
| สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีเช่าที่ดินเพื่อทำตลาดนัด และประเด็นสำคัญเรื่องอำนาจผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากในการทำสัญญาเช่าฉบับใหม่ให้ผู้เช่าอยู่ต่อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อผู้เช่าปฏิบัติครบตามคำพิพากษาตามยอมและได้เช่าต่อจากผู้จัดการมรดกตามอำนาจกฎหมายแล้ว ย่อมไม่ถือว่าผิดสัญญา จำเลยจึงไม่มีสิทธิบังคับคดีขับไล่ ศาลสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดี และให้ผู้ร้องสอดไปดำเนินการคดีใหม่ต่างหาก สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์เช่าที่ดินเพื่อทำตลาดนัดจากจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 3 ปี (1 ม.ค. 2562 – 31 ธ.ค. 2564) • มีเงื่อนไขว่าเมื่อครบกำหนดต้องส่งคืนที่ดิน ไม่เช่นนั้นจำเลยมีสิทธิบังคับคดี • ก่อนครบกำหนด ผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (2 ใน 3) ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับโจทก์ (1 ม.ค. 2565 – 31 ธ.ค. 2567) • โจทก์อยู่ต่อโดยอาศัยสัญญาเช่าฉบับใหม่ • จำเลยยื่นบังคับคดีขับไล่ • ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี • โจทก์ร้องงดบังคับคดี ผู้จัดการมรดกสองคนร้องสอด • ศาลอุทธรณ์รับร้องสอดและงดบังคับคดี • จำเลยฎีกา ประเด็นสำคัญของคดีนี้และมาตรากฎหมายที่ใช้เป็นแก่นในการวินิจฉัย ได้แก่การตีความอำนาจของผู้จัดการมรดกตามเสียงข้างมากในการทำสัญญาแทนทรัพย์มรดก และผลทางกฎหมายต่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม รวมถึงอำนาจศาลในการเพิกถอนการบังคับคดี กฎหมายที่เป็นหัวใจของคดีนี้ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 (อำนาจผู้จัดการมรดกในการจัดการทรัพย์มรดก) 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 – 276 (การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม) 3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 (เพิกถอนการบังคับคดีที่ผิดพลาด) 4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (การร้องสอดในชั้นบังคับคดี) ประเด็นที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. อำนาจผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก หมายถึง ผู้จัดการมรดกหลายคนสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายจัดการทรัพย์มรดกโดยเสียงข้างมาก เพื่อประโยชน์ของมรดกและทายาททั้งหมด โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้จัดการอีกฝ่ายทั้งหมด 2. การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ได้ครอบครองที่ดินครบตามกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมแล้ว จึงถือว่าโจทก์ไม่ผิดสัญญา ไม่ใช่การฝ่าฝืนจนถึงขั้นให้จำเลยบังคับคดี 3. สัญญาเช่าฉบับใหม่ที่มีผลตามกฎหมาย สัญญาเช่าฉบับใหม่ที่ทำกับผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้โจทก์มีสิทธิอยู่ต่อในที่ดินอย่างถูกต้อง 4. การบังคับคดีโดยไม่ชอบ เมื่อโจทก์ปฏิบัติตามสัญญาตามยอมแล้ว จำเลยไม่มีสิทธิยื่นบังคับคดีต่อไป การออกหมายบังคับคดีโดยศาลชั้นต้นจึงเป็นการกระทำที่ผิดพลาดและต้องเพิกถอน 5. อำนาจศาลในการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความไม่ยกขึ้นอ้าง หากเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย เพื่อให้การบังคับคดีเป็นไปอย่างชอบด้วยกฎหมายและยุติธรรม คำวินิจฉัยศาลฎีกา 1. โจทก์อยู่ครบตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และเช่าต่อโดยสิทธิชอบ 2. ผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากมีอำนาจทำสัญญาเช่าต่อให้โจทก์ (ป.พ.พ. มาตรา 1719) 3. จำเลยอ้างสิทธิบังคับคดีไม่ได้อีก (ป.วิ.พ. มาตรา 274-276) 4. ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโดยผิด ต้องเพิกถอน (ป.วิ.พ. มาตรา 295) 5. ศาลอุทธรณ์รับร้องสอดแทนศาลต้นไม่ชอบ แต่เพื่อประหยัดเวลา ให้ผู้ร้องสอดไปฟ้องแยก ผล: เพิกถอนหมายบังคับคดี และจำหน่ายคำร้องสอด วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย 1) การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ • โจทก์อยู่ครบตามระยะเวลา = ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมแล้ว • การเช่าต่อเป็นสิทธิชอบตามกฎหมาย ไม่ใช่การฝ่าฝืน 2) อำนาจผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก • ป.พ.พ. มาตรา 1719 กำหนดอำนาจในการจัดการมรดก • การให้เช่าที่ดินเพื่อสร้างรายได้แก่ทายาท = การจัดการมรดกทั่วไป • การทำตามเสียงข้างมากเพียงพอ ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากทุกคน 3) การร้องสอดในชั้นบังคับคดี • ป.วิ.พ. มาตรา 57 ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น • ศาลอุทธรณ์รับเอง = ไม่ชอบ • แต่ศาลฎีกาไม่ย้อนสำนวนเพื่อประหยัดเวลา IRAC แบบขยาย Issue โจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และจำเลยมีสิทธิบังคับคดีขับไล่หรือไม่ เมื่อมีสัญญาเช่าฉบับใหม่จากผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก Rule • ป.พ.พ. มาตรา 1719 อำนาจผู้จัดการมรดกจัดการทรัพย์มรดก • ป.วิ.พ. มาตรา 274-276 บังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม • ป.วิ.พ. มาตรา 295 เพิกถอนบังคับคดีที่ผิดพลาด • ป.วิ.พ. มาตรา 57 การร้องสอดในชั้นบังคับคดี Application โจทก์เช่าต่อโดยสิทธิจากผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก อาศัยกฎหมายรองรับ ไม่ใช่การหลีกเลี่ยงสัญญา การอยู่ต่อจึงไม่ใช่การผิดสัญญา จำเลยอ้างสิทธิบังคับคดีไม่ได้ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโดยผิด จึงต้องเพิกถอน Conclusion ศาลฎีกาเพิกถอนหมายบังคับคดี โจทก์ไม่ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ร้องสอดต้องไปฟ้องต่างหาก ข้อคิดทางกฎหมาย • การอยู่ต่อในที่ดินหลังครบสัญญา ไม่ใช่ผิดสัญญา หากมีสิทธิใหม่รองรับ • ผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากสามารถจัดการทรัพย์เพื่อประโยชน์รวมได้ • การบังคับคดีต้องทำโดยเคร่งครัด ศาลสามารถเพิกถอนเองได้หากกระทบความสงบเรียบร้อย แนวคำถาม - ธงคำตอบ คำถามข้อที่ 1 ในกรณีที่มีสัญญาประนีประนอมยอมความให้ผู้เช่าอยู่ในที่ดินเป็นเวลา 3 ปีตามคำพิพากษาตามยอม และเมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า ผู้เช่าไม่ได้ย้ายออกจากที่ดิน แต่กลับทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากของที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดก โดยสัญญาเช่าฉบับใหม่มีผลต่อเนื่องทันทีหลังสิ้นสุดสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้ให้เช่าเดิมอ้างว่าผู้เช่าผิดสัญญาประนีประนอมยอมความและนำคำพิพากษาตามยอมไปขอออกหมายบังคับคดีขับไล่ผู้เช่า คำถามคือ ผู้เช่าในกรณีนี้จะถือว่าผิดสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ และผู้ให้เช่ามีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมหรือไม่ คำตอบ ในกรณีนี้ผู้เช่าได้อยู่ในที่ดินครบตามระยะเวลาตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความ คือ วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 เมื่อครบกำหนด ผู้เช่าได้ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ซึ่งให้อำนาจผู้จัดการมรดกกระทำการใด ๆ เพื่อจัดการทรัพย์มรดกโดยรวมเพื่อประโยชน์แก่ทายาททุกคน สัญญาเช่าฉบับใหม่จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายและเป็นสิทธิใหม่ที่แยกจากสิทธิที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความเดิม การเข้าอยู่ต่อภายใต้สัญญาเช่าฉบับใหม่จึงมิใช่การฝ่าฝืนหรือผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ เดิมผู้ให้เช่าเดิมจึงไม่มีสิทธินำคำพิพากษาตามยอมไปบังคับคดีขับไล่ผู้เช่าอีกต่อไป การออกหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นจึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 คำถามข้อที่ 2 เมื่อผู้จัดการมรดกเดิมถูกแต่งตั้งหลายคน และมีการทำสัญญาเช่าทรัพย์มรดกต่อกับผู้เช่าโดยผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก โดยยังมีผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งไม่ยินยอม การกระทำดังกล่าวมีผลผูกพันทรัพย์มรดกหรือไม่ และถือเป็นการใช้สิทธิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ แม้จะขัดกับความต้องการของผู้จัดการมรดกเสียงข้างน้อย คำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์มรดกโดยทั่วไปและมีอำนาจกระทำการที่เป็นประโยชน์แก่กองมรดกและทายาท ในกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคน การใช้อำนาจจัดการมรดกให้เป็นไปตามเสียงข้างมากได้ เมื่อผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากทำสัญญาเช่าต่อเพื่อให้กองมรดกได้รับประโยชน์ที่แท้จริงจากทรัพย์สินของผู้ตาย และเพื่อหารายได้เข้าสู่กองมรดก การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการจัดการมรดกโดยชอบ ผู้จัดการมรดกเสียงข้างน้อยไม่อาจขัดขวางสิทธิอันชอบดังกล่าวได้ สัญญาเช่าที่ผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากทำขึ้นจึงมีผลสมบูรณ์ผูกพันทรัพย์มรดกและผู้เช่า ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เช่ามีสิทธิอยู่ต่อโดยชอบ ไม่เป็นการฝ่าฝืนสัญญาประนีประนอมยอมความ และจำเลยไม่อาจใช้คำพิพากษาตามยอมบังคับคดีขับไล่ได้อีก คำถามข้อที่ 3 กรณีผู้ร้องสอดในชั้นบังคับคดีซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกและมีสิทธิเกี่ยวพันกับการบังคับคดี ได้ยื่นคำร้องสอดต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นนัดไต่สวน แต่ศาลอุทธรณ์กลับอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความโดยไม่ได้ให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งก่อนตามกระบวนกฎหมาย การสั่งรับร้องสอดและงดการบังคับคดีของศาลอุทธรณ์ดังกล่าวถูกต้องหรือไม่ และศาลฎีกาพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร คำตอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ในกรณีที่บุคคลอ้างว่าตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องกับการบังคับตามคำพิพากษา ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดีและให้ศาลนั้นไต่สวนและมีคำสั่งก่อน การที่ศาลอุทธรณ์รับคำร้องสอดแทนศาลชั้นต้นและมีคำสั่งงดการบังคับคดีจึงเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบกระบวนวิธี อย่างไรก็ดี เนื่องจากศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าผู้เช่ามิได้ฝ่าฝืนสัญญาตามยอมและจำเลยไม่มีสิทธิบังคับคดี การย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องสอดใหม่จะไม่เป็นประโยชน์แก่กระบวนพิจารณาอีกต่อไป ศาลฎีกาจึงให้ผู้ร้องสอดไปดำเนินคดีแยกต่างหากและสั่งจำหน่ายคดีร้องสอดออกจากสารบบความพร้อมเพิกถอนหมายบังคับคดีตามมาตรา 295
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3001/2568 การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้วโจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสองซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก และอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับใหม่ดังกล่าว ย่อมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอ้างคำพิพากษาตามยอมเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีขับไล่โจทก์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 มาตรา 275 และมาตรา 276 คำสั่งของศาลชั้นต้นที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จึงเป็นการบกพร่องผิดพลาดศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดีเสียได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 ส่วนการร้องสอดกรณีตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) บทกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ย่อมเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีต้องไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความโดยการร้องสอดเสียเองแทนศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มิได้ฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมและจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องสอดใหม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณีอีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสองไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้ คดีสืบเนื่องมาจาก เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาตามยอม และออกคำบังคับให้โจทก์และจำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมีข้อความตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ตกลงเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เนื้อที่ 5 ไร่เศษ จากจำเลย เพื่อประกอบกิจการตลาดนัด มีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 อัตราค่าเช่าเดือนละ 300,000 บาท เมื่อครบกำหนดเวลาเช่า หรือโจทก์ผิดนัดชำระค่าเช่า โจทก์ตกลงขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากพื้นที่เช่า พร้อมทั้งส่งมอบที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดในสภาพเรียบร้อยภายใน 30 วัน แก่จำเลย หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีโจทก์และบริวารได้ทันที แต่เมื่อครบกำหนดเวลาเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ไม่ขนย้ายและส่งมอบที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลย วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จำเลยจึงขอให้ออกหมายบังคับคดี ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดและยกเลิกการบังคับคดี จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดทั้งสองยื่นคำร้องสอดขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 วรรคหนึ่ง (1) ระหว่างนั้นโจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้งดการบังคับคดี จำเลยยื่นคำคัดค้านคำร้องสอด ขอให้ยกคำร้องสอด ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนคำร้องสอด ผู้รับมอบอำนาจจำเลยแถลงรับว่า ผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นทายาทและเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายจริง ทนายผู้ร้องสอดทั้งสองส่งเอกสารแทนการไต่สวนรวม 6 ฉบับ ส่วนทนายจำเลยไม่ติดใจไต่สวน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคดีเสร็จการไต่สวน และรวมสำนวนพร้อมอุทธรณ์โจทก์ส่งศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้นายปรีชา และนางสาววันวิสาข์ ผู้ร้องสอดทั้งสอง ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายบำรุง เข้าเป็นผู้ร้องสอด และให้งดการบังคับคดีไว้ก่อนจนกว่าผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากประสงค์จะบังคับคดีต่อไป แจ้งคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า เดิมศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางจรินทิพย์ และนางสมทรง เป็นผู้จัดการมรดกของนายบำรุง ผู้ตาย ร่วมกัน ต่อมามีการถอดถอนและตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายอีกหลายครั้ง จนปัจจุบันคงมีผู้ร้องสอดทั้งสองและจำเลยรวมสามคนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขแดงที่ 10345/2562 ประกอบคำสั่ง (คดีขออนุญาตฎีกา) ของศาลฎีกาที่ ครพ.7681-7682/2563 ลงวันที่ 28 มกราคม 2564 การจัดการมรดกของผู้ตายยังไม่เสร็จสิ้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 1083 และ 1084 เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งโจทก์และจำเลยมีข้อพิพาทกันในเรื่องที่ดินดังกล่าว เนื่องจากโจทก์อ้างว่าจำเลยนำที่ดินให้โจทก์เช่าเพื่อทำกิจการตลาดนัดรวม 3 ปี ตั้งแต่เดือนมกราคม 2559 แต่จำเลยอ้างว่าไม่เคยให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าว ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ขณะคดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ วันที่ 5 ธันวาคม 2561 บรรดาทายาทของผู้ตายยินยอมให้จำเลยนำที่ดินดังกล่าวไปให้โจทก์เช่าเพื่อทำกิจการตลาดนัดเป็นเวลา 3 ปี และยินยอมให้จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โจทก์และจำเลยจึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในวันที่ 26 ธันวาคม 2561 โดยมีข้อตกลงให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวเพื่อทำกิจการตลาดนัดมีกำหนด 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 ต่อมาวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ทำสัญญาให้โจทก์เช่าที่ดินดังกล่าวต่อไปอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 แต่จำเลยขอให้บังคับคดีขับไล่โจทก์ออกไปจากที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และระหว่างนั้นผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ร้องสอดขอเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดี คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุสมควรที่จะงดการบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หรือไม่ เห็นว่า ปัจจุบันผู้ร้องสอดทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายร่วมกับจำเลย ผู้ร้องสอดทั้งสองย่อมมีสิทธิและหน้าที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของผู้ตายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 เมื่อผู้ร้องสอดทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากจากจำนวนผู้จัดการมรดกรวมสามคนทำสัญญากับโจทก์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ให้โจทก์เช่าที่ดินทรัพย์มรดกมีกำหนดอีก 3 ปี นับแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งเป็นเวลาหลังจากสิ้นสุดระยะเวลาเช่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เพื่อนำผลประโยชน์จากการให้เช่าที่ดินแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย จึงนับเป็นการจัดการมรดกโดยทั่วไปตามอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ดังนั้น การที่โจทก์อยู่ในที่ดินพิพาทเป็นเวลา 3 ปี โดยอาศัยสิทธิคำพิพากษาตามยอมและข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2564 แล้ว โจทก์ทำสัญญาเช่าฉบับใหม่กับผู้ร้องสอดทั้งสอง และอยู่ในที่ดินพิพาทต่อมาโดยอาศัยสิทธิตามสัญญาเช่าฉบับใหม่ดังกล่าว ย่อมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว ไม่อาจถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความอันจะเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม จึงไม่มีเหตุที่จำเลยจะอ้างคำพิพากษาตามยอมเพื่อขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีขับไล่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 มาตรา 275 และมาตรา 276 ได้อีกต่อไปคำสั่งของศาลชั้นต้นที่หมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2565 จึงเป็นการบกพร่องผิดพลาด ศาลฎีกาชอบที่จะเพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดีเสียได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบด้วยมาตรา 246 และมาตรา 252 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้งดการบังคับคดีไว้จนกว่าผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากประสงค์บังคับคดีต่อไปนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ส่วนปัญหาตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การร้องสอดกรณีตนมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวเนื่องด้วยการบังคับตามคำพิพากษานั้น บทกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลที่ออกหมายบังคับคดี ย่อมเห็นได้ว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่ออกหมายบังคับคดีต้องไต่สวนและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องของผู้ร้องสอดทั้งสอง การที่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสอดทั้งสองเข้าเป็นคู่ความโดยการร้องสอดเสียเองแทนศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มิได้ฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมและจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการบังคับคดีดังวินิจฉัยข้างต้นแล้ว การที่ศาลฎีกาจะมีคำสั่งย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำสั่งเกี่ยวกับคำร้องสอดใหม่ ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณีอีกต่อไป ศาลฎีกาเห็นสมควรให้ผู้ร้องสอดทั้งสองไปว่ากล่าวเป็นคดีต่างหากจากคดีนี้ พิพากษากลับ ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีและการบังคับคดี กับให้จำหน่ายคดีผู้ร้องสอดทั้งสองเสียจากสารบบความ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาฎีกาที่ 2295/2565 – ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกโดยมิใช่เพื่อแบ่งปันแก่ทายาท ประเด็น: จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย (ไม่มีพินัยกรรม) จึงมีอำนาจเพียง “ทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไปหรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดกให้ทายาท” ตามมาตรา 1719 ไม่ต้องขอความยินยอมทายาททุกรายก็จริง แต่ต้องทำไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวเท่านั้น กรณีนี้จำเลยที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 โอนขายที่ดินมรดกให้จำเลยที่ 3 แล้วนำเงินไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอง ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการโอนที่ “ไม่ใช่เพื่อแบ่งปันมรดก” จึงพ้นขอบอำนาจตามมาตรา 1719 ผู้รับโอน (จำเลยที่ 3) แม้สุจริตเสียค่าตอบแทน ก็ไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน เพราะซื้อจากการกระทำที่เกินอำนาจของผู้จัดการมรดก (อ้างอิงหลักมาตรา 1299 วรรคสอง ประกอบ 1719) แนวนี้ช่วยย้ำว่า “เสรีภาพของผู้จัดการมรดกไม่ใช่ลอยตัว” ต้องผูกกับเจตนารมณ์ในการจัดการ/แบ่งปันให้ทายาท หากแปรไปเป็นประโยชน์ส่วนตน นิติกรรมย่อมไม่ผูกพันทายาทและผู้รับโอนย่อมไม่อาจยกสิทธิดีกว่าผู้โอนขึ้นต่อสู้ได้ โดยเฉพาะเมื่อพยานหลักฐานบ่งชี้เจตนาทุจริตหรือใช้อำนาจผิดทาง ข้อเท็จจริงและเหตุผลในฎีกานี้จึงเป็นคู่เทียบโดยตรงกับคดี 3001/2568 ในมิติ “เส้นแบ่งการใช้อำนาจตามมาตรา 1719” ระหว่างการจัดการโดยชอบกับการจัดการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก. 2. คำพิพากษาฎีกาที่ 1480/2563 – ผู้จัดการมรดกมีสิทธิทำการโอนทรัพย์เพื่อประโยชน์กองมรดกโดยไม่ต้องได้ความยินยอมจากทายาททุกคน (แต่ต้องเป็นไปเพื่อการจัดการ/แบ่งปัน) ประเด็น: คดีนี้อธิบายเส้นขอบอำนาจผู้จัดการมรดกตามมาตรา 1719 และ 1722 ว่าในการ “จัดการโดยทั่วไปเพื่อแบ่งปัน” อาจทำการโอน/ทำสัญญาได้โดยไม่ต้องรอความยินยอมทายาททุกราย อย่างไรก็ดี จะต้องพิสูจน์ได้ว่าเป็น “การจัดการเพื่อประโยชน์แห่งกองมรดกและเพื่อแบ่งปัน” จริง มิใช่โอนเพื่อประโยชน์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือโอนไปในทางเลี่ยงการแบ่งปันให้ทายาทคนอื่น แนวคำวินิจฉัยจึงรับรองพลังของมาตรา 1719 ในทางปฏิบัติ แต่ผูกพันด้วยวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย สอดคล้องกับคดี 3001/2568 ที่ศาลให้ความสำคัญกับการใช้อำนาจของ “เสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก” เพื่อประโยชน์กองมรดก เช่น ให้เช่าต่อเพื่อสร้างรายได้แบ่งปัน ไม่ถือเป็นการฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมหรือผิดสัญญาประนีประนอมยอมความจนถึงขั้นบังคับคดีได้ แนวนี้ช่วยย้ำว่าหากการกระทำสอดคล้องกับขอบอำนาจและวัตถุประสงค์ มาตรา 1719 คุ้มรองรับอยู่. 3. คำพิพากษาฎีกาที่ 6595/2539 – การขายทรัพย์มรดกเป็น “การจัดการมรดก” ตามมาตรา 1719 ไม่ต้องขออนุญาตศาลหรือความยินยอมทายาททุกคนเสมอไป หากสอดคล้องวัตถุประสงค์แบ่งปัน ประเด็น: จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดก เรียกประชุมทายาทก่อนขายที่ดินพิพาท และมีทายาทร่วมรับทราบ ขั้นตอนสะท้อนว่าเป็นการจัดการเพื่อประโยชน์กองมรดก ศาลจึงถือว่าการขายทรัพย์โดยผู้จัดการมรดกอยู่ในขอบเขตมาตรา 1719 อำนาจเช่นนี้มิได้ต้องขออนุญาตศาลทุกครั้งหรือรอความยินยอมทายาททุกราย ตราบใดที่ยังคงวัตถุประสงค์ “จัดการ/แบ่งปัน” และไม่กระทบสิทธิทายาทโดยไม่เป็นธรรม แนวนี้สอดรับกับคดี 3001/2568 ที่ให้หลักเรื่อง “การใช้อำนาจในกรอบเสียงข้างมาก/การทำสัญญาใหม่เพื่อประโยชน์กองมรดก” ถือเป็นการจัดการชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่การฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมจนบังคับคดีได้ทันที จึงเป็นคำอธิบายเชิงระบบว่าทำไมการดำเนินการภายหลังครบกำหนดเดิม (เช่น ต่อสัญญาเช่า) ยังอยู่ในกรอบมาตรา 1719 หากทำเพื่อประโยชน์รวมและการจัดสรรแก่ทายาท. 4. คำพิพากษาฎีกาที่ 711/2545 – การนำทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาด/ประมูลกันเองเป็น “อำนาจโดยตรงของผู้จัดการมรดก” ตามมาตรา 1719 ประเด็น: แนวคำพิพากษานี้ยืนยันหลักกว้างว่า การขายทอดตลาดหรือประมูลกันเองเป็น “เรื่องการจัดการมรดก” ซึ่งเป็นอำนาจโดยตรงของผู้จัดการมรดก ตามมาตรา 1719 ผู้ร้องจึงไม่อาจยื่นคำร้องขออนุญาตต่อศาลเพื่อขายทรัพย์อีกชั้นหนึ่ง (เพราะกฎหมายให้อำนาจไว้แล้ว) อย่างไรก็ตาม การใช้ดุลยพินิจต้องผูกกับวัตถุประสงค์ในมาตรา 1719 เช่นกัน หากกลายเป็นการแสวงหาประโยชน์ส่วนตน หรือละเลยการแบ่งปันแก่ทายาท อาจหลุดพ้นกรอบกฎหมายและกระทบสิทธิของทายาทได้ หลักนี้ช่วย “ปรับสมดุล” ให้เข้าใจว่าในคดี 3001/2568 การที่ผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากต่อสัญญาเช่าเพื่อสร้างรายได้แบ่งปัน เป็นการดำเนินการภายใต้อำนาจตามกฎหมาย ไม่ใช่การฝ่าฝืนคำพิพากษาตามยอมและจึงไม่เป็นเหตุให้บังคับคดีขับไล่ได้ในทันที. 5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2629/2567 Quick Summary: ในคดีนี้ คู่ความอยู่ในสถานะที่ผู้ตายมีทรัพย์มรดกร่วมอยู่หลายรายการ และศาลได้มีคำสั่งตั้งบุคคลหลายคนเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน โดยมีข้อพิพาทระหว่างทายาทและผู้จัดการมรดกว่าใครจะมีอำนาจในการจัดการทรัพย์มรดก เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น ผู้จัดการมรดกบางคนไม่ดำเนินการตามหน้าที่ ผู้ร้อง (ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสีย) จึงร้องให้ศาลวินิจฉัยว่า เสียงข้างมากของผู้จัดการมรดกร่วมมีผลอย่างไร ภายใต้บทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าผู้จัดการมรดกมีหลายคน การทำการตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้นต้องถือเอาเสียงข้างมาก…” ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยว่า เมื่อมีผู้จัดการมรดกร่วมหลายคน ขอให้ถือเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการกระทำการเพื่อให้การจัดการมรดกดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหากเสียงเท่ากัน ผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องขอให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดได้ ตามมาตรา 1726 ดังกล่าว นอกจากนี้ ศาลเห็นว่า การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกร่วมที่แต่ละคนต่างดำเนินการแยกกัน เช่น ฟ้องคดีเอง ส่วนอีกคนไม่ร่วม เป็นการกระทำที่ผิดหลักเสียงข้างมากตามมาตรา 1726 และอาจเป็นเหตุให้ผู้มีส่วนได้เสียร้องขอถอนผู้จัดการมรดกได้ตามมาตรา 1727 คือการละเลยหน้าที่ของผู้จัดการมรดก จากนั้น ศาลจึงให้มีผลว่าการกระทำของผู้จัดการมรดกที่ไม่อยู่ในเสียงข้างมากหรือแยกกระทำเองนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ดำเนินการโดยผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากเป็นผู้แทนหรือให้ศาลชี้ขาดในกรณีเสียงเท่ากัน เหตุผลที่คดีนี้ใกล้เคียงกับคดี 3001/2568: – ทั้งสองคดีเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกและการเช่าหรือจัดการทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดก – มีประเด็นว่า “ผู้จัดการมรดกร่วม” ต้องถือเสียงข้างมากตามกฎหมาย (มาตรา 1726) – ใช้อำนาจผู้จัดการมรดกเสียงข้างมากเป็นหลัก และวินิจฉัยขอบเขตการใช้สิทธินั้นอย่างละเอียด – เป็นกรณีที่ผู้จัดการมรดกร่วมบางคนทำสัญญาหรือจัดการโดยไม่ได้อยู่ในเสียงข้างมาก หรือกระทำแยกต่างหาก ซึ่งศาลถือว่าไม่ชอบ |





