
| พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่คู่สมรสร่วมกันทำไว้ และปัญหาสำคัญว่าหลังจากผู้ทำพินัยกรรมฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งยังมีสิทธิทำพินัยกรรมฉบับใหม่เปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินของตนเองได้หรือไม่ รวมทั้งผู้ที่ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลังยังจะอ้างตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพื่อร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้เพียงใด คดีนี้เป็นคดีมรดกที่มีประเด็นละเอียดอ่อน 2 ชั้น กล่าวคือ ชั้นแรกเป็นเรื่องการตีความพินัยกรรมร่วมของผู้ตายทั้งสองว่ามีผลให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ตกแก่ผู้ตายที่ 2 เพียงผู้เดียวหรือไม่ และชั้นที่สองเป็นเรื่องผลของพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ว่าสามารถเพิกถอนพินัยกรรมฉบับเดิมเฉพาะในส่วนของตนได้หรือไม่ ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยทั้งเรื่องสถานะของทรัพย์มรดก สิทธิของทายาทโดยธรรม ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก และความเหมาะสมในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ละคนแยกจากกันอย่างชัดเจน สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิใช้สอยและเก็บกินทรัพย์มรดก” กับ “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดก” ตลอดจนการวางหลักว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมร่วมที่ห้ามอีกฝ่ายทำพินัยกรรมใหม่ภายหลัง ไม่อาจผูกพันทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมอีกคนหนึ่งซึ่งยังมีชีวิตอยู่ได้ เมื่อมีพินัยกรรมฉบับหลังยกทรัพย์สินของตนแก่ทายาทบางคน ย่อมเกิดผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ทำพินัยกรรมนั้น และส่งผลโดยตรงต่อสถานะผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริงของคดี ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรคนหนึ่งในจำนวนบุตร 9 คนของนายไพศาล ผู้ตายที่ 1 และนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 เดิมผู้ตายทั้งสองมีทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลง โดยผู้ตายที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในที่ดินโฉนด 6 แปลง และผู้ตายทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดตราจองอีก 1 แปลง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2523 ผู้ตายทั้งสองร่วมกันทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง โดยในพินัยกรรมดังกล่าวมีข้อความสำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกกำหนดว่า หากผู้ทำพินัยกรรมคนใดถึงแก่ความตายก่อน ให้ทรัพย์สินของผู้ตายฝ่ายนั้นอยู่ในความปกครองควบคุมดูแลของผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ผู้เดียว โดยให้มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน เก็บผลประโยชน์ หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าว และห้ามบุตรหรือทายาทคนใดเข้าไปยุ่งเกี่ยว ครอบครอง หรือทำประโยชน์ในทรัพย์นั้น ส่วนที่สองเป็นข้อกำหนดเรื่องการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรม หรือทำพินัยกรรมใหม่ โดยระบุว่าจะต้องกระทำในขณะที่ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่และต้องแจ้งอีกฝ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งยังกำหนดต่อไปว่า หากผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งตายไปก่อน อีกฝ่ายจะถอนหรือทำพินัยกรรมใหม่ไม่ได้ ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2526 ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลได้เคยตั้งนายสมชายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 แต่ภายหลังนายสมชายถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2557 ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายที่ 2 ได้ทำพินัยกรรมฉบับใหม่ยกทรัพย์มรดกของตนให้แก่บุตร 7 คน รวมทั้งผู้คัดค้าน แต่ไม่ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้อง ครั้นวันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย ภายหลังผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทนหรือร่วมด้วย ประเด็นพิพาทจึงกลายเป็นว่า ผู้ร้องยังมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายทั้งสองหรือไม่ และใครสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ละคน คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นที่หนึ่ง พินัยกรรมร่วมเดิมทำให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ตกแก่ผู้ตายที่ 2 เพียงผู้เดียวหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้ตายทั้งสองร่วมกันทำไว้ มิได้มีข้อความระบุชัดว่า เมื่อผู้ทำพินัยกรรมฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อน ให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกตกเป็นของผู้ทำพินัยกรรมอีกฝ่ายหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว ข้อความที่ให้ผู้มีชีวิตอยู่มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน เก็บผลประโยชน์ หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินของผู้ตายก่อน เป็นเพียงการให้สิทธิในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพย์ มิใช่การโอนกรรมสิทธิ์โดยอัตโนมัติ ดังนั้น หลังผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 จึงมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตายที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายที่ 2 เพียงครอบครองดูแลทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แทนทายาทของผู้ตายที่ 1 เท่านั้น ข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้ยังคงมีกองมรดกของผู้ตายที่ 1 แยกต่างหากอยู่จริง และผู้ร้องซึ่งถูกระบุชื่อเป็นผู้จัดการมรดกในพินัยกรรมเดิม ย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 ได้ ประเด็นที่สอง ข้อกำหนดในพินัยกรรมร่วมที่ห้ามอีกฝ่ายทำพินัยกรรมใหม่หลังอีกฝ่ายตาย มีผลผูกพันผู้ตายที่ 2 หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อกำหนดดังกล่าวไม่มีผลผูกพันในส่วนของผู้ตายที่ 2 เพราะเป็นการกำหนดโดยผู้ตายที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่น กล่าวคือทรัพย์สินของผู้ตายที่ 2 เอง หลักกฎหมายมรดกย่อมรับรองเสรีภาพของเจ้ามรดกในการจัดการทรัพย์สินของตนโดยพินัยกรรมตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อผู้ตายที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่ในขณะทำพินัยกรรมฉบับหลัง ย่อมมีสิทธิทำพินัยกรรมใหม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้ ประเด็นที่สาม พินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 มีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ตายที่ 2 ทำพินัยกรรมฉบับหลังยกทรัพย์สินให้แก่บุตร 7 คน และไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของผู้ตายที่ 2 นอกเหนือจากที่จัดการไว้ในพินัยกรรมฉบับหลัง ย่อมถือได้ว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693 และมาตรา 1694 กล่าวคือ พินัยกรรมฉบับใหม่มีผลทำลายหรือแทนที่พินัยกรรมเดิมในส่วนที่ขัดหรือไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ประเด็นที่สี่ เมื่อผู้ร้องไม่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ผู้ร้องยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ร้องไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 จึงถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมผู้ที่ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามมาตรา 1713 อีกต่อไป ตรงกันข้าม ผู้คัดค้านเป็นทายาทที่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมฉบับหลัง ย่อมมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ประเด็นที่ห้า ใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ละคน ศาลฎีกาแยกวินิจฉัยเป็นรายกองมรดก โดยเห็นว่า กองมรดกของผู้ตายที่ 1 นายไพศาล ผู้ร้องยังมีสิทธิและสมควรเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว เพราะพินัยกรรมเดิมยังมีผลในส่วนนี้ และยังมีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ให้จัดการ กองมรดกของผู้ตายที่ 2 นางกิมเจ็ง ผู้ร้องไม่มีสิทธิแล้ว เพราะถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง จึงต้องตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว วิเคราะห์หลักกฎหมายที่สำคัญ คดีนี้สัมพันธ์กับบทบัญญัติสำคัญอย่างน้อย 4 มาตรา ได้แก่ มาตรา 1608 วรรคท้าย, มาตรา 1693, มาตรา 1694 และมาตรา 1713 มาตรา 1693 และมาตรา 1694 วางหลักเรื่องการเพิกถอนพินัยกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิกถอนโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย หากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมฉบับใหม่ซึ่งมีเนื้อหาขัดกับฉบับเดิม หรือเป็นการจัดการทรัพย์สินเดิมเสียใหม่ ย่อมแสดงเจตนาให้พินัยกรรมฉบับเดิมสิ้นผลในส่วนที่ขัดกัน หลักดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ความสำคัญแก่ “เจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก” มากกว่าจะยึดติดกับเอกสารฉบับเก่า มาตรา 1608 วรรคท้าย เป็นบทบัญญัติที่สำคัญในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะแม้บุคคลจะเป็นทายาทโดยธรรม แต่หากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้อื่นจนบุคคลนั้นไม่ได้รับประโยชน์ บุคคลนั้นย่อมมีฐานะเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกในส่วนที่พินัยกรรมกำหนดไว้ ผลทางกฎหมายสำคัญคือไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะผู้มีส่วนได้เสียเหนือกองมรดกส่วนนั้นได้ มาตรา 1713 กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ดังนั้น การจะมีสิทธิยื่นคำร้องไม่ใช่เพียงอ้างว่าตนเป็นบุตรหรือทายาทโดยสายโลหิตเท่านั้น แต่ต้องมีสถานะเป็นผู้มีสิทธิหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดกนั้นโดยตรงในเวลาที่ยื่นคำร้องด้วย คดีนี้จึงชี้ให้เห็นว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” เป็นคำที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัดตามฐานะทางกฎหมายจริง มิใช่เพียงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ อธิบายเจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของมาตรา 1693 และ 1694 คือการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก กฎหมายยอมให้เจ้ามรดกเปลี่ยนใจ แก้ไข หรือเพิกถอนการจัดสรรมรดกได้ตลอดเวลาที่ตนยังมีชีวิตและมีความสามารถตามกฎหมาย เพราะพินัยกรรมเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ต้องสะท้อนความประสงค์สุดท้ายของเจ้ามรดกโดยแท้ หากยอมให้ข้อกำหนดเดิมผูกมัดจนเจ้ามรดกไม่อาจเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมของตนได้ ย่อมขัดต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายมรดก เจตนารมณ์ของมาตรา 1608 วรรคท้าย คือการยอมรับว่าเจ้ามรดกมีอำนาจจัดสรรทรัพย์สินของตนโดยพินัยกรรมได้ และทายาทโดยธรรมมิได้มีสิทธิเด็ดขาดเหนือทรัพย์มรดกก่อนเจ้ามรดกตาย เมื่อมีพินัยกรรมถูกต้อง ทายาทโดยธรรมที่มิได้รับประโยชน์ย่อมถูกตัดมิให้รับมรดกได้ตามขอบเขตที่กฎหมายรับรอง เจตนารมณ์ของมาตรา 1713 คือเพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยบุคคลที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องจริง มีเหตุผลเพียงพอ และสามารถรักษาผลประโยชน์ของกองมรดกได้ ไม่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกเข้ามาครอบงำการจัดการทรัพย์ของผู้อื่น วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีมรดกโดยทั่วไปยึดหลักค่อนข้างมั่นคงว่า การตีความพินัยกรรมต้องมุ่งค้นหาเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมจากถ้อยคำในเอกสารและพฤติการณ์แวดล้อม โดยจะไม่ขยายผลเกินกว่าที่ผู้ทำพินัยกรรมระบุไว้ชัดแจ้ง คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างเด่นของการไม่ตีความ “สิทธิใช้สอย เก็บกิน และดูแลทรัพย์” ให้กลายเป็น “กรรมสิทธิ์” เพราะผลทางกฎหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง อีกแนวหนึ่งที่สอดคล้องกันคือ ศาลฎีกามักถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังซึ่งทำขึ้นโดยถูกต้องและมีเนื้อหาขัดกับพินัยกรรมฉบับเดิม ย่อมทำให้ฉบับเดิมสิ้นผลในส่วนที่ขัดกัน แม้จะมิได้ระบุคำว่า “เพิกถอน” ไว้ตรงตัวก็ตาม หลักนี้เน้นสาระสำคัญที่เจตนาครั้งสุดท้าย ไม่ใช่ถ้อยคำพิธีการเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ แนวคำพิพากษาเรื่องผู้มีส่วนได้เสียในการขอตั้งผู้จัดการมรดกก็มีลักษณะเคร่งครัด กล่าวคือ ผู้ร้องต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีสิทธิหรือประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดกจริง ไม่ใช่เป็นเพียงญาติหรือบุตรของผู้ตาย คดีนี้จึงมีคุณค่ามากในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าแม้บุคคลคนเดียวกันจะมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายคนหนึ่ง แต่อาจไม่มีสิทธิในกองมรดกของผู้ตายอีกคนหนึ่งได้ หากสถานะตามพินัยกรรมต่างกัน ข้อวิเคราะห์เชิงลึกของคดีนี้ หัวใจของคดีนี้คือการที่ศาลฎีกา “แยกกองมรดก” และ “แยกผลของพินัยกรรม” ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่พิจารณาแบบเหมารวมว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านจะต้องได้หรือเสียสิทธิทั้งสองกองมรดกพร้อมกัน การวินิจฉัยเช่นนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายมรดกที่ว่าทรัพย์สินของเจ้ามรดกแต่ละคนเป็นคนละกองมรดก แม้จะเป็นคู่สมรสและเคยทำพินัยกรรมร่วมกันก็ตาม ในทางปฏิบัติ คดีนี้เตือนอย่างชัดเจนว่า การทำพินัยกรรมร่วมระหว่างสามีภริยา แม้จะมีข้อความพยายามจำกัดสิทธิอีกฝ่ายในการเปลี่ยนพินัยกรรมในอนาคต แต่หากข้อความนั้นไปกระทบเสรีภาพของอีกฝ่ายเหนือทรัพย์สินของตนเอง ศาลอาจไม่รับรองผลผูกพันดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่และยังมีสิทธิจัดการทรัพย์ของตนตามกฎหมาย อีกทั้งคดียังชี้ให้เห็นว่า การที่บุคคลถูกตั้งชื่อเป็นผู้จัดการมรดกในพินัยกรรม มิได้หมายความว่าจะมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกในทุกกรณีโดยอัตโนมัติ หากภายหลังสถานะความเป็นผู้มีส่วนได้เสียของบุคคลนั้นสิ้นไป หรือถูกตัดมิให้รับมรดกในกองมรดกที่เกี่ยวข้อง ก็อาจหมดสิทธิในส่วนของกองมรดกนั้นได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งตั้งนายเกรียงศักดิ์ ผู้ร้อง และนายชูชัย ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาลและนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสองร่วมกัน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายเกรียงศักดิ์ ผู้ร้อง เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาลและนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสองตามข้อกำหนดในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง และยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ว่า ให้คงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เฉพาะส่วนที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล ผู้ตายที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่แก้ในส่วนของนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 โดยให้ตั้งนายชูชัย ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว เพราะผู้ร้องถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้หลักสำคัญว่า การทำพินัยกรรมร่วมมิได้ทำให้ทรัพย์ของผู้ทำพินัยกรรมทั้งสองหลอมรวมเป็นกองเดียวกันในทางกฎหมาย และมิได้ตัดสิทธิของผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ในการกำหนดชะตาทรัพย์สินของตนเองในภายหลัง เว้นแต่กฎหมายจะรับรองไว้โดยชัดแจ้ง ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่พยายามห้ามอีกฝ่ายทำพินัยกรรมใหม่ภายหลัง แม้จะมีถ้อยคำเด็ดขาดเพียงใด ก็ไม่อาจมีผลบังคับเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ หากตีความเป็นอย่างอื่นย่อมเท่ากับยอมให้บุคคลหนึ่งกำหนดชะตาทรัพย์ของอีกบุคคลหนึ่งหลังความตาย ซึ่งขัดต่อหลักเสรีภาพในการทำพินัยกรรมโดยตรง อีกประการหนึ่ง สถานะ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในคดีมรดกเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดและเฉพาะเจาะจงต่อกองมรดกแต่ละกอง ผู้ที่เป็นบุตรของเจ้ามรดกมิได้แปลว่าจะมีสิทธิขอตั้งผู้จัดการมรดกเสมอไป หากถูกตัดมิให้รับมรดกโดยพินัยกรรมที่มีผลใช้บังคับ บุคคลนั้นอาจหมดฐานะผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกนั้นทันที คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในเชิงการร่างพินัยกรรม การตีความสิทธิของคู่สมรสเหนือทรัพย์ของกันและกัน และการประเมินคุณสมบัติของผู้ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในทางปฏิบัติ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า พินัยกรรมร่วมของผู้ตายทั้งสองไม่อาจผูกพันผู้ตายที่ 2 จนหมดสิทธิทำพินัยกรรมฉบับใหม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้ และเมื่อพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 มีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของตน ผู้ร้องซึ่งมิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลังจึงถูกตัดมิให้รับมรดกและไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย, มาตรา 1693, มาตรา 1694 และมาตรา 1713 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรก แก่นของคดีในส่วนผู้ตายที่ 2 คือ แม้เคยมีพินัยกรรมร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน แต่เมื่อผู้ตายที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่และได้ทำพินัยกรรมฉบับใหม่ยกทรัพย์สินของตนแก่ทายาท 7 คน พินัยกรรมฉบับหลังย่อมมีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามมาตรา 1693 และ 1694 เพราะกฎหมายคุ้มครองเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก 2. ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกไม่มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ร้องมิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมที่ถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคท้าย ส่งผลให้ขาดสถานะผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 และไม่อาจร้องขอตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ได้ แม้จะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-พินัยกรรมร่วมระหว่างสามีภริยาทำแล้วแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ คำตอบ พินัยกรรมร่วมมิได้มีผลตัดสิทธิของผู้ทำพินัยกรรมแต่ละคนเหนือทรัพย์สินของตนเองโดยเด็ดขาดเสมอไป แม้ในเอกสารจะเขียนห้ามแก้ไขหรือห้ามทำพินัยกรรมใหม่ภายหลัง แต่อำนาจกำหนดชะตาทรัพย์สินของตนยังคงเป็นสิทธิส่วนตัวของเจ้ามรดกตราบเท่าที่ตนยังมีชีวิตอยู่และมีความสามารถตามกฎหมาย หากข้อกำหนดใดในพินัยกรรมร่วมมีลักษณะเป็นการกำหนดบังคับทรัพย์สินของอีกฝ่ายหนึ่งในอนาคต ข้อกำหนดนั้นอาจไม่มีผลผูกพันในส่วนของทรัพย์สินของอีกฝ่าย ดังเช่นคดีนี้ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ตายที่ 2 ยังมีสิทธิทำพินัยกรรมฉบับใหม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้ แม้จะเคยทำพินัยกรรมร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อนก็ตาม 2. คำถาม-ข้อความในพินัยกรรมที่ให้ผู้มีชีวิตอยู่มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน และทำประโยชน์ในทรัพย์มรดก หมายความว่าได้กรรมสิทธิ์ด้วยหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าได้กรรมสิทธิ์เสมอไป การตีความพินัยกรรมต้องดูถ้อยคำโดยรวมอย่างเคร่งครัด หากระบุเพียงให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน เก็บผลประโยชน์ หรือดูแลทรัพย์สินของผู้ตายก่อน ถ้อยคำดังกล่าวโดยสภาพย่อมสื่อถึงสิทธิในการครอบครอง จัดการ หรือใช้ประโยชน์จากทรัพย์ มิใช่การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกโดยเด็ดขาด คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า สิทธิใช้สอยและเก็บกินต่างจากสิทธิความเป็นเจ้าของ ผู้ตายที่ 2 จึงเพียงครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แทนทายาท มิใช่รับกรรมสิทธิ์ของทรัพย์ดังกล่าวแต่ผู้เดียว 3. คำถาม-ถ้าทายาทคนหนึ่งถูกตัดชื่อออกจากพินัยกรรมฉบับหลัง ยังถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพื่อขอตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ คำตอบ หลักทั่วไปต้องพิจารณาจากกองมรดกที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ หากบุคคลนั้นถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมที่มีผลใช้บังคับ และไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์จากกองมรดกนั้นอีก ย่อมไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 ที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของกองมรดกนั้นได้ คดีนี้ผู้ร้องยังมีสิทธิในกองมรดกของผู้ตายที่ 1 แต่หมดสิทธิในกองมรดกของผู้ตายที่ 2 เพราะพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ตัดผู้ร้องออกจากการรับทรัพย์อย่างชัดเจน จึงแสดงให้เห็นว่า สถานะผู้มีส่วนได้เสียต้องพิจารณาแยกตามเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ใช่เหมารวมทั้งคดี 4. คำถาม-พินัยกรรมฉบับหลังต้องระบุคำว่า “เพิกถอนพินัยกรรมฉบับเดิม” โดยตรงหรือไม่ จึงจะมีผลเพิกถอน คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป หากพินัยกรรมฉบับหลังมีเนื้อหาจัดการทรัพย์สินชุดเดียวกันใหม่ทั้งหมด หรือมีข้อความที่ขัดกับพินัยกรรมฉบับเดิมจนไม่อาจใช้บังคับร่วมกันได้ ก็อาจถือเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมเดิมโดยปริยายตามมาตรา 1693 และ 1694 ได้ หลักสำคัญคือการค้นหาเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก ไม่ใช่การยึดติดกับถ้อยคำทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว ในคดีนี้แม้จะมีข้อกำหนดในพินัยกรรมร่วมเดิมพยายามห้ามทำพินัยกรรมใหม่ แต่เมื่อผู้ตายที่ 2 ทำพินัยกรรมฉบับใหม่ยกทรัพย์สินแก่บุตร 7 คนโดยครบถ้วน ศาลฎีกาถือว่าฉบับหลังย่อมเพิกถอนฉบับแรกในส่วนของผู้ตายที่ 2 5. คำถาม-ผู้ที่ถูกตั้งชื่อเป็นผู้จัดการมรดกในพินัยกรรมมีสิทธิได้รับแต่งตั้งเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป แม้พินัยกรรมจะระบุชื่อบุคคลหนึ่งไว้เป็นผู้จัดการมรดก แต่เมื่อศาลจะมีคำสั่งแต่งตั้ง ก็ยังต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติตามกฎหมายหรือไม่ เป็นบุคคลต้องห้ามหรือไม่ และยังมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับกองมรดกที่ร้องขอหรือไม่ หากภายหลังมีข้อเท็จจริงแสดงว่าบุคคลนั้นไม่มีสิทธิในกองมรดกนั้นแล้ว ศาลย่อมไม่จำต้องแต่งตั้งตามชื่อที่พินัยกรรมระบุไว้เสมอไป คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจน เพราะแม้พินัยกรรมร่วมเดิมระบุผู้ร้องไว้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง แต่ศาลฎีกาก็ยังแยกวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกได้เฉพาะของผู้ตายที่ 1 เท่านั้น 6. คำถาม-การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เพียงพอหรือไม่สำหรับการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก คำตอบ การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายทำให้มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมในทางหลัก แต่ไม่เพียงพอโดยอัตโนมัติสำหรับการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในทุกกรณี เพราะมาตรา 1713 ใช้คำว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ซึ่งต้องตีความจากสิทธิหรือประโยชน์ที่มีอยู่จริงในกองมรดก ณ เวลายื่นคำร้องด้วย หากบุคคลนั้นถูกพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายตัดออกจากการรับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกรายนั้นแล้ว ย่อมอาจหมดสถานะผู้มีส่วนได้เสีย แม้จะยังเป็นบุตรของผู้ตายอยู่ก็ตาม ดังนั้นในคดีมรดก ผู้ยื่นคำร้องจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างพินัยกรรมและสิทธิของตนอย่างรอบคอบก่อนดำเนินคดี 7. คำถาม-ถ้าคู่สมรสถือครองทรัพย์ร่วมกันและทำพินัยกรรมร่วมกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งตาย ทรัพย์ทั้งหมดตกแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ ไม่ตกแก่กันโดยอัตโนมัติเสมอไป ต้องพิจารณาจากลักษณะทรัพย์และข้อความในพินัยกรรมให้ชัดเจน หากเป็นทรัพย์ที่ต่างฝ่ายต่างมีกรรมสิทธิ์ของตน หรือเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายฝ่ายหนึ่ง กรรมสิทธิ์ย่อมตกทอดไปตามกฎหมายมรดกหรือพินัยกรรมของผู้ตายฝ่ายนั้น ไม่ใช่ตกเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมดโดยทันที คดีนี้ศาลฎีกายืนยันว่า แม้พินัยกรรมร่วมจะให้ผู้ตายที่ 2 มีสิทธิใช้สอยและทำประโยชน์ในทรัพย์ของผู้ตายที่ 1 แต่ไม่ได้หมายความว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นตกเป็นของผู้ตายที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้นทายาทของผู้ตายที่ 1 ยังมีสิทธิในกองมรดกเดิมอยู่ 8. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงแต่งตั้งผู้จัดการมรดกต่างคนกันสำหรับผู้ตายที่ 1 และผู้ตายที่ 2 คำตอบ เพราะศาลฎีกาเห็นว่ากองมรดกของผู้ตายทั้งสองเป็นคนละกองมรดก และสิทธิของผู้ร้องกับผู้คัดค้านก็แตกต่างกันในแต่ละกองมรดก สำหรับผู้ตายที่ 1 พินัยกรรมร่วมเดิมยังมีผลในส่วนที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก อีกทั้งทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ยังไม่ได้ตกแก่ผู้ตายที่ 2 ทั้งหมด ผู้ร้องจึงยังมีส่วนได้เสียและสมควรได้รับแต่งตั้ง แต่สำหรับผู้ตายที่ 2 พินัยกรรมฉบับหลังได้ตัดผู้ร้องออกจากการรับมรดก ผู้ร้องจึงหมดสถานะผู้มีส่วนได้เสีย ขณะที่ผู้คัดค้านกลับเป็นผู้ได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมฉบับหลัง ศาลฎีกาจึงแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 เพียงผู้เดียว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563 เป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีมรดกที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การทำพินัยกรรมร่วมมิได้ทำให้ผู้ทำพินัยกรรมอีกฝ่ายสูญเสียเสรีภาพในการจัดการทรัพย์สินของตนในอนาคตโดยอัตโนมัติ และการจะมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากฐานะผู้มีส่วนได้เสียที่แท้จริงในกองมรดกแต่ละกองโดยเฉพาะ มิใช่พิจารณาเพียงความเป็นบุตรหรือทายาทโดยสายโลหิตเท่านั้น คดีนี้จึงมีความสำคัญทั้งในเชิงร่างพินัยกรรม การวางโครงสร้างทรัพย์มรดก และการดำเนินคดีตั้งผู้จัดการมรดกในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563 การที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะต้องกระทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคนและต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ถ้าผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้คนหนึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรมส่วนของตน หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ไม่ได้ หากทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะไม่มีผลทำให้พินัยกรรมฉบับนี้ไม่มีผลบังคับแต่อย่างใด นั้น ย่อมไม่มีผลผูกพันในส่วนของผู้ตายที่ 2 เพราะถือเป็นข้อกำหนดของผู้ตายที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่นคือผู้ตายที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายภายหลัง ทั้งผู้ตายที่ 2 ผู้ทำพินัยกรรมฉบับแรกก็ได้ทำพินัยกรรมฉบับหลัง ยกทรัพย์สินแก่บุตร 7 คน รวมทั้งผู้คัดค้าน โดยไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของผู้ตายที่ 2 นอกพินัยกรรม จึงเป็นกรณีที่พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1693 และ 1694 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องมิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลัง ถือว่าผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2 เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของผู้ตายที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ฎีกาย่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาลและนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสอง ส่วนผู้คัดค้านขอให้ยกคำร้องและตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทนหรือร่วมด้วย ศาลชั้นต้นตั้งผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้เป็นตั้งผู้ร้องเพียงผู้เดียวตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมร่วมของผู้ตายทั้งสองมิได้กำหนดให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ตกแก่ผู้ตายที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ข้อความที่ให้ผู้ตายที่ 2 มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน และทำประโยชน์ในทรัพย์ของผู้ตายที่ 1 เป็นเพียงสิทธิครอบครองดูแลแทนทายาท มิใช่การโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องจึงยังมีสิทธิขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 ได้ แต่ในส่วนผู้ตายที่ 2 แม้เคยทำพินัยกรรมร่วมไว้ก่อน ต่อมาผู้ตายที่ 2 ทำพินัยกรรมฉบับหลังยกทรัพย์ให้บุตร 7 คน รวมผู้คัดค้าน โดยไม่ยกให้ผู้ร้อง ย่อมเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1693 และ 1694 ผู้ร้องจึงเป็นทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดก ไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 ที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ได้ ศาลฎีกาจึงแก้ให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็งเพียงผู้เดียว นอกนั้นคงตามศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอ ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล และนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสอง ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล ผู้ตายแทนนายสมชาย และเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็ง ผู้ตาย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายเกรียงศักดิ์ ผู้ร้องและนายชูชัย ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล และนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสองร่วมกัน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายเกรียงศักดิ์ ผู้ร้องเพียงผู้เดียว เป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล และนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสองตามข้อกำหนดในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน นายเกรียงไกร นายสมชาย นางสาวสิริกุล นายชูชาติ นางมาลี นางเอื้อมพร (ถึงแก่ความตาย) และนายโชคดี รวม 9 คน เป็นบุตรของนายไพศาล ผู้ตายที่ 1 และนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 ผู้ตายที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด 6 แปลง และผู้ตายทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดตราจองอีก 1 แปลง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2523 ผู้ตายทั้งสองร่วมกันทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองโดยมีข้อกำหนดในพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2526 ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนายสมชายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 ต่อมานายสมชายถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายมิให้เป็นผู้จัดการมรดก คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า หลังจากผู้ตายทั้งสองทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ต่อมาผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ตกทอดแก่ผู้ตายที่ 2 เพียงผู้เดียว เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2557 ผู้ตายที่ 2 ทำพินัยกรรม ยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท 7 คน รวมทั้งผู้คัดค้าน โดยตัดผู้ร้องมิให้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2 ผู้ร้องจึงมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 2 ไม่มีอำนาจร้องขอจัดการมรดก และไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก หากผู้ร้องสมควรเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมด้วย นั้น เห็นว่า ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้ตายทั้งสองทำขึ้น มิได้มีข้อความว่าเมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนใดถึงแก่ความตายก่อน ให้ทรัพย์มรดกตกแก่ผู้ทำพินัยกรรมอีกคนหนึ่งแต่อย่างใด ส่วนที่พินัยกรรมดังกล่าว ข้อ 1 ระบุความว่า ให้ทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมที่ถึงแก่ความตายก่อนตกอยู่ในความปกครองควบคุมดูแลของผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ผู้เดียว โดยให้ผู้ทำพินัยกรรมซึ่งยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน เก็บผลประโยชน์หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ทำพินัยกรรมซึ่งถึงแก่ความตายก่อน และห้ามมิให้บุตรหรือทายาทคนใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือครอบครองหรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมที่ถึงแก่ความตายก่อนนั้น ก็เป็นเพียงระบุให้สิทธิในการทำประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้ทำพินัยกรรมที่ถึงแก่ความตายก่อนคือผู้ตายที่ 1 แก่ผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่คือผู้ตายที่ 2 เท่านั้น มิใช่การระบุยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แก่ผู้ตายที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวแต่อย่างใด และต้องถือว่าผู้ตายที่ 2 ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แทนทายาทของผู้ตายที่ 1 ดังนี้จึงยังคงมีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ที่ผู้ร้องจะดำเนินการจัดการตามพินัยกรรม ผู้ร้องจึงร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองได้ ทั้งพินัยกรรมระบุตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล ผู้ตายที่ 1 เพียงผู้เดียวจึงชอบแล้ว ส่วนที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะต้องกระทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคนและต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ถ้าผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้คนหนึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรมส่วนของตน หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ไม่ได้ หากทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะไม่มีผลทำให้พินัยกรรมฉบับนี้ไม่มีผลบังคับแต่อย่างใด นั้น เห็นว่า ไม่มีผลผูกพันในส่วนของผู้ตายที่ 2 เพราะถือเป็นข้อกำหนดของผู้ตายที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่นคือ ผู้ตายที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายภายหลัง ทั้งผู้ตายที่ 2 ผู้ทำพินัยกรรมฉบับแรกก็ได้ทำพินัยกรรมฉบับหลัง ยกทรัพย์สินแก่บุตร 7 คน รวมทั้งผู้คัดค้าน โดยไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของผู้ตายที่ 2 นอกพินัยกรรม จึงเป็นกรณีที่พินัยกรรมฉบับหลัง เพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรก เฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693 และ 1694 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องมิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลัง ถือว่าผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2 เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามมาตรา 1713 ส่วนผู้คัดค้านเป็นทายาทผู้ที่รับประโยชน์จากพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2 จึงสมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ตั้งผู้ร้องเพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาอื่นของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายชูชัย ผู้คัดค้านเพียงผู้เดียว เป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



