
| รื้อรั้วสาธารณูปโภคโครงการจัดสรรที่ดิน & ความรับผิดละเมิด(ฎีกา 907/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรื้อถอนรั้วกำแพงซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดิน การใช้อำนาจฟ้องของผู้จัดสรรในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภค การพิจารณาความรับผิดละเมิดของเจ้าของที่ดินที่รื้อรั้ว และการบังคับให้จำเลยก่อสร้างรั้วคืนสู่สภาพเดิมตามกฎหมาย รวมทั้งวินิจฉัยประเด็นค่าเสียหายซึ่งต้องพิสูจน์โดยตรงตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยก่อสร้างรั้วคืนสู่สภาพเดิม และไม่อาจเรียกค่าเสียหายตามฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตด้านหลังที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 และ 6171 ให้กลับสู่สภาพเดิม หากเพิกเฉยให้โจทก์ร้องขอให้บุคคลภายนอกทำแทน พร้อมทั้งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท และดอกเบี้ย รวมถึงให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ยืนยันให้จำเลยต้องก่อสร้างรั้วคืนดังที่ศาลอุทธรณ์กำหนด แต่ยกส่วนค่าเสียหาย 100,000 บาท เนื่องจากโจทก์พิสูจน์ความเสียหายโดยตรงไม่ได้ และยกคำขอที่ให้โจทก์เข้าซ่อมแทนโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย โดยให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ไม่แก้ไข สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นผู้จัดสรรที่ดินและเป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้านจัดสรร โดยรั้วกำแพงที่พิพาทตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 และ 6171 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการและใช้เป็นสาธารณูปโภคเพื่อกั้นแนวเขตหมู่บ้าน จำเลยซื้อที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จากนั้นได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 ซึ่งอยู่ด้านหลังติดกัน ต่อมาจำเลยได้รื้อรั้วกำแพงของโครงการออก และก่อสร้างกำแพงใหม่พร้อมประตูเพื่อเชื่อมผ่านเข้าไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 ก่อนที่โจทก์จะยื่นฟ้อง จำเลยได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 และ 6171 ให้แก่บุคคลภายนอก โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยก่อสร้างรั้วคืนสู่สภาพเดิม และเรียกค่าเสียหาย 310,000 บาท อ้างว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโครงการซึ่งต้องดูแลสาธารณูปโภคดังกล่าว ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยก่อสร้างคืน และชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท จำเลยฎีกาเฉพาะประเด็นอำนาจบังคับให้ก่อสร้างคืน และความรับผิดในค่าเสียหาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสถานะของ “รั้วกำแพงพิพาท” ว่าเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดิน ซึ่งผู้ซื้อที่ดินรายบุคคลไม่มีสิทธิดัดแปลงหรือรื้อถอน และเมื่อจำเลยรื้อรั้วดังกล่าว ศาลต้องวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นเป็นละเมิดต่อผู้จัดสรรหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าผู้จัดสรรมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยก่อสร้างคืนได้เพียงใด และต้องพิจารณาภาระการพิสูจน์ความเสียหายตามกฎหมายด้วย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ • ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 (สถานะสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรร) • พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 (หน้าที่ผู้จัดสรรในการดูแลสาธารณูปโภค) • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 (ทรัพย์ส่วนควบ – เพื่อแยกแยะว่าสาธารณูปโภคไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินของจำเลย) • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 (ละเมิด) • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 358 (คำพิพากษาที่ให้กระทำการและวิธีบังคับคดี) key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สาธารณูปโภคของโครงการจัดสรร หมายถึงทรัพย์ที่จัดทำเพื่อประโยชน์ร่วมของผู้พักอาศัยทั้งหมด ผู้ซื้อที่ดินรายบุคคลไม่มีสิทธิรื้อถอนหรือดัดแปลง แม้จะตั้งอยู่บนที่ดินของผู้ซื้อก็ตาม 2. ไม่ใช่ส่วนควบตามมาตรา 146 ศาลวินิจฉัยว่ารั้วกำแพงของโครงการไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน 6170 และ 6171 แม้จำเลยเป็นเจ้าของที่ดิน จึงไม่มีสิทธินำรั้วไปปรับเปลี่ยน 3. ละเมิดตามมาตรา 420 การรื้อรั้วซึ่งผู้จัดสรรมีหน้าที่บำรุงรักษาถือเป็นการทำให้ทรัพย์ของโครงการเสียหาย เป็นการละเมิดต่อผู้จัดสรรซึ่งต้องรับผิดชอบดูแลสาธารณูปโภคดังกล่าว 4. อำนาจฟ้องของผู้จัดสรร ผู้จัดสรรมีสิทธิดำเนินคดีแทนโครงการเพื่อคุ้มครองสาธารณูปโภค แม้จำเลยจะขายที่ดินไปก่อนฟ้อง ก็ไม่ตัดสิทธิเรียกร้องเพราะการละเมิดได้เกิดขึ้นขณะจำเลยยังเป็นผู้กระทำ 5. คำพิพากษาให้กระทำการตามมาตรา 358 เมื่อพิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วคืน ศาลอาจกำหนดวิธีบังคับคดี หากจำเลยเพิกเฉย เช่น ให้บุคคลภายนอกดำเนินการแทนแล้วเรียกค่าใช้จ่ายจากจำเลย ถือเป็นดุลพินิจที่กฎหมายให้อำนาจศาล วิเคราะห์คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 รั้วกำแพงเป็น “สาธารณูปโภค” ของโครงการจัดสรร ศาลฎีกาวางหลักว่า สาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินเอกชนตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 แต่เป็นทรัพย์ที่ใช้เพื่อประโยชน์ร่วมของผู้พักอาศัยทั้งหมดตาม • ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 • พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 ดังนั้น แม้จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินแปลงที่ตั้งรั้ว ก็ไม่มีสิทธินำรั้วของโครงการไปทำลายหรือดัดแปลง 2 การรื้อรั้วเป็น “การกระทำละเมิด” ศาลวินิจฉัยว่า การรื้อถอนรั้วดังกล่าวเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งมีหน้าที่บำรุงรักษาและรักษาสภาพสาธารณูปโภคเพื่อผู้อยู่อาศัย แม้จำเลยจะขายที่ดินไปก่อนฟ้อง ก็ไม่พ้นความรับผิด เพราะการละเมิดเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยยังมีอำนาจควบคุมทรัพย์นั้น 3 ไม่จำเป็นต้องเรียกผู้ซื้อใหม่เข้าคดี ศาลระบุว่า การไม่เรียกบริษัทผู้ซื้อ (บริษัท ร.) เข้าคดีไม่มีผลต่ออำนาจฟ้อง เนื่องจากโจทก์ฟ้องจากเหตุละเมิดของจำเลยโดยตรง มิใช่ข้อพิพาทในกรรมสิทธิ์ที่ดิน 4 ศาลอุทธรณ์มีอำนาจกำหนดวิธีบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 การกำหนดว่า หากจำเลยไม่ก่อสร้างคืน ให้โจทก์ร้องขอให้บุคคลภายนอกดำเนินการแทนและให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย ถือเป็นการกำหนดวิธีบังคับคดีเมื่อ “พิพากษาให้กระทำการ” ซึ่งสอดคล้องกับ ป.วิ.พ. มาตรา 358 ไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง 5 ค่าเสียหาย – โจทก์ต้องพิสูจน์ความเสียหาย “โดยตรง” แม้ศาลฎีกายืนยันว่าจำเลยกระทำละเมิดจริง แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรไม่ได้ใช้ประโยชน์จากรั้วโดยตรง ไม่มีพยานหลักฐานแสดงความเสียหายที่ตนต้องชดใช้แก่ผู้อยู่อาศัยโดยตรง พยานเพียงระบุว่าความเสียหาย “ประมาณ 300,000 บาท” โดยไม่มีรายละเอียดเพียงพอ ศาลจึงเห็นว่าไม่ควรกำหนดค่าเสียหายให้ และกลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนั้น สรุปคำพิพากษาแบบย่อ ศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยต้องก่อสร้างรั้วสาธารณูปโภคที่รื้อไปให้กลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ยกส่วนคำสั่งของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 100,000 บาท เนื่องจากโจทก์ไม่อาจพิสูจน์ความเสียหายโดยตรงได้ และยกคำขอที่ให้โจทก์เข้าซ่อมแทนโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายเพราะไม่เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 ข้อคิดทางกฎหมาย 1. สาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรไม่ใช่ส่วนควบบนที่ดินของผู้ซื้อรายบุคคล ผู้ซื้อไม่มีอำนาจดัดแปลงหรือรื้อถอน 2. การโอนที่ดินไม่ตัดความรับผิดจากการละเมิดที่ได้กระทำไปแล้ว 3. ผู้จัดสรรมีสิทธิและหน้าที่ดูแลสาธารณูปโภค จึงมีอำนาจฟ้องผู้ทำลายทรัพย์เพื่อส่วนรวม 4. ค่าเสียหายต้องพิสูจน์โดยตรงเสมอ แม้พิสูจน์การละเมิดได้ 5. คำพิพากษาที่สั่งให้กระทำการ ศาลสามารถกำหนดวิธีบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 ได้โดยไม่ถือว่าเกินฟ้อง IRAC Analysis Issue ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ 1. โจทก์มีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยก่อสร้างรั้วสาธารณูปโภคกลับคืนสู่สภาพเดิมหรือไม่ 2. จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ และเพียงใด Rule เกี่ยวข้องกับกฎหมายสำคัญ ได้แก่ • ป.พ.พ. มาตรา 146 เรื่องส่วนควบ • ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 • พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 • หลักละเมิดตามป.พ.พ. มาตรา 420 • หลักภาระการพิสูจน์ค่าเสียหาย • ป.วิ.พ. มาตรา 358 เรื่องคำพิพากษาที่ให้กระทำการ Application 1. รั้วกำแพงเป็นสาธารณูปโภคของโครงการ ไม่ใช่ส่วนควบของที่ดินแปลงที่จำเลยซื้อ จำเลยไม่มีสิทธิดัดแปลงหรือรื้อถอน การรื้อรั้วถือเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้จัดสรรซึ่งมีหน้าที่ดูแล 2. แม้จำเลยขายที่ดินไปก่อนฟ้อง แต่การละเมิดเกิดขึ้นในขณะยังเป็นเจ้าของเดิม จึงยังต้องรับผิด 3. โจทก์ฟ้องเพื่อบังคับให้ก่อสร้างคืน ซึ่งเป็นการฟ้องบังคับให้ “กระทำการ” ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจกำหนดวิธีบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 4. ส่วนค่าเสียหาย โจทก์ไม่สามารถนำสืบถึงความเสียหายโดยตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตน จึงไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอให้ศาลกำหนดค่าเสียหายได้ Conclusion ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วสาธารณูปโภคกลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ยกส่วนค่าเสียหายและคำขอที่ให้โจทก์เข้าซ่อมแทน ศาลถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง แต่ไม่มีสิทธิได้รับค่าเสียหายเนื่องจากพิสูจน์ไม่เพียงพอ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 907/2567 จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนที่โจทก์จะฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ และการที่โจทก์มิได้ขอให้เรียก บริษัท ร. เข้ามาในคดี ตามที่จำเลยฎีกาก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตด้านหลังที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6170 และ 6171 ที่เป็นประตูผ่านเข้าไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 หากจำเลยไม่ก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตให้โจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้บุคคลภายนอกกระทำการโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นคำพิพากษาที่กำหนดการบังคับคดีในกรณีที่พิพากษาให้กระทำการแต่จำเลยเพิกเฉย ซึ่งเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่เกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ส่วนที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่าหากจำเลยไม่ยอมซ่อมแซมรั้วกำแพงคอนกรีตให้โจทก์เข้าดำเนินการซ่อมแซมโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น ไม่เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะต้องยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมีมากน้อยเพียงใด โจทก์ต้องมีภาระในการพิสูจน์ โจทก์เป็นเพียงเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินที่มีหน้าที่ต้องบำรุงรักษารั้วกำแพงซึ่งเป็นสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ของผู้ที่พักอาศัยในหมู่บ้านที่โจทก์จัดสรร โจทก์มิใช่เป็นผู้ที่ใช้ประโยชน์จากรั้วกำแพงที่พิพาทโดยตรง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงความเสียหายโดยตรงที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อผู้ที่พักอาศัยในหมู่บ้านอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งมีความยาว 5 เมตร ที่ทำเป็นประตูช่องเข้าออกอันเป็นการบังคับให้จำเลยชำระหนี้ด้วยการกระทำแล้ว แม้ศาลอาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายได้เองดังที่โจทก์แก้ฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้ดุลพินิจไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตด้านทิศใต้ที่จำเลยทุบทำลายไปให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่ยอมซ่อมแซมรั้วกำแพงคอนกรีตดังกล่าว ให้โจทก์เข้าดำเนินการซ่อมแซมรั้วกำแพงคอนกรีตดังกล่าวโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น กับให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 310,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะทำการก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตแล้วเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยทำการก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตด้านหลังที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 และ 6171 ส่วนที่ก่อสร้างเป็นประตูผ่านเข้าไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 ซึ่งเป็นที่ดินนอกแนวเขตที่ดินจัดสรรของโจทก์ให้กลับคืนสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่ทำการดังกล่าว ให้โจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้บุคคลภายนอกกระทำการนั้นโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่าย ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 3 กันยายน 2563) เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความทั้งสองศาลรวมเป็นเงิน 12,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกาโดยศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาเฉพาะประเด็นว่า โจทก์บังคับให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงพิพาทให้กลับสู่สภาพเดิมได้หรือไม่ และจำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด ส่วนฎีกาข้ออื่นศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ รั้วกำแพงพิพาทรอบโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์อยู่ในภาระจำยอมเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินจัดสรรทั้งหมดจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 146 รั้วกำแพงพิพาทจึงมิใช่ของจำเลย แต่เป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดิน ตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 286 ข้อ 30 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการแรกว่า โจทก์จะบังคับให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงพิพาทให้กลับสู่สภาพเดิมได้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่อาจบังคับจำเลยได้เนื่องจากจำเลยได้โอนขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้วก่อนโจทก์ฟ้องจำเลย ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า วันที่ 30 มิถุนายน 2542 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 6170, 6171 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและมีรั้วกำแพงที่พิพาทจากผู้อื่น เป็นที่ดินอยู่ในโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2563 จำเลยซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 ซึ่งอยู่ด้านหลังติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 6170, 6171 จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาท และก่อสร้างรั้วกำแพงขึ้นใหม่โดยมีประตูออกไปสู่ที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 ได้ ก่อนฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 จำเลยได้ขายที่ดินโฉนดเลขที่ 6170, 6171 ให้แก่บริษัท ร. แล้ว เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ โดยผลของกฎหมายโจทก์มีหน้าที่ต้องบำรุงรักษารั้วกำแพงที่พิพาท การที่จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทจึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170, 6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนที่โจทก์จะฟ้องเป็นคดีนี้ จำเลยก็ไม่หลุดพ้นจากความรับผิดต่อโจทก์ และการที่โจทก์มิได้ขอให้เรียก บริษัท ร. เข้ามาในคดี ตามที่จำเลยฎีกาก็ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องบังคับจำเลยให้ก่อสร้างรั้วกำแพงที่พิพาทให้กลับสู่สภาพเดิมได้ และที่จำเลยฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาเกินกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์นั้น เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำละเมิด แต่คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้บังคับจำเลยกระทำการด้วยการให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงที่พิพาทให้กลับสู่สภาพเดิม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตด้านหลังที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 6170 และ 6171 ที่เป็นประตูผ่านเข้าไปยังที่ดินโฉนดเลขที่ 9300 หากจำเลยไม่ก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตให้โจทก์ร้องขอต่อศาลเพื่อให้บุคคลภายนอกกระทำการโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายนั้น เป็นคำพิพากษาที่กำหนดการบังคับคดีในกรณีที่พิพากษาให้กระทำการแต่จำเลยเพิกเฉย ซึ่งเป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวจึงไม่เกินไปกว่าคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องว่าหากจำเลยไม่ยอมซ่อมแซมรั้วกำแพงคอนกรีตให้โจทก์เข้าดำเนินการซ่อมแซมโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายนั้น ไม่เป็นไปตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 จึงชอบที่ศาลอุทธรณ์จะต้องยกคำขอดังกล่าวของโจทก์ แต่ศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำพิพากษาในคำขอส่วนนี้ จึงเห็นควรพิพากษายกคำขอของโจทก์ดังกล่าวด้วย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด จำเลยฎีกาว่าไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายด้วยเหตุที่มิได้กระทำละเมิด แม้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่ความเสียหายที่โจทก์ได้รับมีมากน้อยเพียงใด โจทก์ต้องมีภาระในการพิสูจน์ พยานโจทก์คงมีนางจิตภินันท์ พนักงานของโจทก์เป็นพยานเบิกความแต่เพียงว่า ให้จำเลยรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า โจทก์เป็นเพียงเจ้าของโครงการจัดสรรที่ดินที่มีหน้าที่ต้องบำรุงรักษารั้วกำแพงซึ่งเป็นสาธารณูปโภคเพื่อประโยชน์ของผู้ที่พักอาศัยในหมู่บ้านที่โจทก์จัดสรร โจทก์มิใช่เป็นผู้ที่ใช้ประโยชน์จากรั้วกำแพงที่พิพาทโดยตรง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงความเสียหายโดยตรงที่โจทก์ต้องรับผิดชอบต่อผู้ที่พักอาศัยในหมู่บ้านอันเกิดจากการกระทำละเมิดของจำเลย เมื่อศาลพิพากษาให้จำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งมีความยาว 5 เมตร ที่ทำเป็นประตูช่องเข้าออกอันเป็นการบังคับให้จำเลยชำระหนี้ด้วยการกระทำแล้ว แม้ศาลอาจใช้ดุลพินิจกำหนดค่าเสียหายได้เองดังที่โจทก์แก้ฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้ดุลพินิจไม่กำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดค่าเสียหายมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้โจทก์เข้าดำเนินการซ่อมแซมเองโดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นศาลฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี 5,000 บาท แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ในโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ มีรั้วกำแพงที่ใช้เป็นสาธารณูปโภคสำหรับกั้นแนวเขตโครงการและเพื่อประโยชน์แก่ผู้พักอาศัยทั้งหมด ต่อมาจำเลยซื้อที่ดินแปลงที่มีรั้วกำแพงดังกล่าวอยู่บนเนื้อที่ และได้รื้อรั้วกำแพงออกเพื่อก่อสร้างประตูเชื่อมต่อไปยังที่ดินอีกแปลงหนึ่งซึ่งจำเลยซื้อภายหลัง ก่อนที่โจทก์จะฟ้อง จำเลยได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้บุคคลภายนอกไปแล้ว ในกรณีเช่นนี้ โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องบังคับให้จำเลยก่อสร้างรั้วคืนสู่สภาพเดิมหรือไม่ ทั้งที่จำเลยมิได้เป็นเจ้าของที่ดินอีกต่อไป ธงคำตอบ รั้วกำแพงที่พิพาทเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 286 ข้อ 30 และ พ.ร.บ.การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 มาตรา 43 มิใช่ส่วนควบของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 จำเลยไม่มีสิทธิรื้อถอนหรือดัดแปลง แม้จำเลยจะขายที่ดินไปแล้วแต่การละเมิดเกิดขึ้นในขณะที่จำเลยยังเป็นผู้กระทำ การโอนกรรมสิทธิ์ภายหลังไม่ทำให้จำเลยพ้นความรับผิด โจทก์ในฐานะผู้จัดสรรมีอำนาจฟ้องเพื่อบังคับให้ก่อสร้างคืนสภาพเดิมได้ตามกฎหมาย และการไม่เรียกผู้ซื้อใหม่เข้าคดีไม่กระทบต่ออำนาจฟ้อง เนื่องจากข้อพิพาทเกิดจากการละเมิดของจำเลยโดยตรง ข้อ 2. เมื่อโจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยก่อสร้างรั้วกำแพงคอนกรีตกลับสู่สภาพเดิม หากจำเลยไม่ปฏิบัติ ให้โจทก์เข้าดำเนินการซ่อมแทนแล้วให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายนั้น ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยก่อสร้างคืน และหากเพิกเฉยให้โจทก์ร้องขอให้บุคคลภายนอกดำเนินการแทนโดยให้จำเลยเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย แต่ยกคำขอที่เปิดโอกาสให้โจทก์ลงมือซ่อมเอง คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 358 หรือไม่ ธงคำตอบ คำขอของโจทก์เป็นคำขอให้บังคับจำเลย “กระทำการ” คือก่อสร้างรั้วให้กลับสู่สภาพเดิม ศาลมีอำนาจกำหนดวิธีบังคับคดีหากจำเลยเพิกเฉยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 358 ส่วนการเปิดช่องให้บุคคลภายนอกกระทำการแทนและเรียกค่าใช้จ่ายจากจำเลย ถือเป็นวิธีบังคับคดีที่กฎหมายให้อำนาจศาลกำหนด ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินฟ้อง แต่ส่วนคำขอที่ให้โจทก์ลงมือซ่อมเองโดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่ายนั้น ไม่เป็นไปตามมาตรา 358 เพราะเป็นการให้ผู้มีส่วนได้เสียในคดีกระทำแทนจำเลยโดยตรง ศาลอุทธรณ์จึงชอบที่จะยกคำขอดังกล่าว และไม่ถือว่าพิพากษาเกินเลยคำขอแต่อย่างใด ข้อ 3. แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยรื้อรั้วกำแพงของโครงการจัดสรรที่ดิน ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แต่โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดสรรและมีหน้าที่บำรุงรักษาสาธารณูปโภค มิใช่ผู้ใช้ประโยชน์จากรั้วโดยตรง ในกรณีนี้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยหรือไม่ และโจทก์ต้องพิสูจน์ความเสียหายอย่างไรตามหลักกฎหมายแพ่ง ธงคำตอบ แม้จำเลยกระทำละเมิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 แต่โจทก์ต้องพิสูจน์ความเสียหายโดยตรงที่ตนได้รับตามหลักภาระการพิสูจน์ โจทก์เป็นเพียงผู้ดูแลสาธารณูปโภค มิได้นำสืบว่าตนต้องชดใช้ความเสียหายใดให้แก่ผู้พักอาศัย หรือมีต้นทุนเสียหายโดยตรงเพียงใด พยานโจทก์เพียงระบุยอดตัวเลขโดยไม่มีรายละเอียดเพียงพอ ไม่อาจรับฟังเป็นความเสียหายที่พิสูจน์ได้ ศาลฎีกาจึงใช้ดุลพินิจไม่กำหนดค่าเสียหายให้ และยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนที่ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย 100,000 บาท ข้อ 4. ในการพิจารณาความรับผิดละเมิดจากการรื้อรั้วกำแพงพิพาท จำเลยอ้างว่าเมื่อรั้วตั้งอยู่บนที่ดินซึ่งตนเคยเป็นเจ้าของ จึงมีสิทธิดัดแปลงหรือใช้สอยตามสิทธิของเจ้าของที่ดิน การรื้อรั้วจึงมิใช่การละเมิดต่อโจทก์ ซึ่งเป็นผู้จัดสรร คำอ้างของจำเลยมีน้ำหนักตามกฎหมายมากน้อยเพียงใด ธงคำตอบ คำอ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจากรั้วกำแพงของโครงการจัดสรรเป็น “สาธารณูปโภค” ที่จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์ร่วมของผู้พักอาศัยทั้งหมด ไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 จำเลยจึงไม่มีสิทธิใช้สอยหรือดัดแปลงรั้วดั่งทรัพย์ส่วนตัว การรื้อถอนเพื่อทำประตูเชื่อมไปยังที่ดินส่วนนอกโครงการจึงเป็นการละเมิดต่อทรัพย์สินส่วนรวมที่โจทก์มีหน้าที่ดูแล เป็นการกระทำโดยปราศจากสิทธิ และต้องรับผิดในผลแห่งละเมิด แม้ภายหลังจะขายที่ดินไปก็ตาม ข้อ 5. จำเลยฎีกาอ้างว่าโจทก์ควรต้องเรียกผู้ซื้อที่ดินรายใหม่เข้ามาเป็นคู่ความ เนื่องจากสภาพที่ดินและรั้วกำแพงที่พิพาทเปลี่ยนมือก่อนฟ้องคดี การไม่เรียกบุคคลดังกล่าวเข้ามาในคดีจะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และมีผลต่อความรับผิดของจำเลยอย่างไร ธงคำตอบ การไม่เรียกผู้ซื้อรายใหม่ของที่ดินเข้าคดีไม่กระทบต่ออำนาจฟ้องของโจทก์ เนื่องจากข้อพิพาทเป็นการละเมิดที่จำเลยได้กระทำไว้ก่อนการโอนที่ดิน การโอนกรรมสิทธิ์ภายหลังไม่ลบล้างความรับผิดของจำเลย โจทก์ฟ้องเพื่อบังคับให้จำเลยแก้ไขความเสียหายที่เกิดขึ้นในฐานะผู้กระทำละเมิด มิใช่ฟ้องเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุคคลภายนอก ดังนั้นจำเลยยังคงต้องรับผิด และศาลสามารถพิจารณาคดีได้โดยไม่ต้องระงับหรือรอการนำผู้ซื้อใหม่เข้ามาเป็นคู่ความ |




