
| ทายาทรับมรดกหุ้นในห้างหุ้นส่วนและที่ดินได้หรือไม่ เมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้บุคคลอื่นและห้างยังประกอบกิจการต่อไป
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้รับมรดกตามพินัยกรรมในหุ้นของห้างหุ้นส่วนสามัญและที่ดินซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนนำมาใช้ในกิจการของห้าง รวมถึงผลทางกฎหมายเมื่อผู้จัดการมรดกนำหุ้นและที่ดินดังกล่าวไปโอนให้แก่ทายาทอีกคนหนึ่งซึ่งมิใช่ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม แล้วผู้รับโอนได้โอนที่ดินต่อไปยังบุคคลอื่น ประเด็นสำคัญประการแรกคือ เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนเลิกกัน แต่หุ้นส่วนที่เหลืออาจตกลงให้ห้างดำเนินกิจการต่อไปและรับทายาทของหุ้นส่วนผู้ตายเข้าเป็นหุ้นส่วนแทนได้ การตกลงดังกล่าวอาจพิจารณาได้จากพฤติการณ์ที่หุ้นส่วนคนอื่นยินยอมให้ทายาทเข้าไปบริหารกิจการโดยไม่ทักท้วง ประกอบกับห้างยังคงประกอบกิจการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ประเด็นต่อมาคือ การพิจารณาว่าที่ดินเป็นทรัพย์สินที่นำมาลงหุ้นหรือไม่ มิได้จำกัดอยู่เพียงข้อความในทะเบียนพาณิชย์ แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์เกี่ยวกับการถือกรรมสิทธิ์ การก่อสร้างอาคาร การใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อกิจการของห้าง และการจ่ายหรือไม่จ่ายค่าตอบแทนแก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ด้วย เมื่อข้อเท็จจริงแสดงว่าผู้เป็นหุ้นส่วนถือกรรมสิทธิ์รวมและใช้ที่ดินเป็นที่ตั้งกิจการโรงแรมติดต่อกันหลายสิบปีโดยไม่มีค่าเช่า ย่อมรับฟังได้ว่าที่ดินนั้นเป็นทรัพย์สินที่นำมาลงหุ้น เมื่อเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกหุ้นของตนให้แก่ผู้รับพินัยกรรม หุ้นดังกล่าวย่อมตกแก่ผู้รับพินัยกรรมทันทีเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกจึงไม่มีสิทธิโอนหุ้นและทรัพย์สินในส่วนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งมิใช่ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรม การโอนที่กระทำโดยไม่มีสิทธิไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้รับโอน และผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมและติดตามเอาทรัพย์คืนได้ สาระสำคัญที่สุดของคดี หุ้นส่วนถึงแก่ความตายไม่ทำให้ห้างหุ้นส่วนต้องยุติกิจการในทุกกรณี หากหุ้นส่วนที่เหลือตกลงให้ห้างดำเนินกิจการต่อและรับทายาทเข้าเป็นหุ้นส่วนแทน การยินยอมอาจรับฟังจากพฤติการณ์ที่ทายาทเข้าไปบริหารกิจการเป็นเวลานานโดยหุ้นส่วนคนอื่นไม่ทักท้วง ที่ดินซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนใช้เป็นที่ตั้งกิจการร่วมกันต่อเนื่องหลายสิบปีโดยไม่มีค่าเช่า อาจรับฟังได้ว่าเป็นทรัพย์สินที่นำมาลงหุ้น หุ้นที่เจ้ามรดกยกให้ผู้รับพินัยกรรมตกแก่ผู้รับพินัยกรรมทันทีเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิโอนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่บุคคลซึ่งมิใช่ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมโดยปราศจากสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย การฟ้องติดตามเอาคืนทรัพย์ของเจ้าของจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือ มิใช่การจัดการมรดกตามกฎหมายและไม่มีกำหนดอายุความ คำถามที่น่าสนใจ 1. หุ้นส่วนเสียชีวิตแล้วห้างหุ้นส่วนสามัญต้องเลิกกันทันทีหรือไม่ 2. ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมฟ้องเรียกคืนหุ้นและที่ดินจากผู้รับโอนได้หรือไม่ 3. การฟ้องติดตามเอาคืนทรัพย์มรดกจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือขาดอายุความหรือไม่ ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เมื่อปี 2514 เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ล ซึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 วันที่ 22 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของตนทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลานคนละส่วนเท่า ๆ กัน ต่อมาวันที่ 25 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย และวันที่ 10 สิงหาคม 2525 ศาลมีคำสั่งตั้งนางจางโหมม้วยเป็นผู้จัดการมรดก วันที่ 24 สิงหาคม 2525 นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกโอนหุ้นของนายเพิ่มบุญและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงเฉพาะส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายเพิ่มบุญ จำเลยที่ 1 เข้าไปบริหารกิจการโรงแรมแทนนายเพิ่มบุญตั้งแต่ปี 2525 โดยผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นมิได้ทักท้วง ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนให้ที่ดินทั้งสองแปลงในส่วนที่ได้รับโอนมาแก่จำเลยที่ 2 โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นส่วนของนายเพิ่มบุญแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินเฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา การตายของหุ้นส่วนและการดำรงอยู่ของห้างหุ้นส่วน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) กำหนดว่า เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกัน อย่างไรก็ตาม หุ้นส่วนที่ยังคงอยู่สามารถตกลงให้ห้างดำรงอยู่ต่อไปโดยรับทายาทของหุ้นส่วนผู้ตายเข้าเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ภายหลังนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรเข้าไปบริหารกิจการโรงแรมแทนตั้งแต่ปี 2525 จนถึงวันฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2562 เป็นเวลากว่า 37 ปี โดยไม่ปรากฏว่าหุ้นส่วนคนอื่นได้ทักท้วง ต่อมายังมีการโอนหุ้นของหุ้นส่วนเดิมให้แก่หุ้นส่วนรุ่นถัดไป และมีหลักฐานการจดทะเบียนพาณิชย์แสดงรายชื่อผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างที่ดำเนินกิจการภายใต้ชื่อเดิม พฤติการณ์ทั้งหมดแสดงว่าผู้เป็นหุ้นส่วนไม่มีเจตนาเลิกห้าง แต่ประสงค์ให้ห้างคงอยู่และประกอบกิจการโรงแรมต่อไป การรับทายาทของหุ้นส่วนผู้ตายเข้าไปบริหารกิจการโดยไม่มีการคัดค้านจึงรับฟังได้ว่าเป็นการตกลงรับทายาทเข้าเป็นหุ้นส่วนแทน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกันตามมาตรา 1055 (5) เมื่อห้างยังคงอยู่จึงไม่ต้องจัดการชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นตามพินัยกรรมจึงมีอำนาจฟ้องเรียกหุ้นและทรัพย์สินส่วนของนายเพิ่มบุญได้ หลักกฎหมายในส่วนนี้แสดงให้เห็นว่า ผลแห่งการตายของหุ้นส่วนต้องพิจารณาควบคู่กับเจตนาและพฤติการณ์ของหุ้นส่วนที่เหลือ หากหุ้นส่วนยินยอมให้กิจการดำเนินต่อ รับทายาทเข้าแทนที่ และปฏิบัติต่อเนื่องสอดคล้องกัน ย่อมรับฟังได้ว่าห้างหุ้นส่วนยังคงอยู่และประกอบกิจการต่อไป ที่ดินซึ่งนำมาลงหุ้นและสิทธิของผู้รับพินัยกรรม ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เดิมนายสุรชัยและนางสาวลาวัลย์ร่วมกันซื้อ ต่อมานายสุรชัยยกส่วนของตนให้นายเพิ่มบุญ และในปี 2514 นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกัน การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนร่วมกันปลูกสร้างอาคารโรงแรมบนที่ดินทั้งสองแปลงและใช้ประโยชน์เพื่อกิจการของห้างติดต่อกันหลายสิบปี โดยไม่มีการจ่ายค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม เป็นพฤติการณ์สำคัญที่แสดงว่าที่ดินทั้งสองแปลงถูกนำมาใช้เป็นทรัพย์สินสำหรับกิจการของห้างหุ้นส่วน จำเลยทั้งสองให้การเพียงว่าที่ดินเป็นทรัพย์นอกพินัยกรรม แต่มิได้ปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าที่ดินมิใช่ทรัพย์ที่นำมาลงหุ้น และมิได้นำสืบโต้แย้งประเด็นดังกล่าว พยานหลักฐานจึงรับฟังได้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนนำที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 มาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. นายเพิ่มบุญเป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน จึงมีสิทธิจำหน่ายส่วนของตน จำนอง หรือก่อภาระติดพันในส่วนของตนได้ตามมาตรา 1361 วรรคหนึ่ง เมื่อนายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นทั้งหมดของตนในห้างหุ้นส่วนให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน หุ้นดังกล่าวซึ่งรวมถึงทรัพย์ที่นำมาใช้ในกิจการของห้างย่อมตกแก่โจทก์ทั้งสองทันทีที่นายเพิ่มบุญถึงแก่ความตายตามมาตรา 1599 นางจางโหมม้วยและจำเลยทั้งสองมิใช่ผู้ได้รับหุ้นส่วนนี้ตามพินัยกรรม จึงไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องกับหุ้นและทรัพย์สินของห้างในส่วนของนายเพิ่มบุญ การที่ผู้จัดการมรดกโอนหุ้นและที่ดินส่วนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินต่อให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยทั้งสอง และทำให้ทรัพย์สินซึ่งตกแก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรมได้รับความเสียหาย จึงมีเหตุให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นส่วนของนายเพิ่มบุญแก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงเฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญ อายุความและสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ คดีนี้โจทก์ทั้งสองฟ้องในฐานะผู้รับมรดกตามพินัยกรรมเพื่อเรียกหุ้นและที่ดินซึ่งตกเป็นของตนตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผู้จัดการมรดกย่อมต้องโอนทรัพย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรม แต่กลับโอนทรัพย์ให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินต่อให้แก่จำเลยที่ 2 กรณีดังกล่าวมิใช่การจัดการมรดกตามกฎหมายซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งอายุความตามมาตรา 1754 แต่เป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตามพินัยกรรมใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์ของตนคืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามมาตรา 1336 สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์เช่นนี้ไม่มีกำหนดอายุความ ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ขาดอายุความ แนววินิจฉัยนี้ให้ความสำคัญกับฐานสิทธิที่แท้จริงของผู้ฟ้อง การที่ข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับทรัพย์ซึ่งเคยอยู่ในกองมรดกมิได้ทำให้คดีทุกกรณีเป็นคดีเรียกร้องมรดกภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 หากทรัพย์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้รับพินัยกรรมแล้วและถูกโอนไปโดยผู้ไม่มีสิทธิ เจ้าของย่อมใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ตามมาตรา 1336 ได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแก่โจทก์ทั้งสอง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันภายหลังหุ้นส่วนถึงแก่ความตาย และยังไม่มีการชำระบัญชีหรือตกลงจัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่น 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดิน ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นส่วนของนายเพิ่มบุญแก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในที่ดินเฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การพิจารณาว่าห้างหุ้นส่วนเลิกกันเพราะหุ้นส่วนถึงแก่ความตายหรือไม่ ไม่อาจพิจารณาเฉพาะเหตุแห่งการตายโดยแยกขาดจากพฤติการณ์ภายหลัง หากหุ้นส่วนที่เหลือยอมรับทายาทเข้าเป็นหุ้นส่วนแทน ปล่อยให้บริหารกิจการต่อเนื่อง และร่วมกันรักษาสถานะของกิจการไว้ ย่อมแสดงถึงข้อตกลงให้ห้างดำรงอยู่ต่อไป เมื่อห้างยังไม่เลิก ผู้รับมรดกหุ้นตามพินัยกรรมย่อมฟ้องเรียกหุ้นและทรัพย์สินส่วนของเจ้ามรดกได้โดยไม่ต้องรอการชำระบัญชี สถานะของที่ดินว่าเป็นทรัพย์ที่นำมาลงหุ้นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด มิใช่ยึดเฉพาะถ้อยคำในทะเบียนพาณิชย์ การถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน การใช้ที่ดินเป็นที่ตั้งกิจการตลอดระยะเวลายาวนาน และการไม่มีค่าเช่าหรือค่าตอบแทน เป็นพฤติการณ์ที่ใช้พิสูจน์เจตนานำที่ดินมาลงหุ้นได้ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการและโอนทรัพย์ให้เป็นไปตามพินัยกรรม การนำทรัพย์ซึ่งตกแก่ผู้รับพินัยกรรมไปโอนให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิในทรัพย์นั้น ย่อมเป็นการกระทำโดยไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย เมื่อทรัพย์ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย การโอนโดยปราศจากสิทธิย่อมไม่อาจตัดสิทธิของเจ้าของทรัพย์ และผู้รับพินัยกรรมมีสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้โดยไม่มีกำหนดอายุความ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการดำรงอยู่ของห้างหุ้นส่วนสามัญภายหลังหุ้นส่วนถึงแก่ความตายตามมาตรา 1055 (5) และสิทธิของผู้รับมรดกตามพินัยกรรมในการติดตามเอาคืนหุ้นและที่ดินจากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือตามมาตรา 1336 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหุ้นส่วนที่เหลือยินยอมรับทายาทเข้าเป็นหุ้นส่วนแทนและให้กิจการดำเนินต่อ ห้างจึงยังไม่เลิก ส่วนหุ้นและทรัพย์สินที่ตกแก่ผู้รับพินัยกรรมแล้วถูกโอนไปโดยไม่มีสิทธิ เจ้าของย่อมติดตามเอาคืนได้โดยไม่อยู่ภายใต้อายุความตามมาตรา 1754 มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง มาตรา 1599 มาตรา 1754 และมาตรา 1336 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. ห้างหุ้นส่วนยังไม่เลิก แม้หุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย แต่เมื่อหุ้นส่วนที่เหลือตกลงรับทายาทเข้าเป็นหุ้นส่วนแทนและยังคงประกอบกิจการต่อเนื่อง ห้างหุ้นส่วนย่อมยังไม่เลิก จึงไม่ต้องชำระบัญชีก่อนที่ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมจะใช้สิทธิฟ้องเรียกหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของเจ้ามรดก 2. สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ไม่มีกำหนดอายุความ เมื่อหุ้นและที่ดินตกเป็นของผู้รับพินัยกรรมตั้งแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย แต่ถูกโอนไปให้บุคคลอื่นโดยไม่มีสิทธิ ผู้รับพินัยกรรมย่อมใช้สิทธิในฐานะเจ้าของติดตามเอาคืนทรัพย์ตามมาตรา 1336 กรณีไม่อยู่ภายใต้อายุความมรดกตามมาตรา 1754 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งเสียชีวิต ห้างหุ้นส่วนสามัญต้องเลิกกันทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องเลิกกันทุกกรณี แม้มาตรา 1055 (5) กำหนดว่าห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกเมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งถึงแก่ความตาย แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่สามารถตกลงให้ห้างดำเนินกิจการต่อและรับทายาทของหุ้นส่วนผู้ตายเข้าเป็นหุ้นส่วนแทนได้ การตกลงอาจพิจารณาจากพฤติการณ์ เช่น การยินยอมให้ทายาทเข้าไปบริหารกิจการเป็นเวลานานโดยไม่มีผู้ใดทักท้วง และการที่ห้างยังประกอบกิจการต่อเนื่องภายใต้ชื่อเดิม 2. คำถาม ผู้รับมรดกหุ้นตามพินัยกรรมมีอำนาจฟ้องโดยไม่ต้องชำระบัญชีห้างก่อนหรือไม่ คำตอบ มีอำนาจฟ้องได้ หากข้อเท็จจริงรับฟังว่าห้างหุ้นส่วนยังไม่เลิกกัน เพราะหุ้นส่วนที่เหลือตกลงรับทายาทเข้าเป็นหุ้นส่วนแทนและประสงค์ให้กิจการดำเนินต่อ เมื่อห้างยังไม่เลิกจึงไม่ต้องจัดการชำระบัญชีตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ผู้รับมรดกตามพินัยกรรมจึงฟ้องเรียกหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของเจ้ามรดกได้ 3. คำถาม จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าที่ดินถูกนำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วน คำตอบ ต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน คดีนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ใช้ที่ดินเป็นที่ตั้งโรงแรมของห้างติดต่อกันหลายสิบปี และไม่มีการจ่ายค่าเช่าหรือค่าตอบแทนแก่ผู้ถือกรรมสิทธิ์ พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าผู้เป็นหุ้นส่วนนำที่ดินมาลงหุ้นและใช้เป็นทรัพย์สินในกิจการของห้าง 4. คำถาม ผู้รับพินัยกรรมฟ้องติดตามเอาคืนทรัพย์ที่ผู้จัดการมรดกโอนไปโดยไม่มีสิทธิขาดอายุความหรือไม่ คำตอบ ไม่ขาดอายุความ เพราะเมื่อเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หุ้นและทรัพย์ตามพินัยกรรมย่อมตกแก่ผู้รับพินัยกรรมทันทีตามมาตรา 1599 การฟ้องเรียกคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือเป็นการใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของเจ้าของตามมาตรา 1336 มิใช่การจัดการมรดกตามกฎหมายซึ่งอยู่ภายใต้มาตรา 1754 สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่มีกำหนดอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1287/2569 เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (5) แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่อาจตกลงกันให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป โดยรับทายาทของหุ้นส่วนที่ตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า หลังจาก พ. ถึงแก่ความตาย จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของ พ. โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ. และจำเลยที่ 1 เข้ามาบริหารกิจการโรงแรมแทน พ. โดยตลอด โดยไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นได้ทักท้วง พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า หุ้นส่วนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ตกลงกันให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงอยู่ต่อไป โดยตกลงรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของ พ. เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน ทั้งได้ความว่าห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงประกอบกิจการเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่มีเจตนาเลิกห้าง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนรุ่นแรกของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังประสงค์ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. คงอยู่เพื่อประกอบกิจการต่อไป โดยตกลงรับทายาทของหุ้นส่วนที่ถึงแก่ความตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน และแม้ พ. จะทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลาน แต่โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของ พ. ซึ่งเข้าไปบริหารกิจการโรงแรมโดยหุ้นส่วนอื่นให้ความยินยอม ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงยังไม่เลิกกันตามมาตรา 1055 (5) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกัน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นของ พ. ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ตามพินัยกรรมจึงมีอำนาจฟ้องเรียกหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของ พ. ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. โดยไม่จำต้องจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญแก่โจทก์ทั้งสอง และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยทั้งสองไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมการให้ที่ดินเฉพาะส่วนตามที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 ให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในโรงแรม ข. โฮเต็ล (ที่ถูก หุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ) และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9666 (ที่ถูก 9366) และ 9367 ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรม ข. โฮเต็ลให้แก่โจทก์ทั้งสอง หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 ทายาทของจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้และข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์ทั้งสองเป็นบุตรของนายพิศลย์และนางชูศรี นายพิศลย์เป็นบุตรของนายเพิ่มบุญและนางจางโหมม้วย มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 3 คน คือ นายพิศลย์ จำเลยที่ 1 และนางสาวลัดดาวัลย์ เมื่อปี 2514 นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ล ปลูกสร้างบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 วันที่ 22 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน วันที่ 25 ตุลาคม 2524 นายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย วันที่ 10 สิงหาคม 2525 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้นางจางโหมม้วยเป็นผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญ วันที่ 24 สิงหาคม 2525 นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 19 ธันวาคม 2555 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่ได้รับโอนมาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องด้วยเหตุที่ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) และยังไม่ได้จัดการชำระบัญชีหรือตกลงให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า เมื่อหุ้นส่วนคนหนึ่งตาย ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) แต่หุ้นส่วนที่ยังอยู่อาจตกลงกันให้ห้างยังคงอยู่ต่อไป โดยรับทายาทของหุ้นส่วนที่ตายเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนได้ ข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของคู่ความว่า หลังจากนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายเพิ่มบุญ และจำเลยที่ 1 เข้ามาบริหารกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลแทนนายเพิ่มบุญโดยตลอดตั้งแต่ปี 2525 นับถึงวันฟ้องวันที่ 9 กันยายน 2562 เป็นเวลา 37 ปีเศษ โดยไม่ปรากฏว่าผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นได้ทักท้วง พฤติการณ์จึงฟังได้ว่า นางสำเภาและนางสาวลาวัลย์หุ้นส่วนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ตกลงกันให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังคงอยู่ต่อไป โดยตกลงรับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรของนายเพิ่มบุญเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทน ทั้งจำเลยที่ 1 ยังเบิกความว่า ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แล้ว นางสำเภาโอนหุ้นให้แก่นางจันทร์จิรา ส่วนนางสาวลาวัลย์โอนหุ้นให้แก่นายสงวน สอดคล้องกับสำเนาคำขอจดทะเบียนพาณิชย์และสำเนาใบทะเบียนพาณิชย์ ที่ระบุว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2533 นางสำเภายื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์โดยระบุชื่อนางสำเภา จำเลยที่ 1 และนายสงวนเป็นผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. และเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2544 นายทะเบียนกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์ ได้ออกใบทะเบียนพาณิชย์เพื่อแสดงว่า นายสงวน นางจันทร์จิรา และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499 โดยใช้ชื่อในการประกอบพาณิชยกิจว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แสดงให้เห็นว่า ตั้งแต่นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลในปี 2514 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนไม่มีเจตนาเลิกห้าง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้เป็นหุ้นส่วนรุ่นแรกของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. แต่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนยังประสงค์ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. คงอยู่เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลต่อไป โดยนางสำเภาและนางสาวลาวัลย์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนายเพิ่มบุญ ต่อมาจำเลยที่ 1 และนางสำเภาตกลงรับนายสงวนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนางสาวลาวัลย์ หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และนายสงวนยังตกลงรับนางจันทร์จิราเข้ามาเป็นหุ้นส่วนแทนนางสำเภา จากข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเห็นได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (5) แม้นายเพิ่มบุญจะทำพินัยกรรมยกหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นหลานของนายเพิ่มบุญ แต่โจทก์ทั้งสองก็ยอมรับในฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นทายาทของนายเพิ่มบุญซึ่งเข้าไปบริหารกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ลโดยหุ้นส่วนอื่นให้ความยินยอม ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงยังไม่เลิกกัน เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ยังไม่เลิกกัน จึงไม่จำต้องจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า หลังจากนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตายและห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เลิกกันแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีการจัดการชำระบัญชีของห้างหรือตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินของห้างโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้รับมรดกหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. จึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินหุ้นหรือทรัพย์สินส่วนของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. มาเป็นของโจทก์ทั้งสอง และพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้นว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ สำหรับประเด็นอื่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น เมื่อปรากฏตามสำนวนว่าคู่ความสืบพยานเสร็จสิ้นและคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาในประเด็นอื่น ๆ ไปเสียในคราวเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยใหม่อีก มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองว่า กรณีมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญถือกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสอง กับให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ให้แก่โจทก์ทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ การจะวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องวินิจฉัยเสียก่อนว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เป็นทรัพย์สินที่นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์นำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เป็นกรรมสิทธิ์ของนายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา มิใช่กรรมสิทธิ์ของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งเป็นนิติบุคคล ขณะจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ระบุเพียงว่า จำเลยที่ 1 นางสำเภา และนายสงวนลงหุ้นด้วยเงินคนละ 70,000 บาท ไม่ปรากฏว่าได้นำที่ดินทั้งสองแปลงมาลงหุ้นด้วย เห็นว่า ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ระบุว่า วันที่ 13 มกราคม 2512 นายสุรชัยและนางสาวลาวัลย์ร่วมกันซื้อที่ดินทั้งสองแปลง วันที่ 14 สิงหาคม 2512 นายสุรชัยทำนิติกรรมให้ที่ดินทั้งสองแปลงเฉพาะส่วนของตนแก่นายเพิ่มบุญ ต่อมาวันที่ 12 เมษายน 2514 นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์มีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลง ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์มีเจตนานำที่ดินทั้งสองแปลงมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. มิเช่นนั้นนายเพิ่มบุญและนางสาวลาวัลย์ก็ไม่จำต้องจดทะเบียนให้นางสำเภาเข้ามามีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การเพียงว่า ที่ดินทั้งสองแปลงเป็นทรัพย์นอกพินัยกรรม ไม่ได้ให้การปฏิเสธต่อสู้ว่าที่ดินทั้งสองแปลงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนนำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. อีกทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองก็นำสืบว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ร่วมกันจัดตั้งห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. เพื่อประกอบกิจการโรงแรม ข. โฮเต็ล โดยลงหุ้นกันคนละ 70,000 บาท มิได้นำสืบโต้แย้งว่า ที่ดินทั้งสองแปลงมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนนำมาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ปลูกสร้างอาคารโรงแรม ข. โฮเต็ลบนที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวติดต่อกันมาหลายสิบปี โดยมิได้จ่ายค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์หรือค่าเช่าให้แก่บุคคลที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม พยานหลักฐานของโจทก์ทั้งสองจึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า นายเพิ่มบุญ นางสำเภา และนางสาวลาวัลย์ผู้เป็นหุ้นส่วนได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 มาลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ที่ดินทั้งสองแปลงซึ่งรวมทั้งส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นทรัพย์สินที่เอามาใช้ในกิจการของห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. นายเพิ่มบุญซึ่งเป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ย่อมมีสิทธิจำหน่ายส่วนของตน หรือจำนอง หรือก่อให้เกิดภาระติดพันก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคหนึ่ง เมื่อได้ความว่า นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นของตนที่มีอยู่ในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน มิได้ยกให้แก่นางจางโหมม้วยและจำเลยทั้งสอง เมื่อนายเพิ่มบุญถึงแก่ความตาย หุ้นของนายเพิ่มบุญย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ทั้งสองทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 นางจางโหมม้วยและจำเลยทั้งสองจึงไม่มีสิทธิเข้าเกี่ยวข้องกับหุ้นส่วนและทรัพย์สินในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ที่เอามาใช้ในกิจการของห้างไม่ว่าในทางใด การที่นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญให้แก่จำเลยที่ 1 และต่อมาจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่ได้รับโอนมาดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งที่นายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกหุ้นส่วนในห้างซึ่งย่อมรวมถึงทรัพย์ดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น จึงเป็นการกระทำที่ไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใด ๆ แก่จำเลยทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญถือกรรมสิทธิ์รวม การทำนิติกรรมระหว่างนางจางโหมม้วยกับจำเลยที่ 1 และการทำนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งนายเพิ่มบุญทำพินัยกรรมยกให้แก่โจทก์ทั้งสองไปแล้ว กรณีจึงมีเหตุเพิกถอนนิติกรรมและการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ส่วนที่มีชื่อนายเพิ่มบุญระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2555 และจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญได้ ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า โจทก์ทั้งสองนำสืบว่า เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2525 จำเลยที่ 1 โอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ไปเป็นของจำเลยที่ 1 กับทั้งจำเลยที่ 1 เองก็เบิกความยอมรับว่านางจางโหมม้วยได้โอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ให้แก่จำเลยที่ 1 ด้วย ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเพิ่มบุญโอนหุ้นของนายเพิ่มบุญในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งเป็นทรัพย์สินตามพินัยกรรมที่ตกได้แก่โจทก์ทั้งสองไปให้แก่จำเลยที่ 1 โดยไม่มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 จึงต้องโอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ส่วนของนายเพิ่มบุญให้แก่โจทก์ทั้งสอง ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองในข้อสุดท้ายว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสองขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะทายาทผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของนายเพิ่มบุญฟ้องเรียกเอาหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ซึ่งรวมถึงที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ซึ่งเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรมตั้งแต่เจ้ามรดกตาย นางจางโหมม้วยในฐานะผู้จัดการมรดกย่อมต้องโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์ทั้งสองตามพินัยกรรม แต่กลับโอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 กรณีจึงมิใช่เป็นการจัดการมรดกตามกฎหมายซึ่งต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 แต่กรณีเป็นการที่โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตามพินัยกรรมใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของตนจากจำเลยที่ 2 ซึ่งไม่มีสิทธิยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 จึงไม่มีกำหนดอายุความ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่น ๆ ของจำเลยทั้งสองนอกจากนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง และเมื่อเป็นดังที่วินิจฉัยข้างต้น ฎีกาของโจทก์ทั้งสองที่ขอให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนการให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 1 โอนหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญโรงแรม ข. ในส่วนของนายเพิ่มบุญ แก่โจทก์ทั้งสองคนละส่วนเท่า ๆ กัน กับให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ทั้งสองในที่ดินโฉนดเลขที่ 9366 และ 9367 เฉพาะส่วนของนายเพิ่มบุญ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |


