
| พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้เป็นมรดกก็โอนไม่ได้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดทางกฎหมายของที่ดินที่ได้มาจากการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และผลทางกฎหมายของพินัยกรรมที่กำหนดให้โอนที่ดินดังกล่าวแก่บุคคลอื่น โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า แม้ผู้ตายจะทำพินัยกรรมยกที่ดินให้แก่บุคคลหนึ่ง แต่หากที่ดินนั้นเป็นที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะกำหนดข้อห้ามในการโอนสิทธิไว้อย่างชัดเจน การกระทำดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ “ข้อห้ามโดยกฎหมาย” และ “ผลของนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม” ซึ่งศาลฎีกาได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า พินัยกรรมที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายย่อมตกเป็นโมฆะ และไม่อาจนำมาเป็นฐานในการเรียกร้องสิทธิใด ๆ ได้ แม้จะเป็นการจัดการทรัพย์มรดกก็ตาม ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ดำเนินการแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรม โดยเฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 20806 ซึ่งผู้ตายระบุในพินัยกรรมให้แก่บุคคลในครอบครัว อย่างไรก็ตาม ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ผู้ตายได้รับสิทธิตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 จำเลยปฏิเสธ โดยโต้แย้งว่าพินัยกรรมดังกล่าวขัดต่อกฎหมาย ขณะที่ผู้ร้องสอดบางรายขอให้บังคับตามพินัยกรรม และอีกฝ่ายหนึ่งโต้แย้งว่าพินัยกรรมเป็นโมฆะ ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญคือ พินัยกรรมที่กำหนดให้โอนที่ดิน ส.ป.ก. ให้แก่บุคคลอื่น มีผลใช้บังคับได้หรือไม่ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 กำหนดว่า ที่ดิน ส.ป.ก. ห้ามโอน เว้นแต่ ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรม โอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. ขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 บัญญัติว่า นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย เป็นโมฆะ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะจำกัดสิทธิการโอนอย่างชัดเจน และไม่เปิดโอกาสให้เจ้าของกำหนดในพินัยกรรมยกให้บุคคลอื่นได้ ดังนั้น พินัยกรรมในส่วนดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 เมื่อพินัยกรรมเป็นโมฆะ โจทก์จึงไม่อาจอ้างสิทธิเรียกร้องให้แบ่งมรดกตามพินัยกรรมได้ การวิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของ “กฎหมายพิเศษมีผลเหนือกฎหมายทั่วไป” กล่าวคือ แม้กฎหมายมรดกจะเปิดโอกาสให้ทำพินัยกรรมได้ แต่หากทรัพย์นั้นอยู่ภายใต้กฎหมายพิเศษที่จำกัดสิทธิ เช่น ที่ดิน ส.ป.ก. สิทธิในการกำหนดพินัยกรรมย่อมถูกจำกัดไปด้วย เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 39 มีเจตนารมณ์เพื่อ ป้องกันการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินเกษตรกรรม รักษาที่ดินไว้ให้เกษตรกรใช้ประโยชน์ ป้องกันการเก็งกำไรในที่ดิน แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสม่ำเสมอว่า หากนิติกรรมใดขัดต่อข้อห้ามของกฎหมายพิเศษ ย่อมตกเป็นโมฆะ แม้จะอยู่ในรูปแบบพินัยกรรมก็ตาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้แบ่งที่ดินตามพินัยกรรม โดยให้โอนกรรมสิทธิ์แก่ผู้รับตามพินัยกรรม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง เห็นว่าพินัยกรรมขัดต่อกฎหมายที่ดิน ส.ป.ก. 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าพินัยกรรมมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย จึงเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้แบ่งมรดกตามพินัยกรรม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ข้อจำกัดสิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมายพิเศษย่อมมีผลผูกพันเหนือเสรีภาพในการจัดการทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก แม้พินัยกรรมจะเป็นการแสดงเจตนาโดยชอบ แต่หากมีเนื้อหาขัดต่อข้อห้ามโดยชัดแจ้งแห่งกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด และไม่อาจก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้รับพินัยกรรมได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า “พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก.” สามารถมีผลใช้บังคับได้หรือไม่ ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายพิเศษ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. “ข้อห้ามโอนที่ดิน ส.ป.ก. (มาตรา 39)” ที่ดินดังกล่าวไม่สามารถโอนให้บุคคลอื่นได้ เว้นแต่ตกทอดโดยธรรมเท่านั้น จึงตัดสิทธิการกำหนดพินัยกรรม 2. “นิติกรรมต้องห้ามเป็นโมฆะ (มาตรา 150)” เมื่อพินัยกรรมมีวัตถุประสงค์ขัดต่อกฎหมาย ย่อมไม่มีผลทางกฎหมายตั้งแต่ต้น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-พินัยกรรมสามารถยกที่ดิน ส.ป.ก. ให้บุคคลอื่นได้หรือไม่ คำตอบ พินัยกรรมไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการโอนที่ดิน ส.ป.ก. ให้แก่บุคคลอื่นได้ เนื่องจากพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 กำหนดข้อห้ามไว้อย่างชัดเจนว่าที่ดินดังกล่าวไม่อาจโอนให้แก่บุคคลทั่วไปได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรมเท่านั้น การที่เจ้ามรดกกำหนดในพินัยกรรมให้โอนที่ดิน ส.ป.ก. ให้แก่บุคคลใด แม้จะเป็นบุคคลในครอบครัว แต่หากไม่ใช่การตกทอดโดยธรรม ย่อมเป็นการขัดต่อบทบัญญัติกฎหมายโดยตรง พินัยกรรมในส่วนดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมายและตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้รับพินัยกรรมแต่อย่างใด 2. คำถาม-หากพินัยกรรมเป็นโมฆะ ผู้รับพินัยกรรมยังมีสิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกได้หรือไม่ คำตอบ เมื่อพินัยกรรมตกเป็นโมฆะ ย่อมถือเสมือนไม่มีพินัยกรรมในส่วนที่ขัดต่อกฎหมายนั้น ผู้ที่อ้างสิทธิตามพินัยกรรมดังกล่าวจึงไม่สามารถใช้เป็นฐานสิทธิในการเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิของบุคคลนั้นอาจยังคงมีอยู่หากเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายมรดก แต่ต้องใช้สิทธิในฐานะทายาทโดยธรรม มิใช่ในฐานะผู้รับพินัยกรรม ศาลจะพิจารณาแยกส่วนอย่างชัดเจนระหว่างสิทธิที่เกิดจากพินัยกรรมกับสิทธิที่เกิดจากกฎหมาย หากสิทธิใดตั้งอยู่บนพินัยกรรมที่เป็นโมฆะ ย่อมไม่อาจรับฟังได้ 3. คำถาม-ที่ดิน ส.ป.ก. สามารถตกทอดทางมรดกได้หรือไม่ คำตอบ ที่ดิน ส.ป.ก. สามารถตกทอดทางมรดกได้ แต่จำกัดเฉพาะ “ทายาทโดยธรรม” ตามกฎหมายเท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ที่ดินยังคงอยู่ในระบบเกษตรกรรม ไม่ถูกนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือเก็งกำไร การตกทอดดังกล่าวต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เช่น ผู้รับต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรและสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย หากไม่เข้าเงื่อนไข อาจไม่สามารถรับสิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ 4. คำถาม-เหตุใดกฎหมายจึงห้ามโอนที่ดิน ส.ป.ก. ผ่านพินัยกรรม คำตอบ ข้อห้ามดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการเปลี่ยนมือของที่ดินเกษตรกรรมไปสู่บุคคลที่ไม่ได้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเพื่อป้องกันการนำที่ดินไปใช้ในทางที่ผิดจากเจตนารมณ์ของรัฐ กฎหมายจึงจำกัดช่องทางการโอนอย่างเข้มงวด โดยอนุญาตเฉพาะการตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมเท่านั้น การใช้พินัยกรรมเป็นช่องทางเลี่ยงข้อจำกัดดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่กฎหมายไม่ยอมรับ และถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม 5. คำถาม-ผู้จัดการมรดกมีอำนาจโอนที่ดิน ส.ป.ก. ตามพินัยกรรมได้หรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์มรดกตามขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่สามารถใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาตได้ แม้จะมีพินัยกรรมระบุให้โอนที่ดิน ส.ป.ก. ให้แก่บุคคลหนึ่ง หากพินัยกรรมนั้นขัดต่อกฎหมาย ผู้จัดการมรดกก็ไม่อาจดำเนินการตามนั้นได้ การกระทำใดที่ฝ่าฝืนข้อห้ามของกฎหมายย่อมไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย และอาจทำให้ผู้จัดการมรดกต้องรับผิดได้หากกระทำโดยฝ่าฝืนหน้าที่ 6. คำถาม-หากมีการแบ่งที่ดิน ส.ป.ก. ตามพินัยกรรมไปแล้ว จะเพิกถอนได้หรือไม่ คำตอบ หากการแบ่งหรือโอนที่ดิน ส.ป.ก. เกิดขึ้นโดยอาศัยพินัยกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย การกระทำนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น บุคคลที่เสียหายสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อขอให้เพิกถอนการโอนหรือการแบ่งดังกล่าวได้ เนื่องจากเป็นนิติกรรมที่ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม การดำเนินการต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี รวมถึงสถานะของผู้รับโอนและการครอบครองในภายหลัง 7. คำถาม-การเป็นบุตรหรือเครือญาติของผู้ตายเพียงอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่ในการรับที่ดิน ส.ป.ก. คำตอบ การเป็นทายาทโดยธรรมเป็นเพียงเงื่อนไขเบื้องต้นในการรับมรดก แต่สำหรับที่ดิน ส.ป.ก. ยังมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น ต้องมีคุณสมบัติเป็นเกษตรกรและสามารถใช้ที่ดินเพื่อการเกษตรได้ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว แม้จะเป็นทายาทโดยธรรมก็อาจไม่สามารถรับสิทธิในที่ดินได้ การพิจารณาจึงต้องดูทั้งสถานะทางกฎหมายและคุณสมบัติเฉพาะตามกฎหมายพิเศษ 8. คำถาม-หลัก “นิติกรรมต้องห้ามเป็นโมฆะ” มีผลอย่างไรในคดีลักษณะนี้ คำตอบ หลักตามมาตรา 150 กำหนดว่า หากนิติกรรมใดมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย นิติกรรมนั้นย่อมเป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้น ในคดีลักษณะนี้ พินัยกรรมที่กำหนดให้โอนที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งกฎหมายห้ามโอน ย่อมเข้าข่ายนิติกรรมต้องห้าม ส่งผลให้พินัยกรรมในส่วนนั้นใช้บังคับไม่ได้ และไม่สามารถก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้รับพินัยกรรมได้ ศาลจึงต้องวินิจฉัยให้เป็นโมฆะโดยไม่จำต้องพิจารณาประเด็นอื่นเพิ่มเติม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6527/2561 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้ให้สิทธิแก่บุคคลทำข้อกำหนดในพินัยกรรมยกที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่ผู้อื่นได้แต่ประการใด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 เป็นที่ดินที่ ส. ได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ข้อกำหนดในพินัยกรรมของ ส. ที่ยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 ให้แก่ ถ. มารดาของโจทก์ ย่อมเป็นการใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามพินัยกรรมมาเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกได้ตามคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาในข้ออื่นของโจทก์ไม่อาจหักล้างเป็นอย่างอื่นและเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นคำฟ้อง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข แบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมลงวันที่ 29 มกราคม 2548 โดยขอให้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20806 เนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่โจทก์ และให้แบ่งแยกโฉนดพร้อมใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของ หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ ผู้ร้องสอดที่ 1 ขอรับที่ดิน 2 ไร่ตามพินัยกรรม ส่วนผู้ร้องสอดที่ 2 ขอให้พินัยกรรมเป็นโมฆะ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งที่ดินตามพินัยกรรม แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่นายสุขได้รับสิทธิตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ซึ่งมาตรา 39 ห้ามโอนหรือแบ่งแยกให้ผู้อื่น เว้นแต่ตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมหรือโอนตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด มิได้ให้อำนาจทำพินัยกรรมยกให้บุคคลอื่นได้ ดังนั้น ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่ยกที่ดินดังกล่าวให้แก่นางแถมจึงเป็นการต้องห้ามโดยกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ไม่อาจอ้างสิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกตามพินัยกรรมได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข แบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2548 (5) คือที่ดินโฉนดเลขที่ 20806 จำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยแบ่งแยกโฉนดที่ดินในส่วนที่เป็นของนางแถมจำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา โดยใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่แบ่งแยก หากจำเลยไม่แบ่งแยกให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง นางสำอางค์ ผู้ร้องสอดที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 2 ไร่ ตามข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 4 ให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 นายประนอม ผู้ร้องสอดที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าพินัยกรรมตามเอกสารท้ายฟ้องเป็นโมฆะ และให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ให้การแก้คำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2 ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสุข แบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 29 มกราคม 2548 คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 20806 ตามข้อ (4) เนื้อที่ 2 ไร่ ให้แก่ผู้ร้องสอดที่ 1 และตามข้อ (5) เนื้อที่ส่วนที่เหลือประมาณ 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางแถม โดยให้จำเลยไปแบ่งแยกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวที่เป็นส่วนของผู้ร้องสอดที่ 1 จำนวน 2 ไร่ และที่เป็นส่วนของนางแถม เนื้อที่ส่วนที่เหลือประมาณ 4 ไร่ 6 ตารางวา โดยใส่ชื่อของผู้ร้องสอดที่ 1 และใส่ชื่อของโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางแถมตามลำดับ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินที่แบ่งแยก หากจำเลยไม่แบ่งแยกโฉนดที่ดินให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 2 กับให้จำเลยและผู้ร้องสอดที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และผู้ร้องสอดที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 15,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ผู้ร้องสอดที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ และยกคำร้องสอดของผู้ร้องสอดที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยโจทก์ จำเลย ผู้ร้องสอดที่ 1 และผู้ร้องสอดที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านรับฟังได้เบื้องต้นว่านายสุข กับนางบุญธรรม มีบุตรด้วยกัน 6 คน คือ นางสาวบุญส่ง จำเลย นายสมหมาย นายสมชาย ผู้ร้องสอดที่ 2 และนายสุเทพ แต่นางสาวบุญส่ง นายสมหมายและนายสุเทพได้ถึงแก่ความตายไปแล้วก่อนนายสุข ก่อนสมรสกับนายสุข นางบุญธรรมมีบุตรที่เกิดกับสามีคนก่อน 2 คน คือ นางแถม และผู้ร้องสอดที่ 1 นางแถมสมรสกับนายบรรจง มีบุตรด้วยกัน 5 คน คือ นายอดิเรก นายรุ่ง โจทก์ นางใจเทียม และนางสาวนันทวรรณหรือกาญจนรัศม์ นางบุญธรรมถึงแก่ความตายก่อนนายสุข ต่อมาเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2550 นายสุขถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุวัณโรคปอด จากนั้น เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2556 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายสุข ครั้นวันที่ 29 พฤษภาคม 2556 นางแถมยื่นคำร้องขอให้ถอนจำเลยออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก แต่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น นางแถมถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดี โจทก์ในฐานะทายาทของนางแถมและผู้ร้องสอดที่ 1 ขอให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของนายสุข แต่จำเลยเพิกเฉย โดยพินัยกรรมของนายสุขมีข้อกำหนดยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 จำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่นางแถม แต่ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 เป็นที่ดินที่นายสุขได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 คดีในส่วนของผู้ร้องสอดที่ 1 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 เนื่องจากผู้ร้องสอดที่ 1 มิได้ฎีกา ประเด็นต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของโจทก์มีว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายสุข ที่ยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 จำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่นางแถม มารดาของโจทก์เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 39 บัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า ที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจะทำการแบ่งแยกหรือโอนสิทธิในที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นมิได้ เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม หรือโอนไปยังสถาบันเกษตรกร หรือ ส.ป.ก. เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ตามบทบัญญัติของกฎหมายมิได้ให้สิทธิแก่บุคคลทำข้อกำหนดในพินัยกรรมยกที่ดินที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้แก่ผู้อื่นได้แต่ประการใด เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 เป็นที่ดินที่นายสุขได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 ข้อกำหนดในพินัยกรรมของนายสุข ที่ยกที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 20806 จำนวน 4 ไร่ 6 ตารางวา ให้แก่นางแถม มารดาของโจทก์ ย่อมเป็นการใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย การนั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์ไม่อาจอาศัยสิทธิตามพินัยกรรมมาเรียกร้องให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกได้ตามคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนฎีกาในข้ออื่นของโจทก์ไม่อาจหักล้างเป็นอย่างอื่นและเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ ไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นคำฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



