
| พินัยกรรมไม่กำหนดผู้รับมรดกเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้จัดการมรดกยังมีอำนาจหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความสมบูรณ์ของพินัยกรรมในกรณีที่เจ้ามรดกมิได้กำหนดตัวผู้รับพินัยกรรมไว้อย่างแน่นอน แต่เพียงกำหนดให้ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์สินหรือดอกผลไปใช้ช่วยเหลือบุคคลบางรายตามความจำเป็น ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาว่าข้อกำหนดดังกล่าวมีผลเป็นการยกทรัพย์มรดกหรือไม่ และจะถือเป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นโมฆะตามหลักความแน่นอนของผู้รับพินัยกรรม นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบของความเป็นโมฆะของข้อกำหนดบางส่วนต่อส่วนอื่นของพินัยกรรม โดยเฉพาะการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกว่าคงมีผลอยู่หรือไม่ ตลอดจนขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการยกข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองแม้คู่ความมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็น ข้อเท็จจริงของคดี เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมกำหนดทรัพย์มรดกหลายรายการ ได้แก่ ที่ดิน อาคาร และเงินฝากธนาคาร โดยมิได้กำหนดให้บุคคลใดเป็นผู้รับมรดกโดยตรง แต่กำหนดให้ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่นำเงินจากทรัพย์สินหรือดอกผลไปใช้บำรุงรักษาบุคคลที่อยู่อาศัยร่วมกัน และช่วยเหลือบุคคลที่ระบุชื่อไว้ตามความจำเป็น โดยผู้จัดการมรดกมีดุลพินิจว่าจะให้หรือไม่ให้ความช่วยเหลือก็ได้ อีกทั้งยังสามารถแต่งตั้งผู้จัดการแทนได้ต่อเนื่องไม่จำกัดเวลา ต่อมามีข้อพิพาทเกี่ยวกับการขอถอนผู้จัดการมรดกและแต่งตั้งบุคคลใหม่ ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพินัยกรรมดังกล่าวมิได้กำหนดตัวบุคคลผู้รับพินัยกรรมอย่างแน่นอน และไม่ระบุจำนวนทรัพย์สินที่แน่ชัดแก่บุคคลใด จึงขัดต่อหลักความแน่นอนของผู้รับพินัยกรรม ทำให้ข้อกำหนดดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การตั้งผู้จัดการมรดกในพินัยกรรมยังคงมีผลสมบูรณ์ ไม่ตกเป็นโมฆะไปด้วย อีกทั้งการที่ผู้ร้องมิได้ปฏิบัติบางหน้าที่ เช่น การทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในกำหนดเวลา ยังไม่เพียงพอเป็นเหตุให้ถอนจากตำแหน่ง วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของพินัยกรรมคือการแสดงเจตนาให้ทรัพย์ตกแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยชัดเจน หากไม่สามารถระบุได้ว่าใครเป็นผู้รับและได้รับเท่าใด ย่อมขาดองค์ประกอบสำคัญของการยกทรัพย์มรดก การปล่อยให้ผู้จัดการมรดกใช้ดุลพินิจโดยไม่มีขอบเขตชัดเจน เป็นการขัดต่อหลักความแน่นอนและอาจเปิดช่องให้ใช้อำนาจโดยไม่เป็นธรรม จึงต้องถือเป็นโมฆะเพื่อคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของสังคม อย่างไรก็ดี หลักแยกส่วนของนิติกรรมทำให้ส่วนที่เป็นการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกยังคงใช้บังคับได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษา กฎหมายมุ่งให้การโอนทรัพย์มรดกเป็นไปอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า หากพินัยกรรมขาดความแน่นอนในสาระสำคัญ เช่น ผู้รับหรือจำนวนทรัพย์ ย่อมเป็นโมฆะ แต่จะไม่กระทบส่วนอื่นหากสามารถแยกได้ หลักนี้ช่วยรักษาเจตนาของเจ้ามรดกในส่วนที่ชอบด้วยกฎหมายไว้ได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น มีคำสั่งถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก โดยเห็นว่ามีเหตุไม่เหมาะสมในการปฏิบัติหน้าที่ และยกคำขอในส่วนอื่น 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกคำร้องขอถอนผู้จัดการมรดก เห็นว่ายังไม่มีเหตุเพียงพอให้ถอดถอน และค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 3 ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าข้อกำหนดพินัยกรรมที่ไม่กำหนดผู้รับมรดกแน่นอนเป็นโมฆะ แต่การตั้งผู้จัดการมรดกยังสมบูรณ์ และการกระทำของผู้ร้องยังไม่ถึงขั้นต้องถอน จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การจัดทำพินัยกรรมต้องกำหนดตัวผู้รับและสิทธิในทรัพย์มรดกให้ชัดเจน มิฉะนั้นอาจตกเป็นโมฆะทั้งที่เจ้ามรดกมีเจตนาดี นอกจากนี้การให้อำนาจผู้จัดการมรดกโดยไม่มีขอบเขตแน่นอนย่อมขัดต่อหลักความแน่นอนและความเป็นธรรม ศาลมีบทบาทสำคัญในการยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองเพื่อคุ้มครองระบบกฎหมายโดยรวม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ไม่กำหนดผู้รับมรดกอย่างแน่นอนเป็น “พินัยกรรมที่สมบูรณ์” หรือ “พินัยกรรมโมฆะ” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการไม่กำหนดตัวบุคคลและจำนวนทรัพย์ที่ชัดเจน เป็นการขัดต่อหลักกฎหมาย จึงเป็นโมฆะ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ความแน่นอนของผู้รับพินัยกรรม ต้องระบุว่าใครเป็นผู้รับและได้รับทรัพย์ใด มิฉะนั้นพินัยกรรมจะขาดองค์ประกอบสำคัญ 2 ความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความไม่อ้าง คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม พินัยกรรมที่ไม่กำหนดผู้รับมรดกอย่างชัดเจนถือเป็นโมฆะหรือไม่ คำตอบ พินัยกรรมที่มิได้กำหนดตัวบุคคลผู้รับมรดกไว้อย่างแน่นอน หรือกำหนดไว้เพียงลักษณะกว้าง ๆ โดยให้บุคคลอื่นใช้ดุลพินิจเลือกผู้รับหรือกำหนดจำนวนทรัพย์ภายหลัง ย่อมขัดต่อหลักกฎหมายเกี่ยวกับความแน่นอนของนิติกรรม โดยเฉพาะพินัยกรรมซึ่งต้องแสดงเจตนาโอนทรัพย์ให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอย่างชัดแจ้ง หากไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ใดมีสิทธิได้รับและได้รับเท่าใด ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นการยกทรัพย์มรดกโดยสมบูรณ์ได้ กฎหมายจึงบัญญัติให้ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นโมฆะ เพื่อป้องกันมิให้เกิดความไม่แน่นอนหรือข้อพิพาทในภายหลัง อีกทั้งยังเป็นการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชนโดยรวม เนื่องจากการปล่อยให้บุคคลหนึ่งใช้ดุลพินิจโดยไม่มีขอบเขตชัดเจน อาจนำไปสู่การใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่เป็นธรรมได้ ทั้งนี้แม้ข้อกำหนดดังกล่าวจะเป็นโมฆะ แต่หากส่วนอื่นของพินัยกรรมสามารถแยกออกได้ ก็อาจยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปได้ตามหลักกฎหมาย 2 คำถาม หากข้อกำหนดในพินัยกรรมบางส่วนเป็นโมฆะ จะทำให้พินัยกรรมทั้งฉบับเป็นโมฆะหรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายว่าด้วยความเป็นโมฆะของนิติกรรมกำหนดว่า หากข้อกำหนดบางส่วนของพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ จะต้องพิจารณาว่าส่วนนั้นสามารถแยกออกจากส่วนอื่นได้หรือไม่ หากสามารถแยกได้โดยไม่กระทบต่อเจตนาสำคัญของเจ้ามรดก พินัยกรรมในส่วนที่เหลือย่อมยังคงมีผลสมบูรณ์ ตัวอย่างเช่น กรณีที่ข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้รับมรดกไม่ชัดเจนจนเป็นโมฆะ แต่ส่วนที่แต่งตั้งผู้จัดการมรดกยังคงมีความชัดเจนและเป็นไปตามกฎหมาย ส่วนดังกล่าวย่อมยังคงมีผลใช้บังคับต่อไปได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาเจตนาของเจ้ามรดกในส่วนที่ชอบด้วยกฎหมาย และหลีกเลี่ยงการทำให้พินัยกรรมทั้งฉบับสูญเสียผลโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาเป็นรายกรณีโดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงของข้อกำหนดต่าง ๆ และเจตนาโดยรวมของเจ้ามรดกเป็นสำคัญ 3 คำถาม ผู้จัดการมรดกมีอำนาจกำหนดผู้รับผลประโยชน์จากมรดกแทนเจ้ามรดกได้หรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่และอำนาจตามที่กฎหมายหรือพินัยกรรมกำหนดเท่านั้น โดยหลักแล้วไม่มีอำนาจกำหนดผู้รับมรดกแทนเจ้ามรดก เว้นแต่พินัยกรรมจะกำหนดไว้อย่างชัดเจนภายใต้กรอบที่กฎหมายยอมรับ หากพินัยกรรมเปิดช่องให้ผู้จัดการมรดกใช้ดุลพินิจโดยไม่มีหลักเกณฑ์หรือขอบเขตที่แน่นอน เช่น ให้เลือกผู้รับหรือกำหนดจำนวนทรัพย์ตามความเห็นของตน ย่อมขัดต่อหลักความแน่นอนของพินัยกรรม และอาจทำให้ข้อกำหนดนั้นเป็นโมฆะได้ ทั้งนี้กฎหมายต้องการให้การโอนทรัพย์มรดกเกิดขึ้นจากเจตนาของเจ้ามรดกโดยตรง มิใช่จากการตัดสินใจของบุคคลภายหลัง เพื่อป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบและรักษาความเป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย 4 คำถาม ศาลสามารถยกข้อกฎหมายที่คู่ความไม่ได้อ้างขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักทั่วไป ศาลจะพิจารณาคดีตามประเด็นที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กัน อย่างไรก็ตาม หากเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือศีลธรรมอันดี ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองแม้คู่ความจะมิได้อ้าง เนื่องจากเป็นหน้าที่ของศาลในการคุ้มครองระบบกฎหมายและประโยชน์สาธารณะ ตัวอย่างเช่น กรณีที่พินัยกรรมมีข้อกำหนดที่เป็นโมฆะเนื่องจากขาดความแน่นอน ศาลย่อมสามารถวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้โดยไม่จำเป็นต้องมีฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง หลักการนี้ช่วยป้องกันมิให้คำพิพากษาขัดต่อกฎหมายหรือก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมโดยรวม ทั้งยังเป็นการยืนยันบทบาทของศาลในฐานะผู้พิทักษ์ความยุติธรรมและความถูกต้องของกฎหมาย 5 คำถาม การไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในกำหนดเวลาถือเป็นเหตุถอดถอนผู้จัดการมรดกหรือไม่ คำตอบ การจัดทำบัญชีทรัพย์มรดกเป็นหน้าที่สำคัญของผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาดังกล่าวจะถือเป็นเหตุให้ถอดถอนหรือไม่ ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม หากเป็นเพียงการล่าช้าโดยไม่มีเจตนาทุจริต หรือไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่กองมรดกหรือผู้มีส่วนได้เสีย ศาลอาจเห็นว่ายังไม่ถึงขั้นต้องถอดถอน แต่หากปรากฏว่ามีการละเลยหน้าที่อย่างร้ายแรง ใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมีนัยสำคัญ ย่อมเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งถอดถอนได้ หลักการนี้สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับการพิจารณาความเหมาะสมในแต่ละกรณี 6 คำถาม บุคคลที่มีชื่อในพินัยกรรมมีสิทธิฟ้องร้องเรียกร้องเงินช่วยเหลือได้หรือไม่ คำตอบ หากพินัยกรรมมิได้กำหนดให้บุคคลดังกล่าวเป็นผู้รับพินัยกรรมโดยตรง แต่เพียงระบุให้ได้รับเงินช่วยเหลือตามความจำเป็น โดยให้ผู้จัดการมรดกเป็นผู้พิจารณา บุคคลนั้นย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องในทางกฎหมาย เนื่องจากมิใช่ผู้รับสิทธิในทรัพย์มรดกโดยชัดแจ้ง สิทธิของบุคคลดังกล่าวจึงเป็นเพียงความคาดหวัง มิใช่สิทธิที่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย อีกทั้งหากข้อกำหนดดังกล่าวมีลักษณะไม่แน่นอนจนเป็นโมฆะ ก็ยิ่งทำให้ไม่สามารถอ้างสิทธิใด ๆ ได้ หลักการนี้ย้ำให้เห็นว่าพินัยกรรมต้องกำหนดสิทธิให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมาย 7 คำถาม การให้ผู้จัดการมรดกแต่งตั้งผู้จัดการแทนต่อเนื่องโดยไม่จำกัดมีผลอย่างไร คำตอบ การกำหนดให้ผู้จัดการมรดกสามารถแต่งตั้งบุคคลอื่นมาทำหน้าที่แทนตนต่อไปได้โดยไม่จำกัด อาจก่อให้เกิดปัญหาในทางกฎหมาย เนื่องจากทำให้การบริหารจัดการทรัพย์มรดกขาดความแน่นอนและอาจยืดเยื้อโดยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งขัดต่อหลักการที่ต้องการให้การจัดการมรดกเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสม อีกทั้งยังอาจเปิดช่องให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่โปร่งใส ดังนั้น ข้อกำหนดลักษณะดังกล่าวอาจถูกตีความว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่มีผลบังคับ หากส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยหรือความเป็นธรรมในสังคม 8 คำถาม พินัยกรรมที่มีลักษณะคล้ายการตั้งผู้ปกครองทรัพย์สามารถใช้บังคับได้หรือไม่ คำตอบ พินัยกรรมที่มีลักษณะเป็นการตั้งผู้ปกครองทรัพย์มักใช้ในกรณีที่มีการยกทรัพย์ให้แก่บุคคลที่หย่อนความสามารถ เช่น ผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถ โดยกำหนดให้มีผู้ดูแลทรัพย์แทน แต่หากพินัยกรรมมิได้มีการยกทรัพย์ให้บุคคลดังกล่าวอย่างชัดเจน เพียงแต่กำหนดให้มีการบริหารทรัพย์และจ่ายเงินช่วยเหลือ ย่อมไม่เข้าลักษณะของการตั้งผู้ปกครองทรัพย์ตามกฎหมาย และอาจถูกพิจารณาว่าไม่สมบูรณ์หรือเป็นโมฆะได้ เนื่องจากขาดองค์ประกอบสำคัญของการโอนสิทธิในทรัพย์มรดก หลักการนี้ช่วยแยกแยะระหว่างพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายกับพินัยกรรมที่มีลักษณะคลุมเครือ การอธิบายหลักกฎหมาย ข้อ 1 ป.พ.พ มาตรา 1706 กำหนดให้พินัยกรรมเป็นโมฆะหากมีลักษณะขัดต่อกฎหมายหรือขาดองค์ประกอบสำคัญ โดยในกรณีตาม (2) และ (3) เน้นเรื่องความไม่แน่นอนของผู้รับพินัยกรรมหรือวัตถุแห่งพินัยกรรม กล่าวคือ หากไม่สามารถระบุได้ว่าทรัพย์จะตกแก่ใคร หรือไม่กำหนดขอบเขตสิทธิอย่างชัดเจน ย่อมถือว่าไม่เป็นพินัยกรรมที่สมบูรณ์ หลักนี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้การโอนทรัพย์เป็นไปโดยแน่นอนและลดข้อพิพาทในอนาคต มาตรา 1713 วางหลักเกี่ยวกับการตั้งผู้จัดการมรดก โดยรับรองให้การแต่งตั้งดังกล่าวมีผลตามพินัยกรรม แม้บางส่วนของพินัยกรรมจะมีปัญหา แต่หากสามารถแยกได้ การตั้งผู้จัดการมรดกยังคงสมบูรณ์ ส่วนมาตรา 1715 และบทที่เกี่ยวข้องกำหนดหน้าที่ของผู้จัดการมรดกให้ต้องดำเนินการตามเจตนาของเจ้ามรดกอย่างสุจริตและภายในกรอบกฎหมาย หลักรวมของบทบัญญัติเหล่านี้สะท้อนว่ากฎหมายให้ความสำคัญทั้งในด้านความชัดเจนของการโอนทรัพย์และการบริหารจัดการมรดกอย่างมีระบบและตรวจสอบได้ ข้อ 2 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) เป็นหลักว่าศาลจะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่คู่ความยกขึ้น เว้นแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ มาตรา 246 และ 247 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกาในการตรวจสอบข้อกฎหมายและยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยได้แม้ไม่มีการอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นนั้นโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับความถูกต้องของกฎหมายโดยรวม หลักการนี้มีความสำคัญในการคุ้มครองระบบกฎหมายไม่ให้เกิดผลที่ขัดต่อกฎหมายหรือกระทบต่อสาธารณะ ศาลฎีกาจึงมีบทบาทไม่เพียงแต่เป็นผู้ตัดสินข้อพิพาทระหว่างคู่ความ แต่ยังเป็นผู้รักษาหลักนิติธรรมและความสงบเรียบร้อยของสังคม การให้อำนาจดังกล่าวทำให้สามารถแก้ไขข้อบกพร่องทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นต่อสู้กันก็ตาม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15201/2558 ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่มิได้กำหนดให้บุคคลใดได้รับทรัพย์มรดก เพียงแต่ให้ผู้จัดการมรดกจ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีชื่อตามความจำเป็น นับว่าเป็นการไม่กำหนดตัวบุคคลแน่นอนให้เป็นผู้รับพินัยกรรม ทั้งระบุไว้ไม่ชัดแจ้งจนไม่อาจที่จะทราบแน่นอนได้ว่าให้ทรัพย์สินแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใดตามแต่ใจของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการทรัพย์มรดก จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (2) และ (3) และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 ยกขึ้นวินิจฉัยตามมาตรา 142 (5) แม้ข้อกำหนดในพินัยกรรมตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1706 (2) และ (3) แต่พินัยกรรมในส่วนที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาตั้งผู้จัดการมรดกยังคงสมบูรณ์ หาตกเป็นโมฆะไปด้วยไม่ คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2554 ตั้งนางกรรณภรณ์ ผู้ร้อง เป็นผู้จัดการมรดกของนายมิลินท์ ผู้ตาย ผู้คัดค้านทั้งสามยื่นคำร้องขอให้ถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกและตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้องขอ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนนางกรรณภรณ์ ผู้ร้อง จากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายมิลินท์ ผู้ตาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่า ให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้านทั้งสามค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านทั้งสามว่า มีเหตุผลสมควรถอนผู้ร้องออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว ทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม มีอยู่ 5 รายการ ได้แก่ 1) อาคารเลขที่ 321, 321/1 และ 323 พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 2741, 2742, 2743 ตำบลถนนสี่พระยา กรุงเทพมหานคร โดยเจ้ามรดกมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ 1 ใน 4 ส่วน 2) อาคารพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 4868 ตำบลพัทยาใต้ อำเภอหนองปรือ จังหวัดชลบุรี 3) บ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 13725 ตำบลหัวหมาก ถนนรามคำแหง อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 4) เงินฝากในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก 2 บัญชี 5) เงินฝากในธนาคารออมสิน สาขาถนนเพชรบุรี 2 บัญชี ทรัพย์มรดกทั้ง 5 รายการดังกล่าว เจ้ามรดกกำหนดในพินัยกรรมเพียงว่าทรัพย์รายการที่ 1 หากมีการขายทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมเกิดขึ้น หรือในกรณีที่ยังไม่มีการขายเกิดขึ้น ให้นำเงินส่วนที่ได้จากการขายหรือเงินค่าเช่าและผลประโยชน์ ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก ทรัพย์รายการที่ 2 ที่ 3 ให้นำเงินที่ได้จากการขายหรือให้เช่า ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก เช่นเดียวกัน โดยให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเจ้ามรดกระบุชื่อในพินัยกรรมให้เป็นผู้จัดการทรัพย์มรดกดังกล่าว มีอำนาจเพียง 1) ตรวจสภาพทรัพย์และผลประโยชน์ของทรัพย์รายการที่ 1 กับรับเงินค่าเช่าและผลประโยชน์อันเป็นดอกผลของทรัพย์ หรือราคาที่ได้จากการขายทรัพย์ดังกล่าวตามส่วนของเจ้ามรดกรวมทั้งทรัพย์รายการที่ 2 ที่ 3 ฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก 2) ถอนและนำเงินจากบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก ทั้ง 2 บัญชี และในธนาคารออมสิน สาขาถนนเพชรบุรี อีก 2 บัญชี มาบำรุงรักษาผู้ที่อยู่อาศัยร่วมกัน โดยระบุชื่อบุคคลที่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือจากกองมรดกตามความจำเป็น และให้อำนาจผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 คนใดคนหนึ่งมีสิทธิพิจารณาไม่ให้ความช่วยเหลือบุคคลดังกล่าวได้ โดยบุคคลนั้น ๆ ไม่มีสิทธิฟ้องร้องผู้ร้องหรือผู้คัดค้านที่ 1 เห็นว่า ตามข้อความในพินัยกรรมเจ้ามรดกมิได้กำหนดบุคคลใดเป็นทายาทที่จะได้รับทรัพย์มรดกตกทอดโดยพินัยกรรม อันจะสามารถเรียกว่าผู้รับพินัยกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 1 บทเบ็ดเสร็จทั่วไป หมวด 1 การตกทอดแห่งทรัพย์มรดก มาตรา 1603 วรรคสาม ข้อความตามพินัยกรรมมีลักษณะเป็นพินัยกรรมที่ตั้งผู้ปกครองทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ลักษณะ 3 หมวด 4 ซึ่งจะมีได้แต่การทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลผู้หย่อนความสามารถ เช่น ผู้เยาว์ คนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ หรือบุคคลซึ่งต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเพราะเหตุวิกลจริตตามมาตรา 1687 วรรคหนึ่ง เท่านั้น เมื่อพินัยกรรมไม่กำหนดให้มีทายาทเป็นผู้รับมรดกตกทอด มีเพียงกำหนดตัวบุคคลผู้มีสิทธิจะได้รับผลประโยชน์ในดอกผลจากทรัพย์มรดก ส่วนผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งพินัยกรรมระบุให้เป็นผู้จัดการมรดกก็ไม่มีอำนาจจัดการแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่บุคคลตามพินัยกรรม มีหน้าที่เพียงรวบรวมเงินดอกผลของทรัพย์มรดกหรือเงินที่ได้จากการขายทรัพย์มรดกมาฝากเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคาร และนำเงินจากบัญชีเงินฝากของเจ้ามรดกในธนาคารมาบำรุงรักษาผู้อยู่อาศัยร่วมกัน และช่วยเหลือบุคคลที่ระบุชื่อตามความจำเป็น โดยบุคคลดังกล่าวไม่มีสิทธิฟ้องร้องผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ที่สำคัญพินัยกรรมของเจ้ามรดกยังมีข้อกำหนดให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ในฐานะผู้จัดการทรัพย์มรดก มีสิทธิตั้งผู้จัดการแทนตนสืบต่อไปได้สุดแต่จะเห็นสมควร อันทำให้ก่อนผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 และบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการจากผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 ถึงแก่ความตายสามารถแต่งตั้งหรือมอบหมายบุคคลอื่นทำหน้าที่ดังกล่าวต่อไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด ข้อกำหนดดังกล่าวในพินัยกรรมเจ้ามรดกมิได้กำหนดให้โอนทรัพย์มรดกแก่บุคคลใดเพียงแต่กำหนดให้จ่ายเงินช่วยเหลือแก่ผู้มีชื่อตามความจำเป็นเท่านั้นซึ่งนับว่าเป็นการไม่กำหนดตัวบุคคลแน่นอนให้เป็นผู้รับพินัยกรรม ทั้งระบุไว้ไม่ชัดแจ้งจนไม่อาจที่จะทราบแน่นอนได้ว่าให้ทรัพย์สินแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใดตามแต่ใจของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1706 (2) และ (3) และเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลฎีกาเห็นสมควรอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 246 ยกขึ้นวินิจฉัย ตามมาตรา 142 (5) แต่อย่างไรก็ตาม แม้ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่เจ้ามรดกไม่กำหนดตัวบุคคลแน่นอนเป็นผู้รับพินัยกรรมและระบุไม่ชัดแจ้งว่าให้ทรัพย์สินแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใดจำนวนมากน้อยเพียงใดตามแต่ใจของผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1 จะตกเป็นโมฆะ แต่พินัยกรรมในส่วนที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาตั้งผู้ร้องและผู้คัดค้านที่ 1เป็นผู้จัดการมรดกยังคงสมบูรณ์อยู่ ทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา1713 วรรคท้าย ก็บัญญัติให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกตามข้อกำหนดพินัยกรรม แต่เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 เคยตกลงถอนตัวจากการเป็นผู้จัดการมรดกโดยจะไม่เข้ายุ่งเกี่ยวกับการจัดการมรดกของผู้ร้องอีกต่อไป ผู้คัดค้านทั้งสามจึงมายื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกหาได้ไม่ สำหรับผู้ร้องซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมย่อมมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรมและเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 แม้มาตรา 1728 จะกำหนดให้ผู้ร้องต้องทำบัญชีทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายระบุไว้ก็ตาม แต่ทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้จัดการมีอยู่เพียงรายการเดียว คือ บ้านพร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 13725 ตำบลหัวหมาก อำเภอบางกะปิ กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 208 ตารางวา เท่านั้น ซึ่งมิได้มีข้อยุ่งยากแก่การจัดการแต่อย่างใด การที่ผู้ร้องมิได้จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกภายในเวลาที่กฎหมายกำหนดและมิได้เรียกประชุมทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย กรณียังไม่พอที่จะถือว่าผู้ร้องเพิกเฉยไม่ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้จัดการมรดก ส่วนที่ผู้คัดค้านทั้งสามอ้างว่า ผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 มีอำนาจร่วมถอนเงินในบัญชีของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาหัวหมาก นั้น เมื่อข้อกำหนดดังกล่าวในพินัยกรรมเป็นโมฆะดังวินิจฉัยข้างต้นเสียแล้ว ผู้คัดค้านทั้งสามจึงไม่อาจอ้างสิทธิตามข้อกำหนดดังกล่าวได้กรณียังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะถอดถอนผู้ร้องจากการเป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




.jpg)