
| ผู้จัดการมรดกให้ผู้เยาว์สละมรดกโดยไม่ขออนุญาตศาล มีผลเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและฟ้องได้แม้เกิน 5 ปีหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจของผู้จัดการมรดกในการดำเนินการเกี่ยวกับสิทธิรับมรดกของผู้เยาว์ และผลทางกฎหมายของการสละมรดกที่กระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมรวมทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากศาลตามที่กฎหมายกำหนด คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ในฐานะทายาทโดยธรรม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า การที่ผู้จัดการมรดกจัดทำหนังสือให้ผู้เยาว์สละมรดกโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมาย ย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และการดำเนินการแบ่งมรดกหรือโอนทรัพย์มรดกต่อไปภายหลังจากนั้นก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกที่ชอบด้วยกฎหมาย คดีนี้ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอายุความในการฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก โดยจำเลยอ้างว่าคดีขาดอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง แต่ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อการจัดการมรดกเริ่มต้นจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ขั้นตอนการสละมรดกของผู้เยาว์ การโอนทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทรายอื่นจึงไม่มีผลผูกพันต่อผู้เยาว์ และไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นสมบูรณ์ได้ กรณีจึงยังไม่เริ่มนับอายุความตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักสำคัญว่า กฎหมายมรดกมิได้มุ่งเพียงให้การแบ่งทรัพย์มรดกเสร็จสิ้นรวดเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องคุ้มครองสิทธิของทายาทโดยเฉพาะผู้เยาว์ซึ่งยังไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเองได้อย่างสมบูรณ์ หากผู้จัดการมรดกใช้อำนาจโดยมิชอบ ย่อมไม่อาจยกอายุความขึ้นปิดกั้นสิทธิของทายาทที่เสียหายได้ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการจัดการมรดกที่ชอบด้วยกฎหมายกับการดำเนินการที่ฝ่าฝืนข้อบังคับคุ้มครองผู้เยาว์ ซึ่งมีผลต่อการเริ่มนับอายุความโดยตรง ข้อเท็จจริงแห่งคดี นายไตรรงค์เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 โดยขณะเสียชีวิตมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 51548 และที่ดินโฉนดเลขที่ 15120 กับ 22348 รวมสามแปลง ภายหลังศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดกเป็นผู้จัดการมรดก โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกรับรองแล้วตามกฎหมาย จึงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 ขณะเกิดเหตุโจทก์ยังเป็นผู้เยาว์ อายุเพียง 11 ปี ต่อมาจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกได้จัดทำหนังสือให้โจทก์สละมรดกของเจ้ามรดกเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2548 แต่การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้รับความยินยอมจากมารดาของโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม และไม่ได้รับอนุญาตจากศาล หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกทั้งสามแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ยังนำทรัพย์ดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับสิทธิโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมสละมรดก รวมทั้งเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และขอให้แก้ไขการจดทะเบียนจำนอง โดยให้มีผลเฉพาะในส่วนสิทธิของจำเลยที่ 2 เท่านั้น เพื่อให้ทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกตามเดิม ประเด็นข้อพิพาทสำคัญและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ คือ ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกต้องฟ้องภายในกำหนด 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง และยังพยายามยกประเด็นเรื่องอายุความ 1 ปี ขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกาอีกด้วย ศาลฎีกาวินิจฉัยในเบื้องต้นว่า ประเด็นอายุความ 1 ปี ไม่ใช่ข้อที่จำเลยได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้โดยชอบในศาลชั้นต้น เพราะจำเลยให้การเพียงว่าคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกซึ่งมีอายุความ 5 ปี เท่านั้น เมื่อไม่ได้ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความ 1 ปี ไว้ตั้งแต่ต้น อีกทั้งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ก็ไม่ได้รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว และจำเลยก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยผิดอย่างไร ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว สำหรับประเด็นอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ศาลฎีกาเห็นว่า แม้โดยหลักทั่วไปคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกต้องฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง แต่คดีนี้มีข้อเท็จจริงสำคัญว่า การที่จำเลยที่ 1 ทำหนังสือให้โจทก์ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์สละมรดกนั้น เป็นการกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากมารดาผู้แทนโดยชอบธรรม และไม่ได้รับอนุญาตจากศาล จึงเป็นการกระทำที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 เมื่อการสละมรดกดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่มีผลผูกพันโจทก์ และการที่จำเลยที่ 1 นำทรัพย์มรดกไปโอนให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อมา ก็เป็นการจัดการมรดกที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการตัดสิทธิทายาทโดยมิชอบ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ไม่อาจถือได้ว่าการจัดการมรดกเสร็จสิ้นลงโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า การเริ่มนับอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง จะต้องเป็นกรณีที่การจัดการมรดกเสร็จสิ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อน หากผู้จัดการมรดกดำเนินการโดยละเมิดสิทธิของทายาท หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติคุ้มครองผู้เยาว์ การจัดการมรดกนั้นย่อมยังไม่สมบูรณ์ และยังไม่อาจถือว่าเริ่มนับอายุความได้ ดังนั้น แม้เวลาจะผ่านมาหลายปีนับแต่มีการโอนทรัพย์มรดก แต่เมื่อการดำเนินการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น โจทก์จึงยังมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมและเรียกทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกได้ ฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยเห็นพ้องว่า การจัดการมรดกในคดีนี้เป็นการจัดการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และยังไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงตามมาตรา 1733 วรรคสองได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการสละมรดกของผู้เยาว์ หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 ซึ่งเป็นบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ในการจัดการทรัพย์สินและสิทธิที่มีมูลค่าทางทรัพย์สิน โดยเฉพาะการสละสิทธิในทรัพย์มรดก การสละมรดกมิใช่เพียงการแสดงเจตนาไม่รับทรัพย์เท่านั้น แต่เป็นการตัดสิทธิของบุคคลในฐานะทายาทโดยตรง และอาจมีผลกระทบต่อฐานะทางทรัพย์สินของผู้เยาว์อย่างร้ายแรง กฎหมายจึงกำหนดให้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะกระทำแทนผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน เจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวมุ่งคุ้มครองผู้เยาว์จากการถูกตัดสิทธิหรือเสียประโยชน์โดยไม่เหมาะสม เพราะผู้เยาว์ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับผลประโยชน์ระยะยาวของตนเอง และแม้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะเป็นผู้ดำเนินการแทน ก็ยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของศาล ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 แม้จะเป็นผู้จัดการมรดกซึ่งมีอำนาจจัดการทรัพย์มรดก แต่ก็ไม่มีอำนาจใช้สิทธิตัดสิทธิของผู้เยาว์โดยลำพัง เพราะการสละมรดกเป็นการกระทำที่มีผลลดทอนสิทธิในทรัพย์สินโดยตรง เมื่อไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล การสละมรดกดังกล่าวจึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลสำคัญคือ นิติกรรมดังกล่าวไม่มีผลผูกพันโจทก์ และไม่อาจใช้เป็นฐานอ้างว่าผู้เยาว์หมดสิทธิในทรัพย์มรดกได้ การโอนทรัพย์ต่อไปภายหลังจึงย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย เพราะการจัดการมรดกทั้งหมดตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักว่า อำนาจของผู้จัดการมรดกมิใช่อำนาจเด็ดขาด แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมาย และต้องคำนึงถึงสิทธิของทายาททุกคนโดยเฉพาะผู้เยาว์ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของคดีนี้ คือ การตีความคำว่า “การจัดการมรดกสิ้นสุดลง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้การฟ้องร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกต้องกระทำภายใน 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง โดยหลักทั่วไป เมื่อผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งทรัพย์ โอนทรัพย์ หรือจัดการหนี้สินของกองมรดกเสร็จสิ้นแล้ว ย่อมถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุด และเริ่มนับอายุความในการฟ้องร้องโต้แย้งเกี่ยวกับการจัดการมรดก แต่หลักดังกล่าวจะใช้ได้ต่อเมื่อการจัดการนั้นเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาในคดีนี้วางหลักสำคัญว่า หากการจัดการมรดกเกิดขึ้นจากการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายตั้งแต่ต้น เช่น การตัดสิทธิทายาทผู้เยาว์โดยมิชอบ หรือการสละมรดกที่ไม่มีผลตามกฎหมาย การดำเนินการทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นย่อมไม่อาจถือได้ว่าเป็นการจัดการมรดกที่สมบูรณ์ สาระสำคัญของแนววินิจฉัยนี้ คือ ศาลมิได้มองเพียงรูปแบบภายนอกว่ามีการโอนทรัพย์เสร็จสิ้นแล้วหรือไม่ แต่พิจารณาถึงความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนการจัดการมรดกทั้งหมด หากการดำเนินการสำคัญในกระบวนการนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ย่อมยังไม่เกิดผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย และยังไม่อาจเริ่มนับอายุความได้ หลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะหากตีความเพียงว่ามีการโอนทรัพย์เสร็จแล้วถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุด ผู้จัดการมรดกที่ดำเนินการโดยมิชอบอาจอาศัยระยะเวลามาปิดกั้นสิทธิของทายาทผู้เสียหายได้ ซึ่งจะขัดต่อหลักความเป็นธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายมรดก ในคดีนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า แม้จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2551 แต่เนื่องจากการสละมรดกของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจัดการมรดกจึงยังไม่อาจถือว่าสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ และโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องคดีได้ แนววินิจฉัยนี้ยังแสดงให้เห็นว่า อายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง มิใช่อายุความที่เริ่มนับโดยอัตโนมัติจากการกระทำทางทะเบียนหรือการโอนทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการจัดการมรดกควบคู่กันด้วย วิเคราะห์สถานะของจำเลยที่ 3 ในฐานะบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริต ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า หลังจากจำเลยที่ 1 โอนทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยที่ 2 ได้นำทรัพย์ดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับสิทธิโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต จึงมีผลให้สิทธิของจำเลยที่ 3 ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย สาระสำคัญของหลักกฎหมายในส่วนนี้ คือ แม้การโอนทรัพย์มรดกระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 จะมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย แต่หากต่อมามีบุคคลภายนอกซึ่งไม่รู้ข้อบกพร่องดังกล่าว และได้สิทธิมาโดยสุจริตพร้อมเสียค่าตอบแทน กฎหมายย่อมให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกนั้นเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งนิติกรรมและความเชื่อถือในการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ด้วยเหตุนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงพิพากษายกฟ้องในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และศาลฎีกาก็พิพากษายืนตามนั้น แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองทายาทผู้เสียหายกับการคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต กล่าวคือ แม้โจทก์จะมีสิทธิขอเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับทายาทอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่สิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งได้จำนองโดยสุจริตก็ยังคงได้รับความคุ้มครอง หลักการนี้มีความสำคัญในทางธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์อย่างยิ่ง เพราะหากกฎหมายไม่คุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต ย่อมทำให้ประชาชนไม่สามารถเชื่อถือข้อมูลการจดทะเบียนสิทธิในที่ดินได้ และจะกระทบต่อความมั่นคงของระบบทะเบียนทรัพย์สินโดยรวม วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาในคดีนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้มาโดยตลอดว่า การจัดการทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่มีลักษณะเป็นการลดทอนสิทธิหรือทำให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์ จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน มิฉะนั้นย่อมเป็นการกระทำที่ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย นอกจากนี้ แนววินิจฉัยยังสอดคล้องกับหลักทั่วไปเรื่องอายุความในคดีจัดการมรดกว่า อายุความจะเริ่มนับได้ก็ต่อเมื่อการจัดการมรดกเสร็จสิ้นโดยชอบด้วยกฎหมายจริง หากยังมีข้อบกพร่องที่กระทบต่อสิทธิของทายาทสำคัญ การจัดการมรดกย่อมยังไม่สิ้นสุด อีกประการหนึ่ง คดีนี้ยังสะท้อนแนวคิดของศาลฎีกาเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เยาว์ในทางทรัพย์สิน ซึ่งศาลให้ความสำคัญอย่างมาก และพร้อมตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจโดยผู้จัดการมรดกหรือผู้แทนโดยชอบธรรมอย่างเคร่งครัด สาระสำคัญของคดีจึงไม่ได้อยู่เพียงการตีความเรื่องอายุความเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันหลักว่า การใช้อำนาจเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และหากฝ่าฝืน แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด ก็ไม่อาจอาศัยอายุความมาลบล้างความไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามโฉนดเลขที่ 51548 และที่ดินโฉนดเลขที่ 15120 กับ 22348 ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์เฉพาะในส่วนสิทธิของตนเองเท่านั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ และยกคำขออื่นนอกจากนี้ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น แต่แก้ไขโดยให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 เป็นบุคคลภายนอกผู้รับจำนองโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์สละมรดกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 ไม่มีผลผูกพันโจทก์ และทำให้การจัดการมรดกไม่อาจถือว่าสิ้นสุดลงโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อำนาจของผู้จัดการมรดกมิใช่อำนาจเด็ดขาดที่จะดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับสิทธิของทายาทได้โดยปราศจากข้อจำกัด หากการดำเนินการนั้นมีผลตัดสิทธิหรือทำให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์ ผู้จัดการมรดกและผู้แทนโดยชอบธรรมต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการขออนุญาตศาลตามบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ยังตอกย้ำหลักสำคัญว่า อายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดกจะเริ่มนับได้ต่อเมื่อการจัดการมรดกเสร็จสิ้นโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น หากกระบวนการจัดการมรดกมีข้อบกพร่องอันกระทบต่อสิทธิของทายาทโดยตรง เช่น การสละมรดกของผู้เยาว์โดยไม่ชอบ การโอนทรัพย์มรดกที่เกิดขึ้นภายหลังย่อมไม่อาจถือเป็นการจัดการมรดกที่สมบูรณ์ และผู้เสียหายยังมีสิทธิฟ้องร้องได้ คดีนี้ยังสะท้อนหลักนิติธรรมในกฎหมายมรดกว่า กฎหมายมิได้มุ่งเพียงความรวดเร็วหรือความแน่นอนในการแบ่งทรัพย์มรดกเท่านั้น แต่ต้องคุ้มครองความเป็นธรรมแก่ทายาททุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุคคลที่กฎหมายให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ หากเปิดโอกาสให้ผู้จัดการมรดกใช้ระยะเวลามาอ้างปิดกั้นสิทธิของผู้เยาว์ ทั้งที่การดำเนินการเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมเป็นผลที่ขัดต่อเจตนารมณ์แห่งกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ในอีกด้านหนึ่ง ศาลฎีกายังคงรักษาหลักความมั่นคงแห่งนิติกรรมและความเชื่อถือในระบบทะเบียนทรัพย์สิน โดยคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้รับสิทธิโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน อันเป็นหลักสำคัญที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และระบบจดทะเบียนสิทธิของรัฐ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการสละมรดกของผู้เยาว์โดยผู้จัดการมรดก และผลของการจัดการมรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่อการนับอายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสละมรดกของผู้เยาว์ที่ไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และทำให้การจัดการมรดกยังไม่ถือว่าสิ้นสุดลงโดยชอบด้วยกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การสละมรดกของผู้เยาว์โดยไม่ขออนุญาตศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้ผู้เยาว์สละมรดกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 จึงไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และไม่อาจตัดสิทธิของผู้เยาว์ในฐานะทายาทโดยธรรมได้ 2. การจัดการมรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ทำให้อายุความเริ่มนับ แม้จะมีการโอนทรัพย์มรดกไปแล้วหลายปี แต่เมื่อการจัดการมรดกเริ่มต้นจากการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจัดการมรดกย่อมยังไม่ถือว่าสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์จึงยังมีสิทธิฟ้องคดีได้และฟ้องไม่ขาดอายุความ อธิบายหลักกฎหมาย 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 มาตรา 1611 เป็นบทบัญญัติที่มุ่งคุ้มครองทรัพย์สินและสิทธิประโยชน์ของผู้เยาว์ โดยกำหนดว่า การที่ผู้แทนโดยชอบธรรมจะกระทำการบางประเภทแทนผู้เยาว์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการลดทอนสิทธิหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้เยาว์ จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน หากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว การกระทำนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เจตนารมณ์สำคัญของมาตรานี้ คือ การป้องกันมิให้บุคคลที่มีอำนาจแทนผู้เยาว์ใช้อำนาจโดยขาดการตรวจสอบ เพราะผู้เยาว์ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเอง กฎหมายจึงให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ควบคุมดูแลเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ การสละมรดกถือเป็นการตัดสิทธิในทรัพย์สินโดยตรง และอาจทำให้ผู้เยาว์สูญเสียสิทธิในกองมรดกจำนวนมาก กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเสมอ แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะเห็นว่าการสละมรดกเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ก็ตาม ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์สละมรดก โดยไม่ได้รับความยินยอมจากมารดาของโจทก์ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม และไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวมิชอบด้วยมาตรา 1611 และไม่มีผลผูกพันโจทก์ ส่งผลให้โจทก์ยังคงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมและยังมีสิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าวต่อไป 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง มาตรา 1733 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดอายุความสำหรับการฟ้องร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดก โดยกำหนดให้ต้องฟ้องภายใน 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดการทรัพย์มรดกเกิดความแน่นอนและไม่เปิดโอกาสให้มีข้อพิพาทยืดเยื้อไม่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม การที่จะถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วตามกฎหมาย มิใช่พิจารณาเพียงว่ามีการโอนทรัพย์หรือแบ่งทรัพย์เสร็จสิ้นในทางทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นการจัดการมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากผู้จัดการมรดกดำเนินการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น ตัดสิทธิทายาทโดยมิชอบ ปกปิดทรัพย์มรดก หรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย การจัดการมรดกนั้นย่อมยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้นสมบูรณ์ และอายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง ย่อมยังไม่เริ่มนับ เจตนารมณ์สำคัญของบทบัญญัตินี้ คือ การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงแน่นอนของการจัดการมรดกกับการคุ้มครองสิทธิของทายาท หากเปิดโอกาสให้ผู้จัดการมรดกอาศัยการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วปล่อยเวลาให้ผ่านไปจนเกิดอายุความ ย่อมเป็นการเปิดช่องให้ผู้กระทำผิดได้รับประโยชน์จากการกระทำของตนเอง ซึ่งขัดต่อหลักความยุติธรรมอย่างชัดเจน ในคดีนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะดำเนินการโอนทรัพย์มรดกให้แก่จำเลยที่ 2 ตั้งแต่ปี 2551 แต่เนื่องจากก่อนหน้านั้นได้มีการทำหนังสือสละมรดกของโจทก์ซึ่งเป็นผู้เยาว์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การจัดการมรดกดังกล่าวยังไม่อาจถือว่าสิ้นสุดลงโดยชอบด้วยกฎหมาย อายุความตามมาตรา 1733 วรรคสอง จึงยังไม่เริ่มนับ และโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องคดีได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้จัดการมรดกสามารถให้ผู้เยาว์สละมรดกแทนตนเองได้หรือไม่ คำตอบ ผู้จัดการมรดกไม่มีอำนาจที่จะให้ผู้เยาว์สละมรดกแทนได้โดยลำพัง แม้ผู้จัดการมรดกจะมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของกองมรดกก็ตาม แต่การสละมรดกถือเป็นการตัดสิทธิของทายาทในทรัพย์สินโดยตรง ซึ่งเป็นการกระทำที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์อย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายจึงกำหนดให้การดำเนินการดังกล่าวต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์และต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 หากผู้จัดการมรดกดำเนินการโดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว การสละมรดกนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และผู้เยาว์ยังคงมีสิทธิในกองมรดกตามกฎหมายต่อไป การที่ต่อมามีการแบ่งทรัพย์หรือโอนทรัพย์มรดกโดยอาศัยการสละมรดกที่ไม่ชอบดังกล่าว ย่อมทำให้การจัดการมรดกทั้งหมดมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายตามไปด้วย 2 คำถาม หากการสละมรดกของผู้เยาว์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การโอนทรัพย์มรดกที่เกิดขึ้นภายหลังจะมีผลอย่างไร คำตอบ เมื่อการสละมรดกของผู้เยาว์เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมและไม่ได้รับอนุญาตจากศาล การสละมรดกดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และต้องถือว่าผู้เยาว์ยังคงมีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมอยู่ตามเดิม ดังนั้น หากผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปแบ่งหรือโอนให้แก่บุคคลอื่นโดยถือว่าผู้เยาว์หมดสิทธิในมรดกแล้ว การโอนดังกล่าวย่อมเป็นการจัดการมรดกที่มีข้อบกพร่องทางกฎหมาย ผู้เสียหายจึงมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนการโอนหรือขอให้แก้ไขการจดทะเบียนเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้ ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาว่าการดำเนินการดังกล่าวกระทบต่อสิทธิของทายาทอย่างไร และบุคคลภายนอกที่รับสิทธิต่อมาเป็นผู้รับสิทธิโดยสุจริตหรือไม่ เพื่อกำหนดผลทางกฎหมายต่อไป 3 คำถาม คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกต้องฟ้องภายในกี่ปี และเริ่มนับอายุความเมื่อใด คำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง การฟ้องร้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกต้องฟ้องภายในกำหนด 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม การที่จะถือว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงแล้วนั้น ต้องพิจารณาว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากผู้จัดการมรดกดำเนินการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น ตัดสิทธิทายาทโดยมิชอบ หรือดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมาย การจัดการมรดกดังกล่าวย่อมยังไม่ถือว่าสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ อายุความจึงยังไม่เริ่มนับ หลักกฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้จัดการมรดกอาศัยการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแล้วใช้ระยะเวลามาเป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของทายาทผู้เสียหาย 4 คำถาม เหตุใดศาลจึงคุ้มครองบุคคลภายนอกที่รับจำนองทรัพย์มรดกโดยสุจริต คำตอบ แม้การโอนทรัพย์มรดกระหว่างผู้จัดการมรดกกับทายาทบางรายจะมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมาย แต่หากต่อมามีบุคคลภายนอกเข้ามารับสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต กฎหมายย่อมให้ความคุ้มครองแก่บุคคลภายนอกนั้น เพื่อรักษาความมั่นคงของนิติกรรมและสร้างความเชื่อมั่นในระบบทะเบียนทรัพย์สินของรัฐ หากกฎหมายไม่คุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต ประชาชนทั่วไปย่อมไม่สามารถเชื่อถือข้อมูลทางทะเบียนได้ และอาจส่งผลกระทบต่อธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยรวม ในคดีนี้ ศาลรับฟังว่าผู้รับจำนองเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน จึงยังคงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้การโอนทรัพย์มรดกระหว่างทายาทจะมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายก็ตาม 5 คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้การสละมรดกของผู้เยาว์ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน คำตอบ เหตุที่กฎหมายกำหนดให้การสละมรดกของผู้เยาว์ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เพราะการสละมรดกเป็นการตัดสิทธิในทรัพย์สินโดยตรง และอาจทำให้ผู้เยาว์สูญเสียผลประโยชน์จำนวนมากโดยไม่สามารถเรียกคืนได้ ผู้เยาว์ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะประเมินผลดีผลเสียของการสละสิทธิในทรัพย์สินของตนเอง กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบว่าการสละมรดกนั้นเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์จริงหรือไม่ อีกทั้งยังเป็นการควบคุมมิให้ผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้จัดการมรดกใช้อำนาจโดยไม่เหมาะสมหรือแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้เยาว์ หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญว่าผู้เยาว์เป็นบุคคลที่กฎหมายต้องให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในเรื่องที่มีผลกระทบต่อฐานะทางทรัพย์สินในระยะยาว 6 คำถาม หากผู้เยาว์ถูกตัดสิทธิในมรดกโดยมิชอบ ยังสามารถฟ้องเรียกทรัพย์กลับคืนได้หรือไม่ คำตอบ หากผู้เยาว์ถูกตัดสิทธิในมรดกโดยมิชอบ เช่น ถูกทำหนังสือสละมรดกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือถูกตัดออกจากการแบ่งมรดกโดยไม่มีสิทธิ ผู้เยาว์ยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกทรัพย์มรดกกลับคืนได้ เพราะการกระทำดังกล่าวไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ตามกฎหมาย การที่ต่อมามีการโอนทรัพย์มรดกไปยังทายาทรายอื่นหรือมีการจัดการทรัพย์สินต่อไป ย่อมไม่ทำให้สิทธิของผู้เยาว์ระงับสิ้นไปโดยอัตโนมัติ ศาลจะพิจารณาว่าการจัดการมรดกนั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และหากพบว่าการดำเนินการสำคัญมีข้อบกพร่อง การจัดการมรดกก็ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดลง ผู้เยาว์หรือผู้แทนโดยชอบธรรมจึงยังมีสิทธิฟ้องร้องเพื่อขอเพิกถอนนิติกรรมหรือขอให้ทรัพย์กลับคืนสู่กองมรดกได้ตามกฎหมาย 7 คำถาม การที่มีการโอนทรัพย์มรดกไปแล้วหลายปี จะทำให้ทายาทหมดสิทธิฟ้องเสมอไปหรือไม่ คำตอบ การที่ทรัพย์มรดกถูกโอนไปแล้วเป็นเวลานาน มิได้หมายความว่าทายาทจะหมดสิทธิฟ้องเสมอไป เพราะกฎหมายยังต้องพิจารณาว่าการจัดการมรดกนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากการโอนทรัพย์เกิดจากกระบวนการที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น การตัดสิทธิผู้เยาว์โดยมิชอบ หรือการจัดการมรดกที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การจัดการมรดกดังกล่าวอาจยังไม่ถือว่าสิ้นสุดลง และอายุความอาจยังไม่เริ่มนับ หลักกฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่ดำเนินการโดยมิชอบใช้ระยะเวลามาเป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิของผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม หากมีบุคคลภายนอกซึ่งได้รับสิทธิในทรัพย์สินโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนเข้ามาเกี่ยวข้อง สิทธิของบุคคลภายนอกดังกล่าวอาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้การจัดการมรดกเดิมจะมีปัญหาก็ตาม 8 คำถาม ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่และข้อจำกัดทางกฎหมายอย่างไรในการจัดการทรัพย์มรดก คำตอบ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่รวบรวม ดูแล และแบ่งปันทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทตามกฎหมายหรือพินัยกรรม โดยต้องดำเนินการด้วยความสุจริตและคำนึงถึงประโยชน์ของทายาททุกฝ่ายอย่างเสมอภาค แม้ผู้จัดการมรดกจะมีอำนาจดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของกองมรดกได้หลายประการ แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญตามกฎหมาย โดยเฉพาะการดำเนินการที่มีผลตัดสิทธิของทายาทหรือทำให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์ ผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายอย่างเคร่งครัด หากใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือดำเนินการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น ทำให้ผู้เยาว์สละมรดกโดยไม่ขออนุญาตศาล การกระทำนั้นย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เสียหาย และอาจทำให้การจัดการมรดกทั้งหมดมีปัญหาเรื่องความชอบด้วยกฎหมายตามมาได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4172/2565 จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เยาว์สละมรดกของ ต. โดยไม่ได้รับความยินยอมของ ม. มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์ และไม่ได้รับอนุญาตจากศาล อันเป็นการมิชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1611 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดการแบ่งมรดกโดยโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ และถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก ซึ่งการจัดการมรดกดังกล่าวเป็นการจัดการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการสละมรดกที่จำเลยที่ 1 ทำไว้กับโจทก์ในขณะที่โจทก์เป็นผู้เยาว์เพื่อให้โจทก์มีสิทธิรับมรดก รวมทั้งเพิกถอนและแก้ไขนิติกรรม การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เพื่อให้ทรัพย์พิพาทกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกดังเดิม โดยให้จำเลยที่ 2 ได้รับการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทเฉพาะส่วนของตนเท่านั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และแก้ไขการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 โดยให้การจดทะเบียนจำนองทรัพย์พิพาทมีผลเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 2 เท่านั้น หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนโฉนดเลขที่ 51548 เนื้อที่ 62 ตารางวา และโฉนดที่ดินเลขที่ 15120 และ 22348 เนื้อที่แปลงละ 1 งาน ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์พิพาทเฉพาะส่วนของตนเองเท่านั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูก โดยให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระต่อศาลในนามของโจทก์) โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน แต่ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2546 นายไตรรงค์ เจ้ามรดกถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุหัวใจขาดเลือดฉับพลัน โดยขณะถึงแก่ความตายมีโจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่นายไตรรงค์รับรองแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1627 จึงเป็นทายาทโดยธรรม และนายไตรรงค์มีจำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายและมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ จำเลยที่ 2 และนางสาวกาญนา ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนายไตรรงค์ ขณะถึงแก่ความตายนายไตรรงค์มีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโฉนดเลขที่ 51548, 15120 และ 22348 ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2548 ในขณะที่โจทก์อายุ 11 ปี จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์สละมรดกของนายไตรรงค์โดยไม่ได้รับความยินยอมของนางสาวมาริสาหรือชลทิพย์ มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม และไม่ได้รับอนุมัติจากศาลอันเป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2551 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาททั้งสามแปลงให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีสิทธิและมิชอบด้วยกฎหมาย และในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 จดทะเบียนจำนองแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริต มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ในส่วนที่เกี่ยวกับกรณีจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างว่าคดีโจทก์ขาดอายุความ 1 ปี นั้น ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้ให้การถึง คงให้การต่อสู้ว่า โจทก์ต้องฟ้องขอแบ่งปันทรัพย์มรดกภายในระยะเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นการฟ้องเกี่ยวกับการจัดการมรดกเท่านั้น กำหนดอายุความ 1 ปี จากการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในฎีกาจึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบตั้งแต่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 ก็ไม่ได้อ้างโต้แย้งในฎีกาว่า คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในส่วนนี้ไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนกรณีที่อ้างว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงนั้น ข้อเท็จจริงก็ได้ความว่าเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2548 ขณะโจทก์มีอายุ 11 ปี นั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกทำหนังสือให้โจทก์สละมรดกของนายไตรรงค์โดยไม่ได้รับความยินยอมของนางสาวมาริสาหรือชลทิพย์ มารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของโจทก์และไม่ได้รับอนุมัติจากศาล อันเป็นการมิชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1611 หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ดำเนินการจัดการแบ่งมรดกโดยโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์พิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์และถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลง เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้เป็นคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดก กรณีจึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง เพราะการจัดการมรดกดังกล่าวเป็นการจัดการไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




.jpg)