
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2566 ร้องซ้ำจากการครอบครองปรปักษ์ในทรัพย์สินระหว่างสมรส(ฎีกาที่ 4838/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการห้ามยื่นคำร้องซ้ำในคดีขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยอาศัยการครอบครองปรปักษ์ เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แม้ผู้ร้องในคดีใหม่จะเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง แต่หากเป็นคู่สมรสและอ้างสิทธิในทรัพย์สินเดียวกันซึ่งเป็นทรัพย์สินระหว่างสมรส ศาลถือว่าเป็นคู่ความเดียวกัน การยื่นคำร้องใหม่จึงเป็นการรื้อฟื้นคดีเดิม อันต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. คู่สมรสที่อ้างสิทธิในทรัพย์สินเดียวกันถือเป็นคู่ความเดียวกันหรือไม่ 2. การใช้สิทธิของเจ้าของรวมคนหนึ่งผูกพันเจ้าของรวมอีกคนเพียงใด 3. คำพิพากษาถึงที่สุดสามารถตัดสิทธิการอ้างเหตุใหม่ได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการห้ามรื้อร้องฟ้องคดีเดิมซ้ำอีก เมื่อคดีได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แม้ผู้ร้องในคดีใหม่จะเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง แต่หากเป็นคู่สมรสและอ้างสิทธิในทรัพย์สินเดียวกันซึ่งเป็นทรัพย์สินระหว่างสมรส ศาลถือว่าเป็นคู่ความเดียวกัน การยื่นคำร้องใหม่โดยอ้างเหตุทางกฎหมายเดียวกันจึงเป็น “ร้องซ้ำ” ต้องห้ามตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดที่ศาลใช้วินิจฉัยคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยการห้ามฟ้องหรือร้องซ้ำในประเด็นแห่งคดีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว โดยไม่อาจนำเหตุอย่างเดียวกันกลับมาฟ้องร้องใหม่ได้ key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ร้องซ้ำ (ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง) ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อประเด็นแห่งคดีเคยถูกพิจารณาและมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความไม่อาจยื่นคำร้องใหม่ในเรื่องเดียวกันโดยอ้างเหตุทางกฎหมายเดียวกันอีก แม้จะเปลี่ยนตัวผู้ร้องก็ตาม 2. คู่ความเดียวกันในทางกฎหมาย แม้ผู้ร้องในคดีใหม่จะเป็นคนละบุคคลกับผู้ร้องในคดีก่อน แต่เมื่อเป็นคู่สมรสและอ้างสิทธิในทรัพย์สินเดียวกัน ศาลถือว่าเป็นคู่ความเดียวกัน ผลของคำพิพากษาเดิมจึงผูกพันถึงกัน 3. ทรัพย์สินระหว่างสมรส การอ้างว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ในระหว่างสมรส ทำให้ทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์สินระหว่างสมรส คู่สมรสทั้งสองย่อมเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์ดังกล่าว 4. อำนาจเจ้าของรวม (ป.พ.พ. มาตรา 1359) เจ้าของรวมคนหนึ่งมีอำนาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้องแสดงสิทธิ จึงถือเป็นการกระทำแทนเจ้าของรวมอีกฝ่ายด้วย 5. การครอบครองแทนไม่ใช่ครอบครองเป็นเจ้าของ คดีเดิมศาลวินิจฉัยชัดเจนว่า การครอบครองที่ดินเป็นการครอบครองแทนทายาท มิใช่ครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ประเด็นนี้ได้รับการวินิจฉัยชี้ขาดแล้ว และไม่อาจนำมาโต้แย้งใหม่ในคดีภายหลังได้ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีข้อเท็จจริงโดยสรุปว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของผู้ตายซึ่งถึงแก่ความตายโดยไม่มีคู่สมรสหรือบุตร เหลือเพียงทายาททางสายโลหิต ผู้ร้องในคดีนี้เป็นสามีของนางตุ ซึ่งเป็นเหลนของผู้ตาย เดิมนางตุเคยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ได้พิพากษายกคำร้อง โดยวินิจฉัยว่านางตุครอบครองที่ดินแทนทายาท มิใช่ครอบครองในลักษณะเป็นเจ้าของ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นสามีของนางตุ ได้ยื่นคำร้องใหม่อ้างว่าตนซื้อที่ดินพิพาทจากผู้ตายและครอบครองต่อเนื่องด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลายาวนาน จึงได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า คำร้องของผู้ร้องเป็น “ร้องซ้ำ” กับคดีเดิมหรือไม่ แม้ผู้ร้องจะเป็นบุคคลคนละคนกับผู้ร้องในคดีก่อนก็ตาม หลักกฎหมายเรื่องเจ้าของรวมและทรัพย์สินระหว่างสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การอ้างว่ากรรมสิทธิ์ได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ในระหว่างสมรส ย่อมทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินระหว่างสมรส ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของคู่สมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 เจ้าของรวมคนหนึ่งมีอำนาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่ภริยายื่นคำร้องในคดีก่อน จึงเป็นการใช้สิทธิแทนสามีด้วย หลักการคู่ความเดียวกันและผลผูกพันของคำพิพากษา แม้ผู้ร้องในสองคดีจะเป็นคนละบุคคล แต่เมื่อข้ออ้างแห่งสิทธิเป็นสิทธิในทรัพย์สินเดียวกัน และเกิดจากเหตุทางกฎหมายเดียวกัน ศาลถือว่าเป็นคู่ความเดียวกัน คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าการครอบครองมิใช่การครอบครองเป็นเจ้าของ ย่อมผูกพันคู่ความทั้งหมด การห้ามร้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ศาลฎีกายืนยันหลักว่า เมื่อคดีหนึ่งได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีแล้ว คู่ความไม่อาจนำคดีเดียวกันมาฟ้องหรือร้องใหม่โดยอ้างเหตุอย่างเดียวกันอีก แม้จะเปลี่ยนถ้อยคำหรือข้ออ้างบางประการก็ตาม การยื่นคำร้องของผู้ร้องจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีก ต้องห้ามโดยชัดแจ้ง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า การวางโครงสร้างข้ออ้างสิทธิในทรัพย์สินระหว่างสมรสต้องพิจารณาผลผูกพันในระดับคู่สมรสทั้งสองฝ่าย คำพิพากษาถึงที่สุดมิได้ผูกพันเฉพาะผู้ยื่นคำร้อง แต่ผูกพันถึงคู่สมรสซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วย การเปลี่ยนผู้ร้องหรือปรับเหตุอ้างใหม่ไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อห้ามเรื่องร้องซ้ำได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4838/2566 ต. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ต. และผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสและตกเป็นของ ต. กับผู้ร้องร่วมกัน ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ให้อำนาจเจ้าของรวมคนหนึ่งใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่ ต. ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ต. โดยการครอบครองปรปักษ์ตามมาตรา 1382 จึงเป็นการกระทำแทนผู้ร้องด้วย ถือได้ว่าผู้ร้องเป็นคู่ความเดียวกันกับ ต. ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีก่อน เมื่อคดีก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำร้อง โดยวินิจฉัยว่า ต. ครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทของผู้ตาย หาใช่ครอบครองอย่างเป็นเจ้าของไม่ ถือได้ว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นแห่งคดีแล้ว คดีถึงที่สุด เช่นนี้แม้ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องซื้อที่ดินพิพาทมาแล้วครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบเปิดเผยและด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันจนได้กรรมสิทธิ์ แต่ก็เป็นการยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเช่นเดียวกับคดีก่อน จึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คำร้องของผู้ร้องจึงเป็นร้องซ้ำ ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง เห็นว่าผู้ร้องไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ และให้ผู้ร้องรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียม 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้พิจารณาคดีใหม่ตามรูปคดี โดยยังมิได้วินิจฉัยว่าคำร้องเป็นร้องซ้ำ 3. ศาลฎีกาพิพากษากลับ เห็นว่าคำร้องของผู้ร้องเป็นร้องซ้ำกับคดีเดิมที่ถึงที่สุดแล้ว ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เรื่อง “ร้องซ้ำ” กับ “คู่ความเดียวกัน” ในคดีครอบครองปรปักษ์ของคู่สมรส ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานคุ้มครองความเป็นที่สุดแห่งคำพิพากษาอย่างไร 1. บทนำและแก่นปัญหาที่ศาลต้องตอบ ประเด็นสำคัญของคดีนี้มิใช่เพียงการพิสูจน์ว่าใครครอบครองที่ดินพิพาทด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของเท่านั้น หากแต่เป็น “ปัญหากระบวนพิจารณา” ที่ลึกกว่า คือ เมื่อคดีเดิมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว จะอนุญาตให้มีการ “รื้อร้องฟ้องกันอีก” หรือไม่ และในกรณีที่ผู้ร้องคดีใหม่มิใช่ผู้ร้องคดีเดิมโดยตรง แต่เป็น “คู่สมรส” ที่อ้างสิทธิในทรัพย์สินเดียวกัน ศาลจะถือว่าเป็น “คู่ความเดียวกันในทางกฎหมาย” จนผูกพันด้วยผลของคำพิพากษาเดิมเพียงใด 2. หลักกฎหมาย “ร้องซ้ำ” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง และเหตุผลเชิงนิติรัฐ ป.วิ.พ. มาตรา 148 วางหลักชัดเจนว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว “ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน” เว้นแต่กรณีข้อยกเว้นที่กฎหมายกำหนด (เช่น กระบวนพิจารณาชั้นบังคับคดี หรือคำพิพากษาที่เป็นมาตรการชั่วคราวซึ่งแก้ไขได้ตามพฤติการณ์) สาระของมาตรา 148 สอดคล้องกับหลัก “ความเป็นที่สุดแห่งคำพิพากษา (Res Judicata)” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญเพื่อ (1) คุ้มครองความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์ มิให้ข้อพิพาทเดิมถูกนำกลับมารื้อใหม่ไม่รู้จบ (2) ป้องกันการใช้สิทธิทางศาลโดยไม่สุจริตหรือเพื่อถ่วงเวลา (3) ลดภาระศาลและคุ้มครองความยุติธรรมเชิงกระบวนการ โดยให้คำพิพากษาที่ถึงที่สุด “มีน้ำหนักเด็ดขาด” และสังคมเชื่อถือได้ว่าเรื่องยุติแล้ว ดังนั้น “ร้องซ้ำ” จึงมิใช่เพียงข้อเทคนิคทางวิธีพิจารณา แต่เป็นหลักการระดับโครงสร้างที่ทำให้ระบบศาลเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม 3. องค์ประกอบสำคัญของ “ร้องซ้ำ” ที่ต้องพิจารณาให้ครบ ในการประเมินว่าเป็นร้องซ้ำหรือไม่ โดยหลักต้องชั่งองค์ประกอบสำคัญ 3 ชั้น ได้แก่ (1) คดีเดิมต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง “ถึงที่สุด” แล้ว (2) ต้องเป็นข้อพิพาทใน “ประเด็นแห่งคดี” ที่ศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว (3) ต้องเป็นการรื้อร้องฟ้องกันระหว่าง “คู่ความเดียวกัน” โดยอาศัย “เหตุอย่างเดียวกัน” แนวคิดนี้ถูกใช้เพื่อกันไม่ให้คู่ความ “เปลี่ยนถ้อยคำ” หรือ “แต่งเหตุใหม่เล็กน้อย” แล้วนำข้อพิพาทเดิมกลับเข้าศาลอีกครั้ง ทั้งที่แก่นแท้คือการขอให้ศาลวินิจฉัยเรื่องเดิมซ้ำ (เช่น ยังมุ่งให้ศาลรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแปลงเดิมโดยอาศัยครอบครองปรปักษ์เหมือนเดิม) 4. “คู่ความเดียวกันในทางกฎหมาย” เมื่อคู่สมรสอ้างสิทธิในทรัพย์สินเดียวกัน จุดที่ทำให้คดีนี้มีน้ำหนักเชิงหลักการสูง คือ แม้ผู้ร้องคดีใหม่เป็นคนละบุคคลกับผู้ร้องคดีเดิม แต่ศาลฎีกา “ยกฐานะ” ให้เป็นคู่ความเดียวกันในทางกฎหมายด้วยเหตุแห่ง “กรรมสิทธิ์รวม/ทรัพย์สินร่วม” ที่คู่สมรสอ้างในทรัพย์เดียวกัน เมื่อคู่สมรสอ้างว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทจากครอบครองปรปักษ์ในระหว่างสมรส ย่อมมีนัยว่าเป็นทรัพย์ที่คู่สมรสมีส่วนได้เสียร่วมกัน และเข้าลักษณะ “เจ้าของรวม” ในทรัพย์นั้น การใช้สิทธิของเจ้าของรวมจึงมีผลผูกพันต่อเจ้าของรวมอีกฝ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1359 ซึ่งบัญญัติว่าเจ้าของรวมคนหนึ่งอาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์ครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ เมื่อคดีเดิมภริยาเป็นผู้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ศาลจึงมองว่าเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของรวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอก ซึ่งโดยสภาพ “ทำแทน” คู่สมรสอีกฝ่ายด้วย ผลคือ สามีแม้มิได้เป็นชื่อผู้ร้องในคดีเดิมก็ถูกนับเป็นผู้มีสถานะคู่ความร่วมในประเด็นนั้น เมื่อคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว ย่อมผูกพันมิให้รื้อร้องฟ้องกันอีก 5. ทำไมการเปลี่ยน “ตัวผู้ร้อง” หรือเพิ่ม “ข้ออ้างซื้อขาย” จึงไม่ทำให้พ้นร้องซ้ำ ในทางปฏิบัติ คู่ความมักพยายามหลีกเลี่ยงข้อห้ามร้องซ้ำด้วย 2 วิธี (1) เปลี่ยนผู้ร้องเป็นบุคคลอีกคนหนึ่ง (เช่น จากภริยาเป็นสามี) (2) เปลี่ยนรายละเอียดข้อเท็จจริง (เช่น จากอ้างครอบครองอย่างเดียว เป็นอ้างว่า “ซื้อมาแล้วครอบครอง”) แต่แก่นของมาตรา 148 มิได้ดูที่ฉลากหรือถ้อยคำ หากดูว่า “ประเด็นแห่งคดี” และ “เหตุอย่างเดียวกัน” ยังเป็นเรื่องเดิมหรือไม่ หากยังเป็นการขอให้ศาลรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเดียวกัน โดยอาศัยครอบครองปรปักษ์เหมือนเดิม และคดีเดิมได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่าการครอบครองนั้นมิใช่การครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แต่เป็นการครอบครองแทนทายาท ประเด็นนี้ย่อมถูก “ปิดประตู” ด้วยความเป็นที่สุดแห่งคำพิพากษา การเติมเหตุซื้อขายจึงไม่อาจทำให้ข้อพิพาทกลับมาเริ่มใหม่ได้ เพราะสาระยังเป็นการรื้อประเด็นเดิมให้ศาลตัดสินซ้ำ 6. ข้อสังเกตเชิงวิชาการและแนวปฏิบัติสำหรับนักกฎหมาย คดีลักษณะนี้ให้บทเรียนสำคัญ 3 ประการ (1) ก่อนยื่นคดีต้องประเมินความเสี่ยง “ร้องซ้ำ” อย่างเข้มงวด โดยตรวจว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดในประเด็นเดียวกันหรือไม่ (2) หากทรัพย์ที่อ้างเป็นทรัพย์ที่คู่สมรส/เจ้าของรวมมีส่วนได้เสียร่วมกัน ต้องประเมินว่าการดำเนินคดีโดยบุคคลหนึ่งจะ “ผูกพัน” อีกบุคคลหนึ่งหรือไม่ตามหลักเจ้าของรวม (3) การออกแบบข้อเท็จจริงและเหตุฟ้องต้องแยกให้ได้ว่าเป็น “เหตุใหม่แท้จริง” ที่ทำให้เกิดสิทธิใหม่ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุด หรือเป็นเพียงการปรับถ้อยคำของเหตุเดิม หากเป็นอย่างหลัง โอกาสถูกตีตกด้วยมาตรา 148 สูงมาก ( 7. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย มาตรา 148 วรรคหนึ่ง เป็นด่านสำคัญที่ศาลใช้รักษาความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาถึงที่สุด และคดีนี้ย้ำว่า “คู่ความเดียวกัน” ไม่ได้หมายถึงชื่อบุคคลตามฟ้องเท่านั้น แต่กินความถึงผู้ที่มีฐานะผูกพันในสิทธิเดียวกันโดยกฎหมาย เช่น คู่สมรสที่อ้างสิทธิในทรัพย์สินเดียวกันในฐานะเจ้าของรวม เมื่อคดีเดิมได้ยุติแล้ว การเปลี่ยนตัวผู้ร้องหรือแต่งเหตุเพิ่ม ไม่อาจทำให้ข้อพิพาทเดิมฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ในกรณีที่ภริยาได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยอาศัยการครอบครองปรปักษ์ และคดีดังกล่าวได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ต่อมาสามีซึ่งเป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ยื่นคำร้องใหม่อ้างเหตุว่าตนเป็นผู้ซื้อที่ดินและครอบครองทำประโยชน์ด้วยความสงบ เปิดเผย และด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์เช่นเดียวกัน กรณีเช่นนี้ สามีจะถือว่าเป็นคู่ความคนละคนกับภริยา และมีสิทธิยื่นคำร้องใหม่ได้หรือไม่ หรือถือว่าเป็นการร้องซ้ำต้องห้ามตามกฎหมาย ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องในคดีหลังจะเป็นบุคคลคนละคนกับผู้ร้องในคดีก่อน แต่เมื่อข้ออ้างแห่งสิทธิเป็นการอ้างว่ากรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ในระหว่างสมรส ย่อมมีผลให้ที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินระหว่างสมรส ซึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 เจ้าของรวมคนหนึ่งมีอำนาจใช้สิทธิอันเกิดแต่กรรมสิทธิ์รวมเพื่อต่อสู้บุคคลภายนอกได้ การที่ภริยาเป็นผู้ยื่นคำร้องในคดีก่อนเพื่อขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จึงถือเป็นการใช้สิทธิแทนสามีด้วย ทำให้สามีมีสถานะเป็นคู่ความเดียวกันกับภริยาในทางกฎหมาย เมื่อคดีก่อนศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า การครอบครองที่ดินพิพาทเป็นการครอบครองแทนทายาท มิใช่การครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ และคำพิพากษาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผลแห่งคำพิพากษาย่อมผูกพันถึงสามีซึ่งเป็นเจ้าของรวมด้วย การที่สามียื่นคำร้องใหม่ในคดีหลัง แม้จะอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าตนเป็นผู้ซื้อที่ดินหรือครอบครองเป็นเวลานานเพียงใดก็ตาม ก็ยังเป็นการยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเดียวกัน โดยอาศัยเหตุทางกฎหมายเดียวกันกับคดีก่อน ดังนั้น คำร้องของสามีจึงเป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นแห่งคดีที่ได้วินิจฉัยชี้ขาดแล้ว ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ถือเป็น “ร้องซ้ำ” ไม่อาจรับพิจารณาได้ ข้อ 2. ในคดีที่ศาลได้วินิจฉัยไว้ในคดีก่อนแล้วว่า การครอบครองที่ดินของผู้ร้องเป็นเพียงการครอบครองแทนทายาท มิใช่การครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ต่อมาผู้ร้องหรือบุคคลใกล้ชิด เช่น คู่สมรส พยายามยื่นคำร้องใหม่โดยเปลี่ยนเหตุอ้างจาก “ครอบครองแทน” มาเป็น “ซื้อที่ดินจากเจ้าของเดิมและครอบครองต่อเนื่องด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ” กรณีเช่นนี้ ศาลจะพิจารณาว่าเป็นคดีใหม่ที่มีเหตุแตกต่าง หรือยังคงเป็นคดีเดิมที่ต้องห้ามตามหลักร้องซ้ำ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวางหลักว่า การพิจารณาว่าเป็นการร้องซ้ำหรือไม่ มิได้พิจารณาเพียงว่ามีการเปลี่ยนถ้อยคำหรือข้ออ้างบางประการหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่า “ประเด็นแห่งคดี” และ “เหตุแห่งสิทธิ” เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ ในคดีนี้ แม้ผู้ร้องจะอ้างเหตุเพิ่มเติมว่าตนได้ซื้อที่ดินจากผู้ตายก่อนมีการออกโฉนด และครอบครองทำประโยชน์ต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน แต่สาระสำคัญของคำร้องยังคงเป็นการขอให้ศาลมีคำสั่งแสดงว่าตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์เช่นเดียวกับคดีก่อน เมื่อศาลในคดีก่อนวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า การครอบครองในที่ดินพิพาทมิใช่การครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ แต่เป็นการครอบครองแทนทายาท ประเด็นดังกล่าวถือเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดในสาระสำคัญแห่งสิทธิแล้ว การนำข้ออ้างใหม่เข้ามาเพิ่มเติมไม่อาจเปลี่ยนลักษณะของคดีให้เป็นคดีใหม่ได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า คำร้องในคดีหลังยังเป็นการรื้อฟื้นข้อพิพาทเดิม โดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน คือ การอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์ในที่ดินพิพาทเดียวกัน แม้จะเปลี่ยนรายละเอียดของข้ออ้าง แต่ไม่อาจทำให้หลุดพ้นจากข้อห้ามเรื่องร้องซ้ำได้ ดังนั้น คำร้องดังกล่าวต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกคำร้อง โดยยืนยันหลักความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาที่ถึงที่สุด และป้องกันมิให้มีการฟ้องหรือร้องคดีเดิมซ้ำไม่รู้จบ |




