ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




พินัยกรรมร่วมแก้ไขภายหลังได้หรือไม่ และใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก เมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง

พินัยกรรมร่วมระหว่างสามีภริยาแก้ไขได้หรือไม่, ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกมีสิทธิขอตั้งผู้จัดการมรดกหรือไม่, พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกหรือไม่, ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 คือใคร, ทายาทโดยธรรมที่ไม่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมมีสถานะอย่างไร, การตั้งผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง, ข้อกำหนดห้ามถอนพินัยกรรมมีผลเพียงใด, ทรัพย์มรดกของคู่สมรสตกแก่กันโดยอัตโนมัติหรือไม่, สิทธิใช้สอยและเก็บกินต่างจากกรรมสิทธิ์อย่างไร, การครอบครองทรัพย์มรดกแทน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่คู่สมรสร่วมกันทำไว้ และปัญหาสำคัญว่าหลังจากผู้ทำพินัยกรรมฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งยังมีสิทธิทำพินัยกรรมฉบับใหม่เปลี่ยนแปลงการจัดการทรัพย์สินของตนเองได้หรือไม่ รวมทั้งผู้ที่ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลังยังจะอ้างตนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพื่อร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้เพียงใด

คดีนี้เป็นคดีมรดกที่มีประเด็นละเอียดอ่อน 2 ชั้น กล่าวคือ ชั้นแรกเป็นเรื่องการตีความพินัยกรรมร่วมของผู้ตายทั้งสองว่ามีผลให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ตกแก่ผู้ตายที่ 2 เพียงผู้เดียวหรือไม่ และชั้นที่สองเป็นเรื่องผลของพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ว่าสามารถเพิกถอนพินัยกรรมฉบับเดิมเฉพาะในส่วนของตนได้หรือไม่ ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยทั้งเรื่องสถานะของทรัพย์มรดก สิทธิของทายาทโดยธรรม ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดก และความเหมาะสมในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ละคนแยกจากกันอย่างชัดเจน

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิใช้สอยและเก็บกินทรัพย์มรดก” กับ “กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดก” ตลอดจนการวางหลักว่า ข้อกำหนดในพินัยกรรมร่วมที่ห้ามอีกฝ่ายทำพินัยกรรมใหม่ภายหลัง ไม่อาจผูกพันทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมอีกคนหนึ่งซึ่งยังมีชีวิตอยู่ได้ เมื่อมีพินัยกรรมฉบับหลังยกทรัพย์สินของตนแก่ทายาทบางคน ย่อมเกิดผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ทำพินัยกรรมนั้น และส่งผลโดยตรงต่อสถานะผู้มีส่วนได้เสียในการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกตามกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ร้องและผู้คัดค้านเป็นบุตรคนหนึ่งในจำนวนบุตร 9 คนของนายไพศาล ผู้ตายที่ 1 และนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 เดิมผู้ตายทั้งสองมีทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลง โดยผู้ตายที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในที่ดินโฉนด 6 แปลง และผู้ตายทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดตราจองอีก 1 แปลง

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2523 ผู้ตายทั้งสองร่วมกันทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง โดยในพินัยกรรมดังกล่าวมีข้อความสำคัญ 2 ส่วน ส่วนแรกกำหนดว่า หากผู้ทำพินัยกรรมคนใดถึงแก่ความตายก่อน ให้ทรัพย์สินของผู้ตายฝ่ายนั้นอยู่ในความปกครองควบคุมดูแลของผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ผู้เดียว โดยให้มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน เก็บผลประโยชน์ หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินดังกล่าว และห้ามบุตรหรือทายาทคนใดเข้าไปยุ่งเกี่ยว ครอบครอง หรือทำประโยชน์ในทรัพย์นั้น ส่วนที่สองเป็นข้อกำหนดเรื่องการแก้ไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรม หรือทำพินัยกรรมใหม่ โดยระบุว่าจะต้องกระทำในขณะที่ทั้งสองยังมีชีวิตอยู่และต้องแจ้งอีกฝ่ายเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งยังกำหนดต่อไปว่า หากผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งตายไปก่อน อีกฝ่ายจะถอนหรือทำพินัยกรรมใหม่ไม่ได้

ต่อมาวันที่ 21 สิงหาคม 2526 ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลได้เคยตั้งนายสมชายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 แต่ภายหลังนายสมชายถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาวันที่ 2 สิงหาคม 2557 ก่อนถึงแก่ความตาย ผู้ตายที่ 2 ได้ทำพินัยกรรมฉบับใหม่ยกทรัพย์มรดกของตนให้แก่บุตร 7 คน รวมทั้งผู้คัดค้าน แต่ไม่ยกทรัพย์สินให้แก่ผู้ร้อง ครั้นวันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย

ภายหลังผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง ส่วนผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องและขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทนหรือร่วมด้วย ประเด็นพิพาทจึงกลายเป็นว่า ผู้ร้องยังมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายทั้งสองหรือไม่ และใครสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ละคน

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นที่หนึ่ง พินัยกรรมร่วมเดิมทำให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ตกแก่ผู้ตายที่ 2 เพียงผู้เดียวหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้ตายทั้งสองร่วมกันทำไว้ มิได้มีข้อความระบุชัดว่า เมื่อผู้ทำพินัยกรรมฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายก่อน ให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกตกเป็นของผู้ทำพินัยกรรมอีกฝ่ายหนึ่งแต่เพียงผู้เดียว ข้อความที่ให้ผู้มีชีวิตอยู่มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน เก็บผลประโยชน์ หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินของผู้ตายก่อน เป็นเพียงการให้สิทธิในการจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพย์ มิใช่การโอนกรรมสิทธิ์โดยอัตโนมัติ

ดังนั้น หลังผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 จึงมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ตายที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ผู้ตายที่ 2 เพียงครอบครองดูแลทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แทนทายาทของผู้ตายที่ 1 เท่านั้น ข้อนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะทำให้ยังคงมีกองมรดกของผู้ตายที่ 1 แยกต่างหากอยู่จริง และผู้ร้องซึ่งถูกระบุชื่อเป็นผู้จัดการมรดกในพินัยกรรมเดิม ย่อมมีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 ได้

ประเด็นที่สอง ข้อกำหนดในพินัยกรรมร่วมที่ห้ามอีกฝ่ายทำพินัยกรรมใหม่หลังอีกฝ่ายตาย มีผลผูกพันผู้ตายที่ 2 หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อกำหนดดังกล่าวไม่มีผลผูกพันในส่วนของผู้ตายที่ 2 เพราะเป็นการกำหนดโดยผู้ตายที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่น กล่าวคือทรัพย์สินของผู้ตายที่ 2 เอง หลักกฎหมายมรดกย่อมรับรองเสรีภาพของเจ้ามรดกในการจัดการทรัพย์สินของตนโดยพินัยกรรมตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย เมื่อผู้ตายที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่ในขณะทำพินัยกรรมฉบับหลัง ย่อมมีสิทธิทำพินัยกรรมใหม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนได้

ประเด็นที่สาม พินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 มีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ตายที่ 2 ทำพินัยกรรมฉบับหลังยกทรัพย์สินให้แก่บุตร 7 คน และไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของผู้ตายที่ 2 นอกเหนือจากที่จัดการไว้ในพินัยกรรมฉบับหลัง ย่อมถือได้ว่าพินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693 และมาตรา 1694 กล่าวคือ พินัยกรรมฉบับใหม่มีผลทำลายหรือแทนที่พินัยกรรมเดิมในส่วนที่ขัดหรือไม่อาจอยู่ร่วมกันได้

ประเด็นที่สี่ เมื่อผู้ร้องไม่ได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ผู้ร้องยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ร้องไม่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 จึงถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมผู้ที่ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามมาตรา 1713 อีกต่อไป ตรงกันข้าม ผู้คัดค้านเป็นทายาทที่ได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมฉบับหลัง ย่อมมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียและสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2

ประเด็นที่ห้า ใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายแต่ละคน

ศาลฎีกาแยกวินิจฉัยเป็นรายกองมรดก โดยเห็นว่า

กองมรดกของผู้ตายที่ 1 นายไพศาล ผู้ร้องยังมีสิทธิและสมควรเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว เพราะพินัยกรรมเดิมยังมีผลในส่วนนี้ และยังมีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ให้จัดการ

กองมรดกของผู้ตายที่ 2 นางกิมเจ็ง ผู้ร้องไม่มีสิทธิแล้ว เพราะถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลัง จึงต้องตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่สำคัญ

คดีนี้สัมพันธ์กับบทบัญญัติสำคัญอย่างน้อย 4 มาตรา ได้แก่ มาตรา 1608 วรรคท้าย, มาตรา 1693, มาตรา 1694 และมาตรา 1713

มาตรา 1693 และมาตรา 1694 วางหลักเรื่องการเพิกถอนพินัยกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเพิกถอนโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย หากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมฉบับใหม่ซึ่งมีเนื้อหาขัดกับฉบับเดิม หรือเป็นการจัดการทรัพย์สินเดิมเสียใหม่ ย่อมแสดงเจตนาให้พินัยกรรมฉบับเดิมสิ้นผลในส่วนที่ขัดกัน หลักดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ความสำคัญแก่ “เจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก” มากกว่าจะยึดติดกับเอกสารฉบับเก่า

มาตรา 1608 วรรคท้าย เป็นบทบัญญัติที่สำคัญในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง เพราะแม้บุคคลจะเป็นทายาทโดยธรรม แต่หากเจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่ผู้อื่นจนบุคคลนั้นไม่ได้รับประโยชน์ บุคคลนั้นย่อมมีฐานะเป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกในส่วนที่พินัยกรรมกำหนดไว้ ผลทางกฎหมายสำคัญคือไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะผู้มีส่วนได้เสียเหนือกองมรดกส่วนนั้นได้

มาตรา 1713 กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ดังนั้น การจะมีสิทธิยื่นคำร้องไม่ใช่เพียงอ้างว่าตนเป็นบุตรหรือทายาทโดยสายโลหิตเท่านั้น แต่ต้องมีสถานะเป็นผู้มีสิทธิหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดกนั้นโดยตรงในเวลาที่ยื่นคำร้องด้วย คดีนี้จึงชี้ให้เห็นว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” เป็นคำที่ต้องตีความอย่างเคร่งครัดตามฐานะทางกฎหมายจริง มิใช่เพียงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ

อธิบายเจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง

เจตนารมณ์ของมาตรา 1693 และ 1694 คือการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก กฎหมายยอมให้เจ้ามรดกเปลี่ยนใจ แก้ไข หรือเพิกถอนการจัดสรรมรดกได้ตลอดเวลาที่ตนยังมีชีวิตและมีความสามารถตามกฎหมาย เพราะพินัยกรรมเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่ต้องสะท้อนความประสงค์สุดท้ายของเจ้ามรดกโดยแท้ หากยอมให้ข้อกำหนดเดิมผูกมัดจนเจ้ามรดกไม่อาจเปลี่ยนแปลงพินัยกรรมของตนได้ ย่อมขัดต่อหลักพื้นฐานของกฎหมายมรดก

เจตนารมณ์ของมาตรา 1608 วรรคท้าย คือการยอมรับว่าเจ้ามรดกมีอำนาจจัดสรรทรัพย์สินของตนโดยพินัยกรรมได้ และทายาทโดยธรรมมิได้มีสิทธิเด็ดขาดเหนือทรัพย์มรดกก่อนเจ้ามรดกตาย เมื่อมีพินัยกรรมถูกต้อง ทายาทโดยธรรมที่มิได้รับประโยชน์ย่อมถูกตัดมิให้รับมรดกได้ตามขอบเขตที่กฎหมายรับรอง

เจตนารมณ์ของมาตรา 1713 คือเพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปโดยบุคคลที่มีประโยชน์เกี่ยวข้องจริง มีเหตุผลเพียงพอ และสามารถรักษาผลประโยชน์ของกองมรดกได้ ไม่เปิดโอกาสให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกเข้ามาครอบงำการจัดการทรัพย์ของผู้อื่น

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีมรดกโดยทั่วไปยึดหลักค่อนข้างมั่นคงว่า การตีความพินัยกรรมต้องมุ่งค้นหาเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำพินัยกรรมจากถ้อยคำในเอกสารและพฤติการณ์แวดล้อม โดยจะไม่ขยายผลเกินกว่าที่ผู้ทำพินัยกรรมระบุไว้ชัดแจ้ง คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างเด่นของการไม่ตีความ “สิทธิใช้สอย เก็บกิน และดูแลทรัพย์” ให้กลายเป็น “กรรมสิทธิ์” เพราะผลทางกฎหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

อีกแนวหนึ่งที่สอดคล้องกันคือ ศาลฎีกามักถือว่าพินัยกรรมฉบับหลังซึ่งทำขึ้นโดยถูกต้องและมีเนื้อหาขัดกับพินัยกรรมฉบับเดิม ย่อมทำให้ฉบับเดิมสิ้นผลในส่วนที่ขัดกัน แม้จะมิได้ระบุคำว่า “เพิกถอน” ไว้ตรงตัวก็ตาม หลักนี้เน้นสาระสำคัญที่เจตนาครั้งสุดท้าย ไม่ใช่ถ้อยคำพิธีการเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ แนวคำพิพากษาเรื่องผู้มีส่วนได้เสียในการขอตั้งผู้จัดการมรดกก็มีลักษณะเคร่งครัด กล่าวคือ ผู้ร้องต้องแสดงให้เห็นว่าตนมีสิทธิหรือประโยชน์เกี่ยวข้องกับกองมรดกจริง ไม่ใช่เป็นเพียงญาติหรือบุตรของผู้ตาย คดีนี้จึงมีคุณค่ามากในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าแม้บุคคลคนเดียวกันจะมีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายคนหนึ่ง แต่อาจไม่มีสิทธิในกองมรดกของผู้ตายอีกคนหนึ่งได้ หากสถานะตามพินัยกรรมต่างกัน

ข้อวิเคราะห์เชิงลึกของคดีนี้

หัวใจของคดีนี้คือการที่ศาลฎีกา “แยกกองมรดก” และ “แยกผลของพินัยกรรม” ออกจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่พิจารณาแบบเหมารวมว่าผู้ร้องหรือผู้คัดค้านจะต้องได้หรือเสียสิทธิทั้งสองกองมรดกพร้อมกัน การวินิจฉัยเช่นนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายมรดกที่ว่าทรัพย์สินของเจ้ามรดกแต่ละคนเป็นคนละกองมรดก แม้จะเป็นคู่สมรสและเคยทำพินัยกรรมร่วมกันก็ตาม

ในทางปฏิบัติ คดีนี้เตือนอย่างชัดเจนว่า การทำพินัยกรรมร่วมระหว่างสามีภริยา แม้จะมีข้อความพยายามจำกัดสิทธิอีกฝ่ายในการเปลี่ยนพินัยกรรมในอนาคต แต่หากข้อความนั้นไปกระทบเสรีภาพของอีกฝ่ายเหนือทรัพย์สินของตนเอง ศาลอาจไม่รับรองผลผูกพันดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่และยังมีสิทธิจัดการทรัพย์ของตนตามกฎหมาย

อีกทั้งคดียังชี้ให้เห็นว่า การที่บุคคลถูกตั้งชื่อเป็นผู้จัดการมรดกในพินัยกรรม มิได้หมายความว่าจะมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกในทุกกรณีโดยอัตโนมัติ หากภายหลังสถานะความเป็นผู้มีส่วนได้เสียของบุคคลนั้นสิ้นไป หรือถูกตัดมิให้รับมรดกในกองมรดกที่เกี่ยวข้อง ก็อาจหมดสิทธิในส่วนของกองมรดกนั้นได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   มีคำสั่งตั้งนายเกรียงศักดิ์ ผู้ร้อง และนายชูชัย ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาลและนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสองร่วมกัน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 6

   พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายเกรียงศักดิ์ ผู้ร้อง เพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาลและนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสองตามข้อกำหนดในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง และยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

   พิพากษาแก้ว่า ให้คงคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 เฉพาะส่วนที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล ผู้ตายที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่แก้ในส่วนของนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 โดยให้ตั้งนายชูชัย ผู้คัดค้าน เป็นผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียว เพราะผู้ร้องถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้หลักสำคัญว่า การทำพินัยกรรมร่วมมิได้ทำให้ทรัพย์ของผู้ทำพินัยกรรมทั้งสองหลอมรวมเป็นกองเดียวกันในทางกฎหมาย และมิได้ตัดสิทธิของผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่ในการกำหนดชะตาทรัพย์สินของตนเองในภายหลัง เว้นแต่กฎหมายจะรับรองไว้โดยชัดแจ้ง

ข้อกำหนดในพินัยกรรมที่พยายามห้ามอีกฝ่ายทำพินัยกรรมใหม่ภายหลัง แม้จะมีถ้อยคำเด็ดขาดเพียงใด ก็ไม่อาจมีผลบังคับเหนือทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ หากตีความเป็นอย่างอื่นย่อมเท่ากับยอมให้บุคคลหนึ่งกำหนดชะตาทรัพย์ของอีกบุคคลหนึ่งหลังความตาย ซึ่งขัดต่อหลักเสรีภาพในการทำพินัยกรรมโดยตรง

อีกประการหนึ่ง สถานะ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ในคดีมรดกเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดและเฉพาะเจาะจงต่อกองมรดกแต่ละกอง ผู้ที่เป็นบุตรของเจ้ามรดกมิได้แปลว่าจะมีสิทธิขอตั้งผู้จัดการมรดกเสมอไป หากถูกตัดมิให้รับมรดกโดยพินัยกรรมที่มีผลใช้บังคับ บุคคลนั้นอาจหมดฐานะผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดกนั้นทันที

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในเชิงการร่างพินัยกรรม การตีความสิทธิของคู่สมรสเหนือทรัพย์ของกันและกัน และการประเมินคุณสมบัติของผู้ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในทางปฏิบัติ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า พินัยกรรมร่วมของผู้ตายทั้งสองไม่อาจผูกพันผู้ตายที่ 2 จนหมดสิทธิทำพินัยกรรมฉบับใหม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้ และเมื่อพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 มีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของตน ผู้ร้องซึ่งมิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลังจึงถูกตัดมิให้รับมรดกและไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ตามกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย, มาตรา 1693, มาตรา 1694 และมาตรา 1713

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรก

   แก่นของคดีในส่วนผู้ตายที่ 2 คือ แม้เคยมีพินัยกรรมร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน แต่เมื่อผู้ตายที่ 2 ยังมีชีวิตอยู่และได้ทำพินัยกรรมฉบับใหม่ยกทรัพย์สินของตนแก่ทายาท 7 คน พินัยกรรมฉบับหลังย่อมมีผลเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามมาตรา 1693 และ 1694 เพราะกฎหมายคุ้มครองเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก

2. ผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกไม่มีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก

   เมื่อผู้ร้องมิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมที่ถูกตัดมิให้รับมรดกตามมาตรา 1608 วรรคท้าย ส่งผลให้ขาดสถานะผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 และไม่อาจร้องขอตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ได้ แม้จะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-พินัยกรรมร่วมระหว่างสามีภริยาทำแล้วแก้ไขภายหลังได้หรือไม่

   คำตอบ

   พินัยกรรมร่วมมิได้มีผลตัดสิทธิของผู้ทำพินัยกรรมแต่ละคนเหนือทรัพย์สินของตนเองโดยเด็ดขาดเสมอไป แม้ในเอกสารจะเขียนห้ามแก้ไขหรือห้ามทำพินัยกรรมใหม่ภายหลัง แต่อำนาจกำหนดชะตาทรัพย์สินของตนยังคงเป็นสิทธิส่วนตัวของเจ้ามรดกตราบเท่าที่ตนยังมีชีวิตอยู่และมีความสามารถตามกฎหมาย หากข้อกำหนดใดในพินัยกรรมร่วมมีลักษณะเป็นการกำหนดบังคับทรัพย์สินของอีกฝ่ายหนึ่งในอนาคต ข้อกำหนดนั้นอาจไม่มีผลผูกพันในส่วนของทรัพย์สินของอีกฝ่าย ดังเช่นคดีนี้ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ตายที่ 2 ยังมีสิทธิทำพินัยกรรมฉบับใหม่เกี่ยวกับทรัพย์สินของตนเองได้ แม้จะเคยทำพินัยกรรมร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อนก็ตาม

2. คำถาม-ข้อความในพินัยกรรมที่ให้ผู้มีชีวิตอยู่มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน และทำประโยชน์ในทรัพย์มรดก หมายความว่าได้กรรมสิทธิ์ด้วยหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าได้กรรมสิทธิ์เสมอไป การตีความพินัยกรรมต้องดูถ้อยคำโดยรวมอย่างเคร่งครัด หากระบุเพียงให้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน เก็บผลประโยชน์ หรือดูแลทรัพย์สินของผู้ตายก่อน ถ้อยคำดังกล่าวโดยสภาพย่อมสื่อถึงสิทธิในการครอบครอง จัดการ หรือใช้ประโยชน์จากทรัพย์ มิใช่การโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกโดยเด็ดขาด คดีนี้ศาลฎีกาวางหลักชัดว่า สิทธิใช้สอยและเก็บกินต่างจากสิทธิความเป็นเจ้าของ ผู้ตายที่ 2 จึงเพียงครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แทนทายาท มิใช่รับกรรมสิทธิ์ของทรัพย์ดังกล่าวแต่ผู้เดียว

3. คำถาม-ถ้าทายาทคนหนึ่งถูกตัดชื่อออกจากพินัยกรรมฉบับหลัง ยังถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียเพื่อขอตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่

   คำตอบ

   หลักทั่วไปต้องพิจารณาจากกองมรดกที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ หากบุคคลนั้นถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมที่มีผลใช้บังคับ และไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์จากกองมรดกนั้นอีก ย่อมไม่มีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 ที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของกองมรดกนั้นได้ คดีนี้ผู้ร้องยังมีสิทธิในกองมรดกของผู้ตายที่ 1 แต่หมดสิทธิในกองมรดกของผู้ตายที่ 2 เพราะพินัยกรรมฉบับหลังของผู้ตายที่ 2 ตัดผู้ร้องออกจากการรับทรัพย์อย่างชัดเจน จึงแสดงให้เห็นว่า สถานะผู้มีส่วนได้เสียต้องพิจารณาแยกตามเจ้ามรดกแต่ละราย ไม่ใช่เหมารวมทั้งคดี

4. คำถาม-พินัยกรรมฉบับหลังต้องระบุคำว่า “เพิกถอนพินัยกรรมฉบับเดิม” โดยตรงหรือไม่ จึงจะมีผลเพิกถอน

   คำตอบ

   ไม่จำเป็นเสมอไป หากพินัยกรรมฉบับหลังมีเนื้อหาจัดการทรัพย์สินชุดเดียวกันใหม่ทั้งหมด หรือมีข้อความที่ขัดกับพินัยกรรมฉบับเดิมจนไม่อาจใช้บังคับร่วมกันได้ ก็อาจถือเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมเดิมโดยปริยายตามมาตรา 1693 และ 1694 ได้ หลักสำคัญคือการค้นหาเจตนาครั้งสุดท้ายของเจ้ามรดก ไม่ใช่การยึดติดกับถ้อยคำทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว ในคดีนี้แม้จะมีข้อกำหนดในพินัยกรรมร่วมเดิมพยายามห้ามทำพินัยกรรมใหม่ แต่เมื่อผู้ตายที่ 2 ทำพินัยกรรมฉบับใหม่ยกทรัพย์สินแก่บุตร 7 คนโดยครบถ้วน ศาลฎีกาถือว่าฉบับหลังย่อมเพิกถอนฉบับแรกในส่วนของผู้ตายที่ 2

5. คำถาม-ผู้ที่ถูกตั้งชื่อเป็นผู้จัดการมรดกในพินัยกรรมมีสิทธิได้รับแต่งตั้งเสมอหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่เสมอไป แม้พินัยกรรมจะระบุชื่อบุคคลหนึ่งไว้เป็นผู้จัดการมรดก แต่เมื่อศาลจะมีคำสั่งแต่งตั้ง ก็ยังต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นมีคุณสมบัติตามกฎหมายหรือไม่ เป็นบุคคลต้องห้ามหรือไม่ และยังมีสถานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับกองมรดกที่ร้องขอหรือไม่ หากภายหลังมีข้อเท็จจริงแสดงว่าบุคคลนั้นไม่มีสิทธิในกองมรดกนั้นแล้ว ศาลย่อมไม่จำต้องแต่งตั้งตามชื่อที่พินัยกรรมระบุไว้เสมอไป คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจน เพราะแม้พินัยกรรมร่วมเดิมระบุผู้ร้องไว้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง แต่ศาลฎีกาก็ยังแยกวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดกได้เฉพาะของผู้ตายที่ 1 เท่านั้น

6. คำถาม-การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เพียงพอหรือไม่สำหรับการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก

   คำตอบ

   การเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายทำให้มีฐานะเป็นทายาทโดยธรรมในทางหลัก แต่ไม่เพียงพอโดยอัตโนมัติสำหรับการยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในทุกกรณี เพราะมาตรา 1713 ใช้คำว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” ซึ่งต้องตีความจากสิทธิหรือประโยชน์ที่มีอยู่จริงในกองมรดก ณ เวลายื่นคำร้องด้วย หากบุคคลนั้นถูกพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมายตัดออกจากการรับทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกรายนั้นแล้ว ย่อมอาจหมดสถานะผู้มีส่วนได้เสีย แม้จะยังเป็นบุตรของผู้ตายอยู่ก็ตาม ดังนั้นในคดีมรดก ผู้ยื่นคำร้องจำเป็นต้องพิจารณาโครงสร้างพินัยกรรมและสิทธิของตนอย่างรอบคอบก่อนดำเนินคดี

7. คำถาม-ถ้าคู่สมรสถือครองทรัพย์ร่วมกันและทำพินัยกรรมร่วมกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งตาย ทรัพย์ทั้งหมดตกแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งโดยอัตโนมัติหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่ตกแก่กันโดยอัตโนมัติเสมอไป ต้องพิจารณาจากลักษณะทรัพย์และข้อความในพินัยกรรมให้ชัดเจน หากเป็นทรัพย์ที่ต่างฝ่ายต่างมีกรรมสิทธิ์ของตน หรือเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายฝ่ายหนึ่ง กรรมสิทธิ์ย่อมตกทอดไปตามกฎหมายมรดกหรือพินัยกรรมของผู้ตายฝ่ายนั้น ไม่ใช่ตกเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งหมดโดยทันที คดีนี้ศาลฎีกายืนยันว่า แม้พินัยกรรมร่วมจะให้ผู้ตายที่ 2 มีสิทธิใช้สอยและทำประโยชน์ในทรัพย์ของผู้ตายที่ 1 แต่ไม่ได้หมายความว่า กรรมสิทธิ์ในทรัพย์นั้นตกเป็นของผู้ตายที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ฉะนั้นทายาทของผู้ตายที่ 1 ยังมีสิทธิในกองมรดกเดิมอยู่

8. คำถาม-เหตุใดศาลฎีกาจึงแต่งตั้งผู้จัดการมรดกต่างคนกันสำหรับผู้ตายที่ 1 และผู้ตายที่ 2

   คำตอบ

   เพราะศาลฎีกาเห็นว่ากองมรดกของผู้ตายทั้งสองเป็นคนละกองมรดก และสิทธิของผู้ร้องกับผู้คัดค้านก็แตกต่างกันในแต่ละกองมรดก สำหรับผู้ตายที่ 1 พินัยกรรมร่วมเดิมยังมีผลในส่วนที่ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก อีกทั้งทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ยังไม่ได้ตกแก่ผู้ตายที่ 2 ทั้งหมด ผู้ร้องจึงยังมีส่วนได้เสียและสมควรได้รับแต่งตั้ง แต่สำหรับผู้ตายที่ 2 พินัยกรรมฉบับหลังได้ตัดผู้ร้องออกจากการรับมรดก ผู้ร้องจึงหมดสถานะผู้มีส่วนได้เสีย ขณะที่ผู้คัดค้านกลับเป็นผู้ได้รับประโยชน์ตามพินัยกรรมฉบับหลัง ศาลฎีกาจึงแต่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 เพียงผู้เดียว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563 เป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีมรดกที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การทำพินัยกรรมร่วมมิได้ทำให้ผู้ทำพินัยกรรมอีกฝ่ายสูญเสียเสรีภาพในการจัดการทรัพย์สินของตนในอนาคตโดยอัตโนมัติ และการจะมีสิทธิร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากฐานะผู้มีส่วนได้เสียที่แท้จริงในกองมรดกแต่ละกองโดยเฉพาะ มิใช่พิจารณาเพียงความเป็นบุตรหรือทายาทโดยสายโลหิตเท่านั้น คดีนี้จึงมีความสำคัญทั้งในเชิงร่างพินัยกรรม การวางโครงสร้างทรัพย์มรดก และการดำเนินคดีตั้งผู้จัดการมรดกในทางปฏิบัติอย่างยิ่ง

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1243/2563

การที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะต้องกระทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคนและต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ถ้าผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้คนหนึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรมส่วนของตน หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ไม่ได้ หากทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะไม่มีผลทำให้พินัยกรรมฉบับนี้ไม่มีผลบังคับแต่อย่างใด นั้น ย่อมไม่มีผลผูกพันในส่วนของผู้ตายที่ 2 เพราะถือเป็นข้อกำหนดของผู้ตายที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่นคือผู้ตายที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายภายหลัง ทั้งผู้ตายที่ 2 ผู้ทำพินัยกรรมฉบับแรกก็ได้ทำพินัยกรรมฉบับหลัง ยกทรัพย์สินแก่บุตร 7 คน รวมทั้งผู้คัดค้าน โดยไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของผู้ตายที่ 2 นอกพินัยกรรม จึงเป็นกรณีที่พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1693 และ 1694 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องมิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลัง ถือว่าผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2 เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของผู้ตายที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713

ฎีกาย่อ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาลและนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสอง ส่วนผู้คัดค้านขอให้ยกคำร้องและตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกแทนหรือร่วมด้วย ศาลชั้นต้นตั้งผู้ร้องกับผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แก้เป็นตั้งผู้ร้องเพียงผู้เดียวตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พินัยกรรมร่วมของผู้ตายทั้งสองมิได้กำหนดให้ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ตกแก่ผู้ตายที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว ข้อความที่ให้ผู้ตายที่ 2 มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน และทำประโยชน์ในทรัพย์ของผู้ตายที่ 1 เป็นเพียงสิทธิครอบครองดูแลแทนทายาท มิใช่การโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องจึงยังมีสิทธิขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 ได้

แต่ในส่วนผู้ตายที่ 2 แม้เคยทำพินัยกรรมร่วมไว้ก่อน ต่อมาผู้ตายที่ 2 ทำพินัยกรรมฉบับหลังยกทรัพย์ให้บุตร 7 คน รวมผู้คัดค้าน โดยไม่ยกให้ผู้ร้อง ย่อมเป็นการเพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรกเฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1693 และ 1694 ผู้ร้องจึงเป็นทายาทที่ถูกตัดมิให้รับมรดก ไม่มีฐานะเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1713 ที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ได้ ศาลฎีกาจึงแก้ให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็งเพียงผู้เดียว นอกนั้นคงตามศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอ ขอให้มีคำสั่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล และนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสอง

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล ผู้ตายแทนนายสมชาย และเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็ง ผู้ตาย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายเกรียงศักดิ์ ผู้ร้องและนายชูชัย ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล และนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสองร่วมกัน ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องและผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายเกรียงศักดิ์ ผู้ร้องเพียงผู้เดียว เป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล และนางกิมเจ็ง ผู้ตายทั้งสองตามข้อกำหนดในพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ยกคำร้องคัดค้านของผู้คัดค้าน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้อง ผู้คัดค้าน นายเกรียงไกร นายสมชาย นางสาวสิริกุล นายชูชาติ นางมาลี นางเอื้อมพร (ถึงแก่ความตาย) และนายโชคดี รวม 9 คน เป็นบุตรของนายไพศาล ผู้ตายที่ 1 และนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 ผู้ตายที่ 1 มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินมีโฉนด 6 แปลง และผู้ตายทั้งสองมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันในที่ดินโฉนดตราจองอีก 1 แปลง เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2523 ผู้ตายทั้งสองร่วมกันทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองโดยมีข้อกำหนดในพินัยกรรมตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายทั้งสอง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2526 ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลมีคำสั่งตั้งนายสมชายเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 ต่อมานายสมชายถอนตัวออกจากการเป็นผู้จัดการมรดก วันที่ 4 กรกฎาคม 2558 ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องและผู้คัดค้านต่างไม่เป็นบุคคลต้องห้ามตามกฎหมายมิให้เป็นผู้จัดการมรดก

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า หลังจากผู้ตายทั้งสองทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ต่อมาผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ตกทอดแก่ผู้ตายที่ 2 เพียงผู้เดียว เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2557 ผู้ตายที่ 2 ทำพินัยกรรม ยกทรัพย์มรดกให้แก่ทายาท 7 คน รวมทั้งผู้คัดค้าน โดยตัดผู้ร้องมิให้รับทรัพย์มรดกตามพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2 ผู้ร้องจึงมิได้เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 2 ไม่มีอำนาจร้องขอจัดการมรดก และไม่สมควรเป็นผู้จัดการมรดก หากผู้ร้องสมควรเป็นผู้จัดการมรดก ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมด้วย นั้น เห็นว่า ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองที่ผู้ตายทั้งสองทำขึ้น มิได้มีข้อความว่าเมื่อผู้ทำพินัยกรรมคนใดถึงแก่ความตายก่อน ให้ทรัพย์มรดกตกแก่ผู้ทำพินัยกรรมอีกคนหนึ่งแต่อย่างใด ส่วนที่พินัยกรรมดังกล่าว ข้อ 1 ระบุความว่า ให้ทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมที่ถึงแก่ความตายก่อนตกอยู่ในความปกครองควบคุมดูแลของผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ผู้เดียว โดยให้ผู้ทำพินัยกรรมซึ่งยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิใช้สอย เก็บกิน เก็บผลประโยชน์หรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินทั้งหมดของผู้ทำพินัยกรรมซึ่งถึงแก่ความตายก่อน และห้ามมิให้บุตรหรือทายาทคนใดเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือครอบครองหรือทำประโยชน์ในทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมที่ถึงแก่ความตายก่อนนั้น ก็เป็นเพียงระบุให้สิทธิในการทำประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้ทำพินัยกรรมที่ถึงแก่ความตายก่อนคือผู้ตายที่ 1 แก่ผู้ทำพินัยกรรมที่ยังมีชีวิตอยู่คือผู้ตายที่ 2 เท่านั้น มิใช่การระบุยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แก่ผู้ตายที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวแต่อย่างใด และต้องถือว่าผู้ตายที่ 2 ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 แทนทายาทของผู้ตายที่ 1 ดังนี้จึงยังคงมีทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ 1 ที่ผู้ร้องจะดำเนินการจัดการตามพินัยกรรม ผู้ร้องจึงร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 1 ตามพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองได้ ทั้งพินัยกรรมระบุตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายไพศาล ผู้ตายที่ 1 เพียงผู้เดียวจึงชอบแล้ว

ส่วนที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง ร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะต้องกระทำในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสองคนและต้องแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ถ้าผู้ทำพินัยกรรมฉบับนี้คนหนึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนจะแก้ไข เปลี่ยนแปลง ถอนพินัยกรรมส่วนของตน หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ไม่ได้ หากทำพินัยกรรมฉบับใหม่ขึ้นจะไม่มีผลทำให้พินัยกรรมฉบับนี้ไม่มีผลบังคับแต่อย่างใด นั้น เห็นว่า ไม่มีผลผูกพันในส่วนของผู้ตายที่ 2 เพราะถือเป็นข้อกำหนดของผู้ตายที่ 1 เกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้อื่นคือ ผู้ตายที่ 2 ซึ่งถึงแก่ความตายภายหลัง ทั้งผู้ตายที่ 2 ผู้ทำพินัยกรรมฉบับแรกก็ได้ทำพินัยกรรมฉบับหลัง ยกทรัพย์สินแก่บุตร 7 คน รวมทั้งผู้คัดค้าน โดยไม่ปรากฏว่ามีทรัพย์สินอื่นของผู้ตายที่ 2 นอกพินัยกรรม จึงเป็นกรณีที่พินัยกรรมฉบับหลัง เพิกถอนพินัยกรรมฉบับแรก เฉพาะส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1693 และ 1694 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องมิได้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับหลัง ถือว่าผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมผู้ที่มิได้รับประโยชน์จากพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2 เป็นผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคท้าย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกในส่วนของผู้ตายที่ 2 ตามมาตรา 1713 ส่วนผู้คัดค้านเป็นทายาทผู้ที่รับประโยชน์จากพินัยกรรมของผู้ตายที่ 2 จึงสมควรที่จะเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายที่ 2 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้ตั้งผู้ร้องเพียงผู้เดียวเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาอื่นของผู้คัดค้านไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ตั้งนายชูชัย ผู้คัดค้านเพียงผู้เดียว เป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมเจ็ง ผู้ตายที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ




คดีมรดก ร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

พินัยกรรมยกที่ดิน ส.ป.ก. ทำได้หรือไม่? ศาลฎีกาชี้ชัดเป็นโมฆะตามกฎหมาย แม้เป็นมรดกก็โอนไม่ได้ article
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทถูกกำจัดมิให้รับมรดกเมื่อใด วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเชิงลึกเกี่ยวกับการแบ่งมรดกและการยักย้ายทรัพย์ article
พินัยกรรมยกที่ดินนิคมสร้างตนเองใช้ได้เพียงใด ผู้รับโอนมีสิทธิขับไล่ผู้ครอบครองเดิมได้หรือไม่
บุตรที่เกิดก่อนการใช้บังคับกฎหมายครอบครัวมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และใครสมควรเป็นผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมฉบับหลังเพิกถอนฉบับแรก ผู้ไม่มีส่วนได้เสียไม่มีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก
สิทธิรับมรดกของบุตรนอกสมรสเมื่อบิดารับรองโดยพฤติการณ์ และหลักการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสที่สมรสก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
พระภิกษุถึงแก่มรณภาพ ทรัพย์ตกเป็นของวัดใด? วิเคราะห์ภูมิลำเนาและสถานะวัดในต่างประเทศตามกฎหมายไทย
คำคัดค้านเพิกถอนพินัยกรรมต้องส่งถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกคนหรือไม่ หลักคดีมรดกและกระบวนพิจารณาที่เป็นธรรม
โจทก์ฟ้องให้แบ่งทรัพย์มรดกได้แม้ว่าจะล่วงพ้นกำหนดอายุความหนึ่งปี
ผู้จัดการมรดกหลายคนฟ้องแทนกองมรดกได้เพียงลำพังหรือไม่ และทายาทมีสิทธิฟ้องบังคับตามสัญญาแบ่งมรดกได้เพียงใดเมื่อทรัพย์ยังอยู่ในชื่อทายาทบางคน
ผู้จัดการมรดกทำสัญญาค่านายหน้าแล้วไม่จ่าย หนี้ผูกพันกองมรดกหรือไม่ และทายาทต้องรับผิดเพียงใดตามกฎหมายมรดกและคำพิพากษาศาลฎีกา
สิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกต้องเป็นทายาทเสมอหรือไม่ วิเคราะห์ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกและอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก
พินัยกรรมเป็นโมฆะเพราะเจ้ามรดกไร้สติ ใครมีสิทธิเป็นผู้จัดการมรดก? วิเคราะห์เรื่องสิทธิทายาทและอำนาจร้องขอ
ฟ้องซ้อนหรือไม่เมื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกซ้ำ และผู้จัดการมรดกร่วมตายแล้วใครมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาล
การแบ่งมรดกที่ดินเมื่อบุตรเกิดก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 และปัญหาอายุความมรดกในกรณีผู้จัดการมรดกครอบครองทรัพย์แทนทายาท
สิทธิของคู่สมรสและผู้จัดการมรดกในการฟ้องแบ่งสินสมรสและทรัพย์มรดก เมื่อมีการโอนทรัพย์ให้ทายาทคนอื่นโดยมิชอบ พร้อมปัญหาอายุความมรดกและอำนาจฟ้อง
การโอนขายทรัพย์มรดกโดยผู้จัดการมรดกด้วยเจตนาลวงเป็นโมฆะหรือไม่ : วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการขายที่ดินมรดกให้บุคคลใกล้ชิด
มรดกของครอบครัวมุสลิมกับพินัยกรรม: ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสหรือไม่ และต้องแบ่งตามกฎหมายอิสลามอย่างไร
ผู้จัดการมรดกยกอายุความสู้ทายาทไม่ได้ และเพิกถอนการโอนสินสมรสให้ภริยาคนที่สองได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ตนเองได้หรือไม่: สิทธิทายาทในการเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกและผลเพิกถอนเพียงส่วนแห่งสิทธิ
ทายาทมีสิทธิเข้าเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีได้หรือไม่ เมื่อจำเลยถึงแก่ความตาย
บำเหน็จตกทอดไม่ใช่มรดก และสิทธิของคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย
การจัดการมรดกโดยผู้จัดการมรดกและผลแห่งความยินยอมของทายาทในการโอนทรัพย์มรดก
การฟ้องคดีจัดการมรดกเกินกำหนดอายุความ การเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดก
การจัดการมรดกเสร็จสิ้นเมื่อใด และอายุความฟ้องแบ่งมรดก
สิทธิทายาทของผู้ถูกอุปการะแต่ไม่ได้เป็นบุตรโดยกำเนิด และผลทางกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์มรดก
สิทธิทายาท & การแบ่งมรดกโดยจับฉลาก, ทายาทไม่เข้าร่วมประชุม (ฎีกา 2128/2567)
ภาษีการรับมรดกต้องคำนวณวันเจ้ามรดกตาย ดอกเบี้ย–เงินฝากหลังวันตายคิดภาษีหรือไม่ และศาลขยายเวลาฟ้องคดีภาษีได้หรือไม่
พินัยกรรมผิดแบบเอกสารลับ ใช้เป็นพินัยกรรมธรรมดาได้หรือไม่
การอยู่กินโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผลทางมรดกและพินัยกรรม(ฎีกา 2102/2551)
สิทธิทายาทเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกและอายุความฟ้องคดี(ฎีกาที่ 5689/2552)
การตายพร้อมกันและผู้ไม่สมควรรับมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 358/2554)
บุตรบุญธรรมฟ้องแบ่งมรดก | ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ(ฎีกา 1276/2558)
คำร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกปิดบังทรัพย์มรดกมีผลอย่างไร
ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด(ฎีกา 6532/2562)
ผู้จัดการมรดกหลายคนทำงานไม่ได้ต้องทำอย่างไร ศาลมีอำนาจตั้งเพิ่มหรือไม่ และแก้ปัญหาความขัดแย้งในมรดกอย่างไรให้เดินหน้าต่อได้
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเองได้เพียงใด และผลต่อบุคคลภายนอกโดยสุจริต(ฎีกา 4887/2566)
เงินฌาปนกิจศพต้องหักกับค่าจัดการศพหรือไม่,หนี้กองมรดก, (ฎีกา 5043/2566)
ทายาทไม่คัดค้านการโอนมรดก ยังมีสิทธิหรือไม่? วิเคราะห์สิทธิขอกันเงินจากการขายทอดตลาดเมื่อยังไม่แบ่งมรดกเสร็จ
พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง & ความสามารถผู้ทำพินัยกรรม(ฎีกา 6522/2561)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์เป็นของตนเอง ศาลชี้เป็นยักยอกทรัพย์มรดกหรือไม่
สัญญาประนีประนอม & สิทธิผู้จัดการมรดกเสียงข้างมาก (ฎีกา 3001/2568)
ผู้จัดการมรดกนำที่ดินมรดกไปจำนองโดยไม่ยินยอมจากทายาท มีความผิดหรือไม่? วิเคราะห์อำนาจผู้จัดการมรดกและความรับผิดทางอาญาเมื่อใช้ทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
อำนาจผู้จัดการมรดกร่วม & ฟ้องเรียกทรัพย์, มาตรา 1726, (ฎีกา 2628/2567)
สิทธิทายาทฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อปล่อยให้ครอบครองทรัพย์เพียงผู้เดียวเป็นเวลานานตามกฎหมายมรดกไทย
บังคับแบ่งมรดก & เพิกถอนโอน,ผู้จัดการมรดก, (ฎีกา 3886/2566)
ผู้จัดการมรดกมีอำนาจฟ้องเรียกทรัพย์มรดกคืนได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายกรณีทรัพย์สินที่ถือครองแทนผู้ตาย และหลักเสียงข้างมากของผู้จัดการมรดก
(ฎีกาที่ 8200/2567) เพิกถอนโฉนดที่ดินและการจัดการมรดก: การบังคับคดีและผลทางกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4043/2567 การตั้งผู้จัดการมรดกและการคัดค้านสิทธิของทายาท
พินัยกรรมมีข้อความพิมพ์ปนกับลายมือใช้ได้หรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับและสิทธิการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกร่วม
มรดกไม่มีทายาทตกเป็นของใคร? วิเคราะห์กฎหมายมรดกกรณีไม่มีทายาทโดยธรรม ไม่มีพินัยกรรม และข้อพิพาทเรื่องสิทธิในบัญชีเงินฝากของผู้ตาย
อุทธรณ์ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ชัด มิใช่คัดลอกคำให้การเดิม มิฉะนั้นถือเป็นอุทธรณ์ไม่ชอบตามกฎหมาย
โจทก์เป็นบุตรนอกกฎหมายที่เจ้ามรดกได้รับรองแล้ว(ฎีกา 7272/2562)
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ หากจัดการทรัพย์สินขัดต่อหน้าที่ เสี่ยงทั้งเพิกถอนนิติกรรมและความผิดยักยอก
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกให้ตนเองได้หรือไม่ และทายาทที่ยังไม่จดทะเบียนสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนแก่บุคคลภายนอกได้เพียงใด
สรุปคดีมรดก & เพิกถอนโอนที่ดิน,เพิกถอนนิติกรรม,(ฎีกา 1028/2564)
บุตรที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการตายของเจ้ามรดก ยังมีสิทธิรับมรดกหรือไม่ และแบ่งทรัพย์มรดกอย่างไรเมื่อยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
การจัดการมรดกไม่ชอบไม่อาจถือว่าการจัดการมรดกสิ้นลงแล้ว
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อทายาทยังครอบครองทรัพย์มรดกอยู่: อายุความแบ่งมรดก สิทธิครอบครอง และผลผูกพันคำพิพากษาเดิม
พินัยกรรมของผู้ตายที่ห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตกเป็นโมฆะ, ข้อห้ามในพินัยกรรมเป็นโมฆะ, ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม
ถอนผู้จัดการมรดก, การปันมรดกเสร็จสิ้นแล้ว, การจัดการศาลจ้าวไม่เป็นมรดก, ศาลจ้าวใต้เซียฮุดโจ๊วเป็นกุศลสถาน
ที่ดินของรัฐ มรดกของผู้ตาย, ที่ดินนิคมสหกรณ์, สิทธิทำประโยชน์ในที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดิน, การเพิกถอนโฉนดที่ดิน,
การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในกองมรดก, การเพิกถอนนิติกรรมในทรัพย์มรดก, การขายทรัพย์มรดกเพื่อชำระหนี้, ผู้จัดการมรดกกับสิทธิและหน้าที่
เจ้าหนี้ใช้สิทธิแทนลูกหนี้เรียกทรัพย์มรดกได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าสิทธิในทรัพย์มรดกไม่ใช่สิทธิส่วนตัวตามกฎหมาย
สิทธิรับเงินค่าหุ้นสหกรณ์เป็นมรดกหรือไม่? วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้รับโอนประโยชน์ เงินสงเคราะห์ และผลทางกฎหมายที่ทายาทควรรู้ article
นิติกรรมซื้อขายที่ดินซึ่งเป็นคนต่างด้าว, คดีมรดกที่ดินของคนต่างด้าว, อายุความคดีมรดก, การยักยอกทรัพย์มรดก
สิทธิรับมรดกของพี่น้องร่วมบิดามารดาและทายาทแทนที่ กรณีค่าเช่าทรัพย์มรดกต้องแบ่งอย่างไร ใครมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินมรดกเป็นของตนเองได้หรือไม่ และหากนำทรัพย์มรดกไปจำนองโดยทายาทไม่ยินยอมจะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่
เพิกถอนโอนมรดก & สิทธิทายาท (ฎีกา 1023/2566)
ที่ดิน น.ส.3 ก. ที่ผู้ตายยังไม่ส่งมอบให้ใครก่อนตาย เป็นมรดกหรือไม่ ผู้จัดการมรดกโอนเข้าชื่อตนเองได้เพียงใด และทายาทจะเรียกเพิกถอนคืนได้หรือไม่
สิทธิทายาทในมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, ทายาทตายก่อนแบ่งมรดก, รับมรดกแทนที่ มาตรา 1639,
สิทธิการฟ้องขอแบ่งมรดกของทายาท, การเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินมรดก, สินสมรสหลังคู่สมรสเสียชีวิต
สัญญาประกันชีวิต, สัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก, ผู้ทำประกันชีวิตและผู้รับผลประโยชน์ตายพร้อมกัน
การจัดการหนี้สินในกองมรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก, ที่ดินมรดกและการบังคับคดี
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนมรดก
ผู้จัดการมรดกปฏิบัติผิดหน้าที่-ทายาทผู้มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกได้
ผู้จัดการมรดกร่วมถึงแก่ความตายต้องทำอย่างไร, ฟ้องซ้อน คืออะไร, แต่งตั้งผู้จัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่เพียงทำการอันจำเป็นเพื่อจัดการมรดกโดยทั่วไป
การจัดการทรัพย์มรดกในฐานะผู้จัดการมรดกตามหน้าที่ที่จำเป็น
ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดก ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน ผู้มีส่วนได้เสีย
สามีไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นผู้จัดการมรดกได้
ทรัพย์มรดกยังไม่ได้แบ่งให้แก่ทายาททุกคน-การจัดการทรัพย์มรดกยังไม่เสร็จสิ้น
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มีผลอย่างไร?
ฟ้องผู้จัดการมรดกนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเกินห้าปีขาดอายุความ
ผู้จัดการมรดกไม่จัดทำบัญชีทรัพย์มรดกยื่นต่อศาลถูกเพิกถอนได้
อายุความคดีมรดก เจ้าหนี้ฟ้องคดีมรดกเกินหนึ่งปี
ฟ้องเพิกถอนการโอนที่ดินมรดกต้องใช้กฎหมายมรดกหรือมาตรา 1336 และมีอายุความเพียงใดเมื่อผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้ทายาทคนเดียว
บุตรนอกกฎหมายซึ่งผู้ตายรับรองแล้วเป็นผู้สืบสันดาน
มารดาขายที่ดินซึ่งผู้เยาว์มีส่วนแบ่งไม่ต้องขอศาล
นายอำเภอคือผู้มีอำนาจจัดทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง
ความรับผิดของผู้จัดการมดกภายหลังการเสียชีวิต
ผู้จัดการมรดกนำทรัพย์มรดกไปให้เช่าราคาต่ำและเช่าช่วงเอากำไรสูง ทายาทหรือผู้จัดการมรดกร่วมฟ้องเรียกคืนค่าเช่าได้ภายในกี่ปี
ผู้สืบสันดาน คือใคร? ต่างกับทายาท อย่างไร?
คู่สมรสและการแบ่งมรดกของคู่สมรส | การสมรสเป็นโมฆะ
อายุความคดีมรดก และอายุความเกี่ยวกับการจัดการมรดก
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ครบแล้ว ยังถอนออกจากตำแหน่งได้หรือไม่ พร้อมแนวทางฟ้องคดีเมื่อแบ่งมรดกไม่เป็นธรรมตามกฎหมาย
การปันมรดกเสร็จสิ้นลงแล้วการถอนผู้จัดการมรดกย่อมพ้นกำหนดเวลา
สามีมิได้จดทะเบียนสมรสไม่ถือเป็นทายาทของภริยาผู้ตาย
อำนาจหน้าที่จัดการศพพระภิกษุผู้มรณภาพไม่มีทรัพย์สิน