นที่ราชพัสดุ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกพื้นที่ป่า ต่อมานายกฤษณ์ ผู้เสียหาย ได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีและยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยเป็นเงินจำนวน 10,000,000 บาท โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ และความน่าเชื่อถือในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐ ทั้งเรียกดอกเบี้ยตามกฎหมายจากวันที่เกิดเหตุจนกว่าจะชำระเสร็จ ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดี ประเด็นข้อพิพาทประการแรก คือ ข้อความที่ปรากฏบนแผ่นป้ายไวนิลทั้งสองป้ายมีลักษณะเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นหรือการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานโดยสุจริต หรือเป็นการใส่ความและดูหมิ่นเจ้าพนักงานจนเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ประเด็นข้อพิพาทประการที่สอง คือ การกระทำของจำเลยเข้าลักษณะข้อยกเว้นความรับผิดตามกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต การติชมด้วยความเป็นธรรม หรือการป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมหรือไม่ ตามที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ ประเด็นข้อพิพาทประการที่สาม คือ เมื่อจำเลยถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาแล้ว จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายหรือไม่ และหากต้องรับผิด ควรกำหนดจำนวนค่าเสียหายเพียงใดจึงเหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี ประเด็นข้อพิพาทประการสุดท้าย คือ แม้จำเลยจะกระทำความผิดตามฟ้องแล้ว ศาลควรกำหนดโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ หรือมีเหตุสมควรให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงมีคำพิพากษายกฟ้องทั้งในส่วนคดีอาญาและผลแห่งคดีที่เกี่ยวเนื่องกัน อย่างไรก็ตาม โจทก์และโจทก์ร่วมไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาดังกล่าว จึงใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เพื่อขอให้พิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใหม่ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณาแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานสามารถรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้ติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลทั้งสองป้าย และข้อความในป้ายมีลักษณะเป็นการกล่าวหาผู้เสียหายในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ว่าเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นข้อความที่ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่เนื่องจากเป็นการกระทำเดียวที่เข้าบทกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือ ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กำหนดโทษจำคุกและปรับ พร้อมลดโทษให้แก่จำเลย และรอการลงโทษจำคุกไว้เป็นเวลา 2 ปี นอกจากนี้ยังกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย วิเคราะห์ข้อกฎหมายเบื้องต้น หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานกับการใส่ความที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคล แม้ประชาชนจะมีสิทธิตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต ไม่ใช่การกล่าวหาว่าบุคคลใดช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมายหรือกระทำการโดยมิชอบ หากไม่สามารถพิสูจน์ข้อกล่าวหานั้นได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า การเผยแพร่ข้อความในที่สาธารณะผ่านสื่อที่ประชาชนจำนวนมากสามารถเข้าถึงได้ ย่อมมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ถูกกล่าวหาอย่างกว้างขวาง และหากข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง ย่อมอาจก่อให้เกิดทั้งความรับผิดทางอาญาและความรับผิดทางแพ่งควบคู่กันได้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากสถานะของผู้เสียหายในขณะเกิดเหตุ โดยรับฟังเป็นยุติว่าผู้เสียหายดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายและมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อพิจารณาข้อความที่จำเลยนำไปติดตั้งบนป้ายไวนิลแล้ว ข้อความดังกล่าวมีเนื้อหาในทำนองเชิญชวนให้ประชาชนร่วมกันต่อต้านผู้เสียหาย พร้อมกล่าวหาว่าผู้เสียหายจะดำเนินการเปลี่ยนป่าสงวนแห่งชาติให้เป็นที่ราชพัสดุ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกพื้นที่ป่า ศาลฎีกาเห็นว่าข้อความดังกล่าวมีความหมายในลักษณะกล่าวหาว่าผู้เสียหายซึ่งมีหน้าที่ดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติ กลับปฏิบัติหน้าที่โดยเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย อันเป็นการสื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้เสียหายละเลยหน้าที่หรือใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ส่งผลให้ผู้เสียหายถูกเหยียดหยาม ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง และได้รับความเสียหายต่อเกียรติคุณและศักดิ์ศรีในฐานะเจ้าพนักงาน ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 และเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าจำเลยมีความผิดในส่วนนี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทนั้น ศาลฎีกาพิจารณาเนื้อหาของข้อความที่ปรากฏบนป้ายไวนิลเป็นสำคัญ โดยเห็นว่าข้อความดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความเห็นเชิงนโยบายหรือการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น แต่เป็นการกล่าวหาว่าผู้เสียหายดำเนินการเพื่อช่วยเหลือนายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และช่วยให้บุคคลเหล่านั้นสามารถถือครองพื้นที่ป่าต่อไปได้โดยไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ศาลฎีกาเห็นว่าการกล่าวหาในลักษณะดังกล่าวย่อมทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าผู้เสียหายช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของผู้เสียหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานระดับสูงของจังหวัด ข้อเท็จจริงในคดียังรับฟังได้ว่าผู้เสียหายเพียงดำเนินการตามแนวนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ มิได้มีพฤติการณ์ช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมายตามที่จำเลยกล่าวหา ดังนั้นข้อความที่จำเลยเผยแพร่จึงเป็นข้อความอันไม่เป็นความจริง เมื่อจำเลยนำข้อความดังกล่าวไปเผยแพร่ต่อสาธารณชนผ่านป้ายไวนิลขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่ริมถนนสายสำคัญซึ่งมีประชาชนสัญจรจำนวนมาก ย่อมเป็นการเผยแพร่ข้อความต่อบุคคลที่สามในวงกว้าง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใส่ความผู้เสียหายต่อบุคคลที่สาม โดยมีเจตนาให้ผู้เสียหายถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เหตุที่ศาลฎีกาไม่รับฟังข้ออ้างเรื่องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ประเด็นสำคัญที่สุดประการหนึ่งของคดีนี้คือ จำเลยยกข้อต่อสู้ว่าการกระทำของตนได้รับความคุ้มครองตามข้อยกเว้นของกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและการติชมด้วยความเป็นธรรม รวมทั้งเป็นการป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม จึงไม่ควรต้องรับผิดทางอาญา ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับข้อต่อสู้ดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการที่จำเลยจัดทำป้ายไวนิลขนาดใหญ่พร้อมภาพของผู้เสียหายและข้อความกล่าวหาในลักษณะร้ายแรง แล้วนำไปติดตั้งริมถนนสาธารณะซึ่งมีประชาชนใช้สัญจรจำนวนมาก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจำเลยมีเจตนาให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้ข้อความดังกล่าวในวงกว้าง นอกจากนี้ ข้อความที่ปรากฏบนป้ายยังมีลักษณะชี้นำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้เสียหายกระทำผิดหน้าที่และช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง พฤติการณ์เช่นนี้จึงไม่อาจถือเป็นการติชมด้วยความเป็นธรรมตามวิสัยของประชาชนทั่วไป และไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า หากจำเลยเห็นว่าการดำเนินการของผู้เสียหายไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยย่อมสามารถใช้สิทธิร้องเรียนหรือดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ การเลือกใช้วิธีติดตั้งป้ายขนาดใหญ่เผยแพร่ข้อกล่าวหาอันไม่เป็นความจริงต่อสาธารณชน จึงไม่อาจถือเป็นการป้องกันสิทธิของตนตามคลองธรรมได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 และยังคงต้องรับผิดทางอาญาตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 หลักกฎหมายสำคัญที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยของศาลฎีกา คำพิพากษานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า แม้ประชาชนจะมีสิทธิตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานได้ แต่สิทธิดังกล่าวมิใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยปราศจากขอบเขต การกล่าวหาว่าเจ้าพนักงานช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ย่อมต้องมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างเพียงพอ หากเป็นเพียงการกล่าวหาโดยไม่มีมูลความจริง และมีการเผยแพร่ต่อบุคคลจำนวนมากจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือความน่าเชื่อถือของผู้ถูกกล่าวหา การกระทำนั้นย่อมเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ แม้ผู้กระทำจะอ้างว่ามีเจตนาเพื่อปกป้องประโยชน์สาธารณะก็ตาม นอกจากนี้ คำพิพากษายังแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับวิธีการเผยแพร่ข้อความด้วย เพราะการติดตั้งป้ายขนาดใหญ่ในที่สาธารณะซึ่งประชาชนพบเห็นได้จำนวนมาก เป็นพฤติการณ์ที่สะท้อนเจตนาในการเผยแพร่ข้อความอย่างกว้างขวาง และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การกระทำเข้าลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรี ความน่าเชื่อถือ และความสง่างามของอำนาจรัฐในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ กฎหมายมิได้มุ่งคุ้มครองตัวบุคคลในฐานะเอกชนเท่านั้น แต่คุ้มครองสถานะของผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐด้วย เนื่องจากหากปล่อยให้มีการดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าพนักงานโดยปราศจากขอบเขต อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบริหารราชการแผ่นดินโดยรวม คดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาว่าในขณะเกิดเหตุ ผู้เสียหายดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติโดยตรง เมื่อจำเลยติดตั้งป้ายไวนิลที่มีข้อความสื่อความหมายว่าผู้เสียหายเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ย่อมเป็นการทำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ละเลยต่อกฎหมาย หรือช่วยเหลือผู้กระทำผิด อันเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้เสียหายในสายตาของสังคม สาระสำคัญของคำวินิจฉัยจึงอยู่ที่ผลของข้อความที่เผยแพร่ มิใช่เพียงถ้อยคำที่ใช้เท่านั้น หากข้อความดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือเกลียดชังเจ้าพนักงาน ก็อาจเป็นความผิดตามมาตรา 136 ได้ แม้จะมิได้ใช้คำหยาบคายโดยตรงก็ตาม เพราะกฎหมายมุ่งพิจารณาผลกระทบต่อเกียรติและความน่าเชื่อถือของเจ้าพนักงานเป็นสำคัญ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา หลักกฎหมายเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองชื่อเสียง เกียรติคุณ และความน่าเชื่อถือของบุคคลในสังคม โดยถือว่าชื่อเสียงเป็นสิทธิประการหนึ่งที่กฎหมายให้ความคุ้มครอง การใส่ความบุคคลต่อบุคคลที่สามในลักษณะที่อาจทำให้ผู้นั้นถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง ย่อมก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาได้ สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่าข้อความบนป้ายไวนิลมิใช่เพียงการแสดงความคิดเห็นทางนโยบาย แต่เป็นการกล่าวหาผู้เสียหายว่าใช้ตำแหน่งหน้าที่ช่วยเหลือนายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และช่วยให้ผู้กระทำผิดกฎหมายสามารถถือครองพื้นที่ป่าต่อไปได้โดยไม่ต้องรับผิด ข้อความเช่นนี้เป็นข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความสุจริตและการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง จึงมีลักษณะเป็นการใส่ความ ยิ่งไปกว่านั้น การที่จำเลยเลือกใช้ป้ายไวนิลขนาดใหญ่ติดตั้งริมถนนสาธารณะซึ่งมีประชาชนสัญจรเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นว่าการเผยแพร่ข้อความดังกล่าวมิได้จำกัดอยู่ในวงแคบ แต่มีเป้าหมายให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้โดยทั่วกัน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเป็นการโฆษณาตามกฎหมายอาญา ซึ่งทำให้ความผิดมีความร้ายแรงมากขึ้นกว่าการหมิ่นประมาททั่วไป แนวคิดสำคัญที่ปรากฏจากคดีนี้คือ ยิ่งการเผยแพร่ข้อความสามารถเข้าถึงบุคคลจำนวนมากได้มากเท่าใด ความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น และเหตุนี้เองกฎหมายจึงกำหนดโทษที่หนักขึ้นสำหรับการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา วิเคราะห์ข้อยกเว้นความรับผิดตามมาตรา 329 และเหตุที่จำเลยไม่ได้รับความคุ้มครอง มาตรา 329 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองชื่อเสียงของบุคคลกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เนื่องจากในสังคมประชาธิปไตย ประชาชนย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์ ตรวจสอบ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของบุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ ได้ หากกระทำโดยสุจริตและอยู่ภายในขอบเขตที่กฎหมายยอมรับ อย่างไรก็ตาม ข้อยกเว้นดังกล่าวมิได้หมายความว่าประชาชนสามารถกล่าวหาผู้อื่นได้โดยไม่มีข้อจำกัด ผู้ที่อ้างความคุ้มครองตามมาตรา 329 จะต้องแสดงให้เห็นว่าการแสดงความคิดเห็นนั้นเกิดจากความสุจริต มีมูลเหตุอันสมควร และมิได้มุ่งทำลายชื่อเสียงของบุคคลอื่นโดยปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ ศาลฎีกาพิจารณาว่าพฤติการณ์ของจำเลยในคดีนี้ไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าว เพราะข้อความบนป้ายไวนิลมิใช่เพียงการตั้งข้อสังเกตหรือแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบาย แต่เป็นการชี้นำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้เสียหายกระทำผิดหน้าที่และช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่าหากจำเลยเชื่อว่าผู้เสียหายกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยสามารถใช้กลไกตามกฎหมาย เช่น การร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมได้ การเลือกใช้วิธีติดตั้งป้ายขนาดใหญ่เพื่อเผยแพร่ข้อกล่าวหาต่อสาธารณชนจึงไม่ใช่วิธีการใช้สิทธิโดยสุจริตตามที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง หลักกฎหมายสำคัญที่ได้รับจากคดีนี้ คดีนี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญว่าการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐสามารถกระทำได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต การกล่าวหาเจ้าพนักงานว่าช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นข้อกล่าวหาที่กระทบต่อความน่าเชื่อถืออย่างร้ายแรง ผู้กล่าวหาจึงต้องมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างเพียงพอ อีกหลักการหนึ่งคือ การพิจารณาว่าข้อความใดเป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท ศาลจะพิจารณาความหมายที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าใจได้จากข้อความนั้น มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำตามตัวอักษรเท่านั้น หากข้อความโดยภาพรวมทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าผู้เสียหายประพฤติมิชอบหรือกระทำผิดกฎหมาย ก็อาจเป็นความผิดได้ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักการว่าการเผยแพร่ข้อความผ่านช่องทางที่ประชาชนจำนวนมากเข้าถึงได้ เช่น ป้ายขนาดใหญ่ริมถนนสาธารณะ ย่อมเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการโฆษณาตามกฎหมายหรือไม่ และเป็นเหตุให้ความผิดมีความร้ายแรงมากขึ้น ท้ายที่สุด คำพิพากษานี้ยืนยันหลักการสำคัญว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมิใช่สิทธิที่ไร้ขอบเขต แม้การวิจารณ์เจ้าพนักงานจะสามารถกระทำได้ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความจริง ความสุจริต และความเป็นธรรม มิฉะนั้นย่อมไม่อาจได้รับความคุ้มครองจากข้อยกเว้นตามกฎหมายอาญา สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่ายังไม่อาจรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้อง จึงพิพากษายกฟ้องในคดีอาญา และไม่รับฟังข้อเรียกร้องที่เกี่ยวเนื่องกับความรับผิดของจำเลยตามที่โจทก์และผู้เสียหายกล่าวอ้าง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยถือว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดคือความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กำหนดโทษจำคุก 9 เดือน และปรับ 90,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท พร้อมรอการลงโทษจำคุกไว้ 2 ปี อีกทั้งกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และยกคำขอบวกโทษ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อความในป้ายไวนิลของจำเลยเป็นการกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์เอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นข้อความที่ไม่เป็นความจริงและทำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นเรื่องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตตามกฎหมายอาญา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ทั้งในส่วนความผิดทางอาญา การกำหนดค่าเสียหายจำนวน 500,000 บาท และการรอการลงโทษจำคุก จึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อเจ้าพนักงานและบุคคลสาธารณะ โดยศาลฎีกายืนยันหลักการว่าประชาชนย่อมมีสิทธิตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐได้ แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสุจริต ความถูกต้องของข้อเท็จจริง และความเป็นธรรมต่อบุคคลที่ถูกกล่าวหา สาระสำคัญของคดีไม่ได้อยู่ที่การคัดค้านนโยบายของรัฐหรือการแสดงความเห็นทางสาธารณะเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่การนำเสนอข้อกล่าวหาในลักษณะที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าผู้เสียหายกระทำผิดหน้าที่หรือช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับเพียงพอ การกระทำเช่นนี้ย่อมก้าวล่วงจากขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตไปสู่การใส่ความซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของบุคคล คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับวิธีการเผยแพร่ข้อความเป็นอย่างมาก เพราะการติดตั้งป้ายไวนิลขนาดใหญ่ในพื้นที่สาธารณะที่มีประชาชนสัญจรจำนวนมาก ย่อมทำให้ข้อมูลถูกเผยแพร่ในวงกว้างและก่อให้เกิดผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้ถูกกล่าวหาอย่างรุนแรงกว่าการสื่อสารในวงจำกัด จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้การกระทำเข้าลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ในอีกมิติหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำหลักการว่าหากประชาชนเห็นว่าการดำเนินการของเจ้าพนักงานอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย กฎหมายได้จัดให้มีกลไกตรวจสอบและช่องทางร้องเรียนหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการร้องเรียนต่อหน่วยงานที่มีอำนาจ การใช้สิทธิทางปกครอง หรือการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม การใช้วิธีเผยแพร่ข้อกล่าวหาอันไม่เป็นความจริงต่อสาธารณชนจึงไม่อาจถือเป็นการใช้สิทธิโดยชอบหรือเป็นการป้องกันประโยชน์ของตนตามคลองธรรมได้ นอกจากนี้ คำพิพากษายังสะท้อนหลักความรับผิดทางแพ่งควบคู่กับความรับผิดทางอาญา กล่าวคือ เมื่อการกระทำอันเป็นความผิดทางอาญาก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง เกียรติคุณ หรือความน่าเชื่อถือของผู้เสียหาย ผู้กระทำย่อมมีหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามหลักละเมิดด้วย โดยศาลจะพิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำ สถานะของผู้เสียหาย และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงเป็นสำคัญ โดยสรุป หลักกฎหมายที่สำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้รับความคุ้มครองตราบเท่าที่อยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและข้อเท็จจริง แต่เมื่อการแสดงความคิดเห็นแปรเปลี่ยนเป็นการกล่าวหาบุคคลอื่นในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง จนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือ การกระทำนั้นย่อมก่อให้เกิดความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง และไม่อาจอาศัยข้อยกเว้นเรื่องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตมาเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดได้ บทสรุปของคดี คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการวางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดจากการเผยแพร่ข้อความโจมตีเจ้าพนักงานต่อสาธารณชน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่าการติดตั้งป้ายไวนิลขนาดใหญ่พร้อมข้อความกล่าวหาเจ้าพนักงานว่าเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง ย่อมเป็นทั้งการดูหมิ่นเจ้าพนักงานและการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แม้ผู้กระทำจะอ้างว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อคัดค้านการดำเนินงานของภาครัฐ แต่หากพฤติการณ์โดยรวมแสดงให้เห็นถึงเจตนาในการเผยแพร่ข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นความจริงต่อประชาชนจำนวนมาก ย่อมไม่อาจได้รับความคุ้มครองตามข้อยกเว้นของกฎหมายอาญาได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการคุ้มครองชื่อเสียงและเกียรติคุณของบุคคล โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ อธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 มาตรา 136 บัญญัติว่า ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนด วัตถุประสงค์สำคัญของบทบัญญัตินี้คือการคุ้มครองศักดิ์ศรี ความน่าเชื่อถือ และความสง่างามของอำนาจรัฐผ่านตัวเจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ เนื่องจากหากปล่อยให้มีการดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือทำลายความน่าเชื่อถือของเจ้าพนักงานโดยไม่มีขอบเขต อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรของรัฐได้ องค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรานี้ ได้แก่ ผู้ถูกกระทำต้องเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และการดูหมิ่นต้องเกิดขึ้นขณะปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นผลสืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ คำว่า “ดูหมิ่น” มิได้จำกัดเฉพาะการด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคายเท่านั้น แต่รวมถึงการกระทำหรือข้อความใด ๆ ที่ทำให้บุคคลนั้นถูกเหยียดหยาม ถูกลดคุณค่า ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอายในสายตาของสังคม ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าผู้เสียหายดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานและมีหน้าที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติ การที่จำเลยเผยแพร่ข้อความในลักษณะกล่าวหาว่าผู้เสียหายเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่า ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จึงเป็นการทำให้ผู้เสียหายถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม และเสื่อมเสียเกียรติในฐานะเจ้าพนักงาน อันเป็นความผิดตามมาตรา 136 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 มาตรา 328 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดใช้วิธีการเผยแพร่ข้อความไปยังบุคคลจำนวนมาก เช่น เอกสาร สิ่งพิมพ์ ภาพวาด ภาพเขียน ภาพยนตร์ เครื่องกระจายเสียง หรือวิธีการอื่นใดในลักษณะที่เป็นการเผยแพร่สู่สาธารณะ กฎหมายกำหนดโทษหนักกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไป เนื่องจากความเสียหายต่อชื่อเสียงของผู้ถูกกล่าวหามีขอบเขตกว้างและรุนแรงกว่า สาระสำคัญของความผิดฐานหมิ่นประมาทอยู่ที่การใส่ความบุคคลต่อบุคคลที่สามในลักษณะที่อาจทำให้บุคคลนั้นถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่จำเป็นว่าข้อความนั้นจะทำให้ทุกคนเชื่อจริง เพียงแต่มีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงก็เพียงพอแล้ว ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าข้อความบนป้ายไวนิลของจำเลยมีเนื้อหากล่าวหาว่าผู้เสียหายช่วยเหลือนายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ และช่วยให้ผู้กระทำผิดกฎหมายสามารถถือครองพื้นที่ป่าต่อไปได้โดยไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการกล่าวหาเกี่ยวกับความสุจริตและความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เสียหายโดยตรง อีกทั้งป้ายดังกล่าวถูกติดตั้งริมถนนสาธารณะที่มีผู้คนสัญจรจำนวนมาก จึงเป็นการเผยแพร่ข้อความต่อสาธารณชนในวงกว้าง อันเป็นลักษณะของการโฆษณาตามมาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) มาตรา 329 (1) เป็นข้อยกเว้นความรับผิดสำหรับผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต เพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม หลักการของกฎหมายมาตรานี้ตั้งอยู่บนแนวคิดว่าบุคคลย่อมมีสิทธิใช้ถ้อยคำหรือแสดงความคิดเห็นเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของตนได้ โดยไม่ควรถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาททุกกรณี อย่างไรก็ตาม การได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329 (1) จะต้องปรากฏว่าผู้กระทำมีความสุจริตจริง มีเหตุผลอันสมควรในการเชื่อว่าข้อความที่กล่าวเป็นความจริง และการแสดงความคิดเห็นนั้นมีความจำเป็นต่อการคุ้มครองสิทธิหรือประโยชน์ของตน ไม่ใช่เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อทำลายชื่อเสียงของผู้อื่น ในคดีนี้ จำเลยอ้างว่าการกระทำของตนเป็นการปกป้องประโยชน์สาธารณะและป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการนำป้ายไวนิลขนาดใหญ่ไปติดตั้งในที่สาธารณะพร้อมข้อความกล่าวหาว่าผู้เสียหายช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งที่ข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริง มิใช่การใช้สิทธิโดยสุจริต อีกทั้งหากจำเลยเห็นว่าการดำเนินการของผู้เสียหายไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยสามารถใช้ช่องทางตามกระบวนการยุติธรรมได้ จึงไม่เข้าเงื่อนไขของมาตรา 329 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (2) มาตรา 329 (2) เป็นข้อยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นหรือการติชมด้วยความเป็นธรรมในเรื่องที่เป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หลักการสำคัญของบทบัญญัตินี้คือการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบการใช้อำนาจของบุคคลที่มีบทบาทต่อสังคม โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะ อย่างไรก็ดี การติชมที่จะได้รับความคุ้มครองต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต ความเป็นธรรม และข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ การวิจารณ์ต้องมุ่งเน้นที่การแสดงความเห็น มิใช่การสร้างข้อกล่าวหาใหม่ที่ไม่เป็นความจริง หากข้อความมีลักษณะเป็นการใส่ความหรือบิดเบือนข้อเท็จจริงจนทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยมิใช่การติชมด้วยความเป็นธรรมตามวิสัยของประชาชนทั่วไป เพราะข้อความในป้ายมิได้เป็นเพียงการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการจัดการที่ดินหรือการบริหารราชการแผ่นดิน แต่เป็นการกล่าวหาว่าผู้เสียหายช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมายและเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนกับนักการเมือง ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่กระทบต่อความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่โดยตรง และข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่อาจอาศัยข้อยกเว้นตามมาตรา 329 เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ จากคำพิพากษานี้จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่า แม้กฎหมายจะรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่เสรีภาพดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของความสุจริต ความเป็นธรรม และความจริง เมื่อการแสดงความคิดเห็นก้าวล่วงไปสู่การกล่าวหาบุคคลอื่นในเรื่องที่ไม่เป็นความจริง จนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของบุคคลนั้น การกระทำย่อมไม่อยู่ในความคุ้มครองของข้อยกเว้นตามมาตรา 329 และผู้กระทำต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่งตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การติดตั้งป้ายไวนิลที่มีข้อความกล่าวหาเจ้าพนักงานในที่สาธารณะถือเป็นความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่าการติดตั้งป้ายไวนิลในที่สาธารณะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากเนื้อหาของข้อความ วิธีการเผยแพร่ และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชื่อเสียงของผู้ถูกกล่าวหาเป็นสำคัญ หากข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่สาม โดยอาจทำให้บุคคลนั้นถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง และมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนในวงกว้าง เช่น การติดตั้งป้ายขนาดใหญ่ริมถนนที่มีประชาชนสัญจรจำนวนมาก การกระทำนั้นย่อมเข้าลักษณะของการโฆษณาตามกฎหมายอาญาได้ ในคดีนี้ศาลเห็นว่าจำเลยนำป้ายไวนิลขนาดใหญ่ไปติดตั้งริมถนนสาธารณะ พร้อมข้อความกล่าวหาว่าผู้เสียหายช่วยเหลือนายทุนและนักการเมืองที่บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ทั้งที่ไม่เป็นความจริง จึงเป็นการใส่ความต่อสาธารณชนและเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เนื่องจากการเผยแพร่ข้อความในลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบต่อชื่อเสียงของผู้เสียหายในวงกว้างและอาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เสียหายได้ 2. คำถาม การวิจารณ์หรือคัดค้านการทำงานของเจ้าพนักงานสามารถทำได้เพียงใดโดยไม่เป็นความผิดทางอาญา คำตอบ หลักกฎหมายไทยรับรองสิทธิของประชาชนในการตรวจสอบ วิพากษ์วิจารณ์ และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานได้ เนื่องจากการใช้อำนาจรัฐเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสาธารณชนและควรได้รับการตรวจสอบจากประชาชน อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอยู่บนพื้นฐานของความสุจริต ความเป็นธรรม และข้อเท็จจริงที่สามารถตรวจสอบได้ หากเป็นการแสดงความคิดเห็นเชิงนโยบาย การตั้งข้อสังเกต หรือการเสนอข้อคิดเห็นโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แต่หากมีการกล่าวหาว่าเจ้าพนักงานกระทำผิดกฎหมาย ทุจริต หรือช่วยเหลือผู้กระทำผิดโดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับเพียงพอ และมีการเผยแพร่ต่อบุคคลอื่นจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคลนั้น การกระทำดังกล่าวอาจเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานหรือหมิ่นประมาทได้ คดีนี้แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับความจริงและความสุจริตของผู้แสดงความคิดเห็นเป็นอย่างมาก มิใช่เพียงอ้างว่ากระทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะแล้วจะพ้นจากความรับผิดเสมอไป 3. คำถาม เหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามข้อยกเว้นเรื่องการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต คำตอบ แม้กฎหมายอาญาจะมีบทบัญญัติให้ความคุ้มครองแก่ผู้ที่แสดงความคิดเห็นหรือติชมด้วยความเป็นธรรมในบางกรณี แต่การจะได้รับความคุ้มครองดังกล่าว ผู้กระทำต้องแสดงให้เห็นว่าการกระทำนั้นเกิดจากความสุจริต มีมูลเหตุอันสมควร และไม่ได้มีเจตนาทำลายชื่อเสียงของผู้อื่นโดยปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ ในคดีนี้ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมแล้วเห็นว่าจำเลยมิได้เพียงแสดงความคิดเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐ แต่ได้จัดทำป้ายไวนิลขนาดใหญ่พร้อมภาพของผู้เสียหายและข้อความที่กล่าวหาว่าช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย ทั้งยังนำไปติดตั้งในพื้นที่สาธารณะที่มีประชาชนพบเห็นจำนวนมาก ข้อความดังกล่าวมีลักษณะชี้นำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและเอื้อประโยชน์แก่ผู้บุกรุกป่า ซึ่งไม่เป็นความจริง ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่การติชมด้วยความเป็นธรรม และไม่ใช่การใช้สิทธิโดยสุจริตตามที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง 4. คำถาม ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานแตกต่างจากความผิดฐานหมิ่นประมาทอย่างไร คำตอบ ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและความผิดฐานหมิ่นประมาทมีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองประโยชน์ทางกฎหมายที่แตกต่างกัน แม้ในบางกรณีการกระทำเดียวอาจเข้าข่ายความผิดทั้งสองฐานได้ก็ตาม ความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานมุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือของเจ้าพนักงานในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่หรือเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทมุ่งคุ้มครองชื่อเสียง เกียรติคุณ และความน่าเชื่อถือของบุคคลไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานหรือบุคคลทั่วไป ในคดีนี้ศาลเห็นว่าข้อความบนป้ายไวนิลทำให้ประชาชนเข้าใจว่าผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติหน้าที่โดยเอื้อประโยชน์แก่ผู้กระทำผิดกฎหมาย จึงเป็นการลดทอนความน่าเชื่อถือของผู้เสียหายในฐานะเจ้าพนักงานและเข้าข่ายดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ขณะเดียวกันข้อความดังกล่าวยังทำให้ผู้เสียหายเสื่อมเสียชื่อเสียงและถูกเกลียดชังในสายตาของประชาชน จึงเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วย ศาลจึงวินิจฉัยว่าการกระทำเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท 5. คำถาม การที่ผู้เสียหายเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมีผลต่อการพิจารณาคดีอย่างไร คำตอบ การที่ผู้เสียหายดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยคดีในหลายประการ เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นเจ้าพนักงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการบริหารราชการแผ่นดินและกำกับดูแลกิจการของรัฐในระดับจังหวัด เมื่อมีการกล่าวหาว่าผู้ว่าราชการจังหวัดใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุน หรือตั้งใจช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมาย ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือในการปฏิบัติราชการและความไว้วางใจของประชาชนต่อหน่วยงานของรัฐ ศาลจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวมีมูลความจริงหรือไม่ ในคดีนี้ศาลรับฟังว่าผู้เสียหายปฏิบัติหน้าที่ตามแนวนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มิได้มีพฤติการณ์ช่วยเหลือผู้บุกรุกป่าตามที่จำเลยกล่าวหา การเผยแพร่ข้อความดังกล่าวจึงก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของผู้เสียหายในฐานะเจ้าพนักงานโดยตรง และเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามกฎหมาย 6. คำถาม เหตุใดศาลจึงกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 500000 บาท คำตอบ การกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีละเมิดที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทมิได้มีหลักเกณฑ์ตายตัวว่าจะต้องคำนวณจากจำนวนเงินใดโดยเฉพาะ แต่ศาลมีอำนาจพิจารณาตามความเหมาะสมแห่งพฤติการณ์และความร้ายแรงของการละเมิด โดยคำนึงถึงลักษณะการกระทำ ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหาย ตลอดจนชื่อเสียง เกียรติคุณ และสถานะทางสังคมของผู้เสียหายประกอบกัน ในคดีนี้ศาลเห็นว่าจำเลยได้เผยแพร่ข้อความอันไม่เป็นความจริงผ่านป้ายไวนิลขนาดใหญ่ในที่สาธารณะซึ่งมีประชาชนพบเห็นเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เสียหายซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถืออย่างชัดเจน แม้ผู้เสียหายจะเรียกค่าเสียหายเป็นจำนวน 10000000 บาท แต่ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าจำนวน 500000 บาทเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับความร้ายแรงของการกระทำและผลเสียหายที่เกิดขึ้นจริง จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดชดใช้ตามจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย 7. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่แก้ไขคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในเรื่องโทษจำคุก คำตอบ แม้ศาลฎีกาจะมีอำนาจตรวจสอบและแก้ไขคำพิพากษาของศาลล่างได้ แต่การแก้ไขคำพิพากษาจะต้องปรากฏว่าคำวินิจฉัยเดิมคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 6 ได้วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไว้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในประเด็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา นอกจากนี้ศาลยังพิจารณาถึงประวัติของจำเลยและพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน พบว่าไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน อีกทั้งลักษณะคดียังไม่ถึงขั้นร้ายแรงอย่างยิ่งจนสมควรส่งตัวจำเลยเข้าสู่เรือนจำทันที ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการรอการลงโทษจำคุกตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดไว้นั้นเป็นมาตรการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วนในการลงโทษ จึงไม่มีเหตุให้แก้ไขหรือเพิกถอนการรอการลงโทษดังกล่าว 8. คำถาม บทเรียนทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดจากคดีนี้คืออะไร คำตอบ บทเรียนสำคัญที่สุดจากคดีนี้คือการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและความรับผิดชอบต่อข้อเท็จจริง แม้ประชาชนจะมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของภาครัฐ ตรวจสอบการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ หรือแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะได้ แต่สิทธิดังกล่าวมิได้เปิดโอกาสให้บุคคลใดกล่าวหาผู้อื่นในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงหรือเผยแพร่ข้อมูลที่อาจทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยปราศจากหลักฐานรองรับ คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าศาลให้ความสำคัญกับความสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นกับการคุ้มครองชื่อเสียงและเกียรติคุณของบุคคล เมื่อการแสดงความคิดเห็นก้าวล่วงจากการวิจารณ์โดยสุจริตไปสู่การใส่ความหรือชี้นำให้สังคมเข้าใจว่าบุคคลหนึ่งกระทำผิดกฎหมายทั้งที่ไม่เป็นความจริง ผู้กระทำย่อมอาจต้องรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง ดังนั้นการใช้สิทธิในการสื่อสารต่อสาธารณชนจึงต้องกระทำด้วยความระมัดระวังและตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้เสมอ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 321/2568 การที่จำเลยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ มีภาพโจทก์ร่วม ส. และ บ. พร้อมมีข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ร่วม โดยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลทั้งสองแผ่นริมถนนสาธารณะสายพิษณุโลก - หล่มสัก ซึ่งมีผู้ใช้เส้นทางสัญจรจำนวนมาก ส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้บุคคลทั่วไปที่สัญจรไปมาได้พบเห็นข้อความประกอบภาพโจทก์ร่วม และชี้นำให้เห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดหน้าที่ และยังช่วยเหลือผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง พฤติการณ์ดังกล่าว ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ทั้งไม่ใช่การป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เพราะหากจำเลยเห็นว่าการกระทำของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยสามารถใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับผิด ตาม ป.อ. มาตรา 329 (1) (3) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 136, 326, 328 บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 64/2563 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ระหว่างพิจารณา นายกฤษณ์ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุเสียชื่อเสียงเป็นเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่กระทำความผิดจนถึงวันฟ้อง และนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระตามคำพิพากษาให้แก่ผู้ร้อง และยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยมิได้กระทำความผิด ผู้เสียหายไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 328 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุก 9 เดือน และปรับ 90,000 บาท ทางพิจารณาของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำเลยฟังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้ยกคำขอบวกโทษ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 16 พฤษภาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ตามที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ร่วมและจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นนี้ว่า โจทก์ร่วมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เมื่อระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 จำเลยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ 2 ป้าย ริมถนนสายพิษณุโลก - หล่มสัก ป้ายที่หนึ่งขนาดความกว้าง 2 เมตร ยาว 10 เมตร มีภาพโจทก์ร่วม นายสันติ และนายสืบศักดิ์ และมีข้อความตัวอักษรภาษาไทยว่า "ร่วมกันต้านผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ ขอให้ ครม. เพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ให้เป็นที่ราชพัสดุเพื่อนายทุนร่วมรัฐมนตรี โดยใช้เขาค้อเป็นโมเดล ช่วยให้นักการเมืองที่บุกรุกยึดครองที่ดินป่าสงวนทั้งประเทศถือครองป่าได้ ไม่ผิดกฎหมาย เชิญชวนพี่น้องชาวไทยปกป้องผืนป่า ที่ดินป่าสงวนเป็นของประชาชนทั้งประเทศ" ป้ายที่สองขนาดความกว้าง 1.2 เมตร ยาว 6 เมตร มีภาพโจทก์ร่วม นายสันติ และนายสืบศักดิ์ และมีข้อความตัวอักษรภาษาไทยว่า "ร่วมกันต้านผู้ว่าฯ เพชรบูรณ์ ที่ขอให้ ครม.เปลี่ยนป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ราชพัสดุเพื่อให้นายทุนและนักการเมืองใช้เขาค้อเป็นโมเดลช่วยนักการเมืองที่บุกรุกป่า ถือครองที่ป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เชิญชวนพี่น้องชาวไทยปกป้องผืนป่า ที่ดินป่าสงวนเป็นของประชาชนทั่วประเทศ" มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ สำหรับความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 นั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ร่วมดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นเจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อข้อความในแผ่นป้ายไวนิลระบุว่า...ให้ร่วมกันต้านโจทก์ร่วม ที่จะขอให้ ครม.เปลี่ยนป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อให้นายทุนและนักการเมืองใช้เขาค้อเป็นโมเดลช่วยนักการเมืองที่บุกรุกป่า ถือครองที่ป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย... อันเป็นการสื่อให้เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาป่าสงวนแห่งชาติ โดยเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนและนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมายบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติให้ถือครองป่าได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เช่นนี้ ย่อมทำให้โจทก์ร่วมถูกดูหมิ่น เหยียดหยาม เป็นที่เกลียดชังของประชาชน และทำให้โจทก์ร่วมได้รับความอับอายเสียหาย การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 ส่วนความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 นั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาข้อความในแผ่นป้ายไวนิลเป็นการกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมจะดำเนินการขอให้คณะรัฐมนตรีเปลี่ยนป่าสงวนแห่งชาติเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อช่วยเหลือนายทุนและนักการเมืองที่กระทำผิดกฎหมายบุกรุกที่ป่าสงวนแห่งชาติให้ถือครองป่าต่อไปโดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งเท่ากับกล่าวหาว่าโจทก์ร่วมช่วยเหลือผู้กระทำผิดกฎหมายให้ไม่ต้องรับผิดและยังสามารถถือครองที่ป่าต่อไปโดยไม่ผิดกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง เนื่องจากโจทก์ร่วมเป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลรักษาป่า และโจทก์ร่วมเพียงแต่ดำเนินการไปตามนโยบายของรัฐบาลในขณะนั้น อันเป็นแนวทางการแก้ปัญหาการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติแนวทางหนึ่งเท่านั้น การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการใส่ความโจทก์ร่วมต่อบุคคลที่สาม โดยจำเลยมีเจตนาที่จะทำให้โจทก์ร่วมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ส่วนที่จำเลยฎีกาต่อสู้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ เพื่อความชอบธรรมป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดนั้น เห็นว่า การที่จำเลยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลขนาดใหญ่ มีภาพโจทก์ร่วม นายสันติ และนายสืบศักดิ์ พร้อมมีข้อความที่หมิ่นประมาทโจทก์ร่วมดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว โดยติดตั้งแผ่นป้ายไวนิลทั้งสองแผ่นริมถนนสาธารณะสายพิษณุโลก – หล่มสัก ซึ่งมีผู้ใช้เส้นทางสัญจรจำนวนมาก ส่อแสดงให้เป็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้บุคคลทั่วไปที่สัญจรไปมาได้พบเห็นข้อความประกอบภาพโจทก์ร่วม และชี้นำให้เห็นว่าโจทก์ร่วมกระทำผิดหน้าที่ และยังช่วยเหลือผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย ซึ่งไม่เป็นความจริง พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยเช่นนี้ ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ทั้งไม่ใช่การป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม เพราะหากจำเลยเห็นว่าการกระทำของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยสามารถใช้สิทธิตามกระบวนการยุติธรรมได้ การกระทำของจำเลยจึงไม่เข้าข้อยกเว้นให้ไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136, 328 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมและจำเลยว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ เพียงใด และมีเหตุให้ลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่าจำเลยกระทำความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานและหมิ่นประมาทโจทก์ร่วมโดยการโฆษณา อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ร่วม ทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหาย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ร่วม ซึ่งการกำหนดค่าสินไหมทดแทนว่าจะพึงใช้เพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อคำนึงถึงชื่อเสียงและเกียรติคุณของโจทก์ร่วมประกอบกับพฤติการณ์อันเป็นต้นเหตุแห่งคดีแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมเป็นเงิน 500,000 บาท นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ทั้งพฤติการณ์แห่งคดีถือว่าไม่ร้ายแรงมากนัก กรณีมีเหตุอันควรปรานี กรณีจึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษจำคุกจำเลยโดยไม่รอการลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




