
| อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองที่ระบุให้จำเลยได้รับมรดก และการวินิจฉัยประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และ 240 โดยศาลชี้ว่าอุทธรณ์ต้องระบุข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างชัดแจ้ง มิใช่เพียงคัดลอกคำให้การเดิม การอุทธรณ์ที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวย่อมไม่อาจรับไว้พิจารณา สรุปข้อเท็จจริงของคดี •คู่ความ: โจทก์สองคน (ทายาทโดยธรรม) ฟ้องจำเลยสามคนเพื่อเพิกถอนพินัยกรรมของนายสมนึก เจ้ามรดก •พินัยกรรม: จัดทำเป็นพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ยกที่ดิน 4 แปลงให้แก่จำเลยทั้งสาม โดยมีนางสม และนายวิรัตน์ (สามีชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1) เป็นพยาน •ปัญหา: ปลัดอำเภอผู้ทำพินัยกรรมแจ้งเพียงว่าพยานต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย แต่ไม่ได้แจ้งข้อห้ามเกี่ยวกับคู่สมรสของผู้รับมรดก •คำขอของโจทก์: เพิกถอนพินัยกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้หลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และ มาตรา 252 ซึ่งเป็นหัวใจของคำพิพากษาฎีกานี้ เพราะคดีนี้ไม่ได้ถูกวินิจฉัยในสาระของพินัยกรรมมากนัก แต่ศาลฎีกามุ่งไปที่ “ความชอบด้วยกฎหมายของอุทธรณ์” เป็นหลัก สาระสำคัญที่สำคัญที่สุดพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ 1. อุทธรณ์ต้องระบุข้อโต้แย้งคำพิพากษาอย่างชัดแจ้ง (มาตรา 225 ป.วิ.พ.) ศาลฎีกาย้ำว่า อุทธรณ์ที่ดีต้องแสดงว่า “ศาลชั้นต้นผิดอย่างไร – เพราะเหตุใด – ที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร” หากไม่ระบุอย่างชัดแจ้ง อุทธรณ์นั้นเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบทันที 2. อุทธรณ์ที่คัดลอกคำให้การถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 คัดลอกคำให้การเดิมแทบทั้งหมด ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลต้นอย่างเจาะจง ศาลจึงวินิจฉัยว่าอุทธรณ์นี้ไม่ชอบตามมาตรา 225 และไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะรับไว้พิจารณา 3. ศาลอุทธรณ์พิจารณาได้เฉพาะอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย (มาตรา 240 ป.วิ.พ.) แม้ว่ามาตรา 240 จะกำหนดหน้าที่ต่าง ๆ ของศาลอุทธรณ์ แต่ศาลฎีกาเน้นว่า ศาลอุทธรณ์จะเข้ากระบวนพิจารณาได้ก็ต่อเมื่ออุทธรณ์นั้น “ชอบด้วยกฎหมายก่อน” ดังนั้นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบย่อมไม่ต้องเข้าสู่การพิจารณา 4. ประเด็นที่ไม่ยกในศาลอุทธรณ์ ไม่อาจยกขึ้นฎีกาได้ (มาตรา 252 ป.วิ.พ.) เมื่ออุทธรณ์ไม่ชอบ ทำให้ไม่มี “ขอบเขตของการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์” จึงไม่อาจนำประเด็นอื่นมายกเพิ่มเติมในชั้นฎีกาได้ เพราะเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกในศาลอุทธรณ์มาก่อน 5. ประเด็นพินัยกรรมไม่ถูกศาลฎีกาพิจารณาเพราะติดขัดเรื่องวิธีพิจารณา แม้คดีเริ่มจากการเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง แต่สาระในชั้นฎีกาไม่ได้เข้าไปถึงเนื้อหาพินัยกรรมเลย เนื่องจากอุทธรณ์ไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่สามารถพิจารณาเนื้อหาคดีในส่วนอื่นได้ คำวินิจฉัยของศาล ศาลชั้นต้น •วินิจฉัยว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ให้ทรัพย์แก่จำเลยที่ 1 เป็น โมฆะ •ให้ส่วนที่โมฆะตกทอดแก่โจทก์และทายาทโดยธรรมอื่น •ให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการจดทะเบียนผู้จัดการมรดก และชำระค่าทนายความ 5,000 บาท •ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และ 3 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 •ยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 โดยให้เหตุว่าอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย •คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้จำเลยที่ 1 ศาลฎีกา •วินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ว่าอุทธรณ์ต้องระบุข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างชัดเจน ทั้งเหตุผลและข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง •อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นเพียงการคัดลอกคำให้การเดิม ไม่ได้ระบุข้อโต้แย้งชัดเจน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย •ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยถูกต้องแล้ว •ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น •พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ การขยายความประเด็นทางกฎหมาย 1.หลักเกณฑ์ความชอบด้วยกฎหมายของอุทธรณ์ (ป.วิ.พ. มาตรา 225) oอุทธรณ์ต้องชัดเจน ระบุข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่โต้แย้ง oต้องมีเหตุผลและข้อเสนอว่าที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร oการคัดลอกคำให้การเดิมมาใส่โดยไม่เพิ่มเนื้อหาวิจารณ์คำพิพากษา ไม่ถือเป็นอุทธรณ์ที่ถูกต้อง 2.กระบวนการพิจารณาตามมาตรา 240(2) oศาลอุทธรณ์จะดำเนินการพิจารณาได้ต่อเมื่ออุทธรณ์นั้นชอบด้วยกฎหมาย oหากอุทธรณ์ไม่ชอบ ศาลไม่มีหน้าที่วินิจฉัยเนื้อหา 3.ผลของการเป็นพยานที่เป็นคู่สมรสของผู้รับมรดก oพยานในพินัยกรรมต้องไม่มีส่วนได้เสีย oคู่สมรสของผู้รับมรดกถือว่ามีส่วนได้เสียโดยอ้อม อาจทำให้พินัยกรรมในส่วนนั้นตกเป็นโมฆะ IRAC Analysis Issue (ปัญหา) •อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งคัดลอกคำให้การเดิมโดยไม่ระบุข้อโต้แย้งชัดเจน ถือว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ •พินัยกรรมที่มีคู่สมรสของผู้รับมรดกเป็นพยานมีผลเป็นโมฆะหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) •ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง: อุทธรณ์ต้องระบุข้อโต้แย้งคำพิพากษาอย่างชัดแจ้ง พร้อมเหตุผล •ป.วิ.พ. มาตรา 240(2): ศาลอุทธรณ์พิจารณาได้ต่อเมื่ออุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมาย •กฎหมายพินัยกรรม: พยานต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย Application (การปรับใช้) •อุทธรณ์จำเลยที่ 1 คัดลอกคำให้การเดิม ไม่ได้ชี้ประเด็นหรือเหตุผลใหม่ จึงไม่ชอบตามมาตรา 225 •ศาลอุทธรณ์จึงไม่ต้องพิจารณาเนื้อหา และศาลฎีกาเห็นพ้อง •พินัยกรรมในส่วนจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะเพราะมีคู่สมรสของผู้รับมรดกเป็นพยาน ซึ่งมีส่วนได้เสีย Conclusion (ข้อสรุป) •อุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับพิจารณา •พินัยกรรมในส่วนจำเลยที่ 1 โมฆะ ตกทอดให้ทายาทตามกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย •การยื่นอุทธรณ์ต้องเขียนให้ชัดเจน มีเหตุผลและข้อเสนอแนะ ไม่ใช่เพียงคัดลอกคำให้การเดิม •พยานในพินัยกรรมต้องไม่มีส่วนได้เสีย รวมถึงคู่สมรสของผู้รับมรดก •การละเลยรายละเอียดขั้นตอนทางกฎหมาย อาจทำให้เสียสิทธิในการต่อสู้คดี English Summary The Supreme Court Judgment No. 5668/2567 concerns the revocation of a will due to a witness being the spouse of a beneficiary and the legal requirements for a valid appeal under the Civil Procedure Code Sections 225 and 240. The Court held that an appeal must clearly state objections to the lower court’s decision, supported by reasons and proposed corrections. Copying previous pleadings without specific objections is invalid. Consequently, the Court affirmed the lower court’s ruling, declaring the will partially void and rejecting the defendant’s appeal. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมของนายสมนึกยกมรดกให้จำเลยทั้งสาม มีคู่สมรสของจำเลยที่ 1 เป็นพยาน ซึ่งคดีนี้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โดยคัดลอกคำให้การเดิม ไม่ระบุข้อโต้แย้งต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างชัดเจน จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 และไม่อาจรับไว้พิจารณาตามมาตรา 240(2) ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 6 ว่าไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว และฎีกาข้ออื่นที่ไม่ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ก็ไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5668/2567 อุทธรณ์ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นประเด็นในการวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการคัดลอกคำให้การของจำเลยทั้งสามมาเกือบทั้งสิ้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะพึงรับไว้พิจารณา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 240 (2) นั้น อุทธรณ์ดังกล่าวต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายสมนึก เจ้ามรดก ในส่วนที่ยกทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม โดยหากจำเลยไม่ดำเนินการให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง คู่ความรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่าเจ้านายสมนึกทำพินัยกรรมยกที่ดิน 4 แปลงให้จำเลยทั้งสาม โดยมีนางสมและนายวิรัตน์ สามีของจำเลยที่ 1 เป็นพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมส่วนที่ให้ทรัพย์แก่จำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ ให้ทรัพย์ในส่วนนั้นตกแก่โจทก์และทายาทโดยธรรมอื่น พร้อมให้จำเลยที่ 1 เพิกถอนการจดทะเบียนผู้จัดการมรดก หากไม่ดำเนินการให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่าอุทธรณ์เป็นเพียงการคัดลอกคำให้การเดิม มิได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยชัดแจ้ง จึงเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และยกอุทธรณ์ ศาลฎีกาเห็นพ้องว่าอุทธรณ์ต้องระบุข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างชัดเจน เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยโดยชอบ และเมื่อไม่มีประเด็นที่พิจารณาในชั้นอุทธรณ์ ฎีกาข้ออื่นก็เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวโดยชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายืน โดยคืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลยที่ 1 ตามที่กฎหมายกำหนด. ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายสมนึก เจ้ามรดกในส่วนของจำเลยที่ 1 แล้วให้โจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกมีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยทั้งสามไปเพิกถอนการจดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมที่ได้จดทะเบียนเป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมไว้ที่สำนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำขอให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาโดยจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันออกค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสองขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสามยอมรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่า เจ้ามรดกได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองไว้ โดยระบุให้ยกที่ดินมีโฉนดทั้ง 4 แปลงตามฟ้องให้แก่จำเลยทั้งสามเป็นผู้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าว มีนางสม และนายวิรัตน์ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยานและมีปลัดอำเภอซึ่งได้รับมอบหมายจากนายอำเภอให้เป็นผู้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองดังกล่าว ปลัดอำเภอผู้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองได้แจ้งให้ผู้ทำพินัยกรรมทราบว่าพยานต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย แต่มิได้แจ้งเรื่องห้ามมิให้คู่สมรสของผู้รับมรดกตามพินัยกรรมเป็นพยานในพินัยกรรม และไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมในส่วนที่ยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะและให้ส่วนที่ตกเป็นโมฆะตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองและทายาทโดยธรรมอื่นของนายสมนึก เจ้ามรดก ให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนผู้จัดการมรดก หากไม่ดำเนินการให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองในส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยที่ 2 และที่ 3 และค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เบื้องต้นว่า นายสมนึก เจ้ามรดกทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองระบุให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้รับทรัพย์มรดกและเป็นผู้จัดการมรดก มีนางสม และนายวิรัตน์ สามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อุทธรณ์ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งถึงข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นประเด็นในการวินิจฉัยในชั้นอุทธรณ์ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการคัดลอกคำให้การของจำเลยทั้งสามมาเกือบทั้งสิ้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นไว้โดยชัดแจ้งดังกล่าว จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายอันจะพึงรับไว้พิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ทั้งการที่ศาลอุทธรณ์จะดำเนินกระบวนพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 240 (2) นั้น อุทธรณ์ดังกล่าวต้องเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเสียก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ได้พิจารณาในชั้นอุทธรณ์มาแล้ว ฎีกาข้ออื่นจึงเป็นฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดแก่จำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของนายสมนึก เจ้ามรดก ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองในส่วนที่ยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากมีพยานลงลายมือชื่อเป็นคู่สมรสของผู้รับมรดกซึ่งอาจมีส่วนได้เสีย และฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกของจำเลยทั้งสาม แต่เมื่อจำเลยที่ 1 อุทธรณ์กลับมิได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแม้แต่น้อย กลับคัดลอกคำให้การเดิมเกือบทั้งหมดแล้วระบุเพียงว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงเกิดปัญหาว่า อุทธรณ์ดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 หรือไม่ และศาลอุทธรณ์มีอำนาจไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวหรือไม่ ธงคำตอบ ตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. อุทธรณ์ต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึงข้อโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ด้วยเหตุผลใด และคำวินิจฉัยที่ถูกต้องควรเป็นอย่างไร อันเป็นการกำหนด “ขอบเขตข้อพิพาทชั้นอุทธรณ์” ที่ศาลต้องใช้ประกอบการวินิจฉัย เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้โต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นเลย แต่เพียงคัดลอกคำให้การเดิมแทบทั้งหมด ย่อมไม่ถือเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงมีอำนาจไม่รับวินิจฉัยโดยชอบ และศาลฎีกายืนยันแนววินิจฉัยดังกล่าว ดังนั้นอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามมาตรา 225 และไม่จำต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ตามมาตรา 240 (2) ข้อ 2 เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 225 เนื่องจากไม่ได้แสดงข้อโต้แย้งใดต่อคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 จึงฎีกาโดยยกประเด็นใหม่ เช่น ความสมบูรณ์ของพินัยกรรม การมีส่วนได้เสียของพยาน หรือการออกคำสั่งเพิกถอนผู้จัดการมรดก ซึ่งล้วนเป็นเรื่องเนื้อหาของคดีในชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ แต่จำเลยมิได้กล่าวอ้างในอุทธรณ์มาก่อน จึงต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 สามารถยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกาได้หรือไม่ ธงคำตอบ เมื่ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ถูกวินิจฉัยว่าไม่ชอบ ย่อมเท่ากับว่าไม่เคยมีการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์ในส่วนเนื้อหาคดีเลย เพราะอุทธรณ์ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ต้องยกขึ้นโดยชอบในชั้นอุทธรณ์จึงไม่มีปรากฏ และเมื่อจำเลยยกฎีกาเพิ่มเติมในประเด็นอื่นที่ไม่ได้ยกในศาลอุทธรณ์มาก่อน ย่อมเป็นฎีกาที่ขัดต่อมาตรา 252 ป.วิ.พ. ซึ่งกำหนดชัดว่า การฎีกาต้องเป็นเรื่องที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ เว้นแต่เป็นเรื่องอำนาจศาลหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขในคดีนี้ ดังนั้นศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาในประเด็นอื่นของจำเลยที่ 1 ทั้งหมด ข้อ 3 พินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองของนายสมนึก มีนางสมและนายวิรัตน์ ซึ่งเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน แม้ว่าปลัดอำเภอผู้ทำพินัยกรรมจะได้แจ้งว่าพยานต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย แต่ไม่ได้แจ้งว่า “คู่สมรสของผู้รับมรดก” ก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ห้ามเป็นพยานเช่นกัน จึงเกิดปัญหาว่า พินัยกรรมในส่วนที่ยกให้จำเลยที่ 1 ยังคงใช้บังคับได้หรือเป็นโมฆะ และมีผลอย่างไรต่อสิทธิของทายาทโดยธรรมอื่น ธงคำตอบ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คู่สมรสของผู้รับมรดกย่อมเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียในพินัยกรรม การที่นายวิรัตน์ ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นพยานเป็นการฝ่าฝืนหลักการเกี่ยวกับความเป็นกลางของพยานในพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนที่ยกทรัพย์ให้จำเลยที่ 1 จึงตกเป็นโมฆะ และทรัพย์ดังกล่าวตกทอดแก่โจทก์และทายาทโดยธรรมอื่น โดยศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาเนื้อหาส่วนนี้ต่อเพราะอุทธรณ์ไม่ชอบ แต่ผลของคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงมีผลบังคับ ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความสำคัญของหลักการว่าพยานในพินัยกรรมต้องไม่มีส่วนได้เสียไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ข้อ 4 โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนผู้จัดการมรดกของจำเลยทั้งสาม โดยให้เหตุผลว่าเมื่อพินัยกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะ การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมก็ต้องถูกเพิกถอนด้วย แต่จำเลยอ้างว่าตนได้จดทะเบียนตามพินัยกรรมโดยชอบ และไม่มีเหตุให้เพิกถอน จึงต้องวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมที่มีปัญหาเรื่องความสมบูรณ์ของพินัยกรรมสามารถถูกเพิกถอนได้หรือไม่ ธงคำตอบ ในเมื่อข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนที่ให้แก่จำเลยที่ 1 ตกเป็นโมฆะโดยศาลชั้นต้นวินิจฉัยแล้ว การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมย่อมไม่สามารถดำรงอยู่เหนือความบกพร่องดังกล่าวได้ ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการเพิกถอนการจดทะเบียนผู้จัดการมรดก หากไม่ดำเนินการก็ให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ทั้งนี้ศาลฎีกามิได้ตรวจสอบความถูกต้องในเนื้อหานี้เพราะอุทธรณ์ไม่ชอบ แต่คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนนี้ยังมีผลสมบูรณ์ ซึ่งแสดงหลักการว่า ผู้จัดการมรดกที่อาศัยพินัยกรรมที่มีข้อบกพร่องย่อมต้องเพิกถอนสถานะเพื่อนำไปสู่การจัดการมรดกโดยทายาทโดยธรรมตามกฎหมายต่อไป ข้อ 5 ปลัดอำเภอผู้ทำพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมืองแจ้งผู้ทำพินัยกรรมเพียงว่า “พยานต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย” แต่ไม่ได้แจ้งว่า “คู่สมรสของผู้รับมรดก” ก็เป็นผู้มีส่วนได้เสียด้วย อีกทั้งไม่ได้ตรวจสอบพยานหรือสืบพยานเพิ่มเติม จึงเกิดปัญหาว่า การดำเนินกระบวนการทำพินัยกรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานอาจทำให้พินัยกรรมไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีผลอย่างไรต่อผู้เกี่ยวข้อง ธงคำตอบ แม้ปลัดอำเภอจะแจ้งหลักเกณฑ์เบื้องต้นเกี่ยวกับพยาน แต่ไม่ได้อธิบายถึงข้อยกเว้นที่สำคัญ เช่น ห้ามคู่สมรสของผู้รับมรดกเป็นพยาน และไม่ได้มีการสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อยืนยันว่าพยานไม่มีส่วนได้เสีย การปฏิบัติเช่นนี้ทำให้พินัยกรรมมีข้อบกพร่องโดยตรง เนื่องจากพยานขาดความเป็นกลางตามหลักของพินัยกรรมเอกสารฝ่ายเมือง ศาลชั้นต้นจึงถือว่าส่วนพินัยกรรมที่ให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นโมฆะ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาไม่ได้พิจารณาเนื้อหานี้ต่อเนื่องจากอุทธรณ์ไม่ชอบ แต่คดีนี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญว่าการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐในกระบวนการทำพินัยกรรมต้องรอบคอบและต้องอธิบายข้อกฎหมายสำคัญให้ชัดเจน มิฉะนั้นอาจทำให้เอกสารสำคัญของผู้ทำพินัยกรรมตกเป็นโมฆะและส่งผลกระทบถึงบุคคลหลายฝ่าย |



.png)
