
| พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของผู้ทำพินัยกรรมซึ่งได้มีการตรวจสอบความสามารถขณะทำพินัยกรรมตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1654 และพิจารณาเงื่อนไขในพินัยกรรมว่าเป็นการกำหนดการเผื่อตาย หรือไม่ พร้อมทั้งพิจารณาเรื่องทายาทโดยธรรมและการอุทธรณ์/ฎีกา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย และไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ยกขึ้นมาต่อสู้ในคำฟ้อง ข้อเท็จจริง • โจทก์ทั้งสอง (พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน) เป็นบุตรของนายสิริ กับนางระเบียบ เมื่อปี 2536 นายสิริถึงแก่ความตาย • วันที่ 27 มกราคม 2554 นางระเบียบทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง (ฉบับพิพาท) ต่อมา วันที่ 3 มิถุนายน 2557 นางระเบียบถึงแก่ความตาย และจำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนางระเบียบโดยคำสั่งศาล • โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับดังกล่าว และขอให้ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อ 1.3, 1.4, 1.7 ไม่มีผลใช้บังคับ และร้องให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินหลายแปลง, สมุดบัญชี, ใบหุ้น, กองทุน, ทรัพย์สินอื่น ๆ รวมทั้งเครื่องประดับและกุญแจตู้นิรภัยคืนแก่โจทก์ทั้งสอง • ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โดยค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ • โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยไม่อุทธรณ์ • โจทก์ทั้งสองฎีกา • ศาลฎีกาพิจารณาแล้วพบว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายสิริ-นางระเบียบ นายสิริถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 นางระเบียบทำพินัยกรรมเมื่อ 27 มกราคม 2554 และถึงแก่ความตายในวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อาศัยหลักกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1654 ซึ่งบัญญัติให้พิจารณาความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมเฉพาะในขณะที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น และยังมีการอ้างถึง มาตรา 1674 เกี่ยวกับเงื่อนไขการเผื่อตายในพินัยกรรม รวมถึงหลักวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ว่าด้วยข้ออุทธรณ์และฎีกาที่ไม่ชอบ ซึ่งศาลฎีกาใช้เป็นเหตุผลประกอบการไม่รับวินิจฉัย key words ที่สำคัญที่สุดของคดีนี้มีดังนี้ 1. ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม เป็นประเด็นหลักของคดีที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์หรือไม่ในเวลาทำพินัยกรรม ซึ่งศาลอาศัยมาตรา 1654 พิสูจน์จากใบรับรองแพทย์และคำเบิกความของพยาน 2. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง เป็นรูปแบบพินัยกรรมที่ผู้ทำเขียนขึ้นเอง ศาลตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบและเจตนาขณะทำพินัยกรรมเพื่อพิจารณาความสมบูรณ์ตามกฎหมาย 3. เงื่อนไขการเผื่อตาย (Condition suspensive of ownership) เป็นประเด็นที่โจทก์อ้างว่าข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 1.7 ไม่มีผล ศาลวินิจฉัยว่าข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนตามมาตรา 1674 วรรคสอง จึงมีผลใช้บังคับได้เมื่อเงื่อนไขนั้นเกิดขึ้น 4. อุทธรณ์และฎีกาที่ไม่ชอบ โจทก์ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นอย่างชัดเจน ศาลฎีกาอาศัยมาตรา 225 และมาตรา 249 วรรคหนึ่ง วินิจฉัยว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชอบและไม่รับพิจารณา 5. ความสมบูรณ์และผลบังคับของพินัยกรรม ศาลฎีกาสรุปว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย เนื่องจากผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะดี และพินัยกรรมจัดทำโดยสมัครใจตรงตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด คำวินิจฉัย (1) ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามป.พ.พ. มาตรา 1654 วรรคหนึ่ง ให้พิจารณาความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมเฉพาะขณะที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น โดยพยานโจทก์ซึ่งเบิกความว่า นางระเบียบ “ป่วยทางจิต หลง ๆ ลืม ๆ และมีอาการหวาดระแวง” ไม่ได้มีพยานหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ เมื่อเทียบกับพยานของจำเลยซึ่งได้ใบรับรองแพทย์ออกให้วันที่ 10 มกราคม 2554 (ก่อนทำพินัยกรรมไม่ถึง 20 วัน) และการตรวจร่างกายวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 พบว่าสติสัมปชัญญะดี ถึงแม้ว่าภายหลังจะตรวจพบอาการทางจิต ภายหลังเวลาที่ทำพินัยกรรมแล้วหลายเดือนก็ตาม ผลคือ นางระเบียบมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ขณะทำพินัยกรรม ฉะนั้น พินัยกรรมฉบับพิพาทจึงชอบด้วยกฎหมาย (2) ยกทรัพย์มรดกให้ผู้รับพินัยกรรมเกินส่วนของตน โจทก์ทั้งสองอ้างว่า นางระเบียบทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ผู้รับพินัยกรรมเกินส่วนของตน (ส่วนที่เป็นสินสมรสของนายสิริ) จึงไม่มีผลบังคับ แต่โจทก์ไม่ได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร ถือเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามป.พ.พ. มาตรา 225 ศาลอุทธรณ์จึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ (3) ข้อกำหนดในพินัยกรรมข้อ 1.7 โจทก์ทั้งสองอ้างว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ไม่ใช่การกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของนางระเบียบ เพราะระบุว่าให้มีผลเมื่อ “โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย” อันเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน และข้อ 1.7.2 และ 1.7.3 ไม่ได้ระบุผู้รับพินัยกรรมอย่างชัดเจน จึงใช้บังคับไม่ได้ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อ 1.7 กำหนดว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย ให้แบ่งเงินฝากในบัญชีเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน ได้แก่ บริจาคโดยเสด็จพระราชกุศล, หน่วยงานการกุศลเพื่อการศึกษา, และสาธารณประโยชน์เพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ฯลฯ เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน (suspensive condition) ตามป.พ.พ. มาตรา 1674 วรรคสอง ข้อกำหนดจึงมีผลใช้บังคับเมื่อต่อเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย ส่วนข้ออ้างของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เพราะโจทก์ไม่โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (4) ข้อ 1.6 ในพินัยกรรม โจทก์ทั้งสองอ้างว่า ข้อ 1.6 ซึ่งกำหนดให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดก โดยได้ค่าตอบแทนตามสมควร แต่ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ชัดเจน จึงไม่มีผลบังคับ ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้อง จึงเป็นข้อที่ “ไม่ยกขึ้นว่ากันมาแล้ว”โดยชอบในศาลชั้นต้น และต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย (5) ผลสรุป พินัยกรรมฉบับพิพาทจึงมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงผลให้ได้ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม – ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1654 วรรคหนึ่ง : “ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมนั้น ให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น” – ในคดีนี้ ศาลพิจารณาใบรับรองแพทย์ก่อนทำพินัยกรรม, การตรวจร่างกายหลังทำพินัยกรรมแล้วจึงอาการทางจิตปรากฏภายหลัง จึงถือว่า ณ เวลาทำพินัยกรรม ผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ – เป็นแนวปฏิบัติให้ผู้เขียนพินัยกรรมและผู้รับทำพินัยกรรมควรเตรียมพยานหลักฐานด้านสุขภาพและสติสัมปชัญญะไว้ก่อน 2. การยกทรัพย์มรดกเกินส่วนของตน – หากผู้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้ผู้รับพินัยกรรมมากเกินกว่าส่วนที่ผู้ทำพินัยกรรมมีสิทธิทำได้ (โดยเฉพาะสินสมรสหรือทรัพย์ที่ตกเป็นของผู้ตายร่วม) อาจทำให้พินัยกรรมนั้นมีผลบังคับได้จำกัดหรือเป็นโมฆะ – ในคดีนี้ แม้โจทก์จะอ้าง แต่ไม่โต้แย้งศาลชั้นต้นอย่างถูกประเด็น จึงถูกศาลละไว้ 3. เงื่อนไขบังคับก่อนในการพินัยกรรม – ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1674 วรรคสอง: “ข้อกำหนดแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายไว้ในเรื่องทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรม เมื่อการเผื่อตายนั้นยังไม่เกิดทรัพย์สินยังไม่ตก ต้องให้เป็นไปได้ว่าทรัพย์สินจะตกเมื่อเงื่อนไขนั้นถึงแก่ความตาย…” – ในคดีนี้ ข้อ 1.7 กำหนดให้ผลบังคับเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย จึงถือเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนที่ถูกต้อง 4. ข้ออุทธรณ์/ฎีกาที่ไม่ชอบ – ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 (อุทธรณ์) และ มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (ฎีกา) หากไม่โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นล่างว่าไม่ถูกต้อง ศาลสูงจะไม่รับวินิจฉัย – ในคดีนี้ หลายประเด็นโจทก์ไม่โต้แย้งอย่างเหมาะสม จึงถูกศาลสูงไม่รับวินิจฉัย 5. การตั้งผู้จัดการมรดก – แม้จะไม่อยู่ในประเด็นหลักของพินัยกรรม แต่ศาลยังชี้ว่า “คุณสมบัติของผู้ร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก ย่อมถือเป็นสาระสำคัญ” ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการจัดการมรดกต่อไป IRAC Issue (ประเด็น): (1) ผู้ทำพินัยกรรมมีความสามารถที่จะทำพินัยกรรมตามกฎหมายขณะทำพินัยกรรมหรือไม่? (2) พินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ โดยพิจารณาเงื่อนไขการเผื่อตาย การยกทรัพย์มรดกเกินส่วน และการตั้งผู้จัดการมรดก? (3) โจทก์ทั้งสองมีสิทธิสู้คดีอุทธรณ์/ฎีกาในประเด็นที่อ้างได้หรือไม่? Rule (กฎ-บท): – ป.พ.พ. มาตรา 1654 วรรคหนึ่ง: “ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมนั้น ให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น” – ป.พ.พ. มาตรา 1674 วรรคสอง: เกี่ยวกับการกำหนดการเผื่อตายในพินัยกรรม – ป.วิ.พ. มาตรา 225: ข้ออุทธรณ์ที่ไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้อง ถือว่าเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบ – ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง: ข้อฎีกาที่ไม่โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นล่างว่าไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย Application (การประยุกต์ใช้): – สำหรับ (1) ศาลพิจารณาใบรับรองแพทย์ก่อนทำพินัยกรรม, การตรวจร่างกายภายหลัง, พยานโจทก์ให้เบิกความแต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุนอย่างเพียงพอ ในขณะที่พยานของจำเลยมีน้ำหนักยิ่งกว่า ผลคือจึงเห็นได้ว่านางระเบียบมีความสามารถ ณ เวลาทำพินัยกรรม → พินัยกรรมจึงไม่ตกอยู่ภายใต้ข้อบังคับว่าจะเป็นโมฆะเพราะผู้ทำพินัยกรรมไม่มีความสามารถ – สำหรับ (2) • เรื่องยกทรัพย์มรดกเกินส่วน: โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสและผู้ตายไม่มีสิทธิยกทรัพย์ให้ผู้รับพินัยกรรม แต่โจทก์ไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้อง จึงการอ้างดังกล่าวถูกละไว้ • เรื่องเงื่อนไขข้อ 1.7: เป็นการกำหนดให้ผลบังคับเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย ถือเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนตามมาตรา 1674 วรรคสอง จึงบังคับได้ • เรื่องข้อ 1.6 (ผู้จัดการมรดก): โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นในคำฟ้อง → ต้องห้ามฎีกาตาม มาตรา 249 วรรคหนึ่ง – ผลคือ พินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย – สำหรับ (3) หลายข้อโจทก์ไม่โต้แย้งอย่างเหมาะสมในศาลชั้นล่าง จึงอุทธรณ์/ฎีกาไม่ชอบตามกฎหมาย Conclusion (บทสรุป): โดยสรุป ศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางระเบียบ (ฉบับ 27 มกราคม 2554) มีความถูกต้องตามกฎหมาย ขณะที่ทำพินัยกรรมผู้ทำมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เงื่อนไขในพินัยกรรม (ข้อ 1.7) เป็นเงื่อนไขการเผื่อตายที่ถูกต้อง และโจทก์ทั้งสองไม่ได้ใช้สิทธิอุทธรณ์/ฎีกาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผลคือศาลอุทธรณ์พิพากษายืน และศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยต่อโจทก์ทั้งสอง (พิพากษายืน) ข้อคิดทางกฎหมาย • การทำพินัยกรรมควรมีพยานหลักฐานแสดงความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม ณ เวลาทำ เช่น ใบรับรองแพทย์, การตรวจสุขภาพ เพราะมีผลต่อความสมบูรณ์ของพินัยกรรม • เงื่อนไขในพินัยกรรมที่เป็นการ “กำหนดการเผื่อตาย” (suspensive condition) ต้องระบุให้ชัดเจนว่า “ให้มีผลเมื่อ…ถึงแก่ความตาย” มิฉะนั้นอาจถูกตีว่าไม่มีผลใช้บังคับ • ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมเมื่อเห็นพินัยกรรมควรตรวจสอบว่า ผู้ทำพินัยกรรมได้ใช้สิทธิทำพินัยกรรมตามกฎหมาย (ไม่ยกทรัพย์มรดกเกินส่วนของตน) และพินัยกรรมนั้นไม่ได้อยู่ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีความสามารถ • ด้านพิจารณากระบวนการ หากฝ่ายใดจะอุทธรณ์หรือฎีกา ต้องโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น/อุทธรณ์ให้ชัดเจน มิฉะนั้นจะถูกห้ามตาม ป.วิ.พ. • ผู้จัดการมรดกที่ได้รับแต่งตั้ง ควรมีคุณสมบัติตามกฎหมายและพิจารณาปัจจัยความเหมาะสมอื่น ๆ ด้วย English Summary This Supreme Court judgment number 6522/2561 deals with a civil‐law will (“พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง”) made by the decedent on 27 January 2011. The key issues are whether the testator had legal capacity at the time of the will’s execution (Civil & Commercial Code Section 1654), whether certain dispositions exceeded available estate shares, and whether the conditions stipulated in the will (such as clause 1.7) constituted a valid suspensive condition under Section 1674. The Court held that at the time of execution the testator had full competency; the clause 1.7 was valid as a suspensive condition; and the appellants’ challenge failed procedurally under the Civil Procedure Code (Section 249). Accordingly, the will was upheld as valid and binding. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6522/2561 โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ไม่ใช่ข้อกำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของ ร. เพราะด้วยเหตุว่าพินัยกรรมเขียนไว้ให้มีผลเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายอันเป็นการกำหนด การเผื่อตายของโจทก์ที่ 1 และข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7.2 และ 1.7.3 ไม่ระบุถึงตัวบุคคลผู้รับพินัยกรรมที่ชัดเจน ข้อกำหนดพินัยกรรมส่วนนี้จึงใช้บังคับไม่ได้ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า พินัยกรรมฉบับพิพาทข้อ 1.6 ที่ระบุว่าให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกโดยได้ให้ค่าตอบแทนตามสมควร ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ชัดเจนว่าเท่าใด จึงไม่มีผลบังคับนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องจึงเป็นข้อที่ไม่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองของนางระเบียบ ฉบับลงวันที่ 27 มกราคม 2554 และให้ข้อกำหนดตามพินัยกรรมข้อที่ 1.3, 1.4, 1.7 ไม่มีผลใช้บังคับ และให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 7765, 11339, 1965, 1990, 1450, 3511 คืนแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยส่งมอบสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารหรือสถาบันการเงิน ใบหุ้น บัญชีกองทุน โฉนดที่ดิน นอกจากคำขอท้ายฟ้องข้างต้น รวมทั้งเครื่องประดับ แหวน เครื่องเพชร ทองคำ ทรัพย์สินต่าง ๆ ทั้งหมด กระเป๋าถือและกุญแจตู้นิรภัยของเจ้ามรดกทั้งหมดที่จำเลยยึดถือไว้คืนแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของโจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์จึงไม่กำหนดค่าทนายความในชั้นนี้ให้ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายสิริกับนางระเบียบ นายสิริถึงแก่ความตายเมื่อปี 2536 เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 นางระเบียบทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ต่อมาวันที่ 3 มิถุนายน 2557 นางระเบียบถึงแก่ความตาย จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางระเบียบตามคำสั่งศาล มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1654 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมนั้น ให้พิจารณาแต่ในเวลาที่ทำพินัยกรรมเท่านั้น แต่พยานโจทก์ทั้งสองได้แก่โจทก์ที่ 2 นายไกรฤกษ์ นางศาตพรและนางปภาวีเบิกความลอย ๆ ว่า ก่อนทำพินัยกรรมนางระเบียบป่วยทางจิต หลง ๆ ลืม ๆ และมีอาการหวาดระแวงโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ส่วนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองปากนายแพทย์สุวิทย์และนายแพทย์พงศธรแพทย์ผู้ตรวจรักษานางระเบียบที่เบิกความถึงอาการป่วยของนางระเบียบภายหลังจากนางระเบียบทำพินัยกรรมฉบับพิพาทแล้วหลายเดือน ส่วนจำเลยนอกจากตัวจำเลยแล้วยังได้ความว่าร้อยเอกโกวิทย์ พยานโจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นผู้พิมพ์พินัยกรรมฉบับพิพาทว่าได้พิมพ์พินัยกรรมตามที่นางระเบียบแจ้ง ขณะทำพินัยกรรมนางระเบียบมีใบรับรองแพทย์มาแสดงซึ่งนายแพทย์สุวิทย์พยานโจทก์ทั้งสองก็รับรองว่าพยานเป็นผู้ออกใบรับรองแพทย์ให้นางระเบียบจริง รับรองว่านางระเบียบมีสุขภาพแข็งแรงตามอายุ มีสติสัมปชัญญะดี ใบรับรองแพทย์ดังกล่าวออกให้ในวันที่ 10 มกราคม 2554 ก่อนนางระเบียบทำพินัยกรรมฉบับพิพาทไม่ถึง 20 วัน นอกจากนี้นายแพทย์สุวิทย์ยังเบิกความว่า ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 ได้ตรวจร่างกายนางระเบียบ นางระเบียบมีอาการปกติดี จนหลังจากนั้น 6 เดือน จึงทราบว่านางระเบียบมีอาการทางจิต พยานหลักฐานของจำเลยจึงมีน้ำหนักยิ่งกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสอง ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่าขณะทำพินัยกรรมฉบับพิพาทนางระเบียบมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ไม่ได้เป็นบุคคลวิกลจริตและทำพินัยกรรมฉบับพิพาทโดยความสมัครใจ โจทก์ทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า นางระเบียบทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทเกินส่วนของตน พินัยกรรมจึงไม่มีผลบังคับ ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในประเด็นนี้เป็นการไม่ชอบ เห็นว่า ในประเด็นนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยโดยฟังข้อเท็จจริงว่านางระเบียบทำพินัยกรรมฉบับพิพาทยกทรัพย์สินทั้งหมดของนางระเบียบให้แก่ผู้รับพินัยกรรม ไม่ได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกเกินส่วนของตน โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ว่าทรัพย์สินตามพินัยกรรมฉบับพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายสิริกับนางระเบียบจึงเป็นทรัพย์สินของนายสิริครึ่งหนึ่งซึ่งตกได้แก่โจทก์ทั้งสอง นางระเบียบไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกทรัพย์ดังกล่าวแก่ผู้รับพินัยกรรม พินัยกรรมจึงไม่มีผลบังคับได้ตามกฎหมาย เห็นว่า อุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้ง คัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไร จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๒๕ ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว โจทก์ทั้งสองฎีกาประการต่อไปว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมฉบับพิพาทข้อ 1.7 เป็นโมฆะเพราะผู้รับพินัยกรรมไม่อาจทราบตัวแน่นอนนั้น เห็นว่า ในประเด็นนี้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ระบุว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 เสียชีวิตให้แบ่งเงินฝากในบัญชีเป็น 3 ส่วนเท่า ๆ กัน คือบริจาคโดยเสด็จพระราชกุศลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หน่วยงานการกุศลเพื่อการศึกษา และสาธารณประโยชน์และเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา มีสังฆทาน ธรรมทาน วิหารทาน เป็นต้น ซึ่งการกำหนดให้พินัยกรรมข้อนี้มีผลบังคับ เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตายอันมีลักษณะเป็นเงื่อนไขบังคับก่อน โดยข้อกำหนดพินัยกรรมในส่วนนี้จะมีผลใช้บังคับต่อเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย แต่ขณะที่นางระเบียบทำพินัยกรรมนั้นโจทก์ที่ 1 ยังไม่ถึงแก่ความตาย เงื่อนไขดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเสียก่อนเวลาที่นางระเบียบถึงแก่ความตาย ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อนี้จึงมีผลบังคับนับแต่โจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1674 วรรคสอง ข้ออ้างของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7 ไม่ใช่กำหนดการเผื่อตายเกี่ยวกับทรัพย์สินของนางระเบียบ เพราะด้วยเหตุว่าพินัยกรรมเขียนไว้ให้มีผลเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย อันเป็นการกำหนดการเผื่อตายของโจทก์ที่ 1 และข้อกำหนดพินัยกรรมข้อ 1.7.2 และ 1.7.3 ไม่ระบุถึงตัวบุคคลผู้รับพินัยกรรมที่ชัดเจน ข้อกำหนดพินัยกรรมส่วนนี้จึงใช้บังคับไม่ได้ เห็นว่า ฎีกาของโจทก์ทั้งสองไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ว่าไม่ถูกต้องอย่างไร เป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า พินัยกรรมฉบับพิพาทข้อ 1.6 ที่ระบุว่าให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกโดยได้ให้ค่าตอบแทนตามสมควร ไม่ได้กำหนดจำนวนเงินที่ชัดเจนว่าเท่าใด จึงไม่มีผลบังคับนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้กล่าวไว้ในคำฟ้องจึงเป็นข้อที่ไม่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอนำส่งผลคำพิพากษาของศาลแขวงปทุมวัน ที่โจทก์ที่ 2 ฟ้องจำเลยคดีนี้ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การที่มารดาโจทก์โอนเงินเข้าบัญชีจำเลยเพื่อให้จำเลยเป็นผู้ดูแลและจ่ายเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตามคำสั่งมารดาโจทก์ ไม่ใช่เป็นการโอนเงินให้จำเลยโดยเสน่หาอันจะทำให้เงินดังกล่าวตกเป็นสิทธิของจำเลย แต่จำเลยกลับนำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ส่วนตัว อันเป็นการเบียดบังทรัพย์มรดกของมารดาโจทก์ไป การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกนั้น เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนพินัยกรรม ประเด็นแห่งคดีนี้จึงมีเพียงว่าพินัยกรรมของผู้ตายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับพิพาทมีผลสมบูรณ์และบังคับได้ตามกฎหมาย ข้อที่โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาใช้ประกอบการวินิจฉัยจึงไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดีนี้ อย่างไรก็ตามการที่ศาลจะมีคำสั่งตั้งผู้ใดเป็นผู้จัดการมรดก คุณสมบัติของผู้ร้องย่อมถือเป็นสาระสำคัญ ดังนั้นชอบที่โจทก์จะไปยื่นข้อเท็จจริงนี้ในคดีขอจัดการมรดกเพื่อศาลจะได้วินิจฉัยต่อไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. นางระเบียบซึ่งเป็นเจ้ามรดกทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง โดยมีการโต้แย้งจากทายาทว่าในขณะทำพินัยกรรม นางระเบียบมีอาการหลงลืมและป่วยทางจิต จึงขาดความสามารถที่จะทำพินัยกรรมได้ พยานฝ่ายโจทก์เบิกความว่าผู้ทำพินัยกรรมมีอาการหวาดระแวงและหลง ๆ ลืม ๆ แต่ไม่มีหลักฐานอื่นประกอบ ขณะที่จำเลยนำใบรับรองแพทย์ก่อนวันทำพินัยกรรม 20 วันมายืนยันว่าผู้ทำพินัยกรรมมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ขอให้วินิจฉัยว่า พินัยกรรมฉบับนี้มีผลสมบูรณ์หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1654 วรรคหนึ่ง ต้องพิจารณาความสามารถของผู้ทำพินัยกรรมเฉพาะในขณะทำพินัยกรรมเท่านั้น พยานหลักฐานฝ่ายจำเลยซึ่งมีใบรับรองแพทย์และคำเบิกความของแพทย์ผู้ตรวจรักษาแสดงว่านางระเบียบมีสติสัมปชัญญะดี มีความสามารถสมบูรณ์ ขณะที่พยานฝ่ายโจทก์เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีหลักฐานทางการแพทย์สนับสนุน ศาลจึงเห็นว่าผู้ทำพินัยกรรมมีความสามารถครบถ้วน พินัยกรรมฉบับนี้จึงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย ข้อ 2. โจทก์ทั้งสองอ้างว่านางระเบียบทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้รับพินัยกรรม ทั้งที่ทรัพย์สินบางส่วนเป็นสินสมรสกับสามีซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ทำให้การยกทรัพย์เกินส่วนของตน พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ ขอให้วินิจฉัยว่า พินัยกรรมกรณีนี้ตกเป็นโมฆะหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทั้งสองมิได้โต้แย้งหรือคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าไม่ถูกต้องอย่างไรในประเด็นนี้ ถือเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยจึงชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของโจทก์มิได้ยกข้อโต้แย้งใหม่ที่เกี่ยวกับเนื้อหาพินัยกรรม ก็เป็นฎีกาที่ไม่ชอบตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พินัยกรรมจึงยังคงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ข้อ 3. ในพินัยกรรมข้อ 1.7 ผู้ทำพินัยกรรมกำหนดว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย ให้แบ่งเงินฝากในบัญชีออกเป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน เพื่อบริจาคแก่การกุศลและศาสนา โจทก์อ้างว่าข้อกำหนดนี้ไม่ใช่การเผื่อตายของผู้ทำพินัยกรรม และไม่ระบุผู้รับพินัยกรรมที่แน่นอน จึงเป็นโมฆะ ขอให้วินิจฉัยว่าข้อกำหนดนี้มีผลบังคับได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อกำหนดพินัยกรรมดังกล่าวเป็นการกำหนดให้มีผลเมื่อโจทก์ที่ 1 ถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1674 วรรคสอง เงื่อนไขนี้มิได้มีผลก่อนเวลาที่ผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย การบริจาคจึงเกิดขึ้นได้ภายหลังการตายตามเจตนาของผู้ทำพินัยกรรม การที่ไม่ระบุชื่อผู้รับอย่างเฉพาะเจาะจงแต่ระบุหน่วยงานการกุศลและศาสนา ถือว่าระบุวัตถุประสงค์ได้เพียงพอ ข้อกำหนดนี้จึงมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ข้อ 4. พินัยกรรมข้อ 1.6 กำหนดให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดกและได้รับค่าตอบแทนตามสมควร แต่ไม่ได้ระบุจำนวนเงินที่แน่นอน โจทก์อ้างว่าข้อกำหนดดังกล่าวไม่มีผลบังคับเพราะขาดความชัดเจนในค่าตอบแทน ขอให้วินิจฉัยว่าพินัยกรรมส่วนนี้มีผลหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์มิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นกล่าวไว้ในคำฟ้องตั้งแต่ต้น คำฎีกาในภายหลังจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนี้ พินัยกรรมข้อ 1.6 จึงยังคงมีผลสมบูรณ์ตามที่ผู้ทำพินัยกรรมกำหนดไว้ ข้อ 5. โจทก์ยื่นคำร้องขอนำคำพิพากษาในคดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องฐานยักยอกทรัพย์ของมารดา มาให้ศาลฎีกาพิจารณาประกอบ เพื่อแสดงว่าจำเลยไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้วินิจฉัยว่าศาลฎีกาจะรับพิจารณาคำร้องนี้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีเพิกถอนพินัยกรรม ประเด็นแห่งคดีมีเพียงว่าพินัยกรรมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ไม่เกี่ยวกับการเป็นผู้จัดการมรดกหรือพฤติกรรมส่วนตัวของจำเลย การนำคำพิพากษาคดีอาญามาประกอบจึงไม่เกี่ยวกับสาระสำคัญแห่งคดี ศาลฎีกาจึงไม่รับพิจารณาคำร้องดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ศาลให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ประเด็นเรื่องคุณสมบัติของผู้จัดการมรดกเป็นเรื่องที่คู่ความสามารถไปยื่นร้องต่อศาลในคดีจัดการมรดกโดยเฉพาะได้ภายหลัง *ทั้งห้าประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ “ความสามารถของผู้ทำพินัยกรรม” “การตีความเงื่อนไขการเผื่อตายในพินัยกรรม” และ “ข้อจำกัดในการอุทธรณ์หรือฎีกา” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6522/2561 และเป็นแนวทางในการวินิจฉัยคดีพินัยกรรมต่อไป
|



.jpg)
